กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 151 : กลับมาไดแลว!
ณ เทือกเขาเซียนจงหยวน
อู่ อวี้ ใช้เวลาซุ่มโจมตี พรรคจงหยวน กว่าสองวัน
เต็ม ภายในสองวันที่ผ่านมานี้ พรรคจงหยวน ถูก
เขาบดขยี้จนราบคาบลงอย่างสมบูรณ์
ภายในรัศมีหลายพันลี้ของ เทือกเขาเซียนจงหยวน
ยามนี้เหล่าสาวก พรรคจงหยวน จำนวนมากกำลัง
หลบซ่อนตัวอยู่กันอย่างหวาดกลัว!
เหล่าสาวกทุกผู้คนที่หลบซ่อนตัว ต่างรู้สึกอัปยศ
อย่างสุดสรรหาจะหาสิ่งใดมาเปรียบ ประจวบกับ
ช่วง 2 – 3 วันเกิดพายุฝนตกหนักลมแรง ยิ่งทำให้
ภายในหัวใจของพวกมันนั้นเย็นยะเยือกมากยิ่งขึ้น
ราวกับว่ายามนี้ พรรคจงหยวน จะถูกทำลายลงสิ้น
ผู้คนกระจายเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วสารทิศ ร่ำไห้สิ้น
หวังด้วยความทุกข์ระทม แต่กระนั้นการเข่นฆ่า
สังหารของ อู่ อวี้ ยังคงไม่ยุติสิ้นสุด เวลาผันผ่าน
ไปนานเท่าใด เจียงจี้ ก็ยังไม่อาจคว้าจับกายของ
เขาได้อยู่ดี เนื่องจากทันทีที่มันปรากฏกาย เขาจะ
บินขึ้นสู่ฟากฟั้า เหลือบเร้นกายภายในกลีบเมฆ
เพียงชั่วอึดใจเขาก็จะปรากฏกายขึ้นอีกสถานที่
หนึ่ง จากนั้นก็จะตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวน
ราวกับภูตผีปีศาจกำลังร่ำไห้
เขาใช้กระบี่บินจักรพรรดิ พลางกายอยู่ภายใน
หมอกเมฆ หากเหลือบแลมองลงไปด้านล่าง จะแล
เห็นความวุ่นวายอลหม่านอย่างไม่อาจจะยืนหยัด
ได้ รุกขชาติโอนเอนง่อนแง่น บรรพตล่ม สลาย
ชลธีสาดกระเซ็น เขาจงใจพิถีพิถันสร้างฉากภาพ
อันพังพินาศเศร้าโศกนี้ขึ้นมา แต่แท้จริงผู้คนที่ล้ม
ตายกลับมีไม่มากนัก
” ศิษย์หวังว่า จะแบ่งเบาช่วยเหลือท่านอาจารย์ได้
บ้าง! ”
อู่ อวี้ ล่วงรู้อยู่แก่ใจว่าตนเอง เพิ่งฝึกฝนบ่มเพาะ
ในเส้นทางแห่งเต๋าแค่ช่วงกาลสั้น ๆ ความสามารถ
ในการรับบทบาทนี้แท้จริงแล้วยังมีขีดจำกัด เขา
เพียงแค่โชคดีที่สามารถบินได้เท่านั้น
” หาก เจียงเซี่ย ล่วงรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เกรงว่า
มันจะเร่งรีบกลับมาด้วยตัวเองเพื่อจัดการเรื่องของ
ข้า หากประเมินจากเวลาที่ล่วงเลยผ่านมา คาด
ว่าคงใกล้จวนเจียนถึงเวลานั้นแล้ว …”
” ถ้าข้าถูกจับตัว เจียงเซี่ย คงสังหารข้าทิ้งเพราะ
โทสะเป็นแน่ หากไม่ถูกฆ่าทิ้ง ก็คงโดนทรมานไม่
ต่างจากตาย หรือไม่ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง
ข่มขู่ท่านอาจารย์ ฉะนั้นข้าจะต้องไม่ตกอยู่ในกำ
มือของมันเด็ดขาด!”
เขามีกลยุทธ์ภายในใจ ดังนั้นช่วงเวลานี้เขาจำต้อง
หลบซ่อนอำพรางกายภายในพงไพร สองวันที่ผ่าน
มาเขาได้กระทำในสิ่งอันควรกระทำจนหมดสิ้น แต่
สิ่งที่เขาต้องกระทำในยามนี้คือเฝั้ามอง เจียงเซี่ย
ว่ามันจะกลับมาหรือไม่
หาก เจียงเซี่ย หวนคืนกลับมา อู่ อวี้ สามารถ
ยืนยันได้ว่า นิกายกระบี่สวรรค์ ยังคงอยู่รอด
ปลอดภัย
บางทีอาจเป็นผลพวงมาจากการฝึกตนบ่มเพาะ
เคล็ดวิชากายาเพชรอมตะของ ฉีเทียนต้าเซิ่น
(ราชาวานร) ทำให้เขามีสัญชาตญาณของสัตว์ปั่า
มีความรู้สึกเฉียบคมต่อภยันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น
อย่างฉับพลัน หลังจากหยุดการโจมตี เขาบินลง
จากกลีบเมฆ มาเร้นกายหลบซ่อนภายในปั่าเขา
จากนั้นเพียงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฉับพลันเขาก็
ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น เมื่อ เจียงเซี่ย กำลังเร่ง
ขี่น้ำเต้าสีแดงบินอยู่เหนือ นิกายพรรคจงหยวน !
เมื่อ อู่ อวี้ แลเห็นมัน พลันรู้สึกปีติยินดีอย่างยิ่ง!
“สำเร็จ!”
นั่นหมายความว่า นิกายกระบี่สวรรค์ ยังคงอยู่รอด
ปลอดภัยดี
“อันตราย!”
อันที่จริงเขาเองก็พยามแสวงหาโอกาสเหมาะ ๆ
หลบหนีเช่นกัน อีกทั้งตำแหน่งที่เขาอยู่ ค่อนข้าง
เอื้ออำนวยแก่การหลบหนี
และในตำแหน่งที่เขาอยู่ในตอนนี้ มีแม่น้ำขนาด
ใหญ่ ซึ่งมีความกว้างหลายร้อยจั้ง ความลึก
มากกว่ายี่สิบจั้ง เรียกได้ว่าเป็นแม่น้ำที่มีขนาด
ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ ซึ่งได้ล้อมรอบทั้ง เทือกเขา
เซียนจงหยวน เมื่อเห็นเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็ควบคุม
กระบี่บิน พุ่งทะยานลงไปยังแม่น้ำนะทันที
เมื่อ อู่ อวี้ เห็น เจียงเซี่ย มาถึง เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ย
วาจาใด ๆ ออกมาแม้แต่คำเดียว แต่เขากลับรีบพุ่ง
ตัวดำดิ่งลงไปสายธารา เก็บกลั้นลมหายใจ พริ้ว
ไหวล่องลอยไปตามกระแส ลัดเลาะต่อไปจนถึงสุด
ทางสายนที
สองวันที่ผ่านมา อู่ อวี้ ครุ่นคิดไตร่ตรองหาหนทาง
หลบหนีอยู่ตลอดเวลา แต่แล้วเขาก็มีอยู่หนทาง
หนึ่ง หนทางนี้เขาจดจำมาจาก หว่านชิง
เหตุการณ์ในครั้งนั้นนางปีศาจ หว่านชิง พยายาม
ทุกวิถีทาง เพื่อหลบลี้หนีตายจากเงื้อมมือของ เฟิง
ซัวหยา ฉะนั้นนางปีศาจจึงดำดิ่งลงมาสู่ภายใต้
กระแสธาราหลบซ่อนกายอำพลางตน
กระแสน้ำเย็นยะเยือก ไม่อาจมีผลต่อร่างกายที่
ฝึกฝนบ่มเพาะ กายาเพชรอมตะ ของ อู่ อวี้ได้
เวลานี้เขาสกัดกลั้นลมหายใจอย่างสมบูรณ์ ไม่ไหว
ติง เท่ากับว่าเป็นเพียงท่อนไม้ท่อนหนึ่งเท่านั้น
อันเนื่องจากบนกายของเขา มีถุงจักรวาลกว่า
หลายร้อยถุง จึงค่อนข้างเป็นอุปสรรคเล็กน้อยต่อ
การหลบหนี ฉะนั้นหลังจากลอยล่องตามกระแส
ธาราอยู่ครึ่งชั่วยาม อู่ อวี้ จำต้องค้นหาสถานที่
เหมาะ ๆ เพื่อนำ ถุงจักรวาล ลงไปกลบฝังหลบ
ซ่อน จากนั้นก็ดำดิ่งลึกลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว
ในยามนี้เขาไม่กล้าโผล่ขึ้นมาเหนือกระแสธารา
“เจียงเซี่ย…”
การถูกไล่ล่า โดยผู้มีวรยุทธในขั้นสร้างแกนนภา อู่
อวี้ ย่อมรู้สึกกังวลตึงเครียด
แต่ก็นับว่ายังเคราะห์ดีไม่น้อย เจียงเซี่ย ยังไม่
ค้นพบตัวเขา
อันที่จริงนับว่า เจียงเซี่ย ประเมินสติปัญญาของ อู่
อวี้ ต่ำมากเกินไป เพราะในทันที อู่ อวี้ มาถึง เขา
ก็บดขยี้ทำลาย พรรคจงหยวน จนแทบไม่เหลือ
ซาก หลังจากตัวมันย้อนกลับมาถึงได้ล่วงรู้สิ่งที่
เกิดขึ้น เหล่าสาวกต่างกรีดร้องร่ำไห้ ด้วยความ
ทุกข์ทรมานอย่างสุดแสนสาหัส แต่ภายในรัศมี
หลายพันลี้ มันกลับไม่พบเห็นแม้แต่เงาของ อู่ อวี้!
เนื่องจาก เทือกเขาเซียนจงหยวน มีขนาดกว้าง
ใหญ่ อีกทั้งยังมีผู้คนหลายหมื่นชีวิต ผสมปนเปอยู่
ที่นี่ เมื่อ อู่ อวี้ มีเจตนาหลบซ่อน ย่อมไม่เชื่อเรื่อง
ง่ายในการค้นหาตัวของเขา
“มันไปที่ใดแล้ว!”
เมื่อ เจียงเซี่ย มาพบกับ เจียงจี้ บัดนี้สีหน้าของมัน
ขาวซีด มันกล่าวถามขึ้นด้วยฟันที่สั่นเทา
” ก่อนที่ท่านจะมาเพียงครึ่งชั่วยาม … มันเพิ่งจะ
ไล่ล่าสังหารผู้คน แต่แล้วอยู่ ๆ มันก็หายตัวไป
จากนั้นก็ไม่พบเห็นมันอีกเลย.”
” มันรู้ได้อย่างไร ว่าข้าจะมา ?” เจียงเซี่ย นิ่งเงียบ
อย่างไม่รู้ว่าจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
” ข้าคิดว่ามันคงคาดการณ์เอาไว้แล้ว …” เจียงจี้
ไม่เคยพบเห็นพี่ชายของมันมีโทสะท่วมท้น เป็นฟืน
เป็นไฟเช่นนี้มาก่อน เนื่องด้วยมันเป็นมันเป็นน้อง
เล็ก จึงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหัวขึ้น
เพลี๊ยะ!!!
“บัดซบ!” เจียงเซี่ย เปล่งเสียงคำรามออกมาด้วย
ความโกรธเกรียว จากนั้นก็ฟาดฝั่ามือลงบนใบหน้า
เจียงจี้ มันผู้ซึ่งมีฝีมืออยู่เพียงระดับ หลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 9 มีหรือจะสู้แรงของผู้ที่อยู่ในระดับ
สร้างแกนนภา ร่างของมันเกลือกกลิ้งกระเด็นลง
กับพื้นไปหลายตลบ ใบหน้าของมันแดงก่ำ แววตา
ของมันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่กระนั้นมัน
ก็ยังไม่หาญกล้าที่ต่อกร เจียงเซี่ย
” ถ้าเช่นนั้นมันจะต้องยังหลบซ่อนตัวอยู่แน่ หาก
ยังตัวมันมาไม่ได้ ข้าก็คงไม่อาจย้อนกลับไป
เทือกเขาครามได้ หากข้าไม่ย้อนกลับไปภายใน
หนึ่งวัน ปัญหาของเราจะเพิ่มมากขึ้น เร็วเข้ารีบไป
หาตัวมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ” เจียงเซี่ย กล่าวขึ้นด้วย
โทสะอันพลุ่งพล่าน
อันที่จริง ตัวมันเองก็ผิดด้วย เพราะมันกลับมา
อย่างโจ่งแจ้งมากเกินไป ทำให้ อู่ อวี้ รู้ตัว ดังนั้น
ในเวลานี้ ขวดน้ำเต้าของมันได้แปรเปลี่ยน
กลายเป็นลำแสงสีแดง กวาดผ่านไปทั่วทั้งท้อง
นภา ด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองเห็นได้
เมื่อ เจียงเซี่ย คิดว่า หากไม่สามารถหาตัวของ อู่
อวี้ เจอ ตัวมันจะต้องติดอยู่ที่นี้ เมื่อคิดได้เช่นนี้มัน
ก็แทบจะคลุ้มคลั่ง
มันขี่น้ำเต้าแดง บินค้นหาไปรอบ ๆ โดยเฉพาะ
ตำแหน่งที่คาดว่าอาจจะหลบซ่อนตัวได้ สถานที่
แห่งนั้นจะถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนไม่เหลือชิ้นดิน
เมื่อเหล่าสาวกคนอื่น ๆ เห็นว่าผู้นำพรรคของมัน
กลับมาจากนิกายกระบี่สวรรค์แล้ว จิตใจของพวก
มันก็เริ่มสงบลงมาก พวกมันจึงมาเข้าร่วมค้นหา
ตัว อู่ อวี้ อีกแรง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง พวกมัน
ทุกคนก็ค้นพบสิ่งหนึ่งเข้า
” อู่ อวี้ มันเหิมเกริมอย่างยิ่ง มันปั่าวประกาศว่าใน
หนึ่งวัน มันจะสังหารคนหนึ่งแสนคน แต่เอาเข้า
จริง ๆ กลับมีผู้คนล้มตาย ไปเพียงไม่มาก …”
“ใช่… ส่วนใหญ่ล้วนได้รับบาดเจ็บ แต่มันกลับ
ยับยั้งใจ ไม่ลงมือสังหารพวกเราจนตกตาย”
เจียงเซี่ย นำคณะทำการค้นหาอยู่อีกพักหนึ่ง โดย
หวัง อู่ อวี้ จะปรากฏตัวออกมา หรือ หาตัวของ
เขาพบ แต่มันก็ไม่พบร่องรอยของอู่ อวี้ แม่แต่
น้อย เมื่อ เจียงจี้ กับคนอื่น ๆ กลับมารวมตัวกัน
สีหน้าของมันดูพล่อนคลายลงเล็กน้อย จากนั้นก็
กล่าวขึ้นว่า ” อู่ อวี้ มันช่างโอหักไม่ต่างจาก
อาจารย์ของมัน เฟิง ซัวหยา แม้จะมีพลังอันน้อย
นิด แต่กลับหาญกล้าคุยโวโอ้อวด คราแรกข้าล่ะ
กลัวจริง ๆ ว่ามันจะกล้าสังหารสาวกหนึ่งแสนคน
ความจริงแล้วมันเป็นแค่การสร้างความปันปั่วน
โกลาหลครั้งใหญ่เท่านั้น คงเป็นเพราะคุณธรรม
สูงส่งของมัน ทำให้ไม่กล้าสังหารคร่าชีวิตผู้คน
เช่นนี้ ”
” ที่แท้ก็ไอขี้ขลาดคนหนึ่ง! ” เจียงจี้ เย้ยเยาะ
” เจ้ายังมีหน้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมาอีกเช่นนั้นรึ
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในตอนนี้ เจ้ายังเห็นไม่พออีกหรือ
ไร?” เจียงเซี่ย เริ่มมีโทสะท์ขึ้นมาอีกครั้ง
ถ้า อู่ อวี้ ยังไม่ปรากฏกายขึ้น เจียงเซี่ย ก็ไม่อาจ
กลับไปยัง นิกายกระบี่สวรรค์ ได้
เจียงจี้ หัวเราะเยาะจากนั้นก็กล่าวว่า ” ก่อนหน้านี้
ข้าเลอะเลือนเพราะถูกโทสะเข้าครอบงำ จึงไม่ทัน
ได้ระมัดระวังตน พิจารณาทุกอย่างให้รอบคอบ อีก
ทั้งในยามนั้นสาวกนับแสน ต่างกำลังวิ่งหลบหนี
กระจัดกระจาย ข้าจึงไม่อาจมองเห็นทุกอย่างได้
ครอบคลุม เฉกเช่นอย่างที่ท่านพี่เห็น ”
เจียงเซี่ย กล่าวว่า “พาเหล่าสาวกที่อยู่ในขั้นหลอม
รวมลมปราณทั้งหมด และ รวมถึงเรียกสาวกสาย
นอกทั้งหมดที่อยู่นอกพรรคกลับมา ถ่ายทอดคำสั่ง
ของข้า ให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ ‘วังใต้ดินหย่งอัน’
เจ้าคอยเฝั้าพิทักษ์ประตูทางเข้าเอาไว้ ต่อให้ อู่ อวี้
ย้อนกลับมาอีกครั้ง มันก็ไม่สามารถทำอันใดได้
ส่วนศิษย์รับใช้ ปล่อยพวกมันเตร็ดเตร่อยู่รอบ ๆ นี้
ไปก่อน อู่ อวี้ ไม่คิดจะสังหารพวกมันอยู่แล้ว
เพราะพวกมันล้วนแต่เป็นผู้อ่อนแอ คิดจะสังหาร
พวกมันไปก็ล้วนเสียเวลาเปล่า”
เจียงจี้ ยิ้มจากนั้นก็กล่าวว่า ” พี่ใหญ่กล่าวถูกต้อง
แล้ว หากลองเปลี่ยนเป็นพี่ใหญ่อย่าว่าแต่หนึ่งแสน
คนเลย ต่อให้หนึ่งล้านคน พวกมันทั้งหมดก็จะ
กลายเป็นเพียงแค่ซากศพ …”
“หุบปาก รีบไปจัดการเรื่องที่ข้าสั่งเดี๋ยวนี้!”
หลังจากสิ้นประโยค เจียงเซี่ย ก็พุ่งทะยานตัวจาก
ไป ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามันจะกลับไปยังเทือกเขา
คราม หรือ จะติดตามไล่ล่าสังหาร อู่ อวี้ ต่อกันแน่
ในที่สุดเหตุการณ์ก็กลับคืนสู่ความสงบครั้ง เจียงจี้
อาศัยจังหวะนี้ ควบอาชาวิหคบินทะยานขึ้นสู่ท้อง
นภา รวบรวมเหล่าสาวกที่โดดเด่นทั้งหมดให้เข้า
ไปใน ‘วังใต้ดินหย่งอัน’ อย่างเป็นระเบียบ
พระราชวังนี้มีเพียงทางเข้าเดียวเท่านั้น อีกทั้งตัว
ของมันยังเป็นผู้พิทักษ์เฝั้าประตู แน่นอนว่า อู่ อวี้
ย่อมไม่ปัญญาทำอะไรมันได้
หลังจากนั้นไม่นาน เจียงเซี่ย ก็ย้อนกลับไปยัง
เทือกเขาคราม
…
” เจียงเซี่ย หาตัวข้าไม่พบ นอกจากนี้ มันยังคิดว่า
ข้าคงไม่กล้าสังหารผู้คนจำนวนมากมาย ดูจาก
ท่าทางแล้ว แสดงว่ามันคงจะจากไปจริงๆ”
อู่ อวี้ ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางผู้คนนับแสน ยังคงมีผู้คน
บริสุทธิ์อยู่มากมาก ระดับฝีมือของคนเหล่านี้ยังไม่
มีความแข็งแกร่งสูงมากพอที่จะรุกราน นิกาย
กระบี่สวรรค์ ได้ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงไม่อาจตัดใจลงมือ
สังหารพวกเขา
“ยังมีสาวกในขั้น หลอมรวมลมปราณ หลงเหลือ
อยู่บางส่วน ไม่รู้ว่าพวกมันจะจัดการอย่างไร
ต่อไป?”
อู่ อวี้ ยังคงแหวกว่ายไปตามกระแสธารา เขาโผล่
ขึ้นมาเหนือสายธาราเป็นครั้งคราว ตรวจดูความ
เคลื่อนไหว
เขาเห็นเหล่าสาวก พรรคจงหยวน กำลังทยอย
กลับเข้ามาในพรรคอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ภาพแห่งความวุ่นวายอลหม่านก่อนหน้านี้ ได้
กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ส่วน เจียงจี้ กำลัง
รวบรวมสาวกระดับสูง ดูจากจุดประสงค์นี้ คาดว่า
มันกำลังจะเคลื่อนย้ายสาวกเหล่านี้ไปยังที่ใดสัก
แห่ง
“ข้าปล่อยพวกมันไปไม่ได้!”
อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่าเหล่าสาวกระดับสูงนับพันคนที่เห็น
อยู่นี้ สามารถนำมาใช้ข่มขู่ เจียงจี้ ได้
อย่างไรก็ตามเขาไม่ล่วงรู้ว่า เจียงเซี่ย ยังคงหลย
ซ่อนตัวอยู่ในบริเวณนี้หรือไม่
เขาจึงไม่อาจบุ่มบ่าม เข้าไปขัดขวางสาวกในยามนี้
ได้
เขาเฝั้ามอง เจียงจี้ ลำเลียงเหล่าสาวกระดับสูง
หลายพันคน เข้าไปใน พระราชวังใต้ดิน ส่วนตัว
มันคอยยืนคุ้มกันอยู่ด้านนอกประตูทางเข้า ส่วน
สาวกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์รับ
ใช้ทั้งสิ้น
“แย่แล้ว! หาก เจียงเซี่ย ย้อนกลับออกไปแล้ว
แสดงว่าพวกมันจะต้องเริ่มทำลาย ค่ายกลหมื่น
กระบี่ ต่ออีกครั้ง ไม่รู้ว่ายามนี้ท่านอาจารย์จะเป็น
เช่นไรบ้าง…”
หากคำนวณดูแล้ว คาดว่า เจียงเซี่ย ต้องใช้เวลา
อีกหนึ่งวัน ในการเดินทางกลับไปยังเทือกเขาคราม
” ข้าจะต้องกำชัยชนะจาก เจียงจี้ ผู้ที่ยืนอยู่
ตรงหน้านี้ให้ได้เสียก่อน จากนั้นข้าถึงจะสามารถ
จับตัวศิษย์นับพัน มาใช้ข่มขู่ เจียงเซี่ย ได้ ซึ่ง
นับว่าเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง ยังพอมีหนทาง
อื่นใดอีกหรือไม่?”
อู่ อวี้ ผู้ซึ่งกำลังหลบเร้นกายซ่อนตัวอยู่ในความ
มืด เขาจ้องมองไปยัง พระราชวังใต้ดิน ด้วย
ดวงตาเย็นเยียบ ส่วนมือของเขาก็กำบีบกิ่งไม้
เอาไว้แน่น!
เขาล่วงรู้ดีว่า เขาไม่มีเวลาเหลือแล้ว!
หลังจากผันผ่านไปกว่าสิบสองชั่วยาม อู่ อวี้ ก็ลุก
ขึ้นยืน
เขาล่วงรู้ว่า อีกสิบสองชั่วยามหลังจากนี้ คาดว่า
เจียงเซี่ย จะเดินทางไปถึงเทือกเขาคราม
“ถึงแม้ว่ามันจะมีความแข็งแกร่งอยู่ในขั้น หลอม
รวมลมปราณระดับเก้า แต่นี่คือสงคราม ตราบใดที่
ยังไม่ตาย ข้าก็ยังมีความหวัง!”
อู่ อวี้ สูดหายใจเข้าลึก ๆ หันหน้าไปยังทิศทางของ
ศัตรู ซึ่งมีความแข็งแกร่งเหนือกว่า อย่างไม่อาจ
หลีกเลี่ยง ในยามนี้เขากำลังเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้!
ทันใดนั้น ขณะอยู่ในช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ
เขาก็แลเห็นว่าบนท้องนภาด้านหลัง ปักษาเมฆา
สวรรค์กำลังบินมาหาเขา ซึ่งอยู่อีกไม่ไกล
” ปักษาเมฆาสวรรค์ บินมาที่นี่ได้อย่างไรกัน? หรือ
ท่านอาจารย์จะส่งสารมาถึงข้า ?”
” หากประเมินจากความเร็วของ ปักษาเมฆา
สวรรค์ ต่อให้ไม่มีสาวกขี่มาบนหลังของมัน การ
บินมาที่นี่ด้วยความเร็วเต็มที่ ยังคงต้องใช้เวลา
กว่าสามสิบหกชั่วยาม ” ( สองวันครึ่ง)
นอกจากนี้ มันคือปักษาเมฆาสวรรค์ที่ตัวใหญ่ที่สุด
และ แข็งแกร่งที่สุดอีกด้วย
อู่ อวี้ ใช้เคล็ดกระบี่บินจักรพรรดิ บินทะยานเข้าไป
หาปักษาเมฆาสวรรค์ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปทันที
“อู่ อวี้!” เจียงจี้ เงยหน้าขึ้นมอง แลเห็น อู่ อวี้ บิน
ห่างออกไป มันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความคั่งแค้น
ใจ แน่นอนว่ามันไม่ได้ไล่ติดตาม อู่ อวี้ ไป
แต่อย่างไรก็ตาม เจียง จี้ ยังคงยิ้มเยาะขึ้นที่มุม
ปาก ทอดสายตามองตามการเคลื่อนไหวของ อู่
อวี้ ซึ่งกำลังบินห่างออกไปเรื่อย ๆ มันคิดว่า
อย่างไรเสียกลยุทธ์จู่โจมแบบฉับพลัน ไม่สามารถ
นำมาใช้ได้อีกเป็นครั้งที่สอง ความวุ่นวายสับสน
ก่อนหน้านี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว
อู่ อวี้ บินเข้าไปใกล้ ปักษาเมฆาสวรรค์ เขาเห็น
แผ่นกระดาษที่อาจารย์ เฟิง ซัวหยา ส่งมาให้เขา
ในแผ่นกระดาษนั้นเขียนไว้ว่า : อัน ซางจุน ถูก
สังหารแล้ว ค่ายกลหมื่นกระบี่ยังไม่ถูกทำลาย เจ้า
กลับมาได้แล้ว
เพียงข้อความใจความสั้น ๆ แต่มันทำให้ อู่ อวี้
รู้สึกปลื้มปิติยินดีจนแทบอยากจะร่ำไห้!
นี่คือความสำเร็จอย่างแท้จริง!
อัน ซางจุน ตกตายไปแล้ว อย่างน้อย ค่ายกลหมื่น
กระบี่ คงไม่ถูกทำลายลงในเร็ววันเป็นแน่ ถึงแม้
เจียงเซี่ย ย้อนกลับไปสมทบ นับจากนี้ นิกายกระบี่
สวรรค์ จะไม่ตกอยู่ในอันตรายอีกต่อไป เช่นดัง
เปลือกไข่รอวันถูกกระเทาะ
” แต่ไม่รู้ว่า อัน ซางจุน ตกตายไปด้วยวิธีใด!”
ในเมื่อ อัน ซางจุน ตกตายไปเรียบร้อยแล้ว อู่ อวี้
ก็ไม่จำเป็นต้องเหนี่ยวรั้งอยู่ที่นี่ต่อไป เนื่องจากเขา
มาที่นี่เพียงลำพัง ย่อมไม่อาจจัดการทุกอย่างให้
เบ็ดเสร็จลงได้ เพียงลำพังผู้เดียว แต่ถึงอย่างไร
เฟิง ซัวหยา ก็หวังว่าเขาจะมีโอกาสบินหลบหนี
ออกมา ถึงแม้เขาจะล่วงรู้อุปนิสัยของ อู่ อวี้ เป็น
อย่างดี ว่าเขาไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้น
อู่ อวี้ ไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด นอกเสียจากเปล่ง
เสียงร้องคำรามออกมา จากนั้นก็ล้วงมือเข้าไป
ภายในถุงจักรวาลออกมา แล้วบินทะยานขึ้นเหนือ
น่านฟั้าของ เทือกเขาเซียนจงหยวน พร้อมกับ
กล่าวขึ้นว่า
” เจียงจี้ หากพบเจอกันในครั้งหน้า ข้าจะต้องปลิด
ชีพของเจ้า!”
อู่ อวี้ พุ่งทะยานด้วยความเร็วยิ่ง ขณะยืนหยัดอยู่
บนกระบี่ ในมือถือครองสินสงครามต่าง ๆ ที่แย่ง
ชิงมาจากเหล่าสาวก พร้อมกับแสดงท่าทางประดุจ
ดั่งผู้ยิ่งใหญ่ จากนั้นก็บินลับหายไปในทันที
” สวะ! อย่าได้ลังเล แน่จริงก็ลงมาสู้กับข้า ” เจียงจี้
ไม่รู้ว่า อัน ซางจุน ได้ถูกสังหารจนตกตายไปแล้ว
มันคิดแค่ว่า อู่ อวี้ เร่งรีบหลบหนีเพียงเท่านั้น ทำ
ให้ภายในหัวใจของมันรู้สึกผ่อนคลายแจ่มใส จน
อดไม่ได้ที่จะฮัมเพลงออกมาอย่างสบายใจ
.
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ