กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 222 กลืนวิญญาณ
“พี่ชาย วัสดุของยันต์แผ่นนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าศาสตรา
เต๋า แต่ศาสตราเต๋าส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ ล้วนผุพังสลาย
เสื่อมสภาพ แต่ยันต์กระดาษแผ่นนี้กลับยังคงมีสภาพ
ดีอยู่ บางทีมันอาจจะเป็นสมบัติล้าค่าก็ได้ จึงยังคง
สภาพอยู่มาได้จวบจนถึงตอนนี้?” สิ่งที่หนานกง
เหว่ย กล่าวอธิบายออกมานั้น บ่งบอกถึงความรู้ที่
กว้างขวางของนาง
“ จริงด้วย” อู่ อวี้ เกือบจะโยนมันทิ้งไปเสียแล้ว
ค้าพูดของนางช่วยเรียกสติของเขาให้กลับคืนมา
จากนั้นเขาก็รีบท้าความสะอาดด้วยการ ปัดเศษฝุ่น
ดินออกจากแผ่นยันต์กระดาษอย่างรวดเร็ว หลังจาก
ผ่านการปัดเช็ดท้าความสะอาด วงเวทย์โลหิตบน
แผ่นยันต์ที่เคยมัวหมอง บัดนี้ได้ส่องสว่างสดใสขึ้นมา
อีกครั้ง ตราประทับอันแปลกประหลาดที่ถูกวาด
เอาไว้ ให้ความรู้สึกราวกับว่ามันก้าลังดึงดูดจิต
วิญญาณของมนุษย์ เสมือนดั่งหุบเหวแห่งนรกอเวจี
ที่ก้าลังจะกลืนกินพวกเขาลงไป
เมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนี้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า
ยันต์แผ่นนี้มีพลังในการไล่ล่าวิญญาณ
“ ข้าอาจจะใช้มันได้จริง ๆ สภาพของมันยังดู
สมบูรณ์ดี การที่มันอยู่ได้นานถึงเพียงนี้ มันจะต้อง
เป็นยันต์ที่ยอดเยี่ยมมากแน่ ๆ ตั้งแต่อดีตจวบจน
ปัจจุบัน ข้ายังไม่เคยเห็นยันต์ชนิดไหนเก็บได้
ยาวนานถึงเพียงนี้ แต่ข้าก็ไม่อาจรู้ได้อยู่ดี ว่า
ท้ายที่สุดแล้วมันท้าสิ่งใดได้บ้าง?” อู่ อวี้ มองดู
แผ่นยันต์อยู่ครู่หนึ่ง แต่เขาก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ เขา
สัมผัสได้ว่าแผ่นยันต์น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ความ
กระหายโลหิตที่มันปลดปล่อยออกมา ราวกับว่ามัน
เป็นแผ่นยันต์ที่ฝึกตนนอกรีตสร้างขึ้น
“ เก็บเอาไว้ก่อนละกัน” ่เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เต็ม
ไปด้วยอันตราย อู่ อวี้ จึงไม่ได้ตรวจสอบแผ่นยันต์
ละเอียดนะ จากนั้นเขาก็เก็บแผ่นยันต์สีด้าเข้าไปใน
ถุงจักรวาล
ขณะที่เขาก้าลังเตรียมตัวจะก้าวเดินต่อไป ทันใดนั้น
ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของเขา ซึ่งมันท้า
ให้ อู่ อวี้ รู้สึกตระหนกตกใจอย่างยิ่ง
“ เด็กน้อยทั้งสอง พวกเจ้าช่วยหยิบแผ่นยันต์ออกมา
ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่” น้าเสียงของคนผู้นี้ฟังดู
อบอุ่นอ่อนโยน สุขุมนุ่มลึกอย่างยิ่ง ดูไม่เหมือน
คนเลว
เมื่อหันไปมองก็พบว่า เจ้าของเสียงเป็นชายวัย
กลางคนผมด้า สวมเสื้อคลุมปักฉลุลวดลายเมฆา
เส้นผมสีด้าเหยียดตรงราวกับธารน้าตก ดวงตาคู่
สว่างไสวสุกสกาวดุจดวงดารา ดูอบอุ่นอ่อนโยน
สง่างาม ดูแล้วชายผู้นี้น่าจะเป็นคนของวังนภา
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงด้านหน้าของ อู่ อวี้ ขณะนี้ เปี่ยมล้นไป
ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ ท้าให้รู้สึกอึดอัดใจ
เหมือนกับ จาง ฝูถู หากคนผู้นี้อยู่ในเขาซูซันแล้วเรา
ก็ เขาจะต้องมีระดับอยู่ในสาวกขั้นกระบี่ปฐพีเป็น
อย่างน้อย
เพียงแค่มั่นใจว่าตนเองได้พบสมบัติที่มีค่าไม่น้อย
แต่เขากลับไม่คาดคิดว่าจะพบเจอกับคนผู้นี้
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า” หามิได้ ข้าอยากจะ
เอ่ยถามท่านซะหน่อย ท่านคือผู้ใด ?”
“ ข้าคือ ฮวง หลิงหยุน แห่งวังนภา” อีกฝ่ายผายมือ
อย่างสบาย ๆ เขาส่งยิ้มให้กับ อู่ อวี้ เพื่อเป็นการส่ง
สัญญาณให้เขามอบยันต์มา
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่ปรารถนาที่จะมอบให้ เขากล่าว
ขึ้นด้วยน้าเสียงสุขุมว่า ” ไม่ว่ายันต์แผ่นจะใช้
ประโยชน์ได้หรือไม่ แต่ข้าทั้งสองเป็นผู้พบเจอมัน
ท่านกล้าที่จะแย่งชิงสมบัติจากสาวกซูซันงั้นหรือ ?”
“สาวกซูซัน!”
ฮวง หลิงหยุน ยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นอ่อนโยน ทันที
ที่มันได้ยินค้า 4 ค้านี้ สีหน้าของมันก็แปรเปลี่ยนไป
ในทันที ด้วยความหวาดกลัว ท้าให้มันก้าวถอยหลัง
ออกไปหนึ่งเก้าอย่างไม่รู้ตัว มันจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วย
ความไม่อยากเชื่อ เนื่องจากมันเห็นได้ชัดว่าพวกเขา
ทั้งสองยังอ่อนเยาว์ยิ่งนัก แต่กลับมีระดับฝีมืออยู่ใน
ขั้นสร้างแกนนภา ท้าให้ภายในจิตใจของมันกลับยัง
ไม่อยากจะยอมรับ
“ สาวกซูซัน มาที่นี่ได้อย่างไร !?” ฮวง หลิงหยุน
กล่าวขึ้นด้วยน้าเสียงตื่นตระหนก
เนื่องจากพวกเขาทั้งสองเป็นสาวกซูซัน จึงเป็นเรื่อง
ง่ายที่จะพิสูจน์ตัวตน ครั้งหนึ่ง อู่ อวี้ ใครปลูกฝัง
ตราสาวกลงในร่าง บัดนี้เขาควบคุมเจตนารมณ์ของ
ตนให้ ส่งผ่านพลังจากแกนก้าเนิดมายังมือ ก่อรูปร่าง
เป็นตราสาวกสีทองขึ้น รูปลักษณ์ของมันดูคล้ายกับ
ตราสาวกที่ อู่ อวี้ เคยปลูกฝังลงบนร่างก่อนหน้านี้
นี่คือวิธีพิสูจน์ตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ของสาวกซูซัน
บุคคลอื่นจะไม่สามารถก่อรูปตราสาวกขึ้นมาเช่นนี้ได้
“ อาณาเขตกระบี่สามัญ วังกระบี่แก้วมรกต แห่ง
วิหารฝูถู นามของข้าคือ อู่ อวี้ เจ้ามีค้าถามอันใดจะ
ไต่ถามอีกหรือไม่ ?” อู่ อวี้ เอ่ยถามขึ้น
เมื่อออกมายังโลกภายนอก ชื่อเสียงจากการเป็น
สาวกซูซัน นั้นถือว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างเช่น
ชายผู้นี้ ทันทีที่ได้ยินว่าพวกเขาเป็นสาวกของซูซัน
หน้าของเขาก็พลันถอดสีอย่างรวดเร็ว
“ มิกล้า ข้ามิกล้า ข้าไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจอกับ
สาวกซูซัน ช่างนับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” ฮวง
หลิงหยุน รีบพลิกสถานการณ์อย่างรวดเร็ว บัดนี้
สายตาของมันได้แปรเปลี่ยนไป ซึ่งท้าให้ไม่สามารถ
ล่วงรู้ได้ว่ามันก้าลังคิดสิ่งใดอยู่
“ เช่นนั้นขอลา” อู่ อวี้ รีบตัดบท เนื่องจากไม่อยาก
ยุ่งยากมากไปกว่านี้
“ เดี๋ยว! โปรดรอสักครู่” ขณะที่พวกเขาก้าลังจะไป
ฮวง หลิงหยุน ก็รีบเอ่ยรั้งหยุดพวกเขาเอาไว้อีกครั้ง
จากนั้นก็มายืนอยู่เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสอง
พร้อมกับกล่าวว่า ”น้องชายอู่ ข้าคงต้องเสียมารยาท
ไปถามท่านว่า สิ่งที่พวกท่านเพิ่งได้ครอบครองคือ
‘ยันต์กลืนวิญญาณ’ ใช่หรือไม่?”
ยันต์กลืนวิญญาณ ?
อู่ อวี้ ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
ดังนั้นเขาจึงส่ายศีรษะแล้วกล่าวขึ้นว่า” เหตุใดฝันถึง
ยังไต่ถามอยู่อีก ในเมื่อสิ่งนี้เป็นของข้า ย่อมไม่เกี่ยว
อะไรกับท่านอยู่แล้ว”
ฮวง หลิงหยุน กล่าวขึ้นอย่างไม่ยิมยอมว่า” ข้าน้อย
ปรารถนา ‘ยันต์กลืนวิญญาณ’ อย่างยิ่ง ถ้าเช่นนั้นข้า
ขอใช้ ศาสตราเต๋าเชื่อมจิตของข้า แลกเปลี่ยนกับ
‘ยันต์กลืนวิญญาณ’ ของพวกท่านได้หรือไม่ ?”
อีกฝ่ายหนึ่งก้าลังพยายามเกลี้ยกล่อมล่อลวง เนื่อง
ปรารถนายันต์สีด้า เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่ายันต์สีด้า
แผ่นนี้ต้องยอดเยี่ยมล้าค่าอย่างยิ่ง
จิตใจของ อู่ อวี้ ตระหนักได้อย่างชัดเจน เขาส่าย
ศีรษะแล้วกล่าวขึ้นว่า” คงต้องขออภัย ท่านลืมมันไป
เสียเถอะ สิ่งนี้ส้าคัญต่อข้ามาก”
“ ถ้าเช่นนั้นข้าเองก็ไร้ซึ่งหนทาง” ฮวง หลิงหยุน
รู้สึกสิ้นหวังอย่างยิ่ง มองไปยังใบหน้าของพวกเขา
อย่างไม่เต็มใจ ในความเป็นจริงแล้ว หากทั้งสองไม่ใช่
สาวกซูซัน รับรองว่าเขาจะต้องรีบฉกฉวยโอกาสนี้
แย่งชิงสิ่งของอันเป็นที่ต้องการ
“ ขออ้าลา”
อู่ อวี้ คารวะแล้วรีบดึงมือ หนานกง เหว่ย ออกไป
ในทันที
อู่ อวี้ ลอบกล่าวกับตนเองว่า” การเป็นสาวกของ
สาวกซูซัน นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง แม้แต่ ฮวง
หลิงหยุน ก็ยังไม่กล้าเคลื่อนไหวอันใดมาก” นับว่า
เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดหวัง
แต่ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักถึงอันตราย!
เขาได้หลงลืมสิ่งหนึ่งไป!
ในตอนนี้พวกเขาอยู่ในส่วนที่ลึกมาก นอกจากพวก
เขาทั้งสอง กับ ฮวง หลิงหยุน แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่า
พวกเขาทั้งสองคือสาวกซูซัน ซึ่งหากมีผู้อื่นอยู่เขา
ย่อมไม่อาจฆ่าได้ แต่ถ้าในตอนนี้เขาฆ่าทั้งสองคนทิ้ง
แล้วหลบหนีไปทันที ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขากระท้า
สิ่งใดลงไป!
ถึงแม้จะเป็นสาวกของซูซัน แต่ทว่าในทุก ๆ ปี จะมีผู้
ตกตายไปไม่น้อย! โดยที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถหาตัว
ฆาตกรพบ
ดูถูกความปรารถนาใน ยันต์กลืนวิญญาณ ของ ฮวง
หลิงหยุน เกินไป
ระหว่างที่เขาหันกลับไปมอง เขาก็รู้สึกว่าการมีตัวตน
เป็นสาวกซูซัน นับเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่ง ซึ่งเป็น
ช่วงเวลาเดียวกับที่ ฮวง หลิงหยุน พุ่งทะยานเข้ามา
หมายสังหารพวกเขาอย่างฉับพลัน!
บัดนี้มันปรารถนาปลิดชีพ คนทั้งสองอย่างเงียบ ๆ
ในทันที มันจะต้องปิดบังอ้าพรางซากศพ ไปพร้อม
กับสิ่งของทุกอย่าง ในขั้นตอนนี้ต้องรีบกระท้าให้
เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ให้ผู้อื่นร่วงรู้ และ
ถึงแม้ว่าจะมีผู้มาบังเอิญพบเห็นเข้า แต่ก็ไม่มีทาง
ล่วงรู้ว่า อู่ อวี้ กับ หนานกง เหว่ย เป็นสาวกซูซัน
หมิงซวงรีบร้องเตือน อู่ อวี้
“มันต้องการจะสังหารเจ้า!”
เมื่อได้ยินค้ากล่าวนั้น อู่ อวี้ ก็ตระหนักรู้ได้ในทันทีว่า
ฝ่ายตรงข้ามนั้นก้าลังคลุ้มคลั่งหมายมาดเข่นฆ่า
สังหารตน หากตีงูต้องตีให้ตาย ไม่เช่นนั้นแล้วมัน
อาจจะแว้งกลับมาฉก ยามนี้ ฮวง หลิงหยุน
กลายเป็นบุคคลที่อันตรายต่อพวกเขาขึ้นมาเสียแล้ว
ความกระหายอยากได้ใน ยันต์กลืนวิญญาณ ของอีก
ฝ่าย นั้นเกินความคาดหมายของ อู่ อวี้ ด้วยความ
ปรารถนาอันแรงกล้านั้นจึงท้าให้บังเกิดผลลัพธ์เช่นนี้
ขึ้น!
บัดนี้วิกฤตความตาย อยู่ไกลเพียงแค่เอื้อม มันอยู่
ใกล้เพียงด้านหลังของเขาเท่านั้น แล้วมันก็ก้าลังจะ
มาถึงในไม่ช้า!
ในช่วงเวลาบีบคั้นเช่นนี้ ไม่มีเวลามากพอที่จะมาให้
คิดเรื่องอื่น ๆ ด้วยเวลาเพียงชั่วอึดใจสิ่งที่เขาควร
ขบคิดคือ หนทางเอาชีวิตรอดเพียงเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็น เคล็ดตรึงกายา หรือ เคล็ดระเบิดพลัง
คลั่ง เมื่ออยู่ภายใต้พลังอ้านาจอันเด็ดขาดนี้แล้ว
แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถต้านทานมันได้
มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น สามารถช่วยเขาใน
สถานการณ์วิกฤตสุดขีดเช่นนี้คือ ยันต์กลืนวิญญาณ
ที่เขาเพิ่งได้ครอบครองมา
“หากเจ้าปรารถนาจะได้มันนัก ข้าก็จะสนองให้!”
ชั่วอึดใจนั่นเอง เขาหยิบ แผ่นยันต์กลืนวิญญาณ
ออกมา พร้อมกับกระตุ้นแผ่นยันต์ด้วยการส่งพลัง
ศักดิ์สิทธิ์เข้าไป จากนั้นก็โยนมันไปเบื้องหลังทันที
ตู้มมมม!!!!
อู่ อวี้ กับ หนานกง เหว่ย โดนคลื่นพลังระเบิด จน
ร่างกระเด็นลอยม้วนกลิ้งกระเด็นกระดอนออกไป
เจ็ดแปดตลบ จากนั้นก็ร่วงลงสู่พื้นสนามรบ
ช่วงเวลาที่พวกเขายังไม่ได้ลุกขึ้นมานั้น ทันใดนั้นก็
บังเกิดเสียงกรีดร้องอย่างน่าอเนจอนาถ จนฟ้าดินยัง
ต้องสั่นสะเทือนซึ่งส้าหรับ อู่ อวี้ แล้ว เขาเพียงรู้แค่
ว่า บัดนี้เขาสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่เขาก็ยังไม่
ทราบถึงพลังอ้านาจอันแท้จริงของ ยันต์กลืน
วิญญาณแผ่นนี้ ว่าในท้ายสุดแล้วมันเป็นเช่นไร
เมื่อหันหลังมองย้อนกลับไป ท่ามกลางความมืดมิด
พวกเขาแลเห็น ฮวง หลิงหยุน คุกเข่าลงบนพื้นดิน
ด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวดวงตาของมันเบิกกว้างราวกับไข่
ห่านนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีโลหิต คุกเข่ากรีดร้องอยู่
บนพื้นดิน ดวงตาสีโลหิตทั้งคูของมัน จับจ้องมายัง
อู่ อวี้
“ตุบ” ทันใดนั้นเอง มันก็ล้มลงกับพื้น แน่นิ่งไปใน
ที่สุด ฉับพลันเปลวเพลิงสีด้าทมิฬก็ลุกพรึ่บ!
อาบท่วมร่างกายของมัน เปลวเพลิงด้านลุกโชนโหม
กระหน่้าเผาไหม้รุนแรง พวยพุ่งทะยานสู่ขึ้นฟากฟ้า
ในระดับความสูงกว่า 3 จั้ง ผ่านไปเพียงไม่กี่ลม
หายใจ ร่างของ ฮวง หลิงหยุน ก็ถูกเพลิงสีด้าเผา
ผลาญสูญสลายจนกลายเป็นกองเถ้าถ่าน
อู่ อวี้ ตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก
ขณะที่เขาอยู่ในช่วงวิกฤตแห่งความตาย เขาจึงได้
ฝากฝังความหวังไว้กับยันต์กลืนวิญญาณแผ่นนี้ ไม่
คาดคิดว่าพลังอ้านาจมันจะสามารถท้าให้ ฮวง
หลิงหยุน ผู้ซึ่งมีความแข็งแกร่งเกือบจะเทียบเท่ากับ
จาง ฝูถู กลับต้องถูกยันต์นี้ดับชีพจนตกตายไป!
คุณค่าของยันต์ส้าหรับเขาในตอนนี้ แน่นอนว่ามันคือ
สมบัติที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
ไม่แปลกใจว่าเพราะเหตุใด ฮวง หลิงหยุน ถึงยอม
เสี่ยงสังหารพวกเขา เพื่อแย่งชิงยันต์กลืนวิญญาณ
แผ่นนี้
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว แต่ทว่าสิ่งที่เขาต้องจ่ายไปก็คือ
การสูญเสียยันต์กลืนวิญญาณไป 1 แผ่น ต่อการ
สังหารหนึ่งคน
อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่สิ่งที่ อู่ อวี้ ปรารถนา เขาไม่
คาดคิดว่า ฮวง หลิงหยุน จะบ้าคลั่งเช่นนี้ ในช่วง
วิกฤตนั้น เขาปรารถนาเพียงปกป้องชีวิตของตนเอง
และ หนานกง เหว่ย เท่านั้น
หลังจาก ฮวง หลิงหยุน ถูกสังหาร ทุกอย่างก็
จบสิ้นลง
โชคดีที่ เขายังเหลือยันต์กลืนวิญญาณอยู่อีกแผ่น
“พี่ชาย เราจะท้ายังไงดี? มีผู้คนมากมายก้าลังมาที่นี่
แล้ว! อีกทั้งคนของ วังนภา ก้าลังมาที่นี่!” หนานกง
เหว่ย กล่าวขึ้นด้วยน้าเสียงตื่นตระหนกหวาดกลัว
“ไม่ต้องกังวล” จิตใจของ อู่ อวี้ สั่นไหวเล็กน้อย
หลังจากมองดูกองขี้เถ้าของ ฮวง หลิงหยุน ภายใน
นั้นมีถุงจักรวาลสองสามถุงร่วงอยู่ ฉับพลันเขาก็
เอื้อมมือออกไปคว้าจับ ถุงจักรวาล เนื่องจากถุง
จักรวาลของผู้ฝึกตนระดับนี้ ย่อมต้องมีสมบัติเก็บ
เอาไว้มากมายเป็นแน่
“พี่ชาย ท่านเก็บมันมาด้วย…” หนานกง เหว่ย
อดรู้สึกทึ่งไม่ได้ ยามนี้การจะรักษาชีวิตของตนเองไว้
ก็ว่ายากแล้ว แต่ อู่ อวี้ ยังกล้าหยิบฉวย ถุงจักรวาล
ของผู้อื่นติดมือมาอีก…
“ หากข้าไม่เก็บ เดี๋ยวผู้อื่นก็มาฉกฉวยมันไปอยู่ดี คน
ตายไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เปรียบประดุจดั่งก้อนเมฆ
ที่ล่องลอย ฉะนั้นแล้วจะยังต้องการครอบครอง
สมบัติทรัพย์สินไปไย” ส้าหรับ อู่ อวี้ แล้วเรื่องนี้
ไม่ได้มีเหตุตรรกะใด ๆ มาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น
เขาไม่มีความคิดจะสังหารผู้บริสุทธิ์ เขาเพียงก้าจัดผู้
ที่มาขวางกั้นเส้นทางแห่งการฝึกตนของเขา รวมถึงผู้
ที่คิดร้ายต่อเขาเท่านั้น
ยามเมื่อเขาเพิ่งเก็บกวาดเสร็จสิ้น พลันได้ยินเสียง
ฝีเท้าของผู้คนจ้านวนมากมุ่งหน้ามายังทิศทางนี้ ซึ่ง
เหตุผลนั้นก็เป็นเพราะว่า เสียงกรีดร้องอัน
อเนจอนาถของ ฮวง หลิงหยุน ดังก้องกังวาลไปทั่ว
ในเวลานี้มีผู้คนมากกว่า 30 คนล้อมรอบ อู่ อวี้
เอาไว้ อีกทั้งยังดูเหมือนจ้านวนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย
ๆ ท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้น มีผู้ฝึกตนจาก วังนภา อยู่
มากมาย พวกมันรีบมุ่งหน้ามายังทิศทางนี้ เนื่องจาก
ได้ยินเสียงกรีดร้องอันอเนจอนาถของ ฮวง หลิงหยุน
แต่แล้วพวกมันกลับพบว่า ฮวง หลิงหยุน ไม่ได้อยู่ที่นี่
แล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงกองขี้เถ้าสีด้า เมื่อมองดู อู่ อวี้
กับ หนานกง เหว่ย เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังเป็นแค่
ผู้เยาว์เท่านั้น อีกทั้งความแข็งแกร่งของพวกเขายังไม่
เพียงพอที่จะสังหาร ฮวง หลิงหยุน อีกด้วย…
ในเวลานี้ ทุกคนต่างจ้องมองไปด้วยความตกตะลึง
หวืด!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดึงดูดความสนใจของ
เจ้าวังนภา ซึ่งมีนามว่า ฮวง เฟยหยุน ได้มาดูที่นี่ด้วย
ตาของตนเอง หรือแม้กระทั่งนักพรตเต๋าร่้าเมรัย ซึ่ง
บัดนี้ได้มาปรากฏตัวถึงแล้ว ฮวง เฟยหยุน เป็น
ชายชราที่เปรียบเสมือนไม้ใกล้ฝั่ง ดั่งสนที่พร้อมจะ
โรยรา ด้วยความกังวลจึงรีบเร่งรุดมาที่นี่ ขณะที่เขา
จ้องมองลงไปยังพื้นดิน โทสะของชายชราก็ลุกโชน
ดั่งฟืนไฟ ร่้าร้องพร้อมกล่าวขึ้นว่า”นี่คือ ฮวง
หลิงหยุน งั้นหรือ? เจ้าสังหารเขา? เจ้าสังหารเขาได้
ยังไง!”
ชัดเจนว่าคนผู้นี้มีฝีมืออยู่ในระดับ ต้าหนักม่วงทะเล
มรกต เพียงเอ่ยถ้อยค้าไม่กี่ค้า ก็ท้าให้ อู่ อวี้ ถึงกับ
หายใจหายคอไม่ออก แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัว
แม้แต่น้อย ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ หากเขายิ่ง
หวาดกลัวตื่นตระหนกมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งท้าให้
ทุกอย่างเลวร้ายมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เขาจ้องมองไป
ด้วยความหยิ่งทะนง พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า”ใช่แล้ว
ข้าคือผู้สังหาร ฮวง หลิงห ยุน ! ข้าคือสาวกแห่งซูซัน
ผู้เกรียงไกร เราได้แจ้งอัตลักษณ์ของเราให้แก่เขาได้
ทราบแล้ว แต่ทว่าคนผู้นี้กลับคิดฉกฉวยโอกาส
ในช่วงที่ไม่มีผู้ใดพบเห็น มันกลับกล้าฉกชิงสิ่งของไป
จากมือของเรา ทั้งยังต้องการสังหารเรา เพื่อปิดปาก
ให้เรานั้นตกตายไปอย่างเงียบ ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะข้า
ตอบสนองได้อย่างทันท่วงที โดยรีบใช้ยันต์ดับชีพที่
อาจารย์มอบให้แก่ข้าเอาไว้ พวกเราคงได้ตกตายกัน
ไปแล้ว พวกเจ้า วังนภา ช่างบังอาจหาญกล้ายิ่งนัก!
ถึงได้มีผู้กระท้าการอุกอาจเช่นนี้!”
“สาวกซูซัน!”
เมื่อได้ยินสี่ค้านี้ เสียงของฝูงชนก็แตกคือระเบิดขึ้น
จากนั้นพวกมันต่างก้าวถอยหลังด้วยความ
ตื่นตระหนก
ความจริงแล้วเมื่อดูอายุอานามของหนุ่มสาวคู่นี้
ทั้งยังใช้ยันต์ดับชีพที่อาจารย์มอบให้สังหาร ฮวง
หลิงหยุน ได้ในชั่วพริบตา นอกจากคนของนิกาย
เซียนซูซัน ซึ่งเต็มไปด้วยความเฟื่องฟูแล้ว จะมีผู้ใด
สามารถกระท้าเช่นได้อีก อู่ อวี้ ไม่จ้าเป็นต้องแสดง
หลักฐาน เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ของตนแก่พวกเขาเสีย
ด้วยซ้า
แม้แต่ จู จื้อสิง กับ ฮวง เฟยหยุน การแสดงสีหน้า
ถอดสีออกมาเช่นเดียวกัน
…………………………………….…………….
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ