กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 221 ยันต์ทมิฬ
หลังจากอดทนรออยู่บริเวณนี้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ในที่สุดเขาก็พบโอกาส
ความพยายามหนักในช่วงตลอดเวลาที่ผ่านมาของ
อู่ อวี้ เพื่อจะได้พบกับสิ่งนี้เท่านั้น
ผู้บ าเพ็ญเพียรเป็นเซียน ไม่สามารถหลีกเลี่ยง หรือ
ย่อท้อในการฝึกฝนบ่มเพาะได้ จึงจ าต้องออกเผชิญ
โลกภายนอก เพื่อเสาะแสวงหาโอกาสบนโลกหล้านี้
ในที่สุดเขาก็มีเป้าหมาย หลังจากข้ามผ่านผู้คน
เหล่านั้น เขาเดินไปตามทิศทางของพวกเขา แล้วก็
รุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว
“ วังนภา อยู่ในบันทึกรวมประวัติศาสตร์ทวีปเทพ
เป็นพรรคนิกายที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในบริเวณละแวก
นี้ ในนั้นอ้างว่าเป็นนิกายที่สร้างขึ้นบนยอดเขาอันสูง
ทะลุเสียดฟ้า แต่แน่นอนว่ามันยังคงอยู่ห่างไกลกับ
จุดสูงสุดบน เทือกเขาซูซัน อย่างมาก”
“ ในกลุ่มของพวกเขา ระดับฝีมือที่แข็งแกร่งมาก
ที่สุดคือระดับ ต าหนักม่วงทะเลมรกต”
“แล้วในตอนนี้สนามรบโบราณ ถูกครอบครองโดย
พวกเขา เพียงแค่ไม่ทราบว่า คนที่ถูกส่งออกมาจาก
นิกายเซียนอย่างพวกเขาจะทรงพลังมากเพียงใด”
“ มีผู้คนซึ่งมีตัวตนไม่ธรรมดามากมายรวมตัวกันอยู่
ที่นี่ อีกทั้งยังมีผู้ฝึกตนจากพรรคนิกายเล็ก ๆ อีก
จ านวนมาก ข้าเกรงว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยกับ
วังนภา ที่ตั้งใจครอบครองสนามรบโบราณไว้แต่เพียง
ผู้เดียว เมื่อไหร่ที่เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น พวกเราก็
สามารถอาศัยช่วงชุลมุนนี้เข้าไปด้านในได้ ด้วยตัวตน
ของศิษย์แห่งเขาซูซัน ข้ามั่นใจว่าคงไม่มีผู้ใดกล้าเข้า
มาหาเรื่องเรามากนัก”
“ พี่ชาย ข้าไม่กลัวถ้ามีท่านอยู่” หนานกง เหว่ย
ส่งยิ้มหวาน ขณะยืนอยู่บนกระบี่ของ อู่ อวี้ ระหว่าง
ที่ก าลังบินอยู่นั้น นางก็ดึงรั้งอาภรณ์ของ อู่ อวี้ จาก
ด้านหลัง เนื่องจากกระแสลมแรง
“ดี”
อู่ อวี้ เร่งความเร็วสูงขึ้น
โดยทั่วไปแล้วสนามรบโบราณ เป็นเฉกเช่นดั่ง
ขุมสมบัติ ในปีนั้นผู้ต่างคนล้มตายราวดั่งใบไม้ร่วง
ถูกแผ่นดินฝังกลบลงไปในพื้นปฐพี คาดว่าศาสตรา
เต๋าจ านวนมากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหตุการณ์ในปีนั้น
ล่วงเลยผ่านมานานแล้ว ถุงจักรวาลย่อมระเบิด
ออกมา แน่นอนว่าบางสิ่งบางอย่างซึ่งอยู่ภายใน
ต้องกระจัดกระจายร่วงหล่นลงอยู่บนพื่นดิน
ท่ามกลางสิ่งของที่กระจัดกระจายอยู่นั้นมีทั้ง
วิญญาณเซียน และ โอสถสมุนไพร แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่
สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานเท่าไรนัก ดังนั้น
เป้าหมายของพวกเขาคือไปดูว่ามีศาสตราเต๋า
เชื่อมจิต หรือ ศาสตราเต๋าที่มีระดับสูงมากกว่านั้น
หลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่
หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ประมาณ 1 ชั่วยาม
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็มาถึง เขาเปลวเทียนชีพจรมังกร
ซึ่งภูมิประเทศในส่วนนี้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสภาพ
ที่ดูค่อนข้างยุ่งเหยิง มีลมพายุหมุนโอบเป็นเกลียว
ล้อมอยู่รอบเขา ราวกับว่ามีเทพมังกรขดอยู่ภายในที่
แห่งนี้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
รอยแยกขนาดใหญ่ 2 3 แห่ง ได้แบ่งร่างของ
เทพมังกรนี้ออกเป็นหลายส่วน
อู่ อวี้ หลบซ่อนตัวอยู่ในที่ลับตาชั่วคราว เนื่องจาก
บริเวณใกล้ๆนี้มีคนพลุกพล่านอยู่เป็นจ านวนมาก
รอบเขาเปลวเทียนชีพจรมังกร เป็นป่าหนาทึบซึ่งดู
เก่าแก่โบราณ สิ่งที่ อู่ อวี้ แลเห็นคือบริเวณรอบ ๆ
ผืนป่า เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนหลายร้อยคนมีความ
แข็งแกร่งอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณ และ ผู้ที่
อยู่ในระดับ สร้างแกนนภา ก าลังนั่งเข้าฌานจ าศีล
อยู่รอบ ๆ ท่ามกลางพวกเขาเหล่านี้ ในหมู่พวกเขามี
ผู้แข็งแกร่งได้มุ่งตรงไปยัง เขาเปลวเทียนชีพจรมังกร
เพื่อเขาต่อสู้ห้ าหั่นกับวังนภา
เพียงไม่นานนัก ก็มีผู้ฝึกตนมากมายบินเข้ามาใกล้
บริเวณนี้
หากมองภาพรวมของ เขาเปลวเทียนชีพจรมังกร
เป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นสิ่งใดได้อย่างชัดเจน
อู่ อวี้ กับ หนานกง เหว่ย ก าลังหลบซ่อนตัวอยู่หลัง
ต้นไม้ใหญ่ สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือเมฆหมอกสีด า
ทะมึนหนาทึบ ครอบปกคลุมไปทั่วทั้ง เขาเปลวเทียน
ชีพจรมังกร ซึ่งมันได้ปิดกั้นวิสัยทัศน์การมองเห็นของ
ทุกคน ก้อนเมฆมืดทะมึนเฉกเช่นเดียวกับฝาครอบ
ที่โอบปิดล้อมรอบ เขาเปลวเทียนชีพจรมังกร
แต่ภายในกลับมีเสียงของการต่อสู้โรมรัน ดังกึกก้อง
อย่างเป็นอานิจต่อเนื่อง เสียงต่อสู้อันอึกกระทึก
ครึกโครมนั้น ท าให้หัวใจของผู้ได้ยิน ต้องสั่นสะท้าน
เต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ
“ คนของ วังนภา ได้ใช้ออกม่านหมอกเมฆป้องกัน
ภูเขาแห่งนี้เอาไว้ ถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์ควบคุมได้ดี
มาก”
วังนภา แห่งนี้มีสถานที่พิเศษอยู่หลายแห่ง อีกทั้งยัง
มีผู้ที่แข็งแกร่งกว่า อู่ อวี้ มากนัก ซึ่งหากน ามา
เปรียบเทียบกับมหาอ านาจอย่าง นิกายเซียนซูซัน
พวกเขาถือเป็นเพียงพรรคนิกายที่อยู่ในระดับ 5
กระแสเท่านั้น ยังไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง
สาวกใน มหาวงจร 4 วิถีกระบี่แห่งเขาซูซัน ที่อยู่ใน
ขั้นกระบี่โลกา สัก 2-3 คน ก็สามารถบดขยี้ท าลาย
วังนภา ลงได้แล้ว
เมื่อกวาดสายตามองดูโดยรอบ จะเห็นว่าคนของ
วังนภา หลบซ่อนตัวอยู่ภายในหมู่ก้อนเมฆ เพื่อคอย
พิทักษ์ปกป้องรอยแยกของเขา คาดว่าพวกเขา
คงต้องการครอบครองสนามรบโบราณ แห่งนี้ไว้แต่
เพียงผู้เดียว บางคนยังคอยร่วมช่วยเหลือสนับสนุน
อย่างเป็นอานิจต่อเนื่อง หลังจากข่าวได้แพร่สะพัด
ออกไป จ านวนของผู้ฝึกตนที่อยู่โดยรอบก็ทวีเพิ่ม
สูงขึ้น หลังจากเวลาผ่านไปเพียงแค่ชั่วอึดใจหนึ่ง
เท่านั้น ผู้คนที่ต่อสู้อยู่ภายใน วังนภา ก็มีอย่างน้อย
กว่า 300 คน
ยามนี้จ านวนคนที่ต่อสู้อยู่ภายใน วังนภา มากกว่า
เดิมถึงสอง เท่า
“ ฮวงเฟยหยุน แห่ง วังนภา เจ้าพยายามต่อต้าน
หัวชนฝา สนามรบโบราณไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดผู้หนึ่งจะ
ยึดครองได้ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรแบ่งปันซึ่งกันและกัน
จึงเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้ค้นพบโชค
นั้น!”
“ กล่าวถูกต้อง หากปล่อยให้ความโลภกลืนกินหัวใจ
เฉกเช่นอสรพิษกลืนกินช้าง การกระท าของเจ้าจะ
น าพาภัยอันตรายมาสู่วังของเจ้าเอง เมื่อถึงเวลานั้น
อาจบาดเจ็บล้มตาย มากกว่าผลก าไรที่จะได้รับ หรือ
เก็บเกี่ยว ฮวงเฟยหยุน เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าไม่มีเวลา
แม้แต่จะร่ าไห้เสียใจ!”
“ ปล่อยให้ล่าช้าไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวผู้
แข็งแกร่งก็จะมาถึง เกรงว่าเจ้ากับข้ายังไม่ทันจะได้
ส่วนแบ่ง ก็ต้องละทิ้งมันไป! เจ้าอย่าคิดว่าเป็นผู้พบ
หนทางได้คนแรก! โชควาสนาแห่งสวรรค์และปฐพีนี้
ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะถือครองมันไว้ได้หรือไม่!”
ผู้ฝึกตนที่มาจากทั่วทุกสารทิศ ส่วนหนึ่งในขณะนี้
ก าลังโจมตีท าลายเกราะป้องกันของ วังนภา ด้วย
ความไม่พอใจอย่างยิ่ง อีกทั้งยังห้ามปรามด้วยค าพูด
ราวกับว่าสิ่งที่พวกเขากล่าวออกมานั้นล้วนถูกต้อง
ขณะเดียวกันผู้คนก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มจ านวน
ขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอนภายใน คนของ วังนภา ที่ส่งเข้าไปภายใน
สนามรบโบราณ ขณะนี้ก าลังเร่งรีบค้นหา ส่วนคนที่
ป้องกันอยู่ด้านนอกก็พยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อ
ยืดขยายเวลาออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะท าได้
“ฮ่า ฮ่า ! ข้า เหลาจื้อ จะขอร่วมด้วย!” ในเวลานี้
ปลายขอบฟ้าที่ห่างไกล ได้ปรากฏแสงสีเหลืองนวล
พร้อมกับร่างของคนผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่บนไหสุราก าลังบิน
รีบเร่งเข้ามายังทิศทางนี้ ชายผู้ที่ก าลังนั่งอยู่บน
ไหสุรานั้นมีรูปลักษณ์อ้วนท้วนตัวสูงใหญ่มีอายุอา
นามอยู่ในวัยกลางคน สวมใส่ชุดนักพรตยาวสีเหลือ
งอมน้ าตาล ซึ่งเต็มไปด้วยลายกะโหลกมากมาย
“ แข็งแกร่งยิ่งนัก” เมื่อมองไปที่ชายผู้นั้น อู่ อวี้ ก็
รู้สึกตื่นตะลึงเล็กน้อย เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าบุรุษ
วัยกลางคนผู้ใหม่ใหม่ ได้ดึงดูดความสนใจ ทั้งยังมี
อ านาจสะกดข่มทุกผู้คนที่อยู่บริเวณรอบ ๆ นี้ บางที
เขาอาจเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งอยู่ในขั้นต าหนักม่วง
ทะเลมรกต!
“นั่นมัน จู จื้อสิง! นักพรตเต๋าร่ าเมรัย” มีคนร้อง
ตะโกนขึ้น
ที่กลุ่มเต๋าตะวันตกเฉียงใต้แห่งนี้ ซึ่งพวกเขาเกือบ
ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกตนชั้นเลิศที่มีเอกลักษณ์เป็น
ของตัวเอง อีกทั้งแทบทุกคนยังมีสมญานามเป็นของ
ตนเอง สมญานามของชายผู้นี้ก็คือ นักพรตเต๋า
ร่ าเมรัย
ฟึ่บ!
ทันใดนั้นเอง จู จื้อสิง ก็บินทะยานเหนือ เขาเปลว
เทียนชีพจรมังกร ชายผู้บุกรุกเปล่งเสียงหัวเราะ
ออกมาจนดังสนั่น จากนั้นก็หยิบไหสุราขนาดใหญ่
ออกมายกดื่ม ท้องของเขาซึ่งมีขนาดใหญ่มากแล้ว
ในเวลานี้มันยิ่งขยายใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมเรื่อย ๆ เขา
ตีพุงของตนเอง หลังจากดื่มจนหน าใจ จากนั้นรนเรอ
ออกมาเสียงดัง เอื้อก∼ ต่อมาเขาก็ได้เอาไหขนาด
ใหญ่ กระแทกลงบนพื้นดิน
หลังจากที่ไหสุราร่วงหล่นลงไป วงเวทย์เปลี่ยนรูปที่
ถูกประทับไว้ก็ท างาน ชั่วอึดใจมันก็ขยายใหญ่ขึ้นนับ
10 เท่า ทั้งยังมีขนาดมากกว่า 20 จ้าง!
ตูม!!!
ไหสุราขนาดยักษ์ อัดกระแทกเข้าใส่ เขาเปลวเทียน
ชีพจรมังกร จนเกิดเสียงดังสะเทือนเลือนลั่น ก้อง
กังวานสนั่นไปทั่วทุกสารทิศ
ขณะเสียงดังดังกระหึ่มบังเกิดขึ้น ทันใดนั้นทั่วทั้งพื้น
ปฐพีก็เกิดการสะเทือนสั่นไหวอย่างรุนแรง ฉับพลัน
ผืนปฐพีเกิดการฉีกกระชากพังทลาย แม้กระทั่งต้น
พฤกษาที่อยู่รอบกายของ อู่ อวี้ ต่างก็ล้มระเนระนาด
ในแบบที่เรียกว่าถอนรากถอนโคน
ไหยักษ์บดขยี้ท าลายทั้งภูผาแลสายธาราจนแทบสิ้น
รอยแยกเดิมที่เคยมี บัดนี้ได้แผ่ขยายเพิ่มขึ้นอีก 2
เท่า เกิดเสียงระเบิดจากศิลาบรรพตขึ้นนับไม่ถ้วน
ศิลาที่ถูกบดขยี้เกลือกกลิ้งลงมาจากยอดเขา พุ่งตรง
ไปยังสนามรบโบราณ!
การเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศที่เกิดขึ้นจากเคล็ดวิชา
เต๋า ได้ขยายอาณาเขตพื้นที่สนามรบโบราณ เพิ่มขึ้น
กว่าเดิมถึง 2 เท่า เนื่องจาก วังนภา ไม่มีก าลังคน
มากนัก ดังนั้นองครักษ์จึงไม่อาจต้านทานเอาไว้ได้!
เหล่าผู้ฝึกตนซึ่งก าลังต่อสู้กันอยู่ รีบฉวยโอกาสนี้พุ่ง
ทะยานเข้าไปภายในสนามรบโบราณอย่างรวดเร็ว
“จู จื้อสิง เจ้า!” ฉับพลันเมฆหมอกก็กระจายตัวออก
ทันใดนั้นรูปลักษณ์ของ เขาเปลวเทียนชีพจรมังกร
ก็ปรากฎโฉมออกมาให้เห็น เจ้าวังนภาโกรธจนแทบ
จะสิ้นใจตาย แต่ก็ไม่อาจท าอันใดได้
“ ดูสมบัติล้ าค่าเหล่านี้สิ เจ้าปรารถนาจะครอบครอง
ทุกสิ่งทุกอย่างไว้แต่เพียงผู้เดียว ท่านปู่ผู้นี้ไม่อาจนิ่ง
เฉยทนดูได้อีกต่อไปแล้ว เอาล่ะ! เจ้าเด็กน้อย
ทั้งหลาย อยากจะหยิบฉวยสมบัติมากเท่าใดก็ได้
ตามที่ใจเจ้าปรารถนา ไม่ต้องเกรงใจท่านปู่ผู้นี้!”
นักพรตเต๋าร่ำเมรัย กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ
“เข้าไป! ”
“ไป!”
ในเวลานี้ เหล่าผู้ฝึกตนหลายร้อยคนที่หมอบรออยู่
ด้านนอก ทะยานออกมาจากจุดหลบซ่อนตัวอย่าง
บ้าคลั่ง บางคนมีความแข็งแกร่งอยู่ในขั้นหลอมรวม
ลมปราณเพียงเท่านั้น พวกเขายังกระโจนเข้าร่วม
การแข่งขันแย่งชิงในครั้งนี้ด้วย ฝูงชนต่างกุลีกุจอ
วิ่งแข่งกัน ทะลวงผ่านองครักษ์ของ วังนภา เข้าไป
ภายใน
แน่นอน จู จื้อสิง เป็นผู้แรกที่เข้าไปภายใน มันเดิน
กร่างเข้าไปภายในสนามรบโบราณอย่างไม่เกรงกลัว
ผู้ใด
“ไปกันเถอะ!”
อู อวี้ ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ดึงร่างของ
หนานกง เหว่ย ไปผสมรวมเข้ากับกลุ่มผู้แข็งแกร่ง
มากมาย กล่าวตามตรงมีผู้ฝึกตนมากมายที่มีความ
แข็งแกร่งยิ่งกว่า จาง ฝูถู ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้สังเกต
และสนใจ อู่ อวี้ แต่อย่างใดนัก
คนทั้งสองเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นาน
นักพวกเขาก็พบรอยแยก ภายในรอยแยกมืดสนิทซึ่ง
มันปรากฏอยู่บนตัวภูเขา มีกลิ่นเหม็นหืนซึ่งแสดงถึง
ความเก่าแก่ลอยพัดออกมาปะทะเข้ากับใบหน้า เมื่อ
ประเมินจะกลิ่นเหม็นหืนที่ลอยออกมา คาดว่ามันจะ
ด ารงอยู่มานานกว่าหมื่นปี
“เหม็นจัง” หนานกง เหว่ย ขมวดคิ้วพร้อมกับบีบ
จมูกของตนเองไว้
อย่างไรก็ตามพวกเขาคือผู้ฝึกตน ซึ่งสามารถใช้เคล็ด
วิชาเต๋าสามัญซัก 1 หรือ 2 วิชา ในการปิดกั้น
กลิ่นเหม็นสาบที่โชยเข้ามานี้ ผู้ฝึกคนอื่น ๆ ที่เข้ามา
ภายในสนามรบโบราณ ได้สร้างบอลเพลิงไว้ในก ามือ
ส่งผลให้สนามรบโบราณแห่งนี้สว่างไสวขึ้นทันที
ด้านล่างยอดเขาสูง เป็นชิ้นส่วนพื้นดินสีเทา
ช่วงเวลาหลายหมื่นปีที่ผ่านมาท าให้มีกองเถ้ากระดูก
มากมายทับถมกระจัดกระจายอยู่ทั่วผืนปฐพีแห่งนี้
บางโครงกระดูกเป็นของสัตว์ บางโครงกระดูก
ชิ้นส่วนร่างกายขาดหายไม่ครบสมบูรณ์
เมื่อมองไกลออกไป จะพบเห็นกระดูกสีขาวโพลน
ทอดยาวออกไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ไม่ทราบว่ามี
ผู้คนมากมายเท่าใดที่ต้องมาตกตายอยู่ที่นี่
แม้ว่าจะมีผู้คนนับพันเข้ามาที่นี่ แต่สนามรบโบราณก็
มีขนาดกว้างใหญ่มาก ถึงขนาดที่เรียกได้ว่าไม่
สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุดของมันได้ เมื่อไปถึงระยะ
หนึ่งทั่วทั้งพื้นที่ตรงนั้นจะเต็มไปด้วยความมืดมิด
ปลดปล่อยบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวออกมา
“ เดี๋ยวพวกเราลองเดินลึกเข้าไปทางด้านนั้น น่าจะ
อีกไม่ไกลแล้วล่ะ คงจะได้พบเจอสิ่งที่พวกเราก าลัง
มองหา” อู่ อวี้ กล่าวขึ้น พร้อมกับเดินไปยังทิศทาง
นั้นพร้อมกับ หนานกง เหว่ย อย่างรวดเร็ว
ซึ่งผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ก็ท าเช่นเดียวกัน พวกเขาต่าง
กระจายตัวออกไปยังทิศทางที่พวกเขาคิดว่าน่าจะมี
สมบัติอยู่ ส่วนที่ว่าจะพบหรือไม่ ความจริงแล้วมัน
ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของคนผู้นั้น
อู่ อวี้ ไม่ได้เคลื่อนที่ออกไปเร็วนัก เขาคอยเฝ้ามอง
รอบ ๆ อย่างระมัดระวัง หลังจากมองดูอยู่ครู่หนึ่ง
เขาพบว่าบริเวณรอบ ๆ สถานที่แห่งนี้มีแต่ซากศพ
ทั้งยังมีอาวุธตกกระจายอยู่เกลื่อนกลาด แน่นอนว่า
ส่วนใหญ่เสียหายจนไม่อาจใช้งานได้ ทั้งยังผุกร่อน
ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป
“กาลเวลาช่างเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวจริง ๆ
แม้กระทั่งศาสตราเต๋าแข็งแกร่งมากเช่นนี้ ยังผุพัง
กัดกร่อนจนกลายสภาพเป็นดินเหลืองเช่นนี้ คงไม่
ต้องพูดถึงโอสถสมุนไพร หรือ วิญญาณเซียนว่าจะมี
สภาพเช่นไร”
อู่ อวี้ รู้สึกสลดใจอยู่เล็กน้อย เมื่อมองไปยังซากศพ
มากมายที่กองทับถมอยู่บนพื้นดิน พร้อมกับย้อนนึก
ภาพของสงครามซึ่งเกิดขึ้นที่นี่เมื่อหลายหมื่นปีก่อน
บางทีสักวันหนึ่งหลังจากนี้ เขาอาจกลายเป็นซากศพ
แล้วมีลูกหลานในอนาคตมาพบพานก็เป็นได้
เมื่อคิดเกี่ยวกับความตาย ทันใดนั้นความหวาดกลัวก็
ปรากฏขึ้นมาภายในจิตใจของเขาอย่างฉับพลัน
หลังจากตายไปแล้วจะเป็นอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่
เขาสัมผัสอยู่ ณ ปัจจุบันนี้จะหายไปอย่างสิ้นเชิง
ความหวาดกลัวนี้เป็นเหตุผลว่าท าไม เขาถึง
ปรารถนาจะกลายเป็นเซียนอมตะ
เมื่อเดินลึกเข้ามาประมาณ 1 ก้านธูป ผู้คนที่อยู่
รอบกายของพวกเขา ก็หลงเหลืออยู่ไม่มากเท่าใดนัก
หากกล่าวตามตรงศาสตราเต๋าที่กองเกลื่อนกลาดอยู่
ทั่วทุกสารทิศ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพียงเศษซากไร้
ประโยชน์ มีแค่บางชิ้นส่วนเท่านั้น ที่ดีพอจนสามารถ
น ากลับมาใช้ใหม่ได้ ในเวลานี้ อู่ อวี้ ก้มลงไปเก็บมัน
ขึ้นมา เผื่อว่าหลังจากที่กลับไปยังเขาซูซันแล้ว เขา
จะสามารถน าไปแลกเปลี่ยนเป็นแต้มความส าเร็จได้
“ไม่มีโอสถสมุนไพร หรือ วิญญาณเซียน”
บางคนแสดงท่าทีเศร้าโศกเสียใจ ออกมาอย่างเห็นได้
ชัด เพราะความจริงแล้วสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ
เม็ดยาสร้างแกนนภาจ านวนมาก
“ คงต้องเข้าไปให้ลึกมากกว่านี้” สนามรบโบราณมี
ขนาดกว้างใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก บางทีอาจจะยังไม่ถึง
จุดสิ้นสุดของมัน
หลังจากที่พวกเขาเดินมาได้ไม่นาน หนานกง เหว่ย
ก็หยุด แล้วกล่าวขึ้นว่า”พี่ชาย ของ 2 ชิ้นตรงนั้นดู
เหมือนยันต์เลยนะ”
อู่ อวี้ ก้าวไปข้างหน้า เขาพบว่าพื้นดินตรงนั้นมี
แผ่นกระดาษสีด า 2 ชิ้นอยู่ มันถูกปกคลุมไปด้วย
เศษฝุ่น เมื่อเขาพลิกหน้าแผ่นกระดาษกลับมา เขาก็
พบว่าแท้จริงแล้วมันคือแผ่นยันต์จริง ๆ บนแผ่นยันต์
สีด านี้ มีร่องรอยคราบโลหิตของวงเวทย์ที่ถูกวาด
เอาไว้อยู่ อาจเป็นเพราะมันผ่านมานานแล้ว จึงท าให้
ร่องรอยนั้นเจือจางลงอย่างยิ่ง
“มันอาจใช้งานไม่ได้แล้ว” อู่ อวี้ เหลือบมองไปที่มัน
และพบว่ามันเก่ามาก ซึ่งเขาก าลังจะโยนทิ้ง
…………………………………….…………….
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ