กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 205 : หุบเหวปศาจ
ภาพซึ่งปรากฎ เฉกเช่นดั่งดวงดารากำลังพวยพุ่งเข้า
ปะทะกัน
ชั่วอึดใจนั้นเอง บัญญัติก่อกำเนิดทั้ง 10 จุด ก็ถูก
ควบแน่นบีบอัดเข้าด้วยกัน
วิถีเร้นลับสร้างแกนนภาของ มหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน
ในระหว่างกระบวนการนี้ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพียง
แค่บีบอัด สะกดข่มพลังอำนาจของ บัญญัติก่อกำเนิด
เข้าด้วยกัน
ควบแน่นบีบอัด จนกว่าจะกลายเป็นแกนนภา
เมื่อเทียบกับการควบแน่นอย่างเชื่องช้า ทีละจุดของ
คนส่วนใหญ่แล้ว มหาเคล็ดเทียนเซียน ในวิถีแห่ง
ธรรมนั้น ทั้งเถรตรง ทั้งโหดร้ายกว่ามากนัก ซึ่ง
บัญญัติก่อกำเนิดทั้ง 10 จุดที่ถูกควบแน่นหลอมรวม
จะมีความสมบูรณ์ และ สมดุลอย่างยิ่ง!
“เจ้าต้องใช้เม็ดยาสร้างแกนภาด้วย!”
เพียงไม่นาน อู่ อวี้ ก็สัมผัสได้ว่า ในระหว่าง
กระบวนการควบแน่น บัญญัติก่อกำเนิดทั้ง 10 จุด
ได้มีการต่อต้านเกิดขึ้น มันคือความไม่ยินยอมให้
ฝั่ายใดดูดกลืนตนเองเข้าไปได้ ส่งผลให้บัญญัติ
ก่อกำเนิดแต่ละจุด ปลดปล่อยพลังอำนาจมหาศาล
จนจุดชี่ห่ายของ อู่ อวี้ แทบจะฉีกขาดออกจากกัน
ในครั้งนี้ หมิงซวง ได้สนับสนุนส่งเสริมเขา ด้วยการ
บอกกล่าวให้ตนนั้นรีบไขว่คว้าโอกาสในช่วงเวลานี้
ยกระดับแกนนภาให้สูงขึ้น ด้วยเพราะก่อนหน้านี้เขา
ลังเล แลไม่มั่นใจที่จะกลืนกินโอสถ ทั้งยังไม่กล้าเสี่ยง
ดูดซับ เม็ดยาแกนนภา ด้วย!
“เพราะเหตุใด?” อู่ อวี้ รู้สึกสงสัย สำหรับผู้อื่นแล้ว
การควบแน่นสร้างแกนนภา ไม่สามารถกลืนกินเม็ด
ยาสร้างแกนนภา ซึ่งมีพลังฟั้าดินหนาแน่นไร้สิ้นสุด
หรือ เม็ดยาชนิดอื่น ๆ ร่วมด้วยได้
“เชื่อข้าเถอะน่า”
อีกไม่นานชีวิตของเขาก็จะจบลง ไม่ต้องกล่าวถึงการ
หลอมรวมบัญญัติก่อกำเนิดทั้ง 10 จุดให้เสร็จ
สมบูรณ์ ซึ่งดูเหมือนว่าเ ม็ดยาสร้างแกนนภา จะเป็น
เพียงสิ่งเดียว ที่เขาจะเสี่ยงวัดดวง เพื่อให้รอดพ้น
จากวิกฤตในครั้งนี้
อู่ อวี้ ตัดสินใจเด็ดขาด ไม่รีรอลังเลอีกต่อไป เขา
หยิบ เม็ดยาสร้างแกนนภา ออกมาหนึ่งเม็ด แล้ว
กลืนกินมันลงไปด้วยความเร็วราวสายฟั้าฟาด ทันใด
นั้นเอง เม็ดยาสร้างแกนภา ได้แปรเปลี่ยนเป็น
กระแสธาราทองคำ ประดุจดั่งพยัคฆ์ทองคำพุ่ง
กระโจนเข้าสู่ร่างกายของเขา หมายมาดบดขยี้
สังหารจุดชี่ห่ายในชั่วพริบตา
” เจ้าจงควบคุม เม็ดยาสร้างแกนนภา ให้เคลื่อนไป
ยังตำแหน่งตรงใจกลางของจุดชี่ห่าย!”
บัญญัติก่อกำเนิดทั้ง 10 จุด ซึ่งกำลังคลุ้มคลั่งอยู่
ในตอนนี้ เมื่อมีกระแสธาราจาก เม็ดยาสร้างแกน
นภา เข้ามาผสานรวมเข้าอีกสาย ส่งผลให้ อู่ อวี้
แทบจะไม่สามารถทานทนได้อีกต่อไป
เมื่อได้ยินคำชี้แนะจาก หมิงซวง ครู่ต่อมา อู่ อวี้ ก็
ควบคุมเม็ดยาสร้างแกนนภา ให้เคลื่อนไปยัง
แกนกลางของจุดชี่ห่าย
ภายในจุดชี่ห่าย บัญญัติก่อกำเนิดทั้ง 10 เปรียบเช่น
ดั่งมังกรคลั่งที่กำลังเข้าพัวพันห้ำหั่นกัน ทันใดนั้นก็
ปรากฏพยัคฆ์ขึ้นท่ามกลางมวลหมู่มังกร ถึงแม้พยัค
จะดุร้ายมากเพียงใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ามังกรทั้ง 10
แล้ว มันกลับเป็นได้แค่เพียงอาหารอันโอชะเท่านั้น!
ทันใดนั้นสิ่งที่ อู่ อวี้ ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เขาไม่
จำเป็นต้องสะกดข่มบัญญัติก่อกำเนิดทั้ง 10 ไว้อีก
ต่อไป เนื่องจากว่ามันได้เกิดการควบแน่นด้วยตนเอง
มังกรทั้งสิบตนพุ่งทะยานเข้าไปหาเม็ดยาสร้างแกน
นภาซึ่งอยู่ตรงจุดกึ่งกลาง หมายมาดจะกลืนกินเม็ด
ยา การกระทำนี้ เปรียบดั่งสัญชาตญาณของกระแส
วังวนแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์
ส่งผลให้บัญญัติก่อกำเนิดทั้ง 10 จุด บีบอัดควบแน่น
เข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง โดยที่ อู่ อวี้ ไม่จำเป็นต้อง
ออกแรงแม้แต่น้อย เนื่องจากการพุ่งชนเข้าปะทะ
และ แรงบีบอัดอันมหาศาล บัดนี้บัญญัติก่อกำเนิด
ทั้ง 10 ได้ปรากฏสัญญาณของการผสานหลอม
รวมเข้าด้วยกัน
“นี่มัน! สถานการณ์เช่นนี้เปรียบดังดั่งคำกล่าวที่ว่า
ตั๊กแตนจ้องจับจักจั่น ไม่รู้ภัยใกล้ตัวจากนกขมิ้นซึ่ง
อยู่ด้านหลัง!” อู่ อวี้ ฉุกคิดขึ้นมาภายในจิตใจ หมิ
งซวง ไม่ได้สร้างหลุมพรางกับดักใส่เขาแต่ประการใด
ทำให้เขารู้สึกขอบคุณ หมิงซวง ลึก ๆ อยู่ภายในใจ
ที่บอกให้เขารีบคว้าฉวยโอกาสนี้ไว้
ไม่ว่าจะเป็นเลือดเนื้อ เจตจำนง ร่างกาย หรือ
วิญญาณ ได้ปลดปล่อยพลังอันมหาศาล สะกดข่ม
ควบแน่นบัญญัติก่อกำเนิดทั้งสิบ!
เมื่อเงื่อนไขสมบูรณ์ ความสำเร็จย่อมตามมา เฉกเช่น
ดั่งคำกล่าวที่ว่า เมื่อน้ำไหลหลากถึง เขื่อนก็สร้าง
เสร็จ!
สิบวันต่อมา
อู่ อวี้ ไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก ในการ
ควบแน่นบัญญัติก่อกำเนิดทั้ง 10 จุดรวมผสานเป็น
หนึ่งเดียว โดยมี จุดชี่ห่าย เป็นกึ่งกลาง ทว่ายามนี้
ปรากฏม่านหมอกโอบห้อมล้อม จุดชี่ห่าย อยู่
ขั้นตอนสุดท้ายในการก่อรูป แกนนภา จวนเจียนใกล้
เสร็จสมบูรณ์ เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างให้เห็น
“หือ..แสงสีทอง แต่จะเป็นแสงสีทองปกติ หรือ สีทอง
เข้มกันแน่? ในท้ายสุดแล้ว ท่ามกลางม่านเมฆหมอก
7 สี ซึ่งปกคลุมอยู่นั้น มันจะปรากฏเป็นสีอะไรกัน
แน่? ” ยามนี้ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ เต็มไปด้วยแรง
ปรารถนาแลความคาดหวังอย่างยิ่ง
หลังจากแกนได้ก่อรูปในกระบวนการสุดท้าย เวลาก็
ล่วงเลยผ่านไป 1 วัน ม่านเมฆหมอกค่อย ๆ ทยอย
กระจายตัวออก ปรากฏส่วนขอบแกนมาให้เห็น
หลังจากม่านเมฆหมอกเริ่มแพร่กระจายออกไป อู่
อวี้ ก็ยังมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายในนั้นอยู่ดี เมื่อมองดู
เมฆหมอกหลากสีที่ปกคลุมอยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะ
ทอดถอนหายใจออกมาอย่างหดหู่ กล่าวตามตรงเขา
คาดหวังในตนเองไว้สูงล้ำ สิ่งที่เขาปรารถนาอย่างยิ่ง
ย่อมต้องเป็นแกนนภาระดับสูงสุด ซึ่งต่อให้ควานหา
ทั่วทั้ง นิกายเซียนซูซัน ก็ไม่อาจมีผู้ใดเปรียบ
เทียบเคียงได้
อย่างไรก็ตามสิ่งแปลกประหลาดยิ่งกว่านั้นก็คือ
ระดับพลังของแกนกำเนิดที่เขาสัมผัสได้นั้น อาจถือ
เป็นประวัติการเลยก็ว่าได้ อำนาจพลังของเขา
ยกระดับขึ้นจนน่าสะพรึงกลัว ถึงแม้จะยังไม่ได้
ทดสอบใช้งาน แต่เขากลับสัมผัสได้ว่า พลังของมัน
น่ามีมหาศาลจนน่าเหลือเชื่อ แค่ใช้ออกเพียงนิด ก็
สามารถบดขยี้ถ้ำแกนนภานี้ลงได้แล้ว
แน่นอนว่าหากเขากระทำเช่นนั้นจริง คงได้ถูกจับ
โยนออกจาก นิกายเซียนซูซัน เป็นแน่แท้
ระหว่างที่เขากำลังรู้สึกสงสัยอยู่นั้น เขาก็แลเห็น
รูปลักษณ์อันแท้จริงของแกนนภา แน่นอนว่า
หลังจากแกนนภาควบแน่นเสร็จสมบูรณ์ แกนของ
เขาก็ยังมีขนาดเท่ากับนิ้วก้อย ถึงแม้ว่าคุณภาพจะสูง
ล้ำเพียงใด แต่มันก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แกน
นภานั้นจำเป็นต้องมีการปรับแต่งบ่มเพาะอย่าง
ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ถึงจะมีขนาดใหญ่โตขึ้นได้
“สีขาว!?”
อู่ อวี้ รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง แกนระดับสูงสุดมัน
ต้องเป็นสีทองเข้มมิใช่หรือ? แต่ผลลัพธ์ที่ได้ กลับทำ
ให้เขารู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าแกนของ
เขากลับกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ มันช่างดูบริสุทธิ์ผุด
ผ่อง ราวกับสีของนมโคไร้ซึ่งสิ่งเจือปนใด ๆ
“นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน? หมิงซวง ทำไมมันถึงเป็นสี
ขาวเช่นนี้?” อู่ อวี้ รู้สึกตกใจอย่างยิ่ง
“สีขาว? ท่านย่าจะรู้ได้อย่างไร! ตอนที่ข้าได้รับมรดก
นี้มา มันไม่ใช่ตอนที่ข้าเข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภานิ!” หมิ
งซวง กรอกดวงตามองบนพร้อมกับแสดงท่าทางดูถูก
“สีขาวซีดแบบนี้ ไม่ใช่ว่ามันแย่ยิ่งกว่าแกนสีทองอีก
งั้นหรือ?” อู่ อวี้ บ่นพึมพำอย่างหดหู่
“เจ้ายังไม่ทดสอบแล้วจะรู้ได้อย่างไร? กล่าวตามตรง
มหาเคล็ดวิถีเทียนเซียน คือวิธีบ่มเพาะแห่งยุคบรรพ
การ ซึ่งอยู่ระหว่างสวรรค์และปฐพี เช่นนั้นแล้วแกน
นภาของเจ้าย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญ
ที่สุดในตอนนี้คือการทดสอบความสามารถของมัน
ยามนี้เจ้าอยู่ในขั้น สร้างแกนภา ระดับหนึ่ง เจ้าต้อง
ทดสอบพลังแกนกำเนิดของเจ้า ว่ามีความแตกต่าง
มากน้อยเพียงใด กับผู้ซึ่งอยู่ในขั้นสร้างแกนนภา
ระดับหนึ่ง”
อู่ อวี้ เข้าใจในสิ่งที่หมิงซวงกล่าว
ในยามนี้ อู่ อวี้ ละวางความผิดหวังก่อนชั่วคราว การ
บรรลุสู่ระดับสร้างแกนนภา ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าเกิด
การเปลี่ยนแปลงขึ้นทั่วทั้งร่างกายของเขา แม้กระทั่ง
พลังศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนกายเนื้อ
เปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กระนั้นมัน
ก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขาเกิดการ
เปลี่ยนแปลงขึ้นมาอย่างใหญ่หลวง
“แกนกำเนิด?”
ท่ามกลางการโคจร พลังแกนกำเนิดสีขาว พรั่งพรู
หลั่งไหลออกมาจากแกนนภาสีขาวบริสุทธิ์อันเร้นลับ
พลังนี้หนาแน่นอย่างยิ่ง มันหมุนวนโคจรไปทั่วทั้งร่าง
เขาในทันที อย่างไรก็ตามเขาไม่ควรทดสอบพลังของ
มันใน ถ้ำสร้างแกนนภา แห่งนี้ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงยังไม่
ทราบพลังอำนาจอันแท้จริงของมัน
“เพลิงอมตะ”
ภายใต้การคร่ำเคร่งเพ่งสมาธิของเขา แกนสีขาว
บริสุทธิ์ภายในร่าง ได้ปลดปล่อยเพลิงสีขาวออกมา
อย่างเบาบาง นี่คือเพลิงอมตะ อู่ อวี้ สามารถถ่าย
โอน เพลิงอมตะ นี้มาไว้ที่มือได้ อย่างไรก็ตามเพลิงนี้
ไม่มีความสามารถในการโจมตี อู่ อวี้ รู้ดีว่าเพลิงนี้มี
ความสามารถในการแปรเปลี่ยนได้หลากหลาย เป็น
ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์
ด้วยเหตุนี้มันถึงสามารถ หลอมสร้างการกลั่นสกัด
ปรุงโอสถได้
” ผู้ฝึกตนในวิถีแห่งเต๋า ไม่เคยยอมพ่ายแพ้ล้มเลิกใน
วิถีแห่งการหลอมสร้างกลั่นสกัดปรุงโอสถ การหลอม
สร้างกลั่นสกัดโอสถ ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ยังหา
คำตอบไม่ได้ ประการที่สองคือการสร้างวงเวทย์
ภายใน นิกายเซียนซูซัน มีศาสตร์เวทย์เร้นลับหลอม
สร้างกลั่นสกัดอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ข้าปรารถนาจะ
ได้รับแต้มความสำเร็จ เพื่อแลกเปลี่ยนความสามารถ
ในศาสตร์เวทย์หลอมสร้าง เรียนรู้วิถีแห่งการหลอม
สร้าง นอกจากนี้ข้ายังต้องใช้ เตาปรุงยาอีกด้วย”
ในที่สุดเขาก็ได้เห็นเปลวเพลิงสีขาวของตนเอง
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสีขาวก็ตาม แต่สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว
มันคือสิ่งที่ภายในหัวใจของเขาคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง
เพลิงอมตะ ถือเป็นพื้นฐานแห่งการหลอมสร้างกลั่น
สกัด ด้วยเพลิงนี้ ในอนาคตเขาสามารถปรุงเม็ดยา
อมตะได้ด้วยตนเอง!
อู่ อวี้ ใช้เวลาชั่วครู่ ในการฟืนฟูคืนสภาพร่างกาย
ของตนเองให้กลับมาเป็นปกติเป็นเรียบร้อย สามารถ
ปรับตัวเข้ากับพลังในระดับ สร้างแกนนภา ได้ใน
ที่สุด จวบจนปัจจุบันพลังอำนาจที่เคยแทรกซึม
แพร่กระจายไปทั่วร่างของเขา บัดนี้ได้สูญสลาย
หายไปจนสิ้น
เขาเงยศีรษะขึ้นมองดู หนานกง เหว่ย เขาไม่
คาดหวังว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้า จะน่าตื่นตระหนก
ถึงเพียงนี้ ทั่วทั้งร่างของหนานกง เหว่ย สั่นเทา รอบ
กายถูกห้อมล้อมด้วยเงากระบี่ ฉับพลันเพลิง 9 สี ก็
ลุกโชนโหมกระหน่ำห่อหุ้มร่างของนางไว้ในบัดดล
นางกลายเป็นสาวน้อยแห่งเปลวเพลิง ที่งดงาม
ตระการตาอย่างยิ่ง
” มันอะไรกันนี่ ?”
ครู่ต่อมา เปลวเพลิงบนร่างของนางก็ถูกกลืนหายเข้า
ไป
หนานกง เหว่ย ซึ่งอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ในตอนนี้
ปลอดภัยปราศจากอาการบาดเจ็บใด ๆ เขาเห็นได้
อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะพลัง หรือ อายปราณ ของนาง
เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลมาก หากนำมา
เปรียบเทียบจากเมื่อ 3 เดือนก่อน แม้แต่พลังชีวิตก็
ยังเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นางประสบความสำเร็จบรรลุเข้า
สู่ขั้น สร้างแกนนภา ตามหลังเขามาติด ๆ
หลังจากงั้นไม่นาน หนานกง เหว่ย ก็ยิ้มแก้มปริด้วย
ความตื่นเต้นอย่างที่สุด ขณะที่นางกำลังมีความสุข
อยู่นั้น ทำให้นางหลงลืมสำรวมกิริยาของกุลสตรี
ละเลยความแตกต่างของชายหญิง นางกระโดดพุ่ง
ตรงเข้าไปหา อู่ อวี้ พร้อมกับดึงมือของเขา จากนั้นก็
กล่าวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะว่า ” พี่ชาย! ข้าประสบ
ความสำเร็จแล้ว ท่านมาร่วมยินดีกับข้าเร็วเข้า!”
นางรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างที่สุด อู่ อวี้ เองก็รู้สึก
อารมณ์ดีผ่อนคลายเช่นกัน เนื่องจากสองสามวันที่
ผ่านมา จิตใจของพวกเขาต่างปกคลุมไปด้วยเมฆ
หมอกแห่งความหดหู่
” เหว่ยเอ๋อ ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ แต่ดูเหมือนเจ้าจะ
ช้ากว่าข้าไปก้าวหนึ่ง” อู่ อวี้ ยิ้ม
” เอ๋ !? ข้าล่ะเกลียดท่านนักเชียว ” หนานกง เหว่ย
พบว่าเขามีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นการ
ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้บรรลุ
ประสบความสำเร็จแล้ว
แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังคงกระโดดโลดเต้น แสดง
ท่าทางมีความสุขอย่างที่สุด จากนั้นนางก็กล่าวว่า ”
แกนนภาของข้ามีคุณภาพสูงสุด พี่ชายข้าเก่งไม่เบา
เลยใช่ไหม ? แกนนภาสีทองเข้มซึ่งอยู่ใน จุดชี่ห่าย
ของข้า มีเปลวเพลิงเก้าสีล้อมรอบ! ซึ่งบ่งบอกได้ว่า
เป็นแกนนภาที่ดีที่สุด! ”
อู่ อวี้ รู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง
เท่าที่เขารู้ คุณภาพสูงสุดของสร้างแกนนภา ทั้งยังมี
เปลวเพลิงเก้าสีรุกโชนพัวพันกันยุ่งเหยิง แม้แต่ผู้คน
ที่อยู่ภายใน นิกายเซียนซูซัน ยังหาได้ยากยิ่ง ซึ่งนับ
ได้ว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมากที่สุดของ นิกาย
เซียนซูซัน และภายในอาณาเขตกระบี่ สามัญแห่งนี้
หากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปด้านนอก จะต้อง
กลายเป็นจุดสนใจในบัดดล
” พี่ชาย เรื่องที่ข้าบอกท่าน ท่านต้องสัญญากับข้า ว่า
จะเก็บมันไว้เป็นความลับ เรื่องเกี่ยวกับคุณภาพของ
แกนนภาของข้า มิอาจหลุดแพร่งพรายให้คนอื่น
ล่วงรู้ได้” หนานกง เหว่ย จ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยดวงตา
อันเปียมล้นไปด้วยกลิ่นอายพลังฟั้าดิน
กลับกลายเป็นว่าสาวน้อยผู้นั้น ยังคงมีความลับซึ่ง
นางเก็บซ่อนเอาไว้ อู่ อวี้ คาดเดาว่านางอาจจะเป็น
ศิษย์คนใดคนหนึ่งของผู้ยิ่งใหญ่สักคนในนิกาย และ
เวลานี้นางคงได้แอบหลบหนีออกมาเที่ยวเล่นวิ่งซน
เขาพยักหน้ารับคำ
” พี่ชาย แล้วคุณภาพแกนนภาของท่านล่ะ ?” หนาน
กง เหว่ย ไต่ถามอย่างสงสัยใคร่รู้
” ปกติธรรมดาน่ะ ” อู่ อวี้ ยิ้มออกมาขมขืน นั่น
เพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบเช่นไรดี แม้แต่ตัวเขาเองก็
ยังไม่รู้ว่า การที่เขามี แกนนภาสีขาวบริสุทธิ์ เช่นนี้
มันหมายความว่าเช่นไร เป็นสิ่งที่ดีหรือเลวร้ายกันแน่
…
” โอ้∼ ไม่เป็นไรพี่ชาย ข้าเข้าใจท่าน เอาเป็นว่าจง
อย่าท้อแท้ มุ่งมั่นหมั่นเพียรฝึกฝนอย่างหนักต่อไป! ”
หนานกง เหว่ย กระพริบตาปริบ ๆ หัวเราะออกมา
อย่างน่ารักน่าชังเป็นอย่างมาก จน อู่ อวี้ สำลัก
เสียงหัวเราะ ด้วยความขบขันอย่างสุดจะกลั้น ใน
ความเป็นจริงแล้วเขาเองปรารถนาใคร่รู้ว่า แกนนภา
สีขาวบริสุทธิ์ กับ แกนกำเนิด ของเขานั้น แตกต่าง
จาก หนานกง เหว่ย อย่างไร แบบใดที่เรียกว่ามี
คุณภาพสูงสุดกันแน่?
อีกฝั่ายเป็นเพียงแค่สาวน้อยตัวเล็ก ๆ ผู้หนึ่งเท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาทั้งสองยังอยู่ภายในถ้ำ
สร้างแกนนภา จึงไม่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ
นางได้ในตอนนี้
แต่แล้วอยู่ ๆ หนานกง เหว่ย ก็แสดงสีหน้าสลด
หมองเศร้า แล้วกล่าวขึ้นว่า ” พี่ชาย ถ้ำแกนนภา ไม่
อนุญาตให้สาวกที่ควบแน่นแกนนภาได้สำเร็จ อยู่ที่นี่
นานนัก พวกเราจะต้องออกไปจากที่นี่ภายในหนึ่ง
วัน”
ถ้ากล่าวถึงกฎในข้อนี้ อู่ อวี้ ล่วงรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่
ทว่าในตอนนี้เขายังคงมีอาการปวดเศียรเวียนเกล้า
อยู่ ฉะนั้นสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดในยามนี้ก็คือ
ฝึกฝนบ่มเพาะเคล็ดวิชาเต๋า อย่างเช่น ‘สามกระบี่
สังหารประกาศิตสวรรค์’ ที่เหลืออีก 2 ส่วน ซึ่งเป็น
เคล็ดวิชาเต๋าที่ เฟิง ซัวหยา มอบให้แก่เขา อีกทั้งเขา
ยังตั้งตารอที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาใหม่ของเคล็ดแปลง
กายอสูร
แต่ถ้าหากเขากลับออกไปด้านนอก เกรงว่า จาง ฝูถู
อาจจะมุ่งความสนใจมายังตัวเขาเองอีกครั้ง
ยิ่งหากรู้ว่า อู่ อวี้ ประสบความสำเร็จบรรลุเข้าสู่
ระดับ สร้างแกนนภา คาดว่าเขาจะต้องกังวลเป็นแน่
แท้
ดวงตาของ หนานกง เหว่ย ดูครุ่นคิด จากนั้นนางไต่
ถามขึ้นอย่างคาดหวังว่า ” พี่ชาย เราทั้งสองน่าจะมา
รวมกลุ่มกัน ไปยัง ‘ หุบเหวปีศาจ ‘ เพื่อเข่นคร่า
สังหารปีศาจ! ซึ่งสาวกที่จะเข้าไปที่นั่นได้ ต้องมีฝีมือ
อยู่ในขั้น สร้างแกนนภา เท่านั้น! ระดับฝีมือของเรา
ในตอนนี้เพียงพอแล้ว หากเข้าไปที่นั่น เราจะ
สามารถเก็บสะสมแต้มความสำเร็จได้!”
” หุบเหวปีศาจ? ”
อู่ อวี้ จดจำสถานที่แห่งนี้ได้
มันคืออีกหนึ่งสถานที่ฝึกฝน ของเหล่าสาวก นิกาย
เซียนซูซัน โดยมีกฎกำหนดไว้ว่า ต้องเป็นสาวกแกน
สามัญซึ่งมีฝีมืออยู่ในระดับ สร้างแกนนภา ขึ้นไป
เท่านั้นถึงจะเข้าไปได้ สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ภายใน
อาณาเขตกระบี่สามัญ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นพื้นที่ซึ่ง
ถูกแยกออกเป็นเอกเทศด้วยค่ายอาคม ภายในนั้นจะ
มีปีศาจ ซึ่งถูกคนของนิกายเซียนซูซันจับตัวกลับมา
คุมขังไว้ที่นี่ เพื่อให้สาวกซูซันเข่นคร่าสังหาร ฝึกฝน
เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซึ่งมันจะค่อนข้างคล้ายคลึง
กับ หุบเขาโชคชะตาเซียน เล็กน้อย ที่ปลดปล่อย 3
ปีศาจเข้ามา เมื่อเปิดการทดสอบ
แต่ดูเหมือนว่า หุบเหวปีศาจ จะมีขนาดกว้างใหญ่
กว่า อาณาเขตพื้นที่ของมันพอ ๆ กับวังกระบี่ และ
มีขนาดใหญ่กว่า เทือกเขาคราม นับร้อยเท่า ส่วน
จำนวนของปีศาจว่ากันว่ามีอยู่นับพันนับหมื่นตัว ซึ่ง
ส่วนใหญ่ก็เป็นปีศาจระดับระดับสร้างแกนนภา อีก
ทั้งยังมีหลายตัวที่สามารถใช้อำนาจวิเศษได้ กล่าวได้
ว่าค่อนข้างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
แน่นอนว่า ต่อให้เป็นปีศาจที่มีฝีมือแข็งแกร่งมาก
เพียงใด ก็คงไม่คณามือสาวกในระดับ มหาวงจรสี่วิถี
กระบี่ นั่นก็เพราะพวกเขาเป็นผู้จับปีศาจเหล่านี้
กลับมา
เพราะสถานที่แห่งนี้ออกแบบมาเพื่อสาวกแกน
สามารถโดยเฉพาะ ภายใน หุบเหวปีศาจ จึงไม่
อนุญาตให้สาวกในระดับ มหาวงจรสี่วิถีกระบี่ ย่าง
กรายเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาติ เนื่องจากสถานที่
แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมา จุดประสงค์เพื่อจะให้สาวกแกน
สามัญเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ …
” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จาง ฝูถู ไม่สามารถล่วงล้ำเข้า
มาได้ หากไม่มีเหตุผลเหมาะสมมากเพียงพอ …ต่อให้
เป็นสาวกกระบี่ปฐพีในมหาวงจรสีวิถีกระบี่ แต่ตาม
กฎของ นิกายเซียนซูซัน เขาย่อมไม่อาจมาวุ่นวาย
ยุ่งยากได้ …”
กล่าวได้ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้เลยทีเดียว ด้วย
เหตุนี้ การที่จะไปยัง หุบเหวปีศาจ ถือเป็นวิถีอัน
ชาญฉลาดไม่เบา!
………………………………………………………….
เชิงอรรถ
1.สำนวน ตั๊กแตนจ้องจับจักจั่น ไม่รู้ภัยใกล้ตัวจาก
นกขมิ้นซึ่งอยู่ด้านหลัง หรือ ถางหลางปูั่ฉาน หวงเชว่
ไจ้โฮ่ว (这便是螳螂捕蝉,黄雀在
后了) เป็นการเตือนสติสำาหรับบุคคลที่มักจะเห็น
ประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้าโดยละเลยหรือมองข้าม
ภยันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างกาย
เปรียบเปรยถึงผู้ที่ไร้วิสัยทัศน์ มักเล็งผลระยะสั้นโดย
ไม่ระวังว่าจะมีผลร้ายในระยะยาวรออยู่ นอกจากนี้
ยังใช้กระทบกระเทียบกับผู้ที่เอาแต่จ้องจะคิดบัญชี
กับผู้อื่น โดยลืมไปว่าตนเองก็อาจจะกำลังถูกผู้อื่น
จ้องจะคิดบัญชีเช่นกัน
เหตุการณ์แบบ “ตั๊กแตนจ้องจับจักจั่น ไม่รู้ภัยใกล้
ตัวจากนกขมิ้น” ได้ว่า หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์
ดังกล่าว ควรที่จะต้องมีการวางแผนอย่างรอบด้าน
ไม่ควรมองสิ่งที่ปรากกฎอยู่เบื้องหน้า จนละเลย
ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ หรือหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
ขึ้นแล้ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ