กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 206 : ตราประทับกระบี่วัชระ
อู่ อวี้ อ่าน ‘บันทึกนำวิถีแห่งเต๋า’ ทำให้เขามีความ
เข้าใจอย่างลึกซึ้งใน หุบเหวปีศาจ
สาวกแกนสามัญจะต้องเข่นฆ่าปีศาจ แล้วจึงสามารถ
นำชิ้นส่วนสำคัญที่สุดในร่างของปีศาจตนนั้น นำมา
แลกเปลี่ยนเป็นแต้มความสำเร็จได้
อย่างไรก็ตาม แต้มความสำเร็จที่สามารถนำมา
แลกเปลี่ยนได้ไม่มากมายนัก
ถ้าออกจาก นิกายเซียนซูซัน แล้วสามารถมีส่วนรวม
ในการเข่นฆ่าปีศาจที่อยู่ด้านนอก คนผู้นั้นจะได้รับ
แต้มความสำเร็จมากกว่า
เนื่องจากปีศาจทุกตน ที่อยู่ภายใน หุบเหวปีศาจ นั้น
เดิมทีก็ถูกจับกุมขังเอาไว้อยู่แล้ว
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง อันกว้างใหญ่ไพศาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ใกล้กับ ‘ห้วงสมุทรเมฆาลวงตา’
ที่เป็นสถานที่ของปีศาจอันชั่วช้าซึ่งออกอาละวาด
อย่างบ้าคลั่ง โดยไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าหาก อู่ อวี้ พร้อม
กับเหล่าสาวกแกนสามัญคนอื่น ๆ ที่ออกไปเข่นคร่า
สังหารปีศาจที่นั่น หากมีชีวิตรอดกลับมาได้ ก็นับว่า
เป็นเรื่องโชคดีอย่างยิ่งแล้ว จึงทำให้ได้ค่าตอบแทน
เป็นแต้มความสำเร็จมากกว่าอย่างแน่นอน
” สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน หุบเหวปีศาจ ถือเป็น
หนทางที่ดีที่สุด ที่จะเก็บสะสมแต้มความสำเร็จ ใน
ขณะเดียวกันจะได้รู้ด้วยว่า แกนนภาสีขาวของเขา
มันมีประสิทธิภาพเพียงใด ? ”
ภายใน ถ้ำแกนนภา แห่งนี้ เขาไม่สามารถทดสอบ
พลังของมันได้อย่างแน่นอน อู่ อวี้ รู้สึกร้อนใจอย่าง
ยิ่ง ที่จะค้นหาคำตอบของมัน
” ไปกันเถอะพี่ชาย ” หนานกง เหว่ย กังวลใจยิ่งกว่า
เขาเสียอีก ในเวลานี้นางจึงรีบดึง อู่ อวี้ ขึ้น เพราะ
เกรงกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจปฏิเสธไม่ยอมไปกับนาง
จากนั้นนางก็คว้าแขน อู่ อวี้ และดึงออกไปจาก ถ้ำ
แก่นนภา อย่างเร่งด่วน
เมื่อแลเห็น สาวน้อยร้อนใจวิตกกังวลอย่างยิ่ง อู่ อวี้
ก็รู้สึกดีขึ้นมาก จาง ฝูถู ได้สร้างแรงกดดันบางส่วน
ให้กับเขา แต่ในไม่ช้านี้ มันจะถูกทิ้งไว้ไกลสุดขอบฟั้า
” หากออกจาก ถ้ำแกนนภา ในตอนนี้คาดว่า จาง ฝูถู
ไม่น่าจะรอข้าอยู่ด้านนอก ฉะนั้นข้าต้องรีบฉกฉวย
โอกาสนี้ เข้าไปยัง หุบเหวปีศาจ ทันที ข้าจะไม่ยอม
ให้เขาหาตัวข้าพบโดยเด็ดขาด อีกทั้ง หุบเหวปีศาจ
ยังอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ด้วยความเร็วของข้า กับ หนาน
กง เหว่ย พวกเราจะต้องไปถึงที่นั่นภายในหนึ่งวัน ”
เพียงชั่วพริบตาเขาก็ออกจาก ถ้ำสร้างแกนนภา
” ในที่สุดก็สามารถใช้กระบี่บินจักรพรรดิ์ได้!” ใบหน้า
อันงดงามของ หนานกง เหว่ย เปียมล้นไปด้วย
รอยยิ้มอันอ่อนเยาว์ของสาวน้อยแรกแย้ม
หลังจากที่พวกเขาทั้งสองออกจาก ถ้ำสร้างแกนนภา
พวกเขาก็รีบมุ่งไปยังจุดที่ไร้ซึ่งผู้คนอย่างรวดเร็ว
หนานกง เหว่ย ไม่สามารถอดใจรอได้อีกต่อไป นาง
รีบหยิบกระบี่ยาวออกมาจากถุงจักรวาล ลักษณะ
ของกระบี่ยาวเล่มนี้ ตัวกระบี่เป็นผลึกใสสีส้ม ด้าม
จับกระบี่เป็นหัวปีศาจพยัคฆ์ สามารถปลดปล่อย
เปลวเพลิงออกมาได้ ภายในกระบี่มีวงเวทย์สามวง
ประทับอยู่ ซึ่งเขายังไม่ทราบว่ามันมีผลอะไร
หนานกง เหว่ย มีพรสวรรค์สูงล้ำ อีกทั้งนางยังมี
คุณสมบัติธาตุโน้มเอนไปทางด้านเปลวเพลิงเฉกเช่น
อู่ อวี้ อีกด้วย ทำให้บุคลิกของนางที่น่ารักสดใส พลัน
ปรากฎความใจร้อนหุนหันพลันแล่น
นางเริ่มด้วยการใช้เคล็ดกระบี่จักรพรรดิ์ควบคุม
กระบี่ จากนั้นนางก็ก้าวขึ้นไปยืนบนกระบี่
ปลดปล่อยพลังผสานเข้ากับกระบี่ อย่างง่ายดาย
จากนั้นก็ใช้ออกด้วย ‘เคล็ดกระบี่บินจักรพรรดิ์’ เกิด
เสียงหวีดหวิวดังขึ้นในอากาศ เพียงชั่วอึดใจ นางก็
บินทะยานขึ้นไปทันที
“พี่ชายตามมาเร็ว!”
หนานกง เหว่ย ประหลาดใจ
นางไม่คาดคิดว่า อู่ อวี้ จะคุ้นชินกับการบินเช่นนี้
เขาใช้เคล็ดกระบี่จักรพรรดิ์ตามหลังนางมาติด ๆ ทั้ง
ยังขึ้นมาขนาบข้างกระบี่บินของนาง อย่างมั่นคง
ดวงตาของ หนานกง เหว่ย เปิดกว้างด้วยความไม่
อยากจะเชื่อ แววตาขณะจับจ้องมอง อู่ อวี้ เป็นแวว
ตาซึ่งแฝงไว้ด้วยความชื่นชม หลังจากนั้นนางก็กล่าว
กับ อู่ อวี้ ว่า “พี่ชาย นี่ไม่ใช่การบินบนกระบี่ครั้งแรก
ของท่านเช่นนั้นหรือ ? เหตุใดท่านจึงสามารถควบคุม
มันได้อย่างราบรื่นเช่นนี้ ?”
” พรสวรรค์แต่กำเนิด ” อู่ อวี้ ยิ้ม ทันใดนั้น เขาก็
พบว่าตนอยู่ติดอยู่ในอารมณ์หดหู่มาอย่างยาวนาน
แต่การได้พบเจอกับนาง ได้มองนางเคลื่อนไหว ได้
เห็นรอยยิ้มอันสดใสมีชีวิตชีวาของนาง มันก็ทำให้
เขารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก
” ขี้โม้ ” หนานกง เหว่ย ทำหน้าทะเล้น แล้วรีบเร่ง
ความเร็วในการบินทันที ” ก่อนหน้านี้ข้าพ่ายแพ้ให้
ท่าน ในครั้งนี้ข้าจะต้องเอาชนะพิชายให้จงได้ ดูซิว่า
ใครจะไปถึง หุบเหวปีศาจ ก่อนกัน เริ่มแข่งขันได้! ”
นาง แสดงท่าทางหยอกล้อ หลังกล่าวจบ นางก็รีบ
บินหนีไปทันที
เมื่อสิ้นเสียง อู่ อวี้ ก็กลายเป็นแสงสีทอง บินไล่ติด
ตามหลังนางไป
แกนนภาสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ภายในจุดชี่
ห่ายของเขา ปลดปล่อยพลังแกนกำเนิดสีขาว โคจร
ไหลเวียนไปทั้งทั่วร่าง ผสานไปกับกระบี่ยาวใต้ฝั่า
เท้าของเขา จากนั้นเขาก็บินทะยานฝั่าหมู่เมฆ
ทำลายผ่าคลื่นอากาศไปในทันที
อู่ อวี้ พยายามควบคุมพลังใหม่นี้อย่างระมัดระวัง ยิ่ง
เขาปล่อยมันออกมามากเท่าใด มันก็ทำให้ภายใน
หัวใจของเขาตื่นตระหนกตกใจมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่า
ยังไม่ได้ใช้ในการโจมตี แต่ความเร็วในการบินของเขา
ก็สูงขึ้นกว่าก่อนอย่างเทียบไม่ติด
เขาทดลองโคจร เปิดใช้งานพลังแกนกำเนิดถึงขีดสุด
บัดนี้สามารถมองเห็นพลังงานสีขาวภายในแกนนภา
หมุนวนโคจรปลดปล่อยพลังออกมาอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางพลังสีขาวบริสุทธิ์ ปรากฏเป็นพลังหยินห
ยางแบ่งเป็นสอง ราวกับมหาพลังศักสิทธิ์ ฟืนฟูพลัง
ของเขากลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
บูม!
เมื่อเปิดใช้งานพลังถึงขีดสุด ร่างของเขาก็
เปรียบเสมือนดั่งเช่นกระบี่ ทะลวงฝั่าความว่างเปล่า
เมื่อกวาดตามอง ถึงแม้หนานกง เหว่ย จะนำหน้าเขา
ไปก่อนแล้ว ทว่าในชั่วพริบตา เขาก็สามารถไล่ตาม
นางได้ทันที
พลันปรากฎความคิดแล่นขึ้นมาในหัว
เขาเพิ่งอยู่ขั้น สร้างแกนนภา ระดับแรกเท่านั้น แต่
เขายังสามารถขี่กระบี่จักรพรรดิได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ความเร็วในการบินของเขารวดเร็วเกินกว่า หนานกง
เหว่ย ซึ่งเป็นอัจฉริยะแห่งนิกายเซียน ซูซัน
เมื่อเขาตระหนักถึงเรื่องนี้ เขาจึงลดความเร็วให้
ชะลอตัวลง
” หากชัยชนะในการแข่งขัน สามารถทำให้นางมี
ความสุขได้ ข้าก็จะปล่อยให้นางมีความสุขไป ”
เมื่อมองดูสาวน้อยด้านหน้า ซึ่งเต็มเปียมไปด้วยพลัง
แห่งความเยาว์วัย ในเวลานี้ อู่ อวี้ ก็จมลงไปในภวังค์
แห่งความคิด แท้จริงแล้ว เขาตระหนักดีว่าอายุของ
นางกับเขาไม่ได้แตกต่างกันมากนัก อีกสามถึงสี่ปี
นางก็จะเติบโตขึ้นกลายเป็นหญิงสาวแล้ว
วันต่อมา หนานกง เหว่ย ก็มาถึงจุดหมายเป็นคน
แรก ตามมาด้วย อู่ อวี้ ซึ่งเดินก้าวเข้ามาในหุบเหว
ปีศาจ สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางยอดเขาสูง ซึ่ง
ปกคุลมไปด้วยหิมะ หุบเหวปีศาจ มีลักษณะเป็นเหว
ลึกมืดทมิฬกว้างกว่าร้อยจั้ง เมื่อยืนอยู่บนขอบเหวนี้
แล้วมองลงมา มันเหมือนกับหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง มืดมิด
ไร้สิ้นสุด
กลิ่นอายปีศาจอันแสนหนาวเหน็บน่าสะพรึงกลัว
โชยพัดผ่านออกมาจากหุบเหว สู่ยอดเขาหิมะไร้
สิ้นสุด ส่งผลให้ผืนหิมะที่ปกคลุมทั้งหมดรวมถึงผืน
แผ่นฟั้า เกือบทั้งหมดแทบจะถูกปกคลุมด้วยสีดำ
ทมิฬ
ที่นี่คือปากทางเข้าสู่ หุบเหวปีศาจ!
ปากทางเข้านี้ดูไม่ใหญ่มากนัก แต่หากมองลึกเข้าไป
ยังด้านในกลับมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล เฉกเช่นห้วง
นรกอเวจีอันไร้สิ้นสุด เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ
หมอกเซียน ซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งนิกายเซียนซูซัน แล้ว
ไอหยินภายในนี้แผ่ขยายปกคลุมประดุจดั่งขุมนรก
“ข้าชนะ!”
เป็นไปตามคาด หนานกง เหว่ย กระโดดโลดเต้น
อย่างมีความสุข ราวกับจิตวิญญาณเหมันต์อันงดงาม
ท่ามกลางหิมะ
“เข้าไปด้านในก่อน เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง” อู่ อวี้
มองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่
เห็นการดำรงอยู่ของ จาง ฝูถู แต่เพื่อไม่ให้เกิดการ
ปะทะขึ้น อู่ อวี้ จึงไม่ปรารถนาจะอยู่ข้างนอกนาน
นัก
“ก่อนอื่นต้องไปรับ ‘ตราประทับกระบี่วัชระ’ ”
ใกล้ ๆ กับหลุมลึกของหุบเหวปีศาจ มีพระราชวัง
ทมิฬตั้งตระหง่านอยู่ ผู้คนต่างพากันกล่าวว่า มีสาวก
ใน มหาวงจรสี่วิถีกระบี่ ระดับ ‘กระบี่แก่นแท้’ อยู่
ภายในนั้น คอยรับหน้าที่ในการเฝั้าดูแลปราบปราม
ปีศาจที่อยู่ภายในหุบเหวปีศาจแห่งนี้ ทั้งยังมีสาวก
ระดับกระบี่ปฐพี อยู่ใต้อาณัติมากกว่า 30 คน ผู้
แข็งแกร่งมากมายต่างรวมตัวกันอยู่ในพระราชวัง
ทมิฬแห่งนี้ ซึ่งเทียบได้กับวังกระบี่เลยทีเดียว
เหตุผลที่มีผู้แข็งแกร่งมารวมตัวกันอยู่มากมาย ก็เพื่อ
ปั้องกันไม่ให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นภายในหุบเหวปีศาจแห่ง
นี้ ศิษย์ซูซันทุกคน ที่ปรารถนาจะเข้ามาเก็บเกี่ยว
ประสบการณ์ในหุบเหวปีศาจแห่งนี้ จะต้องได้รับ
‘ตราประทับกระบี่วัชระ’ เสียก่อน
” ด้วย ตราประทับกระบี่วัชระ เมื่อเราต้องพบเจอกับ
การโจมตีซึ่งไม่สามารถต้านทานได้ หรือช่วงเวลา
แห่งวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นความตาย
ภายในตราประทับกระบี่วัชระ มีวงเวทย์ซ่อนเร้น
กระบี่วัชระถูกวาดเอาไว้อยู่ มันจะช่วยปกปั้องเรา
จนกว่าเราจะได้รับการช่วยเหลือจากคนในนิกาย
เซียน รับประกันได้ว่า เราจะไม่เผชิญหน้ากับวิกฤติ
จนถึงแก่ความตาย ด้วยตราประทับกระบี่วัชระนี้ ดู
เหมือนว่าตลอดเวลานับพันปีที่ผ่านมา จะไม่มีสาวกซู
ซันคนใด ต้องตกตายอยู่ภายในหุบเหวปีศาจแห่งนี้”
อู่ อวี้ นึกถึงอธิบายที่อยู่ภายใน ‘บันทึกนำวิถีแห่งเต๋า’
ตราประทับกระบี่วัชระนี้ มีค่ายิ่งกว่ายันต์เพลิง
ทะยานฟั้าของหุบเขาโชคชะตาเซียน ซึ่งมีผลในการ
จุดสัญญาณเพลิงเพื่อขอความช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม การใช้ตราประทับกระบี่วัชระแต่ละ
ครั้ง เปรียบได้กับการบริโภคทรัพยากรของนิกาย
จำต้องจ่ายออก 5 แต้มความสำเร็จ ไม่เช่นนั้นจะไม่
สามารถเข้าไปในหุบเหวปีศาจอีกครั้งได้ หากแต้ม
ความสำเร็จไม่เพียงพอ จะต้องติดหนี้เอาไว้ก่อน
กล่าวได้ว่า ตราประทับกระบี่วัชระ เป็นเหมือนสิ่งที่
นิกายเซียนให้หยิบยืมไปใช้ก่อน หากไม่ได้ใช้งาน
ต้องนำกลับมาคืน”
นี่เป็นความจริงว่า ตราบใดที่ยังไม่มีวิกฤติถึงชีวิต
สาวกทั่วไปจะไม่ยอมใช้มัน ปล่อยให้มันเป็นแค่ของ
ไร้ค่า
ห้าแต้มความสำเร็จ ก็ไม่ได้มากมายเท่าไหร่นัก
เมื่อเดินเข้ามาภายในวังทมิฬแล้ว จะเห็นได้ว่าภายใน
พระราชวังนั้นว่างเปล่า มีเพียงสองคนที่กำลังนั่งเล่น
หมากรุกกันอยู่ อีกทั้งยังมี ตราประทับกระบี่วัชระ
มากมายถูกวางไว้บนโต๊ะ อู่ อวี้ กับ หนานกง เหว่ย
คารวะให้แก่ผู้อาวุโสระดับ ‘กระบี่ปฐพี’ ทั้งสอง
จากนั้นก็หยิบ ตราประทับกระบี่วัชระ ไปคนละหนึ่ง
ชิ้น แล้วมายืนตรงปากทางเข้าหุบเหว พร้อมกับ
เตรียมตัวใช้ เคล็ดกระบี่จักรพรรดิ์ ร่อนทะยานลง
ไปสู่เบื้องล่าง
จำต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการขี่กระบี่อย่าง
สูง เพื่อบังคับให้ตนเองลงไปสู่เบื้องล่างได้อย่าง
ปลอดภัย
ทั้งสองต่างมองหน้ากัน โดยไม่ลังเลอีกต่อไป พร้อม
กับควบคุมกระบี่ร่อนลงไปในทันที
ความมืดปกคลุมไปทั่ว เพียงแค่ถลาร่อนลงมา
ปราณหยินม้วนกวาดผ่านสูงขึ้น ก็ทำให้พวกเขารู้สึก
หนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ
“มืดจัง” หนานกง เหว่ย เบียดเอนตัวเข้าหา อู่ อวี้ ซึ่ง
อยู่ด้านข้างทันที ปราณหยินที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่ว
ทั้ง หุบเหวปีศาจแห่งนี้ ดูเหมือนว่ามันจะรุนแรงกว่า
ที่นางคิดเอาไว้มาก
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใด นางถึงปรารถนาจะมาที่นี่
นัก เพราะนางต้องการให้ อู่ อวี้ มาเป็นสหายร่วม
เดินทางในครั้งนี้ด้วย ที่แท้เนื่องจากตัวนางเองเพียง
ลำพังยังมีความกล้าหาญไม่เพียงพอ
“ไม่ต้องกลัว”
อู่ อวี้ พานางลงสู่ใต้ดินอย่างรวดเร็ว ภายในมืด
ทะมึนอย่างยิ่งจนดวงตาของเขาแทบมองไม่เห็นอะไร
เลย ระยะสายตาไกลสุดที่สามารถมองเห็นได้อย่าง
ยากลำบาก เพียงแค่ไม่เกิน 10 จั้งเท่านั้น เพียงหนึ่ง
ก้านธูปต่อมาพวกเขาก็ลงมาสู่พื้นศิลาขรุขระสีเทา
ซึ่งล้อมรอบด้วยพืชใต้ดินหน้าตาแปลก ๆ สูงชัน ปก
คลุมหนาแน่น แผ่กลิ่นอายกดดันจนยากจะหายใจ
สิ่งที่ย่ำแย่มากที่สุดก็คือรอบด้านจะแปรเปลี่ยนอยู่
ตลอดเวลา หนานกง เหว่ย หดคอพร้อมกับเบิกตาก
ว้าง ขณะมองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดกลัวแล
กดดัน มือทั้งสองข้างของนางคล้องเกี่ยวแขนของ อู่
อวี้ ไว้แน่น อย่างไม่รู้ตัว
” เจ้าแน่ใจหรือไม่ ว่าต้องการสังหารปีศาจ? ” อู่ อวี้
ซักถาม
ณ จุดนี้ ทุกสรรพสิ่งมืดมิด มีเพียงแสงสีขาวเล็ก ๆ
เล็ดลอดผ่านเข้ามาจากช่องทางเข้าด้านบนเหนือ
ศีรษะ
” อื้ม… นับตั้งแต่บัดนั้น ข้าก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะ
สังหารปีศาจให้ได้มากที่สุด ” ทันใดนั้นน้ำเสียงของ
หนานกง เหว่ย ก็เปลี่ยนเป็นจริงจังรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
ภายในแววตาของนางแฝงไว้ด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ดี … งั้นเราลองเข้าไปลึก ๆ ดู ” อู่ อวี้ นำทางเข้าไป
ภายในส่วนลึกของ หุบเหวปีศาจ ซึ่งต้องใช้เวลา
เดินทางอย่างน้อย 1 วัน กว่าเข้าไปถึงขอบเขตที่มี
ปีศาจปรากฏตัวอยู่บ้าง แต่ทว่าในที่ ๆ พวกเขาอยู่นี้
กลับพบเจอเหล่าสาวกจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นสาวก
ของ นิกายเซียนซูซัน ทั้งสิ้น
หากกล่าวตามจริง ภายในสถานที่แห่งนี้มีสาวกแกน
สามัญของนิกายเซียนซูซัน เข้าออกมากกว่า 3,000
คน มีหลายครั้ง ที่ปีศาจซึ่งอยู่ภายในไม่ฉลาดมากพอ
ได้หลุดออกมา ทำให้พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็
สามารถสังหารพวกมันได้หมดแล้ว
หากโชคดีก็จะสามารถพบเจอกับปีศาจช่วยปากทาง
เช่นนี้ได้ เนื่องจากว่าปีศาจส่วนใหญ่เพื่อไม่ให้ถูก
สังหารจึงมักจะหลบซ่อนตัว
ทั้งสองเข้ามายังพื้นที่แห้งแล้งของพิภพใต้ดิน พวก
เขาทั้งคู่ทั้งยังคงเคลื่อนตัวเข้าไปในส่วนลึกของพื้นที่
ภายในอาณาเขตแห่งนี้ยังคงมีภูเขา และ ลำธาร แต่
ทว่ามันกลับส่งกลิ่นคาวเหม็นคละคลุ้งอย่างยิ่ง อีกทั้ง
ท่ามกลางแม่น้ำลำธารนี้ ยังมีแมลงพิษอยู่หลายชนิด
” เหว่ยเอ๋อ ดูเหมือนเจ้าจะเกลียดชังปีศาจ?” อู่ อวี้
ไต่ถามขึ้นขณะระหว่างเดินทาง
หนานกง เหว่ย พยักหน้าแล้วกล่าวว่า ” ใช่ ปีศาจคือ
สิ่งชั่วร้าย พวกมันนำพาภัยพิบัติมาสู่ใต้หล้านี้ ปีศาจ
ร้ายเข่นคร่าสังหารผู้คนไปทั่ว พวกมันต้องชดใช้
บาปกรรมที่พวกมันก่อเอาไว้ด้วยความตาย! ข้าเคย
สาบานเอาไว้ว่า สักวันหนึ่งหากข้าแข็งแกร่งขึ้น ข้า
จะสังหารปีศาจพวกนี้ให้สิ้น! ”
” เช่นนั้นหรือ? ” อู่ อวี้ ไม่เคยคิดว่า อีกด้านหนึ่งของ
นางจะรุนแรงเช่นนี้ นางดูอาฆาตมาดร้ายจริงจังกับ
เรื่องนี้มาก ทั้งหมดนี่คงเป็นเพราะวัยที่ยังอ่อนเยาว์
ของนาง ประสบการณ์ในเรื่องต่าง ๆ ยังคงมีไม่มาก
นัก จึงเป็นเรื่องปกติที่นางจะคิดอะไรที่มันสุดโต่งใน
เรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างปักใจเชื่อเช่นนี้
การที่ อู่ อวี้ คิดได้เช่นนี้นั่นเป็นเพราะเขาเคยใกล้ชิด
อยู่กับ จิ่วเซียน ทำให้เขาได้รู้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดใน
โลกหล้านี้ เกิดมาชั่วร้ายโดยเนื้อแท้ ปีศาจเองก็มีทั้ง
ดีแลชั่ว เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ซึ่งมีทั้งดีแลชั่วคละ
เคล้าปะปนกันไป
เมื่อกล่าวจบ ดวงตาของ หนานกง เหว่ย เป็นสีแดง
ก่ำพร้อมกับกล่าวว่า ” มารดาของข้า ถูกปีศาจ
สังหาร ลาจากข้าไปตลอดกาล… บิดาข้าเคยกล่าว
เอาไว้ว่า ท่านแม่คือสตรีที่ดีที่สุดบนโลกหล้านี้ ท่าน
ปรารถนาจะเข่นฆ่าปีศาจทุกตนบนโลก เพื่อสักการะ
แก่ดวงวิญญาณของนาง ข้าเองก็ปรารถนา
เช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่มีหน้าไปพบท่านแม่
อย่างแน่นอน…”
นางร่ำไห้สะอึกสะอื้นเมื่อหวนนึกถึงอดีต
อู่ อวี้ ไร้ซึ่งถ้อยคำ ที่จะเอื้อนเอ่ยออกมาปลอบใจ
นาง ถึงแม้มันจะเป็นเพียงแค่ไม่กี่ถ้อยคำก็ตาม ช่าง
เป็นเรื่องโชคร้ายเสียจริง แต่เนื่องจากว่าเขาไม่ใช่ผู้ที่
มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาจึงไม่อาจประเมินหรือ
ตัดสินใจ เรื่องระหว่างบิดาแลบุตรีของพวกเขาทั้ง
สองได้ อย่างไรก็ตามเรื่องราวทั้งหมดคือความ
ทรมานระทมทุกข์ จากความเจ็บปวด จากการ
สูญเสียญาติสนิทอันเป็นที่รักไป เขาจึงเข้าใจ
ความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี
ในวันรุ่งขึ้นพวกเขาได้เข้าไปภายในส่วนลึกของ หุบ
เหวปีศาจ ทั้งยังประสบพบเจอกับระลอกคลื่นของ
สาวก นิกายเซียนซูซัน อยู่หลายครั้ง แต่ทว่าไม่ได้พบ
เจอปีศาจแต่ประการใด
ถึงกระนั้นกลุ่มของเหล่าสาวก ที่พวกเขาได้พบเจอ
กลับมีพลังฝีมืออ่อนด้อยกว่ากลุ่มของ อู่ อวี้ อีกทั้ง
พวกเขาทั้งสองสัมผัสได้ว่า กำลังมีปีศาจจ้องจับตาดู
พวกเขาอยู่
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ