กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1568: หลอกล่อ
หลังจากครุ่นคิดได้ประมาณหนึ่งราชันมังกรโลกันตร์ก็นึก
ถึงมาตรการรับมือ
“ ห้ามแพร่งพรายเรื่องค่ายกลเซียนอย่างเด็ดขาด หาก
ผู้ใดแพร่งพรายมันผู้นั้นจะถูกสังหารอย่างไร้ปรานี!
สำหรับตอนนี้ทุกคนหยุดดำเนินการชั่วคราว ปกติพวก
เจ้าเคยทำอะไรก็จงทำให้เหมือนเดิมอย่าให้ทำตัวมีพิรุธ
อย่างเด็ดขาด ”
คำกล่าวของราชันมังกรโลกันตร์เหมือนประกาศ
อิสรภาพให้แก่บรรดาราชันปีศาจ ความหมายอีกนัยหนึ่ง
ก็คือถึงแม้จะรีบเร่งแต่ตอนนี้ต้องหยุดการจัดเรียงค่ายกล
ลงก่อนชั่วขณะ เพราะมันต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่
เกิดขึ้น ต้องจัดการกับจอมตะกละหมื่นตาและอสูรมาร
โลหิต แม้จะไม่ได้ถึงขั้นแตกหัก แต่มันต้องทำให้อีกฝ่าย
ไม่รู้สึกสงสัยในพฤติกรรมของมัน หลังจากทุกอย่างเริ่ม
คลี่คลายมันถึงจะเริ่มลงมือจัดเรียงค่ายกลได้ต่อ
หลังจากได้ยินคำป่าวประกาศเหล่าราชันปีศาจก็ทอด
ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ด้วยเพราะในที่สุด
พวกมันก็สามารถทำกิจอันเป็นส่วนตัวได้เสียที
ถึงแม้จะต้องมาจัดเรียงค่ายกลกันต่อในภายหลัง แต่
อย่างน้อยพวกมันก็สามารถพักหายใจหายคอได้ชั่วคราว
และไม่ควรไปสอดรู้สอดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากทำ
ตัวให้ไม่เป็นที่สงสัยของจอมตะกละหมื่นตาได้เมื่อไหร่
เมื่อนั้นพวกมันถึงจะสามารถกลับมาจัดเรียงค่ายกลกัน
ต่อ
จากการตัดสินใจของราชันมังกรโลกันตร์ในครั้งนี้ อู่ อวี้
เห็นได้ชัดว่ามันรู้สึกกังวลหวาดกลัวว่าสิ่งที่มันทำจะถูก
จอมตะกละหมื่นตารบกวน และมันจะไม่ยอมให้ฝ่ายตรง
ข้ามได้เห็นสิ่งที่มันกำลังกระทำอยู่อย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ราชันมังกรโลกันตร์ยังสั่งกำชับกับราชันปีศาจ
ทั้งหมดว่า หากจะออกไปนอกแดนมังกรทมิฬก็จง
ระมัดระวังตัวกันให้ดี เพราะมีความเป็นไปได้ว่าอสูรมาร
โลหิตยังคงซุ่มซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ คอยเฝ้าติดตามความ
เคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น เนื่องจากอสูรมารโลหิตมีขนาดตัว
ค่อนข้างเล็ก หากมันต้องการจะหลบซ่อนตัวจริง ๆ เป็น
เรื่องยากที่จะตรวจพบ หากเหล่าราชันปีศาจแสดง
ท่าทางมีพิรุธออกมาโดยไม่ตั้งใจ ก็มีความเป็นไปได้ว่าอีก
ฝ่ายจะสังเกตเห็นเบาะแสบางอย่าง
เท่ากับว่าเวลานี้เราราชันปีศาจมีอิสรเสรีอยากจะทำ
อะไรก็ได้ที่ตนเองอยากทำ สามารถออกจากแดนมังกร
ทมิฬได้ตามต้องการ แต่มิใช่ อู่ อวี้ ตอนนี้เขาปลอมตัว
เป็น ‘ราชันปีศาจคุนเผิง’ ที่ถูกราชันมังกรโลกันตร์
ลงโทษด้วยการกักบริเวณเป็นเวลาหมื่นปี ฉะนั้นเขาจึง
ไม่สามารถออกไปไหนได้ภายในระยะเวลาหมื่นปีนี้
ดังนั้น อู่ อวี้ ต้องหาหนทางอื่น
จากนั้นบรรดาราชันปีศาจก็แยกย้ายกันกลับบ้านกลับ
ช่องของตนเอง ราชันปีศาจหลายตนแอบจับกลุ่มพูดคุย
กันแบบลับ ๆ อีกทั้งยังไม่กล้าออกไปนอกแดนมังกรทมิฬ
เพราะกลัวว่าอสูรมารโลหิตจ้องสะกดรอยตาม ฉะนั้นมัน
จึงไม่อยากทำเรื่องผิดพลาดแล้วต้องมานั่งเสียอกเสียใจ
ภายหลัง
เพราะถ้าหากพลั้งเผลอหลุดปากกล่าวอันใดออกมา มันก็
อาจจะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของราชันมังกรโลกันตร์
เอาได้ง่าย ๆ ต่อให้พวกมันไม่อยากจะพูดก็ตามแต่
สุดท้ายอสูรมารโลหิตจะต้องบีบให้มันไปถึงจุดนั้นอย่าง
แน่นอน
เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว ราชันปีศาจเหล่านี้จึง
เลือกที่จะพักผ่อนฝึกฝนอยู่ในตำหนักของตนเอง ตำหนัก
ในแดนมังกรทมิฬมีขนาดใหญ่มาก นอกจากนี้ยังมีปีศาจ
สาวอยู่ภายในตำหนักเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ฉะนั้นมัน
สามารถหาความสำราญได้มากมายโดยไม่เบื่อหน่ายอัน
ใด อีกทั้งแดนมังกรทมิฬยังถือเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์
และเป็นสถานที่ดีที่สุดในการฝึกฝนบำเพ็ญตนในภพเทพ
ปีศาจ
ราชันปีศาจทั้งหมดแยกย้ายกลับไปยังตำหนักของตนเอง
ส่วน อู่ อวี้ ก็กลับไปที่ตำหนักจันทราแดงของคุนเผิง
จันทราแดง และเตรียมวางแผนรับมือในขั้นตอนต่อไป
” ตัวตนของราชันปีศาจคุนเผิงไม่มีประโยชน์อีกต่อไป
แล้ว การใช้ร่างนี้มีข้อจำกัดมากเกินไป ทั้งยังดึงดูดความ
สนใจของทุกคนโดยเฉพาะราชันมังกรโลกันตร์ที่อยู่
ในช่วงระแวงระวังเช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นไปไม่ได้ที่จะถาม
เรื่องต่าง ๆ จากปากคนอื่น ๆ เห็นทีเราต้องเปลี่ยน
ความคิด ตัวตนของอสูรมารโลหิตน่าจะมีประโยชน์ไม่
น้อย? ” อู่ อวี้ ครุ่นคิดในใจ
เขาครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เมื่อเห็นว่าราชันปีศาจ
ตนอื่น ๆ ไม่ได้สังเกตเห็นเขา อู่ อวี้ ก็ใช้เมฆาตลบฟ้า
กระโดดจากตำหนักจันทราแดงออกไปนอกแดนมังกร
ทมิฬโดยตรง!
สิ่งที่เขากระทำแม้แต่ราชันมังกรโลกันตร์ยังไม่ทราบว่า
เขาออกจากแดนมังกรทมิฬ นับประสาอะไรกับราชัน
ปีศาจตนอื่น ๆ กว่าราชันมังกรโลกันตร์กับราชันปีศาจ
ตนอื่น ๆ จะทราบว่าราชันปีศาจคุนเผิงหายตัวไป ก็คง
ต้องใช้เวลาหลายวัน
ตัวตนของราชันปีศาจคุนเผิงไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว
อู่ อวี้ จึงสลัดทิ้งทันที เป้าหมายในการกลืนกินต่อไปของ
เขาก็คืออสูรมารโลหิต
ทว่าการจัดการกับอสูรมารโลหิตไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเขา
ต้องการจะกลืนกินมันจะต้องวางแผนอย่างละเอียด
รอบคอบ เมื่อออกมายังนครทมิฬหมื่นปีศาจ อู่ อวี้ ได้ใช้
ตัวตนของราชันปีศาจดึกดำบรรพ์ เขาตั้งใจจะใช้ร่างนี้
หลอกล่ออสูรมารโลหิต
ส่วนหนานซานหวางเยว่ยังคงแอบสะกดรอยตามอสูร
มารโลหิต ซึ่งจนถึงป่านนี้มันก็ยังไม่ได้ออกจากนครทมิฬ
หมื่นปีศาจ แต่ตะเวนไปรอบนครทมิฬหมื่นปีศาจเพื่อหา
เบาะแส
แต่อสูรมารโลหิตไม่มีทางพบตัวหนานซานหวางเยว่อ
ย่างแน่นอน
” เราไม่สามารถจัดการอสูรมารโลหิตในนครทมิฬหมื่น
บรรพกาลนี้ได้ หากมีการต่อสู้เกิดขึ้นจะต้องไปดึงดูด
ความสนใจของราชันมังกรโลกันตร์อย่างแน่นอน ฉะนั้น
เราต้องล่ออสูรมารโลหิตออกนอกนครเสียก่อน “ อู่ อวี้
วางแผนในใจ
หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็จะจำแลงร่างเป็นราชันปีศาจดึกดำ
บรรพ์ พร้อมวิ่งเข้าไปหาอสูรมารโลหิตอย่างเงียบ ๆ โดย
แสร้งทำเป็นว่าตนเองมาพบกับมันเข้าโดยบังเอิญ
แน่นอนว่าทันทีที่ อู่ อวี้ ปรากฏตัวอสูรมารโลหิตก็
สังเกตเห็นเขา ท้ายสุดแล้วราชันปีศาจดึกดำบรรพ์คือ
ราชันปีศาจที่มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับราชันปีศาจหก
สวรรค์ ทั้งยังดูเหมือนว่ามันเพิ่งออกมาจากแดนมังกร
ทมิฬ ดังนั้นจึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าเขาจะรู้ข้อมูล
บางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในแดนมังกรทมิฬ!
อู่ อวี้ ซ่อนตัวอยู่บริเวณภูผาซึ่งปกคลุมไปด้วยต้น
พฤกษา โดยแสร้งทำเป็นว่าตนเองยังมิได้สังเกตเห็นอสูร
มารโลหิต ในเวลาเดียวกันก็จับจ้องไปยังแดนมังกรทมิฬ
พร้อมเอ่ยพึมพำขึ้นว่า ” สองสามวันที่ผ่านมาดูเหมือน
แดนมังกรทมิฬกำลังจัดวางค่ายกลเซียนบางอย่าง แล้ว
เหตุใดตอนนี้ถึงหยุดเสียเล่า? แต่ก็ช่างมันเสีย สถานที่ซึ่ง
เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ข้าควรไปเสียดีกว่าจะได้ไม่ต้อง
มีส่วนร่วมกับผู้คนและทรัพย์สินที่ว่างเปล่านี้ … ”
เชื่อว่าคำกล่าวของเขาคงดึงดูดความสนใจของอสูรมาร
โลหิตอย่างแน่นอน
หลังเอ่ยเช่นนั้น อู่ อวี้ ซึ่งอยู่ในร่างของหนูทองบรรพกาล
ก็พุ่งทะยานออกไปด้านนอกนครทมิฬหมื่นปีศาจทันที
หากต้องการลงมือคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะจัดการมันใน
นครทมิฬหมื่นปีศาจ ดังนั้นจึงต้องล่ออสูรมารโลหิต
ออกไปไกลมากกว่านี้
ตลอดทางที่เขาทะยานออกจากนครทมิฬหมื่นปีศาจอสูร
มารโลหิตยังคงติดตามมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งถือว่าเป้าหมายในการล่อศัตรูออกมาของเขานั้น
สัมฤทธิผลแล้ว หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายมีแผนการ
เช่นใด ทว่า อู่ อวี้ ก็มิอาจเปิดเผยเจตนาของตนเอง
ออกไปได้ ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็นว่าตนยังไม่พบอีก
ฝ่าย ในเวลาเดียวกันก็ทะยานมุ่งหน้าออกห่างจากนคร
ทมิฬหมื่นปีศาจไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็ต้องไกลมากพอ
จนราชันมังกรโลกันตร์จะมิอาจสัมผัสถึงการเคลื่อนไหว
ของเขา
กล่าวได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันภายในแดนมังกรทมิฬ
สงบลงแล้ว ซึ่งบางทีราชันมังกรโลกันตร์อาจกำลังรอให้
ทุกอย่างสงบยิ่งกว่านี้ แล้วค่อยเริ่มจัดวางค่ายกลมังกร
มารบรรพกาลกลืนฟ้านิรันดร์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่เปิดโอกาสให้มันทำเช่นนั้นอย่าง
แน่นอน หากเขาสามารถกลืนกินอสูรมารโลหิต จากนั้นก็
ใช้ตัวตนของมันขัดขวางแผนการของราชันมังกร
โลกันตร์ได้อย่างเปิดเผย ท้ายสุดแล้วอสูรมารโลหิตคือ
ขุนพลใต้อาณัติของจอมตะกละหมื่นตา
เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะไม่อยู่ใต้อำนาจของราชันมังกร
โลกันตร์ ทั้งยังสามารถสร้างหายนะได้โดยไม่จำเป็นต้อง
ไว้หน้าราชันมังกรโลกันตร์
เพียงแต่ตอนนี้ อู่ อวี้ รู้สึกกังวลเล็กน้อย ด้วยความเจ้า
เล่ห์เพทุบายของอสูรมารโลหิตทำให้มันดูระมัดระวังตัว
เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าผู้ที่มันติดตามไล่ล่ามาจะเป็นเพียง
‘ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์’ ซึ่งมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน
อาณาจักรราชันปีศาจหกสวรรค์ แต่มันก็หาได้ประมาท
ไม่
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงสงสัยว่าต่อให้ตนเองเปิดฉากโจมตีใน
ฉับพลัน ก็คงไม่อาจสังหารอสูรมารโลหิตได้อย่าง
สมบูรณ์ ด้วยเพราะมันตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้การกลืน
กินมันยากลำบากมากยิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญสุดในยามนี้ก็คือ อู่ อวี้ อยู่ในฐานะราชันปีศาจ
ดึกดำบรรพ์ ซึ่งความแข็งแกร่งของราชันปีศาจดึกดำ
บรรพ์ก็ไม่อาจเอาชนะอสูรมารโลหิตได้
หากเปิดเผยความแข็งแกร่ง ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก
ว่าตัวตนของเขาจะถูกเปิดเผย ซึ่งมันไม่ใช่สถานการณ์ที่
อู่ อวี้ อยากเห็นเท่าใดนัก โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายส่งยันต์
เซียนสื่อสารออกไป การกระทำเช่นนั้นยิ่งสร้างภัย
คุกคามให้แก่ อู่ อวี้ มากขึ้น
” หากเป็นเช่นนี้เราควรทำเป็นนิ่ง ๆ ไปก่อน เพื่อดูว่า
อสูรมารโลหิตต้องการสิ่งใด ”
ปัจจุบัน อู่ อวี้ อยู่ในฐานะราชันปีศาจดึกดำบรรพ์ เมื่อ
พิจารณาดูแล้วสิ่งที่อสูรมารโลหิตต้องการมากที่สุดคือ
สอบถามความจริงว่าเกิดอันใดขึ้นในแดนมังกรทมิฬ
ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่มันจะเปิดฉากโจมตีสังหาร อู่ อวี้
เพราะมันต้องใช้งานเขาอยู่
สำหรับ อู่ อวี้ ตัวตนของราชันปีศาจดึกดำบรรพ์ถูกใช้
งานเพื่อลอบเข้าสู่แดนมังกรทมิฬ เพื่อก่อความวุ่นวาย
สร้างปัญหาภายในแดนมังกรทมิฬ ดังนั้นไม่ว่าอีกฝ่ายจะ
หลอกใช้เขาก็หาได้สำคัญไม่
ในที่สุดเขาก็ออกห่างจากนครทมิฬหมื่นปีศาจมา
พอสมควร ดังนั้น อู่ อวี้ จึงหยุดอยู่ในมุมหนึ่งราวกับว่า
เขาต้องการหยุดพัก
ในเวลานี้เองอสูรมารโลหิตก็แสดงออกราวกับว่ามัน
ต้องการทำบางสิ่ง หลังจากนั้นมันก็กลายร่างเป็นยุงสี
แดงโลหิต พลันปรากฏการณ์ขึ้นเบื้องหน้า อู่ อวี้!
อสูรมารโลหิตก็ปลดปล่อยกลิ่นอายกระหายเลือดออกมา
ทันทีที่ปรากฏตัว อู่ อวี้ แสร้งทำเป็นตกใจและพยายาม
ระมัดระวังตัว ด้วยความทรงจำของราชันปีศาจดึกดำ
บรรพ์ ทำให้รู้ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์รู้จักกับอสูรมาร
โลหิต
“ ท่านอสูรมารโลหิต เหตุใดท่านถึงอยู่ที่นี่?” อู่ อวี้ แสร้ง
ทำเป็นว่าบังเอิญพบเจอแล้วก็รีบถามอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นอีกฝ่ายซักถามอสูรมารโลหิตก็ตอบด้วยเสียงแข็ง
กร้าวว่า “ เจ้าไม่พอใจสิ่งใด ไฉนอยู่ ๆ ถึงมาโผล่ที่นคร
ทมิฬหมื่นปีศาจได้ ออกมานอกแดนมังกรทมิฬของราชัน
มังกรโลกันตร์เช่นนี้? ว่าแต่…เจ้ารู้หรือไม่ว่าในแดนมังกร
ทมิฬงทำอะไรกันอยู่ในยามนี้? ”
มันไม่ตอบคำถามของ อู่ อวี้ อย่างตรงไปตรงมา แต่เลือก
ที่จะย้อนคำถามกลับไป พร้อมปลดปล่อยกลิ่นอาย
กระหายเลือดอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดปกคลุม อู่ อวี้ ไว้
อย่างสมบูรณ์ ทำให้เขาไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้เลย
ในสายตาของอสูรมารโลหิต ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์ที่มี
ฝีมืออยู่ในระดับราชันปีศาจหกสวรรค์ไม่มีทางต่อกรกับ
มันได้ ดังนั้นอสูรมารโลหิตจึงมิต้องใช้ความพยายาม
มากมายนักที่จะจับตัว อู่ อวี้ เพื่อเค้นคอถาม
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อู่ อวี้ ทำได้แค่เพียงแสร้งทำ
เป็นว่าตนเองกำลังหวาดกลัว จากนั้นก็กล่าวด้วย
น้ำเสียงสั่น ๆ ” ท่านอสูรมารโลหิตข้าจะบอกทุกอย่างที่
ท่านอยากทราบ ยะ…อย่าทำข้า… อย่าทำข้าเลย เมื่อวัน
ก่อนข้ามองออกไปนอกแดนมังกรทมิฬแล้วพบว่าทั่วทั้ง
แดนมังกรทมิฬแปรเปลี่ยนเป็นสีดำ นอกจากนี้ข้ายังเห็น
เงามังกรบินฉวัดเฉวียนอยู่บนฟากฟ้าตลอดเวลา ดู
เหมือนว่ากำลังจัดตั้งค่ายกลกันอยู่ ขนาดข้าขอเข้าร่วม
ด้วยก็ยังถูกปฏิเสธ ข้าจึงไม่รู้แน่ชัดว่าพวกเขาทำอะไรอยู่
กันแน่! ”
ขณะที่ตอบ อู่ อวี้ ก็แสร้งทำเป็นว่ารู้สึกขุ่นเคืองไม่พอใจ
ทั้งยังมิได้บอกออกไปตรง ๆ ว่าค่ายกลนี้คืออันใด ถึง
กระนั้นไม่มีทางที่ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์จะทราบ
รายละเอียด
จากมุมมองของอสูรมารโลหิต ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์
ต้องการเข้าร่วมนครทมิฬหมื่นปีศาจ แต่กลับถูกปฏิเสธ
อย่างไม่เห็นค่า จึงเป็นธรรมดาที่ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์
จะมีอารมณ์ขุ่นเคือง ถึงกระนั้นราชันปีศาจดึกดำบรรพ์ก็
มิใช่บุคคลอันเล็กจ้อย มันคือเทพปีศาจซึ่งมีอาณาจักร
ฝึกตนอยู่ในระดับราชันปีศาจหกสวรรค์ แม้กระทั่ง
ภายในนครทมิฬหมื่นปีศาจตัวตนเช่นนี้ก็ถือว่าสูงส่งไม่
น้อย ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับตำแหน่งแกนหลักเลยทีเดียว
เพียงแต่มันที่อยู่ในอาณาจักรนี้กลับถูกปฏิเสธ ดังนั้น
ราชันปีศาจดึกดำบรรพ์จึงโมโหโกรธาเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากได้ยินเช่นนั้นอสูรมารโลหิตก็รู้สึกปีติขึ้นมา
ในทันที ด้วยเพราะเป็นโอกาสดีนี่เป็นโอกาสที่ที่มันจะ
ได้รับกองกำลังเพิ่มเติม!
“ฮ่าฮ่า นครทมิฬหมื่นปีศาจหยิ่งผยองถึงเพียงนี้เลยงั้น
หรือ? ช่างน่าประหลาดนัก!”
อสูรมารโลหิตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ในสายตาของ
มันแฝงไปด้วยความดูถูกเมื่อกล่าวถึงนครทมิฬหมื่น
ปีศาจ ดูเหมือนมันกำลังขบคิดว่าราชันมังกรโลกันตร์
กำลังคิดจะทำสิ่งใด
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมแสดงท่าทางไม่พอใจ
แน่นอนว่าเขาไม่อาจหลบหนีจากเงื้อมมือของอีกฝ่ายได้
อย่าง่ายดาย เพราะมันดูมีพิรุธมากเกินไป
ดังนั้นเขาจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตนเองควรเข้าร่วมกับกอง
กำลังของอสูรมารโลหิตดีหรือไม่ จากนั้นก็ไปที่แดนมังกร
ทมิฬเพื่อก่อกวนสร้างความโกลาหลไปพร้อม ๆ กับอสูร
มารโลหิต?
————————–