กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 231 ก าเนิดใหม่ขจรไกลไปทั่วหล้า
ภาพลักษณ์ของ หลี่ ชางห่าย ในยามนี้ คือบุคคล
ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งทะนง เป็นศิษย์ของ
ปรมาจารย์ผู้มีฝีมือสูงส่ง เป็นบุคคลผู้เปี่ยมไปด้วย
พรสวรรค์ เพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรการฝึกตน
และ สติปัญญา ในทุก ๆ แง่มุมกล่าวได้ว่าเขาคือ
บุคคลผู้เพียบพร้อมซึ่งอยู่บนจุดสูงสุด แม้แต่ใน
รายนามหมื่นเซียนกระบี่ ก็จัดว่าเขานั้นโดดเด่น
ไม่น้อย
นอกจากนี้ หากกล่าวถึงเรื่องช่วงอายุของ อู่ อวี้
แล้ว ถือว่าไม่แตกต่างกันมากนัก
เดิมที อู่ อวี้ คิดว่า การที่เขามีอายุเพียงเท่านี้ แล้ว
สามารถมาถึงระดับนี้ได้ถือว่าล้าเลิศมากแล้ว แต่ใน
เขาซูซันแห่งนี้ กับปรากฏอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ผู้เปี่ยมไป
ด้วยความสวรรค์ขึ้นมากมาย ยกตัวอย่างเช่น หนาน
กง เหว่ย กับ หลี่ ชางห่าย นอกจากนี้ยังมีอาวุโสอายุ
40 ปี ซึ่งอยู่ในขั้นกระบี่สวรรค์ หรือ จอมกระบี่ชิง
เหอ
ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่เชื่อ เพราะเขารู้ว่าตนเองมี
ต้นทุนสูงกว่าผู้อื่น เพียงแต่จุดก้าเนิดของเขานั้นต่้า
เกินไป แถมตอนนี้ยังมีทรัพยากรและสิ่งเกื้อหนุน
ต่างๆน้อยเกินไปเท่านั้น!
เขาต้องการเวลา เขาจึงต้องมาท้าประลอง เพื่อก้าว
เดินไปบนเส้นทางนี้ เขาจ้าเป็นต้องก้าวไปข้างหน้า
ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยล้าแข้งของตนเอง
“ เพลงกระบี่มังกรวารีพลิกสมุทร” บัดนี้ หลี่
ชางห่าย ได้ชักกระบี่ออก พร้อมกับปลดปล่อยเคล็ด
วิชาเต๋าชั้นสูงออกมาทันที เมื่อน้าทะเลสีคราม
ปรากฏออกมาห้อมล้อมกระบี่พลิกสมุทรเอาไว้
ฉับพลันมังกรวารีก็ทะยานออกมาพร้อมกับเสียง
ค้ารามดังสะเทือนเลือนลั่น อู่ อวี้ มองเห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่า บัดนี้กระบี่พลิกสมุทรของ หลี่ ชางห่าย ได้
แปรเปลี่ยนกลายเป็นเทพมังกรวารี ขดพันอยู่รอบตัว
เขา ราวกับว่าก้าลังพลิกคว่้าห้วงสมุทร พร้อมกับ
ปลดปล่อยปราณกระบี่พุ่งทะยานไปถึงสวรรค์!
มังกรวารี เกิดขึ้นจากพลังของแกนก้าเนิด ซึ่ง
แปรเปลี่ยนกลายเป็นปราณกระบี่อันไร้สิ้นสุด
ทันทีที่เกิดการเปลี่ยนแปลง พลังของเขาก็เพิ่มพูน
ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงแค่เห็นก็สามารถรู้ได้ทันทีว่า
เคล็ดวิชาเต๋าที่ใช้ออกมานั้นเหนือกว่า อู่ อวี้ อย่าง
มากโขทีเดียว และพลังอันรุนแรงนี้สามารถม้วน
กวาดพัดพา อู่ อวี้ ได้ในคราเดียว
ทั้ง ไข่มุกก่อก้าเนิดสมุทร ทั้งรากฐานเซียน กอปรกับ
เคล็ดวิชาเต๋ากระบี่ ที่หลี่ ชางห่าย ปลดปล่อยออกมา
แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันเหนือล้ากว่า อู่ อวี้
อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งในเวลานี้เขายังได้รับเสียง
สนับสนุนจากฝูงชน ดังแซ่ซ้องล้นหลามอย่าง
ต่อเนื่อง ฉับพลันดวงตาของเขาก็หนาวเย็นยะเยือก
ลง สายตานี้เฉกเช่นดั่งค้าตัดสินว่า อู่ อวี้ ได้พ่ายแพ้
ลงแล้ว
”ฝู่….” ในขณะนี้ อู่ อวี้ สุขุมสงบนิ่งกว่าที่คิด
เขาล่วงรู้ดีว่า การประลองครั้งนี้เขาไม่อาจพ่ายแพ้
ได้ นี่คือการประลองต่อสู้ที่ส้าคัญอย่างยิ่งยวด เพราะ
มันคือศึกตัดสินชี้ชะตาของเขา ผู้ชนะจะเปรียบเช่น
ดั่ง ควบอาชาทะยานฟ้า ผู้พ่ายแพ้จะเปรียบเช่นดั่ง
ดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งความมืด! จาง ฝูถู ก้าลังเฝ้ารอดู
ช่วงเวลาที่แห่งการสูญเสีย ช่วงเวลาแห่งความพ่าย
แพ้ของเขา
อู่ อวี้ ไม่ต้องมองก็รู้ว่า มีดวงตาเย็นเฉียบก้าลังจับ
จ้องมองเขาอยู่ในมุมมืด
ทันทีที่ อู่ อวี้ ลั่นระฆังส้าริดโบราณ มันก็เท่ากับว่า
เขาได้ฉีกหน้าของ จาง ฝูถู ไปแล้ว
กรร!!
มังกรวารีขดม้วนตัวอยู่บนท้องนภาใต้ผืนน้า
ปลดปล่อยปราณกระบี่กวาดผ่านไปทั่ว ปรากฏเป็น
เสียงหวีดหวิวของกระบี่นับหมื่นดังขึ้น ท่ามกลาง
ห้วงสมุทรอันลึกล้า ปราณกระบี่มากมายเหลือคณา
นับ ได้แปรเปลี่ยนเป็นร่างจ้าแลงของมังกรวารีขนาด
มหึมา ก้าลังบิดเป็นเกลียว เคลื่อนไหวไปมาอยู่
ภายในกระแสสมุทร พวยพุ่งทะยานรุดมาข้างหน้า
อย่างรวดเร็ว หมายมาดโจมตีอัดกระแทกเข้าใส่ อู่
อวี้ !
“กระบี่แยกสวรรค์”
ใบหน้าขนาดมหึมาของมังกรวารี พุ่งกระโจนเข้าใส่
อู่ อวี้ ซึ่งเป็นขณะเดียวกัน ที่เขาปลดปล่อยวิชา
กระบี่คู่ออกไปทันที!
เคล็ดวิชาเต๋า สามกระบี่สังหารประกาศิตสวรรค์ คือ
รากฐานของ นิกายกระบี่สวรรค์
”กระบี่ทะลวงสวรรค์”
ทันใดนั้น วิชากระบี่ก็ถูกปลดปล่อย ทะลวงแทงพุ่ง
ทะยานไปเบื้องหน้า สร้างรอยแยกแหวกฝ่าศีรษะ
ของมังกรวารีขนาดใหญ่ เพียงชั่วพริบตา ศีรษะมังกร
วารีถูกฟันผ่าก็พังทลายลง มันคือการเผชิญหน้า
ระหว่างพลังอ้านาจทั้งสอง!
กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี ได้แปรเปลี่ยน ก่อรูปเป็น
ปราณกระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี ทะลวงแทงเข้าใส่
ร่างกายของเทพมังกร ในชั่วขณะที่ศรีษะมังกรเพิ่ง
ถูกบดขยี้ลงไป คมกระบี่ทั้งสองสอดผสาน แหวกผ่า
ร่างพร้อมกับฉีกกระชาก จนร่างจ้าแลงของมังกรวารี
ได้ดับสูญลงไป!
ตู้มมมม!!!
ยามนี้ทุกผู้คนต่างตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อร่างของ
มังกรวารีระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ!
ไม่ว่าจะชนะ หรือ พ่ายแพ้ ส้าหรับ อู่ อวี้ ในยามนี้
สิ่งที่เขาได้กระท้าให้เห็น พิสูจน์ได้ว่าเขาสามารถ
ต่อต้านความแข็งแกร่งของ หลี่ ชางห่าย ที่อยู่ใน
สร้างแกนนภา ขั้นที่ 4 ซึ่งเปรียบประดุจดัง
ปรมาจารย์ ผู้มีฝีมือสูงส่ง ส่วน อู่ อวี้ ที่เพิ่งอยู่ใน
ระดับ สร้างแกนนภา ขั้นที่ 2 การที่เขาสามารถยืน
หยัดเผชิญหน้ากับ หลี่ ชางห่าย อย่างไม่เพลี่ยงพล้า
ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่งแล้ว
” รากฐานเซียนของเขา จะต้องพิเศษอย่างยิ่งเป็น
แน่ พรสวรรค์เฉพาะตัวในด้านเต๋ากระบี่ของเขา
พิเศษเหนือธรรมดา แทบจะสามารถใช้หนึ่งใจ
แบ่งเป็นสองในวิถีแห่งกระบี่ได้ ถึงจะมีเพียงแค่หนึ่ง
คน แต่เทียบได้กับคนสองคนสอดประสานร่วมมือ
เข้าปิดล้อม”
“ทั้ง แกนนภา รากฐานเซียน กายเนื้อ ล้วนยอด
เยี่ยมจัดอยู่ในชั้นแนวหน้า ถึงแม้อายุอานามของเขา
จะอยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งอาจจะเกินเกณฑ์ไปเล็กน้อย
แล้วก็ตาม อีกทั้งระดับฝึกตนของเขายังต่้าอยู่ แต่ก็
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อู่ อวี้ ผู้นี้ ท่ามกลางผู้มาใหม่
ทั้งหมด เขาคือคนที่สร้างความประหลาดใจอย่าง
ใหญ่หลวงขึ้น ฉะนั้นจ้าต้องเร่งรีบตรวจสอบจับตา
มองคนผู้นี้”
” คาดว่าใครหลายคนที่ได้แลเห็นฝีมือเขาแล้ว ไม่รู้
ว่าเขาจะคาราวะผู้ใดเป็นอาจารย์แล้วหรือยัง? แล้ว
เขาจะเต็มใจคาราวะข้าเป็นอาจารย์หรือเปล่านะ?”
ท่ามกลางสายตา ของผู้ชมที่จับจ้องจากทั่วทุก
สารทิศ บัดนี้ อู่ อวี้ ได้แสดงฝีมือปลดปล่อยศักยภาพ
ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกผู้คน ส่งผลให้
บัดนี้เขาได้ดึงดูดสายตาแลถูกจับจ้องจากผู้อาวุโสวิถี
กระบี่ผู้ซึ่งมาจากเขาซูซันจ้านวนมาก
ภายในเขาซูซันแห่งนี้ มีเหล่าผู้เปี่ยมล้นไปด้วย
พรสวรรค์อยู่ไม่น้อยที่ยังคงถูกละเลยกลบฝังอยู่
เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเหล่านี้ ได้แสดงความโดดเด่น
ออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ก็จะถูกจับจ้องสังเกตด้วย
ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน
” ต่อให้ในวันนี้ อู่ อวี้ ได้พ่ายแพ้ แต่เด็กหนุ่มผู้นี้ก็
ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถึงระดับของเขาจะยังไม่สูง แต่มี
โอกาสมากทีเดียวที่อนาคตของเขา จะรุ่งโรจน์สดใส
อย่างไร้ขีดจ้ากัด”
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ย่อมไม่ได้ยินบทสนทนา พร้อมกับ
การวิเคราะห์อันเร่าร้อนเหล่านี้ เขาเพียงแค่ขบคิด
เกี่ยวกับการเดิมพันในวันนี้ หากการประลองในครั้งนี้
เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ปราชัย คงเสมือนดั่งว่าโชคชะตา
ก้าลังเล่นตลกต่อเขา และ เขาคือผู้ควบคุมชะตา
กรรมด้วยมือของตนเอง
” ข้าเองก็ปรารถนาที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังเลื่องลือ
ภายในเขาซูซันเพียงชั่วข้ามคืน!”
ภายในจิตใจของเขายามนี้ ก้าลังเปล่งเสียงร้อง
ค้ารามออกอย่างกึกก้อง เสียงค้ารามนั้นทะลุทะลวง
ไปถึงจิตวิญญาณของเขา ปลดปล่อยขจรขจายไปทั่ว
ทั้งสวรรค์ปฐพี มันคือจิตวิญญาณของเขา จิต
วิญญาณแห่งการต่อสู้!
ย่า!!!!
เมื่อเพลงกระบี่มังกรวารี ถูกท้าลายลงในชั่วพริบตา
โดย อู่ อวี้ สีหน้าของ หลี่ ชางห่าย ไม่ได้
เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด บัดนี้ห้วงสมุทรอันล้าลึก
ปรากฏเป็นกระบี่พลิกสมุทรขึ้นในมือของเขาอีกครั้ง
ดวงตาของเขาเยือกเย็นลง ขณะนั้นเองมืออีกข้าง
หนึ่งของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลง กระบี่พลิกสมุทร
ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน จ้าแลงร่างกายเป็นมังกร
วารี 2 ตน ม้วนขดเป็นเกลียวหมุนเลื้อยเวียนวนอยู่
รอบตัวของเขา ภายใต้การควบคุมนี้ มังกรวารีได้
แผดเสียงกรีดร้องค้ารามดังกึกก้อง ส่งผลให้ห้วง
มหาสมุทรบังเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
อู่ อวี้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่ายามนี้ มังกรวารีทั้งสอง
พุ่งทะยานออกมาจากห้วงมหาสมุทร หมายมาด
สังหารเขา!
ในยามนี้ โลหิตภายในหัวใจของเขาสูบฉีดเดือด
พล่านอย่างสุดขีด บัดนี้ในมือทั้งสองข้างของเขาได้
ถือจับกระบี่ไว้ ข้างหนึ่งถือกระบี่ทองค้าเนตรเทวะ
ส่วนมืออีกข้างถือกระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี เปลวเพลิง
ลุกโชติช่วงท่วม กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี ฉับพลันเปลว
เพลิงเจ็ดสีก็ลุกทะยานโชติช่วง ม้วนกวาดผ่านเข้า
ปกคลุมทั่วทั้งร่างกายของ อู่ อวี้ เปลวอัคคีกระจาย
ตัวออก เผาผลาญให้ปรากฏเป็นรอยโหว่ขึ้นบางส่วน
ในห้วงทะเลลึก
“ร่างจ้าแลงเซียนวานร!!”
ปรากฏเป็นเสียงแตกหักดังก้องกังวาลขึ้น!
ท่ามกลางสายตาของผู้แข็งแกร่งมากมายไ ด้จ้อง
มองเพลิงเทวะเจ็ดสี ภาพที่เห็นคือร่างของ อู่ อวี้
ขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นวานรสีทองร่างยักษ์ ซึ่งมี
พลังท่วมท้นอย่างหาใดเปรียบ ปล่อยอ้านาจพลังแห่ง
กายเนื้ออันแข็งแกร่ง อีกทั้งทั่วทั้งร่างทุกสัดส่วนใน
ร่างกาย ยังคงทวีเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่
หยุดยั้ง
“นี่มัน… โลหิตบรรพกาลหวนคืน! คนผู้นี้ช่างน่า
อัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง! เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินเรื่องราว
ของคนผู้นี้มาก่อน”
“หลังจากย้อนคืนสายโลหิตของบรรพบุรุษ ความ
แข็งแกร่งทางกายของเขาจะเพิ่มพูนขึ้นสูงขึ้น
มหาศาล”
ขณะที่ฝูงชนก้าลังพูดคุยกันอยู่นั้น ล้าแขนของ
อู่ อวี้ ซึ่งปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีทอง ก็ขยายใหญ่ขึ้น
ยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากเวลานี้ เขาได้ปลดปล่อยเคล็ด
ระเบิดพลังคลั่งออกมาถึงขีดสุด หลังจากใช้งานมัน
ปราณชีวิตจะสร้างความเสียหายให้กับกายเนื้อเขา
เล็กน้อย ปลดปล่อยพลังอ้านาจของ 72 รูปแบบ
อิทธิฤทธิ์
แปลงกาย เพิ่มพูนระเบิดพลังอ้านาจคลั่ง!
ฉับพลันพลังอ้านาจจากกายเนื้อของเขา ก็ทะยาน
พวยพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
โฮกกกกก!!!!
ทันใดนั้นเอง อู่ อวี้ ก็แผดเสียงค้ารามลั่น พร้อมกับ
พุ่งทะยานเข้าไปราวกับกระสุนปืนใหญ่ ปะทะเข้ากับ
มังกรทั้งสอง
ใบมีดอัคคี ตวัดฟันเข้าใส่เทพมังกรอย่างบ้าคลั่ง!
ราวกับปาฏิหาริย์ ศีรษะของสองเทพมังกรได้ถูกคม
กระบี่ฟันเข้าอย่างจัง อู่ อวี้ แหวกฝ่าบุกทะลวง พวย
พุ่งเข้าไปเบื้องหน้าอย่างรุนแรงดุดัน เฉกเช่นดั่งก้าลัง
ฟันผ่าล้าไผ่ เพียงชั่วพริบตา กระบี่เพลิงเทวะเจ็ดสี
ก็บดขยี้เทพมังกรทั้งสองเป็นชิ้น ๆ ชั่วอึดใจนั้นเอง
เพลิงเทวะเจ็ดสีก็เข้าห่อหุ้มร่างกายของ หลี่ ชางห่าย
“ท้าลาย!”
การป้องกันของฝ่ายตรงข้ามนั้น จัดได้ว่าแข็งแกร่ง
มาก ดังนั้น อู่ อวี้ จึงปลดปล่อยพลังอ้านาจของเคล็ด
ระเบิดพลังคลั่งออกมาถึงขีดสุด พร้อมกับโจมตีอัด
กระแทกเข้าใส่ร่างกายของคู่ต่อสู้ เพียงชั่วพริบตา
เปลวเพลิงได้พวยพุ่งอัดกระแทกเข้าปกคลุมร่างของ
เขา และเพราะพลังอันมหาศาลของ อู่ อวี้ ส่งผลให้
ร่างของเขากระเด็นหลุดลอยออกสู่ด้านนอกสนาม
ประลอง พร้อมกับกระอักโลหิตออกมาค้าโต
เมื่อร่างกายของ หลี่ ชางห่าย กลับคืนสู่สภาพปกติ
ท้าให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บนร่างกาย
ของเขายังคงมีเพลิงลุกไหม้ท่วมอยู่ อีกทั้งใบหน้ายัง
ซีดเผือด
เมื่อ อู่ อวี้ สลายเป็นไฟที่ลุกโชนอยู่บนร่างของ
หลี่ ชางห่าย เขาจึงมองไปยัง อู่ อวี้ อีกคราด้วยแวว
ตาอันตื่นตะลึง
หลี่ ชางห่าย ไม่ทราบว่าตนเองนั้นพ่ายแพ้ให้กับ
อู่ อวี้ ได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บ
ร้ายแรง แต่ปัญหาก็คือยามนี้เขากระเด็นออกจาก
เขตการประลอง ซึ่งตามกฎ เขาคือฝ่ายที่พ่ายแพ้
ตัวของเขาคือผู้มีชื่ออยู่บน รายนามหมื่นเซียนกระบี่
แน่นอนว่าย่อมเข้าใจกฎนี้เป็นอย่างดี
หลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บ ก็ส่งผลให้เขตแดนห้วง
สมุทรอันกว้างใหญ่สูญเสียการควบคุม สุดท้ายก็
พังทลายลงกลับสู่รูปแบบมุกก่อก้าเกิดสมุทร หวน
ย้อนกลับคืนมาอยู่ในมือของเขา หลงเหลือ อู่ อวี้
เพียงผู้เดียว ที่ยังคงยืนอยู่ในสนาม
อู่ อวี้ เปลี่ยนจากร่างจ้าแลงเซียนวานร กลับคืนสู่
รูปแบบมนุษย์ อาภรณ์ของเขาได้ฉีกขาดจากการ
จ้าแลงร่าง ฉะนั้นในยามนี้จึงเหลือเพียงกางเกงแค่
ตัวเดียว บุรุษหนุ่มยืนเปลือยกาย อยู่ท่ามกลาง
แสงตะวัน ทั่วทั้งร่างเปล่งประกายแสงสีทองวิบวับ
ผิวกายดุจดั่งอัญมณีทองค้า งดงามชวนจับจ้อง
ดวงเนตรคู่นั้นเสมือนดั่งดวงตะวันอันร้อนแรง
ทอดมองกวาดผ่านไปทั่วสวรรค์แลปฐพี แผ่นหลัง
ของเขาปรากฏสัญลักษณ์ ‘卍’ ( สวัสดิกะ) ส่อง
สว่างแสงสีทองเจิดจ้า ดึงดูดความสนใจจากทุกผู้คน
ให้จับจ้องมายังตัวเขา
หลายปีผ่านไป ผู้คนก็ยังคงมิอาจลืมเลือนเหตุการณ์
ในวันนี้ได้ เด็กหนุ่ม นาม อู่ อวี้ ได้เข้าร่วมการต่อสู้
อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเขาซูซันนี้ ซึ่งท้าให้ทุก
ผู้คนไม่อาจลืมเลือนความกล้าหาญ และ ภาพของ
สัญลักษณ์สวัสดิกะ ส่องประกายแสงสีทองเจิดจ้าอยู่
บนแผ่นหลังนั้นได้ มันคือสัญลักษณ์ที่ชวนให้สั่น
สะท้านไปจนถึงจิตวิญญาณ
”ขอบคุณที่ออมมือ” อู่ อวี้ เก็บกระบี่ พร้อมกับ
ประสานมือคารวะ ด้วยเสียงดังก้องกังวาน ไปทั่วทั้ง
สวรรค์แลปฐพี
ถึงแม้ว่าในยามนี้ ในสนามประลองอื่น ๆ จะมีการ
ต่อสู้อยู่มากมาย แต่ผู้คนก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับ
สนามประลองเหล่านั้นสักเท่าใดนัก เนื่องจากใน
ชั่วอึดใจที่การต่อสู้ของ อู่ อวี้ ได้ดึงดูดสายตาของ
ผู้คนให้ตราตรึงจดจ่ออยู่ที่สนามประลองนี้
รวมถึงสายตาที่จับจ้องลงมาจากฟากฟ้าด้วย
สาวกกระบี่ขั้นปฐพี ซึ่งเป็นกรรมการตัดสินการ
ประลองในครั้งนี้ ยังคงยืนตกตะลึงนิ่งค้างอย่างไม่
อยากจะเชื่อ จนกระทั่ง อู่ อวี้ กล่าวค้าว่า ขอบคุณที่
ออมมือ ออกมา เขาจึงได้สติแล้วกลับมาประกาศผล
การประลอง”การประลองในครั้งนี้ อู่ อวี้ คือผู้ชนะ
ใส่ชื่อลงสู่ รายนามหมื่นเซียนกระบี่ แทนที่ต้าแหน่ง
ของ หลี่ ชางห่าย บัดนี้ หลี่ ชางห่าย มีรายชื่ออยู่ใน
ท้ายตารางรายนาม”
ผลที่ได้ คือส้าเร็จลุล่วง
เมื่อนั้น อู่ อวี้ ก็ยิ้มขึ้นอย่างโล่งใจ จนถึงตอนนี้ เขา
คิดเพียงว่า มีผู้คนมากมายเท่าใดที่ให้ความสนใจกับ
เขา เมื่อลองกวาดสายตามองดูรอบ ๆ เขาก็รู้สึก
สังหรณ์ใจว่า ผู้คนที่ให้ความสนใจต่อตัวเขาในวันนี้
มากมายเสียยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้ ถึงแม้จะ
มองไม่เห็นก็ตาม แต่เขาสัมผัสได้ถึงสายตาอันลุกโชน
นับไม่ถ้วน ที่ก้าลังจับจ้องมายังเขา บัดนี้เขายืนอยู่
ท่ามกลางฝูงชน พร้อมกับถูกกล่าวขวัญถึงด้วยความ
อิจฉาริษยา…
อาจกล่าวได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ ยังคงตื่นเต้นกับ
ปาฏิหาริย์ที่เขาส้าแดงขึ้นในช่วงเวลาสุดท้าย มันได้
สั่นสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาอย่าง
รุนแรง ด้วยเพราะชัยชนะของเขาในครั้งนี้ มันช่างน่า
เหลือเชื่อ แน่นอนว่านับจากนี้เขาจะกลายเป็นผู้มี
ชื่อเสียง แม้กระทั่งผู้คนที่อยู่ในอาณาเขตกระบี่
สามัญ ก็จะรู้จักชื่อเสียงของเขานับตั้งแต่บัดนี้!
ความรู้สึกแห่งเกียรติยศ ช่างวิเศษยิ่งนัก!
แน่นอนว่านี้คือการตอบโต้ครั้งใหญ่ที่ อู่ อวี้ ได้ท้า
กับ จาง ฝูถู เขามองไปทาง จาง ฝูถู ก็พบว่าบัดนี้มัน
ก้าลังก้าหมัดของตนเองแน่น ด้วยใบหน้าซีดเผือด
อีกทั้งยังมีผู้คนนับไม่ถ้วนซึ่งคิดว่าตัวเขาจะถูกบดขยี้
แล้วพ่ายแพ้ไป ท้าให้ผู้คนเหล่านั้นไม่กล้าแม้แต่จะ
แหงนหน้ามองเขา เมื่อ อู่ อวี้ หันไปมองยังทิศทาง
ของพวกเขาเหล่านั้นก็ท้าได้เพียงก้มหน้าลงเท่านั้น
ราวกับ อู่ อวี้ คือแสงสว่างอันเจิดจ้าที่สะกดข่ม
พวกเขาเอาไว้
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ย่อมรู้เรื่องนี้ดี เพราะการกระท้า
อันบ้าบิ่นก่อนหน้านี้ ตนจึงถูกมองเป็นเพียงแค่
ก้อนเนื้อที่รอคีบเข้าปากเท่านั้น
แต่ตอนนี้ก้อนเนื้อชิ้นนั้นกลับโบยบินทะยานขึ้นสู่
ท้องฟ้าเสียแล้ว
“ จาง ฝูถู นับจากนี้ไป เจ้าจะไม่สามารถควบคุมข้า
ได้อีก” นัยน์ตาของ อู่ อวี้ เต็มไปด้วยความไม่แยแส
เขารู้ว่านับจากนี้ จาง ฝูถู จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
บัดนี้เขาก้าลังได้ยิน บทสนทนามากมายดังอื้ออึง
ขึ้นมาจากรอบทิศทาง
“ผู้เยาว์นามว่า อู่ อวี้ ผู้นี้ ช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์อย่าง
หาตัวจับได้ยากอย่างยิ่ง ถึงแม้ข้าจะอยู่ในเขาซูซัน
แต่เขาก็คืออัจฉริยะ หนึ่งในหมื่น! ด้วยสิ่งที่เขา
กระท้าในวันนี้ ข้ายืนยันได้เลยว่าอนาคตของเขาจะ
รุ่งโรจน์ ชัชวาลไร้สิ้นสุดอย่างแน่แท้!”
“ ข้าคิดว่าในยามนี้ คงมีสาวกมหาวงจรสี่วิถีกระบี่
ระดับโลกาที่หลบซ่อนตัวอยู่ ก้าลังจับจตามองเขาอยู่
เป็นแน่ หรือไม่ก็อาจเป็นสาวกมหาวงจรสี่วิถีกระบี่
ระดับสวรรค์เลยก็ได้ เนื่องจากว่าเขาสามารถ
เอาชนะศิษย์ของสาวกขั้นกระบี่โลกาได้ เช่นนั้น
เจ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง เซิน ซิงหยู๋?”
“เท่าที่ข้ารู้ อู่ อวี้ ผู้นี้ถูกสาวกระดับกระบี่ปฐพีนาม
ว่า จาง ฝูถู เป็นผู้พาตัวกลับมา เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่
นิกายมาได้ยังไม่ถึงปี เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเป็นศิษย์
ของ จาง ฝูถู”
“ผู้ใดคือ จาง ฝูถู? เป็นเพียงแค่สาวกขั้นกระบี่ปฐพี
แต่หาญกล้ารับศิษย์?”
เมื่อได้ยินค้ากล่าวสุดท้าย อู่ อวี้ ก็มั่นใจว่าตนได้ท้า
ส้าเร็จแล้ว
ทันใดนั้นเอง เขาก็แลเห็นแสงประดุจดั่ง ดวงดารา
ประกายพร่างพรายร่อนลงมาจากท้องนภา พร้อม
กับเงาร่างของคนผู้หนึ่ง
…………………………………….…………….
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ