กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 236 วังกระบี่วิญญาณ
เมื่อ เฉิน ชิงหยู๋ กล่าวประโยคนั้นออกมา นางก็ชี้ขึ้น
ไปยังดวงดาราบนฟากฟ้า การกระทำนี้ได้ทำให้ผู้คน
ซึ่งกำลังพูดคุยกันเสียงดังอื้ออึง ได้เงียบสงบลง
ในทันที
ในยามนี้ทุกผู้คนกำลังจับตาเฝ้าดู อู่ อวี้ กับ
เฉิน ชิงหยู๋ อย่างใจจดจ่อ แม้กระทั่งผู้คนจำนวนมาก
ที่ยังคงอยู่ในการประลอง ถึงผู้ที่มีชื่ออยู่ใน รายนาม
หมื่นเซียนกระบี่
ผู้ฝึกตนนับแสนคน เกือบทั้งหมดนี้อยู่ในระดับ
มหาวิถีสร้างแกนนภา ต่างพากันจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วย
สายตาริษยาไม่อยากจะเชื่อ
สิ่งที่ เฉิน ชิงหยู๋ กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่าง
แท้จริง
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นช่างกระทันหัน อู่ อวี้ จึงไม่อาจ
ตอบสนองได้ทัน เขาคิดว่า เฉิน ชิงหยู๋ กำลัง
หยอกล้อตนเองเล่น ฉะนั้นเขาจึงตอบกลับไปอย่าง
รวดเร็ว” พี่สาวเฉิน ท่านกำลังหยอกล้อข้าแล้ว ข้า
…”
เขายังไม่ทันจะได้กล่าวเสร็จสิ้น เฉิน ชิงหยู๋ ก็เอ่ย
ขัดจังหวะเขาขึ้นมาว่า” พี่สาวไม่ได้แค่หยอกล้อเจ้า
ผู้ที่อยู่ข้างบนนั้นยังไม่เคยรับศิษย์คนใด แต่เขาสนใจ
ในตัวเจ้า เจ้ารู้หรือไม่ข้ากำลังกล่าวถึงผู้ใดอยู่ ?”
นางยังคงชี้ขึ้นไปยังดวงดาราบนฟากฟ้า แน่นอนว่า
อู่ อวี้ ย่อมรู้ว่านางกำลังกล่าวถึงผู้ใด แต่เพราะเขา
รู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อเกินไป อู่ อวี้ กล่าวตอบว่า
“พี่สาวเฉินอย่าหยอกล้อข้าเล่นเช่นนี้ ตัวตนของข้า
นั้นเล็กจ้อย มีน้ำหนักไม่ถึงสองชั่งด้วยซ้ำ เรื่องนี้
เป็นไปไม่ได้เลย”
คนผู้นี้คือจอมกระบี่ชิงเหอ นามว่า ‘เฉิน ชิงเหยา’
เป็นผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศด้วยอายุเพียง 40 ปี เท่านั้น
แม้แต่บนยอดเขาซูซันเอง เขาก็เป็นหนึ่งในผู้มี
ชื่อเสียงอย่างยิ่ง และไม่แน่ว่าเขาอาจจะเป็นศิษย์
แห่ง 7 เซียนซูซันอีกด้วย หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ถ้า
เขาเกิดรับข้าเป็นศิษย์ขึ้นมา ไม่ใช่ว่าข้าจะกลายเป็น
ศิษย์ของ 7 เซียนซูซันอีกทีอย่างนั้นรึ ?
หาก เฟิง ซัวหยา ล่วงรู้เรื่องนี้ คาดว่าเขาคงจะเป็น
ลมล้มพับเป็นแน่แท้
เพียงแค่กำจัด จาง ฝูถู เขาก็ได้พบกับ เฉิน ชิงเหยา
ซึ่งความห่างชั้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง เรียกได้ว่า
ใหญ่หลวงจนเกินไป
อู่ อวี้ กวาดสายตามอง ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ก็มีสภาพไม่
ต่างอะไรจากเขา ด้วยเพราะคิดว่า เฉิน ชิงหยู๋ กำลัง
เย้าหยอก อู่ อวี้ เพียงเล่น ๆ เท่านั้น อย่างไรด็ตาม
ด้วยความแข็งแกร่งของ เฉิน ชิงเหยา ที่ก้าวกระโดด
รุดหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ยามนี้ เขาต้องทุ่มเท
เตรียมพร้อมที่จะทะลวงเข้าสู่อาณาจักรต่อไป
แน่นอนว่าเขาย่อมไม่สามารถปรากฎมาในช่วงเวลานี้
แน่ อีกทั้งด้วยนิสัยจาก ‘เต๋าแห่งความลุ่มหลง’ ของ
เฉิน ชิงเหยา ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมีเวลาให้คำ
ชี้แนะแก่ศิษย์ของตน
เมื่อมองไปทาง จาง ฝูถู ภายในดวงตาของเขา
ประดุจดั่งผู้ที่ตายแล้ว
ในเวลานี้ ทุกผู้คนต่างได้ยินเสียงหัวเราะ แลร้อยยิ้ม
อันแผ่วเบาอ่อนละมุนของ เฉิน ชิงหยู๋ รอยยิ้มของ
นางนั้นประดุจดั่งมวลหมู่บุปผาแลดวงจันทรา ยาม
เมื่อนางหัวเราะมันช่างสวยงามจนสุดจะพรรณนา
รอยยิ้มนี้สามารถทำให้หัวใจของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
ต้องบ้าคลั่งเพราะความหลงใหลได้
ทุกผู้คนต่างจับจ้องไปที่นาง อย่างคาดคั้นเฝ้ารอ
คำตอบ
บางทีหลายคนอาจอยากได้ยินคำตอบ ว่าสิ่งที่นางได้
กล่าวออกมานั้นเป็นเพียงแค่เรื่องหยอกเย้ากันเล่น
แม้แต่รายชื่อสิบอันดับที่อยู่ด้านบนใน รายนามหมื่น
เซียนกระบี่ ล้วนปรารถนาที่จะได้เป็นศิษย์ของ เฉิน
ชิงเหยา แน่นอนว่าอาจารย์ของพวกเขา ส่วนใหญ่
แล้วล้วนเป็นสาวกขั้นกระบี่สวรรค์ แต่ทว่าอายุ
โดยทั่วไปของสาวกขั้นกระบี่สวรรค์ อยู่ที่ประมาณ
100 ปี เมื่อนำมาเทียบกับ เฉิน ชิงเหยา ย่อม
แตกต่างกันอยู่มาก
เมื่อ เฉิน ชิงหยู๋ หัวเราะเสร็จสิ้น นางก็กล่าวด้วย
น้ำเสียงอ่อนหวานขึ้นว่า” สิ่งที่ข้ากล่าว อาจกล่าวได้
ว่าเป็นเท็จ แต่ก็เป็นความจริงด้วยเช่นกัน”
นางกำลังหมายความว่าเช่นไร?
ทุกผู้คนต่างแสดงสีหน้าเหลอหลางุนงง จากนั้น
เฉิน ชิงหยู๋ กล่าวขึ้นว่า” ความจริงก็คือ คนผู้นั้น
ตั้งใจจะรับเจ้าเป็นศิษย์ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เนื่องจาก
อยากจะดูความรุดหน้าที่เกิดขึ้นกับเจ้าในอนาคตว่า
จะมีมากเพียงใดสักระยะ เมื่อถึงระดับที่เขาพึงพอใจ
ก็มีโอกาสที่เขาจะรับเจ้าเป็นศิษย์ หากในอนาคตเจ้า
มีเพียงศักยภาพอันสามัญ ก็คงน่าเศร้าทีเดียว”
สิ่งที่เกิดขึ้นมันคือให้โอกาส
แน่นอนถึงแม้เพียงแค่ให้โอกาส แต่ว่ามันย่อมดีกว่า
การเป็นศิษย์ของ เฉิน ชิงหยู๋ หรือ สาวกขั้นโลกา
คนอื่น ๆ มากนัก อย่างน้อยความสัมพันธ์อัน
ละเอียดอ่อนระหว่าง อู่ อวี้ กับ เฉิน ชิงเหยา นั้น
มันก็มากพอที่จะทำให้ อู่ อวี้ มีชื่อเสียงในนิกายเซียน
ซูซัน!
เพียงแค่ชื่อของ เฉิน ชิงเหยา ก็สร้างความ
สั่นสะเทือนไปทั้งเขาซูซัน แล้วยิ่งในยามนี้ อู่ อวี้
เปรียบเสมือนเป็นดั่งศิษย์ของเขา เกรงว่าจะยิ่งดึงดูด
เหล่าสาวกขั้นต่าง ๆ ในเทวาทมิฬพิภพอำพัน
มากมายเข้ามา พวกเขาเหล่านี้จะเฝ้าจับตา ศึกษา
เรียนรู้ และไตร่ตรองเรื่องของ อู่ อวี้ อย่างไม่สิ้นสุด
“ เรื่องระยะเวลานั้นพี่สาวอย่างข้าไม่อาจบอกได้
ว่ามันจะนานสักเท่าใด พี่ชายของข้าเป็นคนค่อนข้าง
แปลก ไม่มีผู้ใดคาดเดาความคิดของเขาได้ การที่เขา
ให้ความสนใจต่อเจ้าในครั้งนี้ แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่
คาดคิดเช่นกัน หากเจ้ายังคงหมั่นสร้างผลงาน มุ่งมั่น
พากเพียรต่อไป บางทีชีวิตของเจ้าอาจจะแปรเปลี่ยน
ส่วนคนอื่น ๆ …”
นางกวาดสายตามองโดยรอบ แล้วกล่าวขึ้นว่า”
นับตั้งแต่บัดนี้ หากยังไม่ได้ข้อสรุปจากพี่ชายของข้า
ห้ามไม่ให้ผู้ใดรับ อู่ อวี้ เป็นศิษย์ จนกว่าพี่ชายของ
ข้าจะบอกว่าไม่สนใจในตัวของ อู่ อวี้ แล้ว เข้าใจกัน
หรือไม่ ?”
ทุกคนต่างล่วงรู้ดีว่า คงไม่มีผู้ใดหาญกล้าฉกชิงรับเขา
เป็นศิษย์ ตัดหน้า เฉิน ชิงเหยา …
ในช่วงเวลานี้ ทุก ๆ สายตาของผู้คนที่กำลังจับจ้อง
มอง อู่ อวี้ ได้แปรเปลี่ยนไป
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ได้ยินเสียงสนทนาพูดคุยแสดง
ความคิดเห็นต่าง ๆ มากมาย
“ ผลงานของ อู่ อวี้ ก็ไม่ได้นับว่าโดดเด่นดีเด่อะไร
เพียงแค่มีฝีมือเหนือกว่าศิษย์ของ เฉิน ชิงหยู๋ เพียง
เท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด ที่สาวกขั้นกระบี่
โลกากำลังเฝ้าจับตาดูหมายมาดรับเขาเป็นศิษย์
อย่างไรก็ตามถ้าสาวกในขั้นกระบี่สวรรค์ สักผู้หนึ่ง
แลเห็นเห็นเขา รู้สึกว่าฝีมือของเขานั้นเข้าตา ก็นับว่า
เป็นโชควาสนาของเขาอย่างยิ่ง แต่ว่าด้วยการแสดง
ฝีมือในครั้งนี้ กลับสามาถดึงดูดความสนใจของจอม
กระบี่ชิงเหอ!”
“ เท่าที่ข้ารู้ รายนามหมื่นเซียนกระบี่ มีเด็กหนุ่ม
อ่อนเยาว์กว่า อู่ อวี้ อีกทั้งยังมีระดับการฝึกตนที่สูง
กว่า ทั้งยังมีความแข็งแกร่งอยู่ในขั้นสร้างแกนนภา
ระดับ 5! อย่างไรก็ตามด้วยอายุอานามของ อู่ อวี้
และ การเอาชัยเหนือ หลี่ ชางห่าย ด้วยศักยภาพ
และพรสวรรค์ของเขา ถือเป็นเพียงอัจฉริยะอันดับ 2
เท่านั้น”
“ ฉะนั้นการที่ จอมกระบี่ชิงเหอ ให้ความสนใจใน
ตัวเขา ถือเป็นเรื่องผิดพลาดเช่นนั้นหรือ …”
“ ไม่ต้องกังวลใจไป ถึงแม้ จอมกระบี่ชิงเหอ จะเฝ้า
จับตาดูเขาอยู่ แต่ก็ยังมีเหล่าอัจฉริยะชั้นเลิศ
มากมายนับไม่ถ้วน ที่อยากเป็นศิษย์ของ จอมกระบี่
ชิงเหอ นี่อาจเป็นเพียงการให้ความสนใจแบบส่ง ๆ
บางทีอีกไม่กี่วัน จอมกระบี่ชิงเหอ อาจจะลืมเลือน
เขาไปแล้วก็ได้”
ดูเหมือนว่าในยามนี้ ทัศนคติของผู้คนเริ่มจะไม่ดีมาก
ขึ้นเรื่อย ๆ
ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ ตระหนักถึงเรื่องนี้อย่าง
ชัดเจน การแสดงศักยภาพของเขาในวันนี้ และเมื่อ
นำมาเปรียบเทียบกับอายุอานามด้วยแล้ว การที่มี
รายชื่ออยู่ใน รายนามหมื่นกระบี่ นับว่าไม่เลวทีเดียว
นอกจากนี้ยังทำให้สาวกขั้นกระบี่โลกาหลายคน
สนใจในตัวเขา หรือแม้กระทั่ง จอมกระบี่ชิงเหอ ก็
ยังให้ความสนใจในตัวของเขา แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้
ได้เพิ่มโอกาสให้กับเขาในทันที แต่จะกล่าวว่ามันเป็น
ที่ดีหรือไม่ดีนั้น เขาก็ไม่ทราบเช่นกัน
อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะแหงนมองดวงดาราบนฟากฟ้า
เขาไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก ว่านี่คือความหยิ่งทะนง
อันไร้สิ้นสุดหรืออย่างไร? ท้ายสุดแล้วคนผู้นั้นกำลัง
คิดอะไรอยู่กันแน่ คน ๆ นี้ จะเป็นเช่นดั่งอาจารย์
ของเขา เฟิง ซัวหยา หรือเป็นดั่ง จาง ฝูถู …
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงไม่มีทางคาดเดาความคิดของเขาได้
“เอาล่ะ กลับไปบ่มเพาะยกระดับตนเอง เพื่อเตรียม
ตัวต่อสู้ในครั้งต่อไป จงแสดงฝีมือให้ทึ่งตะลึงยิ่งกว่า
เก่า อย่าให้ผู้อื่นสามารถมาเคลือบแคลงสงสัยในตัว
พี่ชายของข้าได้ ว่าท่านมีวิสัยทัศน์คับแคบ”
“ขอรับ”
อู่ อวี้ ไตร่ตรองว่าควรระงับสติอารมณ์ของตนเองให้
สงบนิ่งลง แล้วมุ่งมั่นไปที่เรื่องนี้
ดังนั้นเขาจึงกล่าวลา เฉิน ชิงหยู๋ ด้วยน้ำเสียงนอบ
น้อม แล้วเขาก็ค่อย ๆ เดินจากไป ผสมผสาน
กลมกลืนเข้ากับฝูงชน ถึงแม้เขาจะทำตัวกลมกลืน
เข้ากับฝูงชน แต่ว่าตัวของเขาก็ยังคงกลายเป็น
จุดเด่นอยู่วันยังค่ำ นับจากนี้เขาจะกลายเป็นที่เฝ้า
จับตามองของทุกผู้คน หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่วัน
นามของ อู่ อวี้ ก็ขจรขจายเป็นที่รู้จักของผู้คน ไปทั่ว
ทั้งอาณาเขตกระบี่สามัญ หรือแม้กระทั่งผู้คน
มากมายที่อยู่บนเขาซูซันด้วย
“ เหว่ยเอ๋อ”
เขาพยายามกวาดส่ายสายตา มองหาสถานที่ ๆ ผู้คน
ไม่พลุกพล่านเบาบาง ในที่สุด อู่ อวี้ ก็พบ
หนานกง เหว่ย ในขณะที่นางกำลังหลบซ่อนตัวอยู่
“พี่ชาย … ข้าได้ยินข่าวแล้ว ข้าขอแสดงความยินดี
กับท่านด้วย หาก เฉิน ชิงเหยา ปรารถนารับท่าน
เป็นศิษย์ ในภายภาคหน้าชื่อเสียงของท่านจะต้อง
เลื่องลือไปทั่วทั้ง ทวีปเทพตงเสิ้ง เป็นแน่…”
ดูเหมือนว่า หนานกง เหว่ย จะตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่า
อู่ อวี้ เสียอีก นางกระโดดโลดอย่างร่าเริงกระโดด
ร่าเริง พุ่งกระโจนเข้าหา อู่ อวี้
ในโลกแห่งการฝึกตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใน
นิกายเซียนซูซัน การคารวะศิษย์อาจารย์นั้นมี
ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่ว่าจะเป็น เทวาทมิฬ
พิภพอำพัน ซึ่งเป็นลำดับขั้นทั้งหมดทั้งปวงแห่ง
มหาวงจรสี่วิถีกระบี่ และ สาวกอาณาเขตกระบี่
สามัญ ต่างให้ความสำคัญกับการจัดลำดับขั้นนี้อย่าง
เข้มงวด เนื่องจากมันเกี่ยวโยงกับการถ่ายทอดมรดก
และ ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น แม้แต่ผู้อยู่ใน
ระดับสูงของเขาซูซัน การจะให้คำชี้แนะยอมรับผู้ใด
เป็นศิษย์ในเทวะทมิฬพิภพอำพัน พวกเขายังต้อง
ควานหาผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง หรือแม้กระทั่ง
ในหลาย ๆ ครั้งจะมีการจัดแบ่ง และ นำเหล่าสาวก
ในมหาวงจร 4 วิถีกระบี่มาเปรียบเทียบกัน หาก
สาวกของคนผู้นั้นมีแนวทางการฝึกตนที่ไม่เลว
ก็อาจจะได้รับแต้มความสำเร็จมหาศาลเลยก็ได้
“ ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ข้ายังขบคิดอะไรไม่
ออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ อีกทั้งยังไม่มีอะไรยืนยันในคำพูด
นั้นได้ จงอย่าตื่นเต้นยินดีจนเกินเหตุ สงบจิตใจของ
ตนลงก่อน” แม้ว่าภายในจิตใจ อู่ อวี้ จะยังรู้สึก
ตื่นเต้น แต่เขาก็ไม่ได้ลูกหลงมัวเมาไปความสำเร็จ
ยินดีนั้น
“อืม… เท่าที่ข้ารู้ปกติ เฉิน ชิงเหยา จะเป็นคนสุขุม
เยือกเย็นอย่างยิ่ง แต่เขาเป็นคนดีมีน้ำใจ อีกทั้งยังมี
ความรับผิดชอบสูงส่ง แม้จะดูเย็นชาเล็กน้อย แต่
นับว่ายังดีกว่า จาง ฝูถู มากนัก” หนานกง เหว่ย
กล่าวอย่างจริงจัง
หนานกง เหว่ย ไม่ได้โป้ปดหลอกลวงเขาแต่อย่างใด
ดูเหมือนนางจะคุ้นเคยกับ เฉิน ชิงเหยา อย่างยิ่ง
เมื่อฟังสิ่งที่นางกล่าวออกมาก็ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเบาใจ
ขึ้นมาก
“ จาง ฝูถู ไม่ได้อยู่ในวัยหนุ่มสาวแล้ว เขาเป็นเพียง
แค่ศิษย์ขั้นกระบี่ปฐพี ศักดิ์ฐานะภายในเขาซูซันของ
เขาไม่ได้สูงส่งอันใด แต่กลับละโมบอยากได้ในสิ่งที่
ข้ามี นอกจากนี้สิ่งที่เรียกว่า ‘เต๋าแห่งความลุ่มหลง’
ซึ่งถือเป็นความรู้แจ้งในเต๋าอย่างหนึ่งของ เฉิน ชิง
เหยา ยังให้ความรู้สึกแลสัมผัสได้ถึงความภาคภูมิ
และ ความหยิ่งทะนงในจิตใจ ข้าคิดว่าเขาคงไม่เป็น
ดั่ง จาง ฝูถู อย่างแน่นอน”
เมื่อคิดอย่างเช่นนี้ จึงนับว่าเป็นโอกาสที่จะ
เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเอง
หลังจากนั้นเขาก็กล่าวกับ หนานกง เหว่ย ว่า”
ดูเหมือนว่าข้ามีโอกาสในการต่อสู้เพื่อบางสิ่ง
บางอย่าง เกรงว่าข้าคงจะต้องเร่งรีบบ่มเพาะฝึกฝน
แล้วเจ้าล่ะ?”
มือของ หนานกง เหว่ย เกี่ยวไปที่แขนของเขา แล้ว
กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานว่า” ไม่ว่าพี่ชายจะไปที่ใด
ข้าก็จะไปที่นั่น ยามนี้ระดับการฝึกตนของข้า ยังคง
ไล่หลังท่านอยู่ ข้าไม่อาจยอมรับได้! ฮึ่ม!”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เนื่องจากเขายังเป็นศิษย์ของ
วิหาร ฝูถู หากต้องมุ่งมั่นฝึกฝนบ่มเพาะ โดยทั่วไป
แล้วเขาจะต้องกลับไปยัง วิหารฝูถู ทว่าตัวเขาก็ไม่
ปรารถนาที่จะกลับไป แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่
สามารถไปยังวังกระบี่อื่น ๆ ได้ นอกจาก หนานกง
เหว่ย เขาก็ไม่มีสหายสนิทคนใดอีก
เขาครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้วกล่าวว่า”
ดูเหมือนจะมีอยู่แห่งหนึ่ง มันถูกเรียกว่า ‘วังกระบี่
วิญญาณ’ ที่นั่นอยู่ภายใน อาณาเขตกระบี่สามัญ อีก
ทั้งยังมีกลิ่นอายฟ้าดินสูงล้ำอย่างยิ่ง เป็นสถานที่มีไว้
สำหรับให้สาวกกระบี่ปฐพีใช้สำหรับฝึกฝนบ่มเพาะ
ซึ่งจะทำให้ก้าวรุดหน้าเป็นอย่างมาก เพียงแต่ต้อง
จ่าย 10 แต้มความสำเร็จต่อเดือน เช่นนั้นแล้วเราไป
ที่นี่กันเถอะ”
หนานกง เหว่ย ไร้ซึ่งความคิดเห็นใด ๆ
ถึงแม้ วังกระบี่วิญญาณ จะผลาญแต้มความสำเร็จ
แต่ก็ย่อมดีกว่าไม่มีที่แห่งใดให้ไป
หลังจากตัดสินใจ ทั้งสองใช้เวลาในการเดินทางอยู่
ประมาณ สองสามวัน ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงเขา
วังกระบี่วิญญาณ ซึ่งอยู่บริเวณตีนเขาของ เทือกเขา
ซูซัน วังกระบี่วิญญาณนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง หาก
มองจากตำแหน่งนี้จะสามารถแลเห็นอาณาเขต
กระบี่ปฐพี ซึ่งอยู่ภายในเทือกเขาซูซัน ดังนั้นวัง
กระบี่แห่งนี้จึงมีกลิ่นอายฟ้าดินนั้นหนาแน่นเกือบ
ครึ่งหนึ่งของ อาณาเขตกระบี่ปฐพี
เงยหน้าขึ้นมองจากตีนเขาด้านล่าง จะแลเห็นได้ว่า
วังกระบี่วิญญาณ ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกเซียน
ทั่วทั้งวังเป็นสีขาวสะอาดบริสุทธิ์เฉกเช่นเดียวกับ
วังสวรรค์ หลุดพ้นจากโลกีย์ สูงส่งสง่างาม
โดยทั่วไปแล้ว สาวกสามัญส่วนใหญ่ไม่ปรารถนาที่จะ
มาเสียแต้มความสำเร็จกับที่นี่ แต่หากเปรียบเทียบ
กับ อาณาเขตกระบี่สามัญ ทั้งหมดแล้ว คงต้องกล่าว
ว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ดีที่สุด
วังกระบี่วิญญาณ แห่งนี้นับว่ากว้างใหญ่อย่างยิ่ง
ขนาดของมันเปรียบเทียบได้กับ มหาวิหารศาสตรา
เต๋า มีพื้นที่เป็นสัดส่วน ส่วนตัวนับไม่ถ้วน เฉก
เช่นเดียวกับ ถ้ำสร้างแกนนภา มีอาณาเขตพื้นที่นับ
หนึ่งจั้ง แต่ละพื้นที่เป็นสีขาวบริสุทธิ์ มีขนาดความสูง
กว่าห้าสิบจั้ง มีความยาวนับร้อยจั้ง อย่างไรก็ตาม ใน
แต่ละสัดส่วนอนุญาตให้เข้าได้มากสุดเพียง 3 คน
เท่านั้น
เมื่อ อู่ อวี้ มาถึง วังกระบี่วิญญาณ หลังจากผู้คนส่วน
ใหญ่เริ่มสังเกตเห็นพวกเขาทั้งสอง ผู้คนเหล่านี้ก็ต่าง
พากันกระซิบกระซาบกันทันที ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ อู่ อวี้
เข้าใจว่า เรื่องราวระหว่างเขากับ เฉิน ชิงหยู๋ ได้
แพร่กระจายมายัง วังกระบี่วิญญาณ แห่งนี้แล้ว
สาวกรุ่นเยาว์มากมายการแสดงท่าทางไม่อยากจะ
เชื่อออกมาอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม สาวกขั้น
กระบี่ปฐพีซึ่งเป็นผู้จัดสรรดูแลสถานที่แห่งนี้ คุ้นเคย
กับมันเป็นอย่างดี เมื่อได้ยินว่า อู่ อวี้ มาถึง พวกเขา
ก็รีบจัดเตรียมห้องฝึกตนสีขาวชั้นเลิศให้กับ อู่ อวี้
ห้องฝึกตนนี้ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกเซียนหนาแน่น
อีกทั้งยังเป็นห้องปิดตายจากภายใน หาก อู่ อวี้ ไม่
ยินยอมก็ไม่มีผู้ใดสามารถย่างกรายเข้าไปได้ เหนือ
อื่นใด อู่ อวี้ จำเป็นต้องแลกเปลี่ยน 10 แก่นกระบี่
ก่อน ถึงจะสามารถเข้าไปได้ จากนั้นเขาค่อยปิดด่าน
ฝึกตนอยู่ในสถานที่แห่งนี้
เป็นอีกครั้ง ที่ เขา ได้อยู่ร่วมกันในห้องสองต่อสอง
กับ หนานกง เหว่ย ถึงแม้ อู่ อวี้ จะไม่ได้คิดอะไร แต่
ทว่าสาวน้อยผู้นี้กลับหน้าแดงด้วยความเขินอาย
“ข้าคิดว่าเรา ควรเริ่มจากการหลอมสร้างปรุงโอสถ
งั้นก็เริ่มกันได้เลย” อู่ อวี้ กล่าว
หนานกง เหว่ย ส่ายหัวแล้วกล่าวขึ้นว่า”ท่านใช้แต้ม
ความสำเร็จแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาเต๋า ตัวของท่านไม่
สามารถส่งต่อให้ผู้ใดได้ อีกทั้งข้าก็ไม่สามารถดูได้
ด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นเพียงศาสตร์เวทย์หลอม
สร้างกลั่นสกัด แต่ถ้าหากนิกายเซียนตรวจพบ
ท่านจะต้องถูกลงโทษ”
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ก็จดจำเรื่องนี้ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดว่า หนานกง เหว่ย ช่วยให้เขา
ได้รับแต้มความสำเร็จมากมาย เขายังคงต้องกล่าว
ขอบคุณนาง
…………………………………….…………….
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ