กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 1609: เวลาแห่งความเบื่อหน่าย
หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายพันปี อู่ อวี้ ก็เริ่ม
หงุดหงิดอยู่ไม่น้อย ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ได้รู้สึกสิ้นหวัง
เขาพยายามทดลองวิธีต่าง ๆ ภายในห้องลับตำหนักเฝ้า
สุสาน เพื่อทดลองดูว่าตนเองจะสามารถออกไปจากที่นี่
ได้หรือไม่ แต่เวลาภายในห้องลับก็ผันผ่านไปวันแล้ววัน
เล่า ปีแล้วปีเล่า ทว่าเขาก็ยังไม่สามารถหาทางออกจาก
ที่นี่ได้อยู่ดี
หนานซานหวางเยว่กับเย่ซีซีปรากฏตัวออกมาเป็นครั้ง
คราวส่วน อู่ อวี้ พยายามหาวิธีที่แตกต่างจากเดิมอย่าง
สิ้นเชิงในทุก ๆ วัน พยายามจะเปิดห้องลับนี้ออกไปให้ได้
แต่ก็ยังล้มเหลวอยู่ร่ำไป
เวลาหมื่นปีผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วงหลายหมื่นปีมา
นี้ อู่ อวี้ พยายามตรวจสอบวงเวทย์เซียนไร้ลักษณ์ทุก
ตารางนิ้วของพื้นที่บนผนังห้องลับ บนผนังมีวงเวทย์
เซียนไร้ลักษณ์นับล้านวงวาดประทับเอาไว้ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็
พยายามตรวจสอบวงเวทย์เซียนไร้ลักษณ์ทั้งหมดทุกวง
แต่ก็ไม่พบเจออะไรผิดสังเกต
วงเวทย์เซียนไร้ลักษณ์เหล่านี้ถูกนำใช้เพื่อเสริมสร้าง
ความแข็งแกร่งแน่นหนาให้แก่ผนังกำแพงอิฐ ทำให้เขา
ไม่สามารถหาวิธีหรือช่องโหว่จนสามารถพาตนเอง
ออกไปจากที่นี่ได้ ฉะนั้นปัจจุบันสามารถกล่าวได้เต็มปาก
ว่าห้องลับของที่นี่ก็คือคุกดี ๆ นี่เอง บางทีเขาอาจจะถูก
ขังอยู่ที่นี่ไปชั่วนิจนิรันดร์
ถึงแม้เขาจะตรวจสอบวงเวทย์เซียนไร้ลักษณ์บนผนัง
กำแพงจนรู้ว่ามันมีกี่รูปแบบ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำ
อย่างไรต่อถึงจะทำให้เขาสามารถออกจากห้องลับได้
เขาลองใช้ทุกวิธีที่เป็นไปได้ เขาพยายามทดลองหลายวิธี
เพื่อจัดการกับเทียนไขทั้ง 8 เล่ม เขาทดลองมาแล้ว
หลายหมื่นวิธี แต่ก็ยังไม่ได้ผล เรื่องนี้ทำให้จิตใจของเขา
โศกเศร้าห่อเหี่ยวมากขึ้นทุกปี
เวลานี้เขาแค่อยากระบายอารมณ์ที่อึดอัดด้วยการระดม
โจมตีเข้าใส่กำแพงอย่างบ้าคลั่ง เขาสาดกระเคนสารพัด
พลังกฎสวรรค์เข้าใส่กำแพง
สิ่งที่เขาคาดเดาอยู่ในใจมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งก็
คือ กำแพงเหล่านี้อาจจะสามารถต้านทานการโจมตีได้
ในระดับหนึ่งเท่านั้น เขาพยายามโจมตีกำแพงอยู่หลาย
ครั้ง เพื่อให้กำแพงเกิดรูโหว่และนี่ก็เป็นเพียงความหวัง
เล็กน้อย
ถ้ามันเป็นจริงอย่างที่อู่จวินกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่าที่นี่
อาจจะเป็นบททดสอบ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็คิดว่ามีความเป็นไปได้
เช่นกัน บางทีเขาอาจกำลังถูกทดสอบความแข็งแกร่ง
และความอดทน
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป ความสิ้นหวังในใจของเขาก็ทวี
ความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะโอกาสที่เขาจะได้
ออกไปมันค่อนข้างต่ำเหลือเกิน
หมื่นปี สองหมื่นปี …
กาลเวลาผ่านไป อู่ อวี้ ถูกขังอยู่ในห้องลับอย่างสมบูรณ์
เช่นเดียวกับทุกคนที่อยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด เรื่องนี้ทำ
ให้หนานซานหวางเยว่กับเย่ซีซีรู้สึกแย่มาก
อู่ อวี้ ยังคงจำลั่วผินได้อย่างขึ้นใจ เขาคิดว่าคงไม่มี
โอกาสพบนางอีกแล้ว ภายในใจของเขารู้สึกมึนงงสับสน
และหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงกระหน่ำโจมตีเข้าใส่
กำแพงอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่มีผล
เวลาที่คนเราใกล้ตายจะทำให้คนผู้นั้นรู้สึกสิ้นหวังอย่าง
สุดขั้ว
อู่ อวี้ ไม่รู้ว่านับตั้งแต่อยู่ในเขารู้สึกหดหู่สิ้นหวังไปแล้วกี่
ครั้ง หลังจากอัดอั้นจนถึงขีดสุดเขาก็ระบายออกมาครั้ง
แล้วครั้งเล่า และสิ่งที่ตามมาหาใช่ความโล่งใจแต่เป็น
ความรู้สึกสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง และหลายคราที่เขารู้สึก
งุนงงสับสนอย่างที่สุด ในหัวสมองว่างเปล่าไปหมด
กระทำเพียงนั่งเงียบ ๆ แข็งทื่อราวรูปปั้น
ห้าหมื่นปีผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
อู่ อวี้ นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเขามาที่นี่ได้อย่างไร เวลานี้
เขารู้สึกสิ้นหวังและเจ็บปวดอย่างที่สุด เขารู้สึกว่าคงจะดี
หากเขาไม่ตัดสินใจเข้ามาภายในตำหนักเฝ้าสุสาน
แต่ก็ไม่มีอะไรให้มันนั่งเสียใจ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน
ปัจจุบันเขาคิดว่าคิดไปก็เปล่าประโยชน์ ตรงกันข้ามกับ
ความสิ้นหวังที่อยู่ภายในใจมันยิ่งฝังรากลึกจมดิ่งมากขึ้น
เรื่อย ๆ
ในใจของ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงกำแพงอุปสรรคที่คอยขวาง
กั้น เขารู้สึกสิ้นหวังทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายจนหมดสิ้น
เขานึกไม่ออกว่าจะใช้เวลาอยู่ภายในห้องลับนี้ได้อย่างไร
และอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าจะหมดสิ้นอายุขัยตกตายไปใน
ที่สุด
ก่อนหน้านี้หนานซานหวางเยว่กับเย่ซีซียังสามารถ
ปรึกษา ร่วมกันคิดหาวิธีออกไปจากที่นี่ แม้จะเป็นแค่
ถ้อยวาจา แต่ถ้าผู้ใดที่มีสภาพจิตใจไม่มั่นคง พวกเขาก็
ยังรู้สึกสบายใจกับคำกล่าวเหล่านี้
แต่ตอนนี้สภาพของพวกเขาทั้งสามดิ่งลงเหวย่ำแย่อย่าง
ที่สุด ดำดิ่งชนิดที่ว่าทำให้พวกเขาถึงกับโต้แย้งถกเถียง
กัน หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มแยกย้ายพบเจอกันน้อยลง
เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้ง และไม่ต้องการให้ทุกอย่าง
เลวร้ายไปมากกว่าเดิม
ในสภาพจิตใจย่ำแย่เช่นนี้ทำให้พวกเขาไม่มีสมาธิที่จะ
ฝึกฝนบำเพ็ญตน
ส่วนจิ่วอิงที่อยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด ช่วงนี้ก็ดูสงบ
เสงี่ยมเก็บปากเก็บคำอยู่ไม่น้อย ในตอนแรก ๆ เขา
พูดคุยหารือกับคนอื่น ๆ แต่ในตอนนี้เขาไม่กล่าวอะไรสัก
คำ
เขาไม่ได้แอบตำหนิ อู่ อวี้ ในใจเลยแม้แต่น้อย หากเขา
ไม่ได้ อู่ อวี้ ช่วยเอาไว้ ป่านนี้เขาคงตกตายจากน้ำมือ
ของโม่อิงดับโลกาหรือราชันมังกรโลกันตร์กันไปแล้ว
แต่ตอนนี้เขาเองก็รู้สึกหดหู่ไม่แพ้ อู่ อวี้ และคนอื่น ๆ
เริ่มหงุดหงิดคลุ้มคลั่งมากยิ่งขึ้น หากตนเองพูดคุยกับ อู่
อวี้ ในเวลานี้ อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
ตอนนี้ทุกคนรวมถึง อู่ อวี้ กำลังสะกดข่มความสิ้นหวังที่
มากมายท่วมท้นภายในใจ
ชั่วเวลา 50,000 ปีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย
เหลือเกิน พวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมปิดตาย ไม่มีทาง
ที่จะทำให้สภาพจิตใจของพวกเขาดีขึ้น
บางครั้งพวกเขาก็ปิดด่านฝึกตน แต่ในห้องลับแห่งนี้ไม่มี
ปราณเซียนแม้แต่น้อย ฉะนั้นฉันไม่ต้องกล่าวถึงว่าพวก
เขาจะสามารถฝ่าทะลวงยกระดับไปสู่ขั้นสูง ๆ ได้ เวลานี้
ไม่ว่าจะเป็นพลังอิทธิฤทธิ์หรือกฎสวรรค์ของพวกเขา
ยกระดับขึ้นได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
ในทุก ๆ วัน อู่ อวี้ ระดมโจมตีเข้าใส่ผนังกำแพงครั้งแล้ว
ครั้งเล่า จนในที่สุดก็ทิ้งตัวลงกับพื้นแหงนหน้ามองไปบน
ห้องลับด้วยความรู้สึกมึนงง
เขายังคงจมอยู่ในห้วงแห่งความงุนงง เขาใช้เวลาอยู่ที่นี่
หลายพันหลายหมื่นปีแต่เขากลับไม่ได้อะไรเลยและไม่
สามารถออกไปจากที่นี่ได้ เขาอึ้งตะลึงแล้วทรุดลงกอง
กับพื้น เขารู้สึกหมดอาลัยตายอยากจนไม่รู้ว่าจะกล่าว
อันใดกับใคร พยายามทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน
ชีวิตอย่างรอบคอบ
นับตั้งแต่เกิดมาเป็นมนุษย์จวบจนปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของ
เขามันต่ำต้อยเหลือเกิน จนได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้และ
เข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนในที่สุด
จนเขาได้พบกับชายชราที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป
อย่างสิ้นเชิงนั่นก็คือเสิ่นอู๋เต้า และทุกคนจากนิกายกระบี่
สวรรค์ล้วนมีอิทธิพลต่อชีวิตเขาเป็นอย่างมาก ทำให้เขา
เริ่มมีโอกาสเพิ่มขึ้น
ตอนที่เขาอยู่ในนิกายกระบี่สวรรค์ อู่ อวี้ อยู่ในระดับ
ต่ำสุดแห่งการบ่มเพาะ เขารู้สึกว่าช่วงเวลานั้นเป็น
ช่วงเวลาที่เขามีความสุขอย่างที่สุด เขามีทั้งสหายและ
อาจารย์ไม่ได้โดดเดี่ยวเพียงลำพัง
การที่เขาปิดด่านฝึกเป็นเวลาหลายหมื่นปีเช่นในตอนนี้
ทำให้เขารู้สึกว่าช่างน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง
ตอนที่เขาอยู่ในนิกายกระบี่สวรรค์ ช่างน่าตื่นเต้นเป็น
อย่างมาก แม้จะใช้เวลาอยู่ที่นั่นแค่เพียงไม่กี่ปี ทว่ายาม
นี้ ขณะที่อยู่ภายในห้องลับ เวลาห้าหมื่นปีกลับผันผ่าน
เพียงชั่วพริบตาอย่างว่างเปล่า?
จากนั้นเขาก็หวนนึกไปถึงช่วงเวลาต่อไป ด้วยเหตุผล
บางอย่างทำให้เขาจ้องเดินทางออกจากนิกายกระบี่
สวรรค์ไปยังนิกายเซียนซูซัน จนได้พบกับหนานกงเหว่ย
ต่อมาพวกเขาทั้งสองก็เริ่มผูกสัมพันธ์มีใจให้กัน มันคือ
ความรักในวัยหนุ่มสาวและเขากับนางได้ยุติ
ความสัมพันธ์ดังกล่าวมานานแล้ว
บนยอดเขาซูซันเขาได้จัดการกับเป่ยซานม่อ การต่อสู้
ครั้งนั้นเป็นหนึ่งในการต่อสู้ที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของเขา
มันทำให้เขาจัดการกับมารในจิตใจของตนเองได้ ซึ่ง
แปรเปลี่ยนสถานะระหว่างเขากับหนานกงเหว่ยกลาย
เป็น ‘ศัตรู’ กันอย่างสิ้นเชิง
หตุการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนวิญญาณเซียน ภาพฉากที่
‘หนานกงเหว่ย’ เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขา จนถึง
ตอนนี้ อู่ อวี้ ไม่รู้ว่านางนั้นเป็นหนานกงเหว่ยหรือเจ้า
หงส์ระบำเพลิงกันแน่?
พอถูกขับไล่ออกจากนิกายเซียนซูซัน เขาก็เดินทางมาที่
นครจักรพรรดิเพลิง ที่นี่ทำให้เขามีร่างที่สอง ซึ่งก็คือร่าง
อสูรกลืนสวรรค์ แล้วในที่สุดเขากับร่างนี้ก็รวมเป็นหนึ่ง
เข้าด้วยกัน
หากไม่มีร่างอสูรกลืนสวรรค์ เขาคงไม่มีทางบรรลุถึง
ระดับที่เป็นอยู่ในตอนนี้ และมีแนวโน้มที่ร่างนี้จะเดินไป
ในเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หากไม่มีร่างอสูรกลืนสวรรค์เขาคงถูกจักรพรรดิโบราณ
เหยียนหวงสังหารตกตายไปนานแล้ว คนผู้นี้คิดที่จะ
ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา มันต้องการปล้นชิง
มรดกของฉีเทียนต้าเซิ่น แล้วถ้ามันทำสำเร็จ คงไม่มีเขา
ในวันนี้
อู่ อวี้ นึกถึงตอนต่อสู้กับจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง
รำลึกถึงวันที่ได้พบเจอกับลั่วผินครั้งแรก
เขาได้พบกับลั่วผินครั้งแรกในนครจักรพรรดิเพลิง
จากนั้นก็เริ่มบ่มเพาะสานสัมพันธ์แห่งรักขึ้นในคฤหาสน์
มารกลืนสวรรค์ ต่อมาก็ต้องเผชิญกับการพลัดพรากแยก
จาก เมื่อกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง อีกฝ่ายก็กลายเป็นเจ้า
มังกรสี่คาบสมุทรไปแล้ว
ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
ทำให้พวกเขารักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง หลังจากลั่วผิน
ทะยานขึ้นสู่สวรรค์นางก็ไม่เคยทอดทิ้งเขา ทำให้เขาเชื่อ
ว่ามีเพียงนางเท่านั้นที่จะอยู่เคียงข้างเขาไปตราบชั่วนิ
รันดร์
ทุกสรรพสิ่งในความทรงจำที่ได้คิดถึง ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึก
เศร้าเสียใจอย่างบอกไม่ถูก วันเวลาผันผ่านไปนาน
เกินไป ทำให้เขาหลงลืมช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ตนได้มีชีวิต
อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายไม่กี่ร้อย
ปีในโลกมนุษย์ ถือเป็นประสบการณ์อันแสนวิเศษสำหรับ
เขาเป็นอย่างยิ่ง มันช่วยวางรากฐานชีวิตให้กับเขา ต่อ
ให้วันเวลาผ่านไปหลายร้อยหลายหมื่นปีก็ยังไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงตัวตนของเขาได้
การต่อสู้กับจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง เป็นรากฐานให้
เขาก้าวเข้าสู่มหาตำหนักสวรรค์
เมื่อนึกย้อนกลับไป ตัวเขาในสายตาของจักรพรรดิ
โบราณเหยียนหวงคงไม่ต่างจากเด็กน้อยผู้เต็มไปด้วย
สมบัติมหาศาล ที่มันจะบีบก็ตายจะคลายก็รอดได้ตามใจ
นึก
สำหรับจักรพรรดิโบราณเหยียนหวงคนธรรมดาในชมพู
ทวีปโลกธาตุก็ไม่ต่างจากมดปลวก ที่ผลัดเปลี่ยน
หมุนเวียนจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ตราบใดที่ไม่อาจ
บรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ พวกเขาก็ถูกกำหนดให้ต้อง
ตกตายในช่วงเวลาไม่กี่ร้อยปี
ผู้ที่สามารถหลบหนีจากโลกมนุษย์ บรรลุกลายเป็นเทพ
เซียนหรือเทพมารมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น ยิ่งไม่ต้อง
กล่าวถึงพิภพขนาดเล็กอย่างชมพูทวีปโลกธาตุ
โชคดีที่ อู่ อวี้ ได้รับมรดกของฉีเทียนต้าเซิ่นซึ่งโดดเด่น
กว่าผู้ใด
ตลอดเส้นทางบนสรวงสวรรค์ ถึงแม้ว่าเขาจะเข้าใกล้ฝั่ง
ฝันขึ้นมาทุกขณะจิต แต่ อู่ อวี้ ก็รู้สึกว่าความทรงจำ
เหล่านี้ ให้ความลึกซึ้งน้อยกว่าประสบการณ์ในโลก
มนุษย์มากนัก
“ ในเมื่อมีช่วงเวลาครึ่งแรกในชีวิตยอดเยี่ยมเช่นนี้ แล้ว
ข้าต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ในห้องลับงั้นหรือ? ”
อู่ อวี้ จดจำได้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาค่อย ๆ
ปรับความคิดจิตวิญญาณ และประสบการณ์ความยุ่ง
เหยิงในจิตใจ จนมันทำให้เขารู้แจ้ง ตระหนักถึงความ
เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงเวลา
ถึงแม้วันเวลาไม่กี่ร้อยปีบนโลกมนุษย์จะเป็นช่วงเวลาสั้น
ๆ แต่ก็ถือเป็นครึ่งแรกชีวิตอันแสนวิเศษของเขา
แม้ว่าเขาต้องใช้เวลาในการฝึกฝนบำเพ็ญนับหมื่นปี แต่
เมื่อเทียบกับอายุขัยของเขาแล้ว ก็ไม่ต่างจากช่วงเวลา
ไม่กี่ปีในโลกมนุษย์ เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นใน
ชีวิตเท่านั้น
แม้เขาจะมีเวลามากขึ้น แต่รากฐานชีวิตของเขาก็ยังไม่
เปลี่ยนแปลง
” เวลา 50,000 ปี เทียบเท่าได้กับ 5 ปีในโลกมนุษย์! ไม่
แปลกใจเลยว่าทำไมผู้คนถึงกล่าวว่า หนึ่งวันบนสวรรค์
เฉกเช่นดังพันปีในโลกมนุษย์ เพราะสำหรับผู้ที่อยู่ใน
อาณาจักรเซียนไร้ลักษณ์ หรือแม้กระทั่งเทพเซียนใน
อาณาจักรจักรพรรดิเซียนนิรันดร์ ช่วงเวลาหนึ่งพันปี
เป็นเพียง ‘1’ วันในชีวิตของพวกเขา! ”
อู่ อวี้ เขาไม่เคยตระหนักและเข้าใจถึง ‘เวลา’ อย่าง
ลึกซึ้งเช่นนี้มาก่อน แม้จะมีเจดีย์ล่องกำเนิด แต่ก็เขาก็ใช้
เพียงความสามารถในการเร่งเวลาของค่ายกลเซียน
เท่านั้น
ทว่าอย่างนี้เขามีความเข้าใจใน ‘เวลา’ ด้วยตนเอง!
———————–