กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 150 : สังหารอยางไมทันตั้งตัว!
“จะต้องส่งใครบางคนกลับไปที่พรรค คอยรับมือ อู่
อวี้ เอาไว้ จากนั้นก็เริ่มดำเนินการทำลายค่ายกล
หมื่นกระบี่นี้ต่อ”เจียงเซี่ย ครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่ง
หลังจากที่ปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้ว มันเองก็
ได้เตรียมแผนอยู่ในใจแล้วเหมือนกัน
การที่จะได้ครอบครอง นิกายกระบี่สวรรค์ ในอีก
ไม่กี่วัน จึงทำให้ทางฝังพรรคจงหยวนมิอาจจะรอ
ได้อีกต่อไป แต่ เจียงเซี่ย เองก็ไม่ได้คิดว่าจะมี
เหตุการณ์ที่เหล่าศิษย์นับแสนของมันจะต้องมาตก
ตายเช่นนี้
จิ่วเซียน นั้นก็หัวเราะคิกคักแล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่าน
พี่เจียง เรื่องนี้ง่ายมาก ข้าจะส่งปักษาคลื่นอัสนีเอง
ไป และพวกเราก็รั้งอยู่ที่นี่เพื่อทำลาย ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ต่อไป”
ความเป็นจริงแล้ว เจียงเซี่ย ก็ต้องการที่จะส่ง
ปักษาคลื่นอัสนีกลับไปช่วยแก้ปัญหาของพรรคจง
หยวนด้วยเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นปีศาจ!
เจียงเซี่ย นั้นติดต่อกับเหล่าปีศาจมานับปี และมัน
ก็รู้ว่าสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจมากที่สุดก็คือปีศาจ
แถมท่ามกลางเหล่าปีศาจ ที่ไว้ใจไม่ได้มากที่สุดก็
คือ ปีศาจจิ้งจอก
แต่ว่าตอนนี้เหตุการณ์ทางด้านเทือกเขาครามนั้น
อยู่ในช่วงเวลาสำคัญ ถ้าหากไม่สามารถทำลาย
ค่ายกลลงได้ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปโจมตีได้
ปักษาคลื่นอัสนีเป็นปีศาจอายุนับพันปี และเมื่อ
ปักษาคลื่นอัสนีไปถึงเทือกเขาเซียนจงหยวนแล้ว
เหล่าศิษย์นับแสนคนก็จะตกอยู่ในมือของมัน และ
เช่นนั้นเอง จิ่วเซียน ก็จะสามารถที่จะนำเรื่องนี้
เรียกร้องสิ่งต่างๆได้ แม้กระทั่งการที่จะครอบครอง
เทือกเขาครามแห่งนี้!
ปีศาจก็ต้องการครอบครองพลังฟั้าดิน
เจียงเซี่ย หวั่นเกรง จิ่วเซียน เป็นอย่างมาก และ
สิ่งที่มันกลัวมากที่สุดก็คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของ
นางนั้นอาจจะเป็นเทือกเขาคราม
ยังคงมีกลุ่มคนหลงเหลืออยู่ในเทือกเขาเซียนจง
หยวน การส่งปักษาคลื่นอัสนีไปเพียงลำพังเช่นนี้
หาก จิ่วเซียน คิดไม่ซื่อ นี่ก็เท่ากับว่าอำนาจส่วน
ใหญ่ก็จะไปอยู่ในมือของเผ่าปีศาจ เมื่อถึงเวลานั้น
มันก็ทำได้เพียงแค่ยินยอมแต่โดยดีเท่านั้น
ก่อนที่พวกมันจะเป็นพันธมิตรกัน เจียงเซี่ย ได้ทำ
การตรวจสอบมาทุกๆอย่างแล้ว มันคอยตรวจสอบ
คนที่แข็งแกร่งทุกตนภายในกองทัพของปีศาจ เพื่อ
หลีกเลี่ยงโอกาสที่พวกมันเข้าลอบโจมตีเทือกเขา
เซียนจงหยวน ดังนั้นมันจึงตัดสินใจให้ เจียงจี้
คอยเฝั้าประจำการที่พรรคเอาไว้
แต่มันกลับไม่ได้คาดคิดว่าจะเป็น อู่ อวี้ ที่เข้ามา
โจมตีพรรคของมันแทน
ยังมีอีกจุดหนึ่ง เจียงเซี่ย รู้ว่าเปั้าหมายสำคัญที่สุด
ของ จิ่ว เซียน ก็คือ อู่ อวี้ นางจึงส่งปักษาคลื่น
อัสนีไป เพราะถ้าตัวมันเดินทางไปด้วยตนเอง
แน่นอนว่าย่อมต้องสังหาร อู่ อวี้ เป็นแน่ เพราะว่า
เจียงเซี่ยนั้น ต้องการที่จะแก้แค้ให้กับ เจียง จุน
หลิน โม่ ซิวเต๋า และเหล่าศิษย์ที่อยู่ภายใน
เทือกเขาจงหยวนที่ต้องตกตายลงไปเพราะฝีมือ
ของ อู่ อวี้
เป็นเพราะอู่ อวี้ ทำให้ ตัวมัน และ จิ่วเซียน เกิด
ความขัดแย้งกันขึ้นอยู่ภายใน จนรอวันที่จะระเบิด
ออกมาและเริ่มสงครามบทใหม่อีกครา!
ดังนั้นเมื่อเขาเห็นใบหน้าอันอ่อนหวานของ จิ่
วเซียน มันก็ส่ายหัวและกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องที่
เกิดขึ้นภายในพรรคจงหยวนของข้า ก็ต้องเป็นข้า
ที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาด้วยตัวของข้าเอง”
จิ่วเซียนรู้อยู่แล้วว่า เจียงเซี่ย จะต้องกล่าวคำพูด
เช่นนี้ออกมา นางจึงกล่าวตอบไปว่า “ท่านพี่เจียง
น่ารู้อยู่แล้วว่าความสำคัญของเขาที่มีต้องข้าเป็น
เช่นไร ถ้าหากว่าท่านสังหารเขาลงไป เกรงว่าข้า
คงจะต้องถอนตัวออกจากสงครามในครั้งนี้ ”
นี่เป็นการข่มขู่แบบสุภาพ
เจียงเซี่ย ก็รู้เช่นกันว่านางจะต้องกล่าวออกมา
เช่นนี้ มันจึงหัวเราะออกมาแล้วกล่าวออกไปว่า
“ท่านวางใจได้ ข้ายังต้องการใช้มันเพื่อเป็นการ
แลกเปลี่ยนน้องชายของข้าและศิษย์ลำดับหนึ่ง
ของข้าที่ถูกจับตัวไป”
จิ่วเซียน ก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าวต่อ “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่
มีปัญหา ครั้งนี้ข้าต้องขอฝาก อู่ อวี้ ไว้ในมือของ
ท่านก่อน หลังจากที่จบเรื่องการทำลายนิกายกระบี่
สวรรค์แล้ว ข้าคงจะขอนำตัวเขาจากไปจากท่าน”
ครั้งนี้ อู่ อวี้ ได้ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นในเทือกเขาจง
หยวน นางนั้นไม่สามารถเอาแต่ใจตนเองจนเกิน
ขอบเขตมากเกินไป เพราะว่าความเป็นพันธมิตร
ของพวกเขาจริงๆแล้วนั้นบางเสียยิ่งกว่ากระดาษ
ซะอีก
เจียงเซี่ย ได้แอบบอกกับเหล่าผู้อาวุโสในที่นี้อย่าง
ลับๆ ให้พวกเขานั้นคอยระมัดระวังพวกปีศาจ
เอาไว้ ตัวมันได้ทิ้งผู้ที่แข็งแกร่งของพรรคจงหยวน
เอาไว้ที่นี่ มีผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ
10อยู่หลายคน คอยจับตาดูไม่ให้เผ่าปีศาจก่อ
เรื่องราววุ่นวายขึ้น ครั้งนี้จึงทำให้พรรคจงหยวน
และก็ปีศาจเจ็ดทะเลแดงเกิดความแน่นแฟั้นขึ้นมา
ในทันที ในตอนนี้ตัวมันนั้นเชื่อใจพวกปีศาจเจ็ด
ทะเลแดงอย่างยิ่ง เป็นเพราะว่าพวกมันนั้นมาก
จากทะเลตะวันออก จึงมั่นใจได้ว่าพวกมันไม่ได้คิด
เข้ามาเพื่อแย่งชิงเทือกเขาครามเช่นเดียวกับพรรค
จงหยวน
“พี่เทียนอี้ ที่แห่งนี้ข้าขอฝากท่านไว้ก่อน รอสักวัน
สองวันแล้วข้าจะกลับมา”
“ประมุขเจียงโปรดวางใจ ข้าจะไม่ยอมทำเป็นไม่รู้
ไม่เห็นแล้วปล่อยให้นางจิ้งจองตนนี้มาสร้างความ
วุ่นวายแน่นอน ความสัมพันธ์ของเราเป็นสิ่งที่
สำคัญสำหรับข้า” เทียน อี้จุน พยักหน้าตอบรับ
อย่างจริงจัง
“เฟิง ซัวหยา เป็นบุคคลที่อันตรายอย่างมาก ข้า
ไม่ได้อยู่ที่นี่ ฉะนั้นท่านต้องระมัดระวังตัวจากการจู่
โจมของมันด้วย” จากนั้น เจียงเซี่ย ก็บอกกับทุก
คนว่าตัวมันนั้นต้องการที่จะกลับไปเทือกเขาเซียน
จงหยวน เพื่อจับตัว อู่ อวี้ ด้วยตนเอง และใช้ อู่
อวี้ เป็นตัวแลกตัวประกันในครั้งนี้
“ท่านพี่เจียงโปรดวางใจ เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะ
ละทิ้งค่ายกลหมื่นกระบี่นี้แล้วหนีจากไป แต่พวก
มันจะสามารถหนีรอดไปได้สักกี่คนเชียว?” จิ่
วเซียน กล่าว
เทียน อี้จุน ก็กล่าวเสริมไปว่า “ประมุขเจียงวางใจ
เถอะ พวกเราปีศาจเจ็ดทะเลแดงเคยประมือกับ
เฟิง ซัวหยา มาแล้วที่ทะเลตะวันออก แต่มันก็ไม่
สามารถทำอะไรพวกเราได้ ถึงแม้ว่าท่านไม่อยู่
ยังไงสงครามในครั้งนี้ เฟิง ซัวหยา จะต้องพบกับ
ความพ่ายแพ้และถูกพวกเราสังหารลงอย่าง
แน่นอน ”
ทางด้าน หลาน ฮั้วหยุน และ เฟิง ซัวหยา ปล่อย
ให้เป็นหน้าที่ของ จิ่วเซียน และปีศาจเจ็ดทะเลแดง
เป็นผู้จัดการ ปีศาจและเหล่าผู้อาวุโสของพรรคจง
หยวนที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับเก้าก็มี
มากกว่าฝังนั้นสองเท่า ยังไงก็สามารถบดขยี้พวก
มันได้อย่างแน่นอน!
“ค่ายกลหมื่นกระบี่นี้สามารถทนได้อีกเพียงแค่วัน
เดียวเท่านั้น และพวกมันก็ไม่สามารถจะยอมแพ้ได้
ถึงแม้พวกมันจะขอยอมจำนน ยังไงนิกายกระบี่
สวรรค์ของมันก็จะต้องถูกทำลายลงไปอยู่ดี ฮ่าฮ่า
…..”
ความเป็นจริงแล้ว เจียงเซี่ย รู้ดีว่าการจากไปใน
ครั้งนี้มีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก แต่ถึงยังไงมันก็
จำเป็นจะต้องเสี่ยงเพราะว่ามันไม่สามารถที่จะ
ปล่อยให้เหล่าศิษย์นับแสนคนที่อยู่ภายในเทือกเขา
เซียนจงหยวนต้องตกตายไปได้
ในที่แห่งนี้ตัวมันทำได้เพียงพึ่งพาความสัมพันธ์ที่มี
อยู่กับปีศาจเจ็ดทะเลแดง ซึ่งในเวลานี้เป็น
ช่วงเวลาที่หน้าสิ่วหน้าขวานเป็นอย่างยิ่ง
“ไป!”
เจียงเซี่ย นั้นแสร้งทำเป็นจากไป แต่ก่อนหน้านั้น
ตัวมันได้คอยแอบสังเกตการณ์อยู่ละแวกนั้นก่อน
เป็นเวลา 1 ชั่วยาม หลังจากเห็นว่าเมื่อยามที่มัน
จากมาแล้วก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มันจึงรีบขี่น้ำเต้าสี
แดงกลับไปยังเทือกเขาจงหยวนด้วยความรวดเร็ว
ราวกับดาวตก!
“อู่ อวี้ !”
เป็นเพียงแค่ผู้เยาว์คนหนึ่ง แต่กลับสามารถทำให้
เจียงเซี่ย ต้องกลายเป็นบ้าคลั่งได้
ทางด้านประตูศิลาหมื่นกระบี่ ทุกคนต่างก็ให้
ความสำคัญทุกความเคลื่อนไหว เมื่อพวกเขาเห็น
ว่าอยู่ๆการทำลายค่ายกลหมื่นกระบี่ก็หยุดฉะงัก
อย่างฉับพลัน เฟิง ซัวหยา ก็รู้แล้ว่าทางด้าน อู่ อวี้
สามารถก่อกวนพวกเขาได้สำเร็จ!
พวกเขาอดไม่ได้ที่จะโห่ร้องด้วยความยินดีออกมา
แต่มันกลับทำให้ เฟิง ซัวหยาต้องรู้สึกเป็นกังวล
“เจียงเซี่ย จากไปแล้ว” ผ่านไปสักพักหนึ่ง หลาน
ฮั้วหยุน ก็กล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้น
ผู้อาวุโสเซินถู ก็กล่าวออกมาด้วยว่า “มันต้อง
กลับไปที่เทือกเขาจงหยวนแน่นอน ถ้าเช่นนั้น
ทำไมพวกเราไม่ออกจากค่ายกลหมื่นละกระบี่และ
พุ่งตรงเข้าไปเข่นฆ่าพวกมันเสียล่ะ?”
เฟิง ซัวหยา ส่ายหัวของเขาแล้วกล่าวว่า “เจียง
เซี่ย มักมีนิสัยที่ขี้ระแวง มันย่อมต้องสังเกตการณ์
อยู่รอบๆนี้เป็นแน่ พวกเรารอให้ผ่านไปสองชั่วยาม
ก่อนจะดีกว่า”
เวลาผ่านไป
ผู้อาวุโสเซินถูก็ถามขึ้น “ท่านผู้นำนิกาย
ความหมายของท่านก็คือให้พวกเราละทิ้งค่ายกล
หมื่นกระบี่นี้แล้วให้พวกเราเตรียมตัวออกไป
ประหัตประหารกับพวกมันใช่หรือไม่?”
เฟิง ซัวหยา หันหัวกลับมามองเหล่าผู้เยาว์นับพัน
ที่อยู่เบื้องหลังมองเห็นใบหน้าที่กำลังเต็มไปด้วย
ความกระหายเลือด เขาส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “มัน
ไม่ง่ายที่จะละทิ้งค่ายกลหมื่นกระบี่นี้ เมื่อออกไป
ข้างนอกค่ายกล ย่อมเกิดเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
จะต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วนอย่าง
แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ว่า เจียงเซี่ย จะไม่อยู่
ที่นี่ แต่ว่าพวกเราก็ไม่โอกาสที่จะเอาชนะได้เลย
และถึงแม้จะชนะได้ พวกเราก็มิอาจสามารถ
หลีกเลี่ยงการสูญเสียอย่างหนักหน่วงนี้ไปได้….”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรจะทำอย่างไร?”
สายตาของ เฟิง ซัวหยา จับจ้องไปที่ร่างหนึ่งที่อยู่
ห่างไกล นั่นก็คือ อัน ซางจุน!ในมุมหนึ่งที่ไม่มี
ใครสังเกตเห็น ตัวมันได้ลอบตรงไปหาศิษย์หญิง
ของพรรคจงหยวน จากนั้นก็ไปปรากฏอยู่ด้านข้าง
ของนางอย่างแช่มช้า
“ตอนนี้ค่ายกลหมื่นกระบี่อ่อนกำลังลงไปแล้วแปด
ส่วน จนเกือบจะสลายไปแล้ว แต่ยังไงสิงโตที่หลับ
อยู่ก็ยังน่ากลัวกว่าสุนัขที่กำลังเห่าหอน ค่ายกลนี้
ยังคงมีประสิทธิภาพอยู่ ถ้าหากว่า อัน ซางจุน ตก
ตายลง ก็จะสามารถยื้อเวลาไปได้อีก1เดือน!”
สิ่งสุดท้ายที่ เฟิง ซัวหยา ไม่อยากจะเห็นมากที่สุด
ก็คือการเห็นเหล่าศิษย์ผู้เยาว์เหล่านี้ต้องตกตายลง
อยู่ที่นี่…..
“เจ้าต้องการที่จะไปจัดการเรื่องนี้เพียงลำพัง
ใช่มั้ย?” หลาน ฮั้วหยุน สังเกตเห็นสีหน้าอันแน่ว
แน่ของ เฟิง ซัวหยา
เฟิง ซัวหยาก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “เมื่อมาคิดดู
แล้ว ข้าต้องขอบคุณสวรรค์ที่ให้ข้าได้มีลูกศิษย์เช่น
อู่ อวี้ ที่ทำให้ข้าได้รับโอกาสบางอย่าง ให้ข้าได้รู้
แจ้งวิชาเต๋าวิชาใหม่”
หลาน ฮั้วหยุน กล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง
“เจ้าได้ฝึกฝนวิชาเต๋าวิชาใหม่รึ!”
เฟิง ซัวหยา พยักหน้าแล้วกล่าวตอบออกไป
“ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ข้าไม่มีความก้าวหน้าขึ้น
เลยแม้แต่น้อย ในช่วงวิกฤตไม่กี่วันมานี้ ในใจของ
ข้าเต็มไปด้วยความสับสน ทรมาน แต่ทว่ามันกลับ
ทำให้ข้าได้รับบางสิ่งบางอย่างมา นี่อาจเป็นเพราะ
สวรรค์ได้เมตตาช่วยเหลือข้า แต่ถ้าหากไม่มี อู่ อวี้
ข้าก็คงไม่ได้รับโอกาสนี้….”
บทสนทนานี้เกรงว่าจะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่จะ
เข้าใจความหมายของมัน
ยกเว้นพวกเขาสองคน คนอื่นๆที่เหลือก็ไม่มีใครจะ
เข้าใจมันได้
“นี่จะต้องเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของเจ้าแน่นอน!
” หลาน ฮั้วหยุนหันไปทาง หวันเทียน หยู๋เซวีย
แล้วก็กล่าวว่า “พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ อาจารย์ของเจ้า
จะออกจากที่แห่งนี้ เจ้าต้องมาแทนตำแหน่งต่อ
จากอาจารย์ของเจ้า ช่วงที่ข้าพร่ำสอนเจ้าอยู่
หลายวันมานี้ เจ้าจดจำมันได้หรือไม่?”
ความจริงแล้วตั้งแต่ที่พวกเขามาประจำการที่ค่าย
กลหมื่นกระบี่นี้ เพื่อปั้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
เหล่าผู้อาวุโสในนิกายต่างก็สอนวิธีการควบคุมค่าย
กลให้แก่ หวันเทียน หยู๋เซวีย ถึงแม้ว่าเขาจะ
ควบคุมได้ไม่เก่งกาจเท่าคนอื่นๆ และไม่เก่งกาจ
เท่า เฟิง ซัวหยา แต่ถ้าเป็นเวลาแค่ครึ่งชั่วยาม
ย่อมไม่เป็นปัญหาอันใด หลังจากนี้ ถ้ายังไม่มีใคร
เข้ามาโจมตีค่ายกลหมื่นกระบี่ เพียงแค่ประคอง
ค่ายกลเอาไว้ก็พอแล้ว
“ขอรับ!” หวันเทียน หยู๋เซวีย รู้สึกปราบปลื้ม
เป็นอย่างยิ่ง เขารู้ว่าอาจารย์ที่เขาเทิดทูนมากที่
สุดกำลังจะเข้าไปต่อสู่ในสนาม!
ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกสับสนนิดหน่อย
ผ่านไปสองชั่วยาม
เมื่อ เฟิง ซัวหยา แน่ใจแล้วว่า เจียงเซี่ย ได้ไปจาก
ที่นี่แล้ว และพวกมันก็ยังไม่สามารถที่จะทำลาย
ค่ายกลหมื่นกระบี่ลงได้ แถมยังหลงเหลือผู้
แข็งแกร่งอยู่เพียงไม่กี่คน นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่
จะลงมือแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอู่ อวี้ สร้าง
โอกาสนี้มาให้
พวกเขาเตรียมการเพื่อที่จะรับมือกับ เจียงเซี่ย
และจิ่วเซียน ด้วยความสิ้นหวัง แต่พวกเขาไม่ได้
คาดคิดว่าจะได้รับโอกาสอันดีงามเช่นนี้
ในเวลานี้ เฟิง ซัวหยา ได้กระโดดออกมาและให้
หวันเทียน หยู๋เซวียเข้าไปแทนที่ เข้าไปควบคุม
ค่ายกลหมื่นกระบี่ ค่ายกลหมื่นกระบี่ก็สั่นสะเทือน
เล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดเขาก็สามารถควบคุมมันได้
หวันเทียน หยู๋เซวีย สูญเสียพลังไปส่วนหนึ่ง แต่ถึง
อย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวัง!
วูม!
เฟิง ซัวหยา ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาและกระโดด
ขึ้นไปเหยียบกระบี่บินยักษ์สีทองแล้วก็พุ่งทะยาน
ออกไปนอกค่ายกลหมื่นกระบี่ ผ่านไปสักครู่หนึ่ง
เฟิง ซัวหยา ก็มาอยู่บนท้องฟั้าเหนือหัวของศัตรู
!
เมื่อฝั่ายศัตรูสังเกตเห็นความผันผวนของค่ายกล
หมื่นกระบี่ พวกมันก็ตื่นตัวขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อ
พวกมันเห็นว่า เฟิง ซัวหยา ออกมาเพียงลำพัง
พวกมันจึงรู้สึกสับสน
ในเวลานี้ จิ่วเซียน ปักษาคลื่นอัสนีและปีศาจ
ชั้นสูงตัวอื่นๆ เหล่าปีศาจเจ็ดทะเลแดง และ อัน
ซางจุน ต่างเมื่อเห็น เฟิง ซัวหยา พวกมันก็รีบเข้า
ไปปิดกั้นเส้นทางของเขาไว้ในทันที เทียน อี้จุน รู้ดี
ว่าเปั้าหมายของ เฟิง ซัวหยา คืออะไร พวกปีศาจ
เจ็ดทะเลแดงจึงพากันตั้งค่ายกลล้อมรอบตัวของ
อัน ซางจุน เอาไว้ จากนั้น เทียน อี้จุน ก็หันไปหา
จิ่วเซียน และกล่าวว่า “จิ่วเซียน มันมาเพื่อที่จะ
สังหาร อัน ซางจุน พวกข้าทั้งหมดจะปกปั้องเขา
เอาไว้เอง ส่วนเจ้าก็เข้าไปขัดขวางมันไว้ซะ!”
จิ่วเซียนก็หัวเราะเสียงหวานและกล่าวว่า “พวก
ผู้ชายนี่ ชอบส่งปัญหามาให้ข้าจัดการอยู่เรื่อย”
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เฟิง ซัวหยา นั้นยังคง
ใจเย็นอยู่
สายลมพัดผ่านสัมผัสกับผมยาวของเขา มันก็ปลิว
ไสว ราวกับเป็นเซียนกระบี่ ดวงตาของเขาให้
ความรู้สึกอันเงียบสงบล้ำลึก ท่ามกลางความเรือน
รางนี้ พลันปรากฏเป็นกระบี่สีทองเฉิดฉายขึ้นมา
จิ่วเซียนก้าวออกมาอย่างช้าๆ แล้วกล่าวออกไปว่า
“ท่านเป็นอาจารย์ของ อู่ อวี้ ของข้าใช่หรือไม่?”
เฟิง ซัวหยา เหลือบมองไปที่นางอย่างเย็นชา น่า
แปลกที่เขากลับไม่ได้ตกลงไปสู่ในเสน่ห์อันน่าเย้า
ยวนของนาง ในเวลานี้กระบี่ยาวที่อยู่ในมือของ
เขาค่อยๆถูกยกขึ้นมา ทันใดนั้นก็ราวกับมีพลังที่
มองไม่เห็นปรากฎเป็นปราณกระบี่ขึ้นมาอย่างแจ่ม
ชัด
เมื่อมองไปแล้ว ดูเหมือนว่าเขานั้นต้องการที่จะยืน
หยัดต่อสู้เพียงลำพัง!
ดวงตาของ จิ่วเซียน หดตัวลง นางนั้นไม่เชื่อว่า
เฟิง ซัวหยา จะมีความกล้าหาญเช่นนี้
ในช่วงเวลานี้ เฟิง ซัวหยา ยกกระบี่ขึ้นมา กวาด
ผ่านทิศทางของ อัน ซางจุน ขึ้นมาเบาๆ แต่เวลา
ผ่านไป กลับดูเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแม้แต่น้อย
“อา ฮ่าฮ่า….”
อัน ซางจุน อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
ตัวมันคิดว่า เฟิง ซัวหยา กำลังเล่นละครลิงหลอก
เขาอยู่
ฟุั่บ!
ทันใดนั้น ในขณะที่เขานั้นกำลังหัวเราะออกมาอยู่
นั้น หัวของมันก็กระเด็นลงมาอยู่บนพื้น
เฟิง ซัวหยา รู้สึกเหมือนกับว่าเขาได้ปลดภาระที่
หนักอึ้งออก ใบหน้าของเขาก็ซีดเซียวลง การที่จะ
ใช้เคล็ดวิชานี้ ดูเหมือนว่ามันจะทำให้เขาต้อง
สูญเสียพลังศักดิ์สิทธิ์ไปมหาศาล จากนั้นเขาก็
กลายเป็นประกายแสงจากไปในทันที พริบตาเดียว
เขาก็กลับเข้าไปอยู่ในค่ายกลหมื่นกระบี่เรียบร้อย
แล้ว
“อัน ซางจุน!”
เมื่อทุกคนมองเห็น อัน ซางจุน หัวกับตัวกระเด็น
อยู่คนละที่ มันได้ตกตายในทันที!
จิ่วเซียน รู้ว่า เฟิง ซัวหยา ย่อมไม่เหลือพลังในการ
ต่อสู้อีกแล้ว ฉะนั้นนางจึงรีบไล่ตามเข้าไปยังค่าย
กลกระบี่ ยามนี้นางเกือบจะสามารถเข้าไปจับกุม
ตัว เฟิง ซัวหยา เอาไว้ได้แล้ว แต่กระนั้นค่ายกล
กระบี่กลับเริ่มโจมตีเข้าใส่นางอย่างไม่หยุดหย่อน
ทำให้นางต้องรีบถอยร่นออกมาในทันที
“เขาสูญเสียพลังศักดิ์สิทธิ์ไปมากมาย เกือบจะ
สังหารเขาลงได้แล้วเชียว! แต่ว่านี่มันเป็นวิชา
อะไร ทำไมมันถึงได้ทรงพลังขนาดนี้!” จิ่วเซียน
รู้สึกสั่นสะท้านอยู่ในใจ
มีเพียง หลาน ฮั้วหยุน เท่านั้นที่ยิ้มออกมา นางรู้
ว่า วิชาเต๋านี้มาจากที่ใด!
มันคือต้นกำเนิดแห่งวิถีกระบี่!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ