กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 33 : อาจารย์ของอู่ อวี้!
ว่ากันว่า หลาน ฮั้วหยุน เป็นอีกผู้หนึ่งที่เข้าสู่ขั้นสร้าง
แกนนภา ระดับพลังของนางย่อมเหนือกว่า ซู
หยานหลี่ กับ โม่ ซือซู และในสายตาของนาง พวก
เขาทั้งสองก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวกเท่านั้น
ภายในนิกายกระบี่สวรรค์แห่งนี้ มีเพียงแค่เจ้านิกาย
เฟิง ซัวหยา เท่านั้นที่จะสามารถสยบนางลงได้
แม้จะกล่าวว่าพลังของ อู่ อวี้ เวลานี้ จะเหนือกว่า 1
ปีที่ผ่านมาจนเทียบกันไม่ติด พลังที่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้แม้กระทั่งสวรรค์ พลังมหาศาลของ
เขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างน่าตื่นตะลึง ได้สร้างความ
สั่นสะเทือนไปทั้งนิกาย หลายคนต่างปรารถนาใคร่รู้
ถึงภูมิหลังของเรื่องนี้ แต่ความหวาดกลัวของพวกมัน
ก็ทวีเพิ่มมากขึ้น แต่ตราบใดที่ หลาน ฮั้วหยุน
ปรารถนาที่จะปลิดชีพของ อู่ อวี้ ลงเสียที่นี่แล้ว ผู้ใด
จะท าเช่นไรได้ เนื่องจาก อู่ อวี้ ได้สังหารศิษย์หลักที่
หลาน ฮั้วหยุน โปรดปรานอย่างที่สุด อีกทั้งศักดิ์
ฐานะปัจจุบันของเขาก็เป็นเพียงแค่ศิษย์นอกเท่านั้น
ฟึ่บ!
ทันใดนั้นเอง หลาน ฮั้วหยุน ก็ลุกขึ้นยืนจากที่เก้าอี้
หมื่นกระบี่
เมื่อสายตาของ อู่ อวี้ เหลือบแลเห็น เขาก็รู้สึก
ตระหนกเป็นอย่างยิ่ง ในตอนนี้ราวกับตนนั้นได้อยู่ใน
ทะเลลึกที่ท่วมท้นไปด้วยแรงกดดันอันน่าหวาดกลัว
ซึ่งถาโถมกดทับเข้าใส่ร่างกายของเขาจนยากจะ
หายใจ ภายใต้แรงกดดันของเซียนเหรินเช่นนี้ มันท า
ให้ อู่ อวี้ รู้สึกกดดันบีบอัดจนแทบจะสิ้นลมหายใจ !
“หลาน ฮั้วหยุน ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก!”
ในปีนี้ อู่ อวี้ มีพลังเพิ่มพูนขึ้นมาก จึงท าให้เขา
ภาคภูมิใจในตนเอง และ ทะนงตน โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งซือตู๋ หมิงหลางเพิ่งพ่ายแพ้ให้แก่เขาไป แต่ตอนนี้
หลานฮั้วหยุนก าลังท าให้เขาทนทุกข์ทรมาน เพราะ
ความหวาดกลัว!
” ที่แท้ ถึงแม้ข้าจะประสบความส าเร็จก็จริง แต่
มันก็ยังคงเล็กน้อย และยังห่างไกลกับหลานฮั้วหยุนอ
ยู่มากนัก ในโลกนี้ยังมีผู้คนมากมายที่สามารถสยบข้า
ได้ ฉะนั้นข้าจะมัวท าตัวเหมือนดั่งสุภาษิตที่ว่า นั่งใน
ก้นบ่อมองฟ้าย่อมเห็นท้องฟ้าในมุมอันจ ากัด[1]ไม่ได้
!”
อู่ อวี้ ที่ก าลังแบกรับแรงกดดัน อันราวกับห้วง
มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ก็ได้คอยย้ าเฝ้าเตือนตัวเอง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้หลาบจ า
เขาจะจดความรู้สึกหวาดกลัวที่เขามีต่อ หลาน ฮั้ว
หยุน ในวันนี้ สตรีผู้นี้มีดวงตาสีฟ้าเปรียบดั่งใต้ท้อง
ทะเลลึก ผมยาวสยายของนางราวกับธารน้ าตก จมูก
โค้งงอทรงเสน่ห์ดูละเอียดอ่อนปราณีตราวกับหยก
ภาพลักษ์ช่างดูสง่างามสูงส่งจนยากที่จะมีผู้ใดกล้า
ล่วงเกิน และ ยากจะต่อต้าน แม้แต่ อู่ อวี้ เองยังรู้สึก
ถึงความอัปยศอดสู เมื่อต้องเผชิญหน้ากับซ่างเซียน
เช่นนี้
” อู่ อวี้ เจ้าท าลายกฎนิกายกระบี่ของข้าเสียไม่มี
ชิ้นดี เจ้ากล้าสังหารศิษย์ของข้าในสนามประลอง
เซียนไท่ ข้าจะสังหารเจ้า!”
น้ าเสียงเย็นยะเยือก ไร้ซึ่งความแยแสของ หลาน ฮั้ว
หยุน ดังก้องกังวาน สั่นสะเทือนไปทั้งสวรรค์ และ
ปฐพี เสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว ท าให้ผู้รับฟังหลายคน
ถึงกับร่างแข็งทื่อนิ่งค้าง สะกดข่มจิตใจเข้าไปในส่วน
ลึกของผู้คน ซึ่งอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้
ในเวลานี้ อู่ อวี้ เหมือนก าลังยืนอยู่บนขอบประตู
นรก พลังอ านาจมหาศาลที่สะกดข่ม และ กดทับลง
บนร่างกายของเขาดูราวกับจะบอกว่า ให้ตัวมันก้าว
เดินไปข้างหน้า ไปสู่ขุมนรกที่แท้จริง
” ข้าจะตายที่นี่ ? ” อู่ อวี้ ชักเริ่มลังเล ถึงแม้เขา
จะสามารถคว้าชัยชนะมาจาก ซือตู๋ หมิงหลาง ได้
แล้ว ในที่สุดเขาก็มีโอกาสที่จะได้กลับไปแก้แค้น ไย
เขาต้องมาตกตายอยู่ในที่แห่งนี้ !
เนื่องจากว่าภายในกายของเขา มีโลหิตเซียนวานร
จ าแลงไหลเวียนอยู่ มันจึงส่งผลต่อความปรารถนา
ของเขา ณ เวลานี้ เขาก าหมัด และ กัดฟันแน่น
พยายามสะกดจิตใจ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจนักก็
ตาม
เมื่อมองผ่านห้วงกระแสธาราเข้าไป อู่ อวี้ มองเห็น
สตรีผู้สูงศักดิ์ ผู้ไร้ซึ่งความแยแส ผู้ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วย
ความเย่อหยิ่ง ร่างกายของนางปกคลุมไปด้วยกลิ่น
อายแห่งสวรรค์ และ ปฐพี เป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งเปรียบดั่ง
เทพเซียนขนานแท้ ในสายตาของนางนั้น อู่ อวี้ เป็น
เพียงแค่ปีศาจอันชั่วร้ายที่ต้องถูกก าจัดไปเท่านั้น
ฉับพลัน อู่ อวี้ ก็ฉุกคิดได้ถึงบางอย่าง เขาคิดถึงเรื่อง
ที่จะน ามาหักล้างในข้อกล่าวหาปัจจุบัน เขา
ปรารถนาที่จะแก้ต่างให้ตนเอง ก่อนที่เขาจะได้รับ
โทษสูงสุด มันคือเรื่องใหญ่ และ เป็นกระท าที่อุกอาจ
อย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ นั้นไม่ใช่คนขี้ขลาด
การที่เขาได้รับเคล็ดวิชากายาเพชรอมตะนั้น ส าหรับ
เขาแล้วมันเป็นสิ่งล้ าค่าอย่างยิ่ง และมันท าให้จิตใจ
ของเขาอยู่ในสภาวะที่เรียกได้ว่าไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใด ๆ
อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่า ในวันนี้เขาไม่อาจตายได้
” อู่ อวี้ นับจากนี้เจ้าคือศิษย์คนที่ห้าของข้า เฟิง
ซัวหยา! ”
ทันใดนั้น เหนือห้วงแห่งมหาสมุทรก็ปรากฏแสงสี
ทองขึ้น มันคือกระบี่สีทองเล่มยักษ์ มันใหญ่พอที่จะ
สามารถแหวกผ่ามหาสมุทรได้ ห้วงมหาสมุทรอันไร้
สิ้นสุดที่ถูกแสงสีทองแหวกผ่านั้น ได้กลายเป็นไอ
หมอกหนาและพุ่งขึ้นสูงไปสู่ท้องนภา แรงกดดัน
มหาศาลซึ่งกดทับร่างกายของ อู่ อวี้ ไว้ก่อนหน้านี้ได้
สูญสลายหายไปอย่างสมบูรณ์
จนถึงเวลานี้ อู่ อวี้ พบว่าตนเองยังคงยืนอยู่บน
สนามประลองเซียนไท่ ในช่วงเวลาแห่งวิกฤตนี้เอง
สายตาของมันก็มองเห็นเซียนเหรินผู้มีผมสีด าขลับ
ยาวสยาย ซึ่งตอนนี้เซียนเหรินผู้มีผมสีด าขลับก าลัง
ยืนหันหลังให้กับ อู่ อวี้ อยู่ บุรุษผู้นี้ก าลังยืนเอามือ
ไพร่หลัง ขณะที่ดวงตาของเขาจับจ้องไปยัง หลาน
ฮั้วหยุน ซึ่งก าลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หมื่นกระบี่ แม้
ภายนอกอาจมองดูว่าทุกอย่างยังคงดูปกติสงบนิ่ง แต่
ความจริงแล้วไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าภายในนั้น อาจเกิด
การสั่นสะเทือนมากมายขึ้นเพียงใด
” อู่ อวี้ ไยเจ้าไม่รีบคุกเข่าคารวะท่านอาจารย์ !
” ในเวลานี้ โม่ ซือซู และ ซู หยานหลี่ รีบพุ่งเข้าไป
หา อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว เมื่อคนทั้งสองมายืนอยู่ข้าง
เขา ดวงตาของอู่ อวี้ ก็สาดประกายแสงเจิดจ้า ความ
ปรารถนาที่เขาเฝ้าใฝ่หามานานนับปี ในที่สุดวันนี้ก็
มาถึง อีกทั้ง เฟิง ซัวหยา ยังได้ช่วยชีวิตของเขาไว้
เป็นครั้งที่ 3 แล้ว
การกตัญญูรู้คุณนั้น เป็นนิสัยพื้นฐานของ อู่ อวี้
ท่านเจ้านิกายเฟิงซัวหยา ยอมรับในความสามารถ
และ อุปนิสัยใจคอของเขา ในชีวิตนี้ของเขานั้นถือว่า
ไม่เสียชาติเกิด ที่ได้เป็นศิษย์อาจารย์กับท่านเจ้า
นิกายเฟิงซัวหยา นับว่าเป็นโชควาสนาของเขาอย่าง
ยิ่ง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ท่ามกลางสายตาของเหล่าสาวก
ซึ่งก าลังจับจ้องดูอยู่ ณ ที่แห่งนี้
เขารีบตอบสนอง ต่อเสียงตักเตือนของศิษย์พี่ทั้ง
สองอย่างรวดเร็ว เขารีบคุกเข่าพร้อมกับก้มค านับ
แล้วเปล่งเสียงออกไปว่า ” ศิษย์ อู่ อวี้ ขอคารวะท่าน
อาจารย์! ”
ในที่สุดข้าก็ท าได้ส าเร็จ
สถานการณ์ในตอนนี้ หลังจากที่ ซือตู๋ หมิงหลาง
ได้รับความพ่ายแพ้ มันก็ใช้เคล็ดวิชาเต๋าต้องห้าม
สุดท้ายก็จบลงด้วยการโดน อู่ อวี้ สังหาร ซึ่งการที่ อู่
อวี้ สังหารมันในสภาวะที่หลุดการควบคุมตนเอง
อย่างสมบูรณ์นั้นถือว่า มิได้ละเมิดกฎใด ๆ ของ
นิกายกระบี่ ซึ่งแตกต่างจากซือตู๋ หมิงหลาง ในความ
เป็นจริงแล้ว หลาน ฮั้วหยุน นั้นถือเป็นผู้คุมกฎสูงสุด
ของนิกาย แต่นางกลับสมคบคิดช่วยเหลือศิษย์ปิดบัง
ความผิดให้กับซือตู๋ หมิงหลาง และ นางคือผู้อยู่
เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดในวันนี้อย่างแท้จริง ใน
วันนี้หลาน ฮั้วหยุนจึงไม่สามารถโต้แย้งหรือแก้ต่าง
เฟิง ซัวหยาได้เลย
ดังนั้น เป็นเพราะ เฟิงซัวหยา นางจึงไม่ได้บั่นคอ
ของอู่ อวี้ในวันนี้
แต่มันก็สายเกินไปแล้ว จากเดิมที่เฟิง ซัวหยา ได้รับ
อู่ อวี้เข้ามาเป็นศิษย์ผู้รับใช้ แต่หลังจากนี้ อู่ อวี้ ก็จะ
ถูกเลื่อนสถานะเป็นศิษย์หลักของเฟิงซัวหยา ฉะนั้น
เวลานี้ หลาน ฮั้วหยุน จึงไม่อาจหาจังหวะเข้าถึงตัว
เพื่อสังหาร อู่ อวี้ ได้อีก
หลังจาก อู่ อวี้ โค้งค านับเสร็จสิ้น บรรยากาศ
โดยรอบเงียบสงบราวกลับทุกสรรพสิ่งได้ตกตายลง
ไปจนสิ้น เขาเงยหน้าขึ้นแหงนมองไปยังใบหน้าของ
เฟิง ซัวหยา จากนั้นเขาก็ได้เห็นว่าหลาน ฮั้วหยุน
ก าลังเผชิญหน้ากับท่านเจ้านิกาย เฟิง ซัวหยา ร่าง
ของนางสั่นสะท้านเล็กน้อย เพราะเพลิงโทสะ
” หึ ”
หลังจากสิ้นประโยค นางก็หันหลังเดินขึ้นไปบน
กระบี่ยาวสีคราม แล้วบินหายเข้าไปในกลุ่มก้อนเมฆ
ท่ามกลางสายตาของฝูงชน
ความบาดหมางขัดแย้งระหว่างนาง กับ เฟิงซัวหยา
มิอาจเยียวยาได้ภายในวันหรือสองวัน เห็นได้ชัดว่า
ภายในวันนี้นางได้พ่ายแพ้อย่างหมดรูป หากนางยัง
ทนบากหน้าอยู่ที่นี่ต่อไป นั้นถือเป็นเรื่องน่าอับอาย
อย่างยิ่ง ฉะนั้นนางจึงรีบออกไปจากสถานที่แห่งนี้
อีกทั้งนางไม่อยากให้ความบาดหมางขัดแย้งของพวก
เขาทั้งสอง ขยายวงกว้างมากขึ้นไปกว่านี้
” เยี่ยมยอดมาก อู่ อวี้ เจ้านี่ช่างล้ าลึกยิ่งนัก ใน
วันนี้เจ้าสามารถกู้ศักดิ์ศรีให้กับท่านอาจารย์เฟิง
กลับคืนมาได้แล้ว ” โม่ ซือซู ขยิบตาข้างหนึ่ง จากนั้น
เขาตบลงไปบนไหล่ของ อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าวขึ้น
“ศิษย์พี่ ท่านเงียบไปเลย ” ซู หยานหลี่จ้องมองไป
ทาง โม่ ซือซู ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย
ในที่สุดเขาก็ฟันฝ่าอุปสรรคมาถึงจุดนี้ อู่ อวี้ รู้สึก
ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
ท่ามกลางความคาดหวัง เฟิงซัวหยาได้หันกลับมา
พร้อมกับกับใช้ดวงตาคู่สีด าลึกล้ าจ้องมองมายังอู่
อวี้ เป็นการยากที่จะบอกว่าอารมณ์ในตอนนี้ของ
เขานั้นเป็นเช่นไร เมื่อเห็นท่านเจ้านิกายเดินมาหา
ศิษย์ด้วยตนเอง เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบ ๆ ต่างนิ่งเงียบ
ลงในทันที ตลอดเวลาที่ผ่านมาการปรากฏตัวท่าน
เจ้านิกายนั้น ถือได้ว่าน้อยครั้งเป็นอย่างยิ่ง
” อู่ อวี้ เจ้าเปรียบดั่งดวงดาราบนสรวงสวรรค์
จริงๆ ”
” ไม่คาดคิด ว่ามันจะกลายเป็นผู้คว้าชนะในวันนี้
”
“ ส าหรับซือตู๋ หมิงหลางแล้ว ช่างน่าเสียดายยิ่ง
นัก มันผู้นี้มิเพียงแต่ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ
ได้ตั้งแต่ยังเยาว์ แต่มันยังมีพรสวรรค์ล้ าเลิศเปรียบได้
ดั่งปีศาจ อนาคตของมันนั้นเรียกได้ว่าไร้สิ้นสุด ช่าง
น่าเสียดายที่ทุกอย่างต้องมาจบลง ด้วยกันตกตายไป
ในวันนี้”
“หากอู่ อวี้ ยั้งมือไว้ไมตรีกว่านี้ซักหน่อย ใน
อนาคตนิกายกระบี่สวรรค์ต้องปรากฏนามเลืองลือ
ขจรไกลไปทั่ว อีกนามนึงเป็นแน่แท้ ”
แต่ช่างน่าเสียดายที่ในวันนี้ ซือตู๋ หมิงหลาง ได้ตก
ตายเสียแล้ว
เนื่องจาก อู่ อวี้ ได้กลายเป็นศิษย์หลักของท่านเจ้า
นิกาย ท าให้สายตาของเหล่าศิษย์หลัก เต็มไปด้วย
ความอิจฉาริษยา ระคนไปด้วยความเคารพเทิดทูน
ในฐานะคู่แข่ง ถ้าพูดกันตามหลักความจริงแล้ว
แน่นอนว่าอนาคตของ อู่ อวี้ ผู้นี้ต้องพุ่งทะยานสูงส่ง
ยิ่งกว่าซือตู๋ หมิงหลาง
วันนี้สายตาของเหล่าศิษย์ ต่างจ้องมองมาที่เขาด้วย
ความอิจฉาริษยา ระคนไปด้วยความเคารพเทิดทูน
กลายเป็นศิษย์ของท่านเจ้านิกาย มันคือศักดิ์ฐานะที่
เหล่าสาวกในนิกายกระบี่สวรรค์ต่างเฝ้าใฝ่ฝัน! ถึงแม้
จะเป็นศิษย์หลักที่แข็งแกร่งที่สุด ก็หาได้มีโอกาส
เช่นนี้ไม่!
ส าหรับ อู่ อวี้ มันจ าได้ว่าตอนที่ตนได้พบกับเฟิง
ซัวหยาเป็นครั้งแรก ในเวลานั้นมันปรารถที่มาเป็น
ศิษย์ของเขา อย่างไรก็ตามความเป็นจริงที่ประดังถา
โถมเข้ามา จึงท าให้ อู่ อวี้ ตกลงไปสู่ก้นบึ้งของหุบ
เหวแห่งความสิ้นหวัง
แต่ในวันนี้ สิ่งที่เคยคิดว่ามันคือหนทางที่ไกลเกิน
เอื้อม ตัวมันกลับท าส าเร็จ และ ได้กลายเป็นจริงได้
ในที่สุด
จิตใจของ อู่ อวี้ ว่างเปล่า
สายตาอันน่าหวาดหวั่นที่ เฟิง ซัวหยา จ้องมองมา
ทางเขานั้น ท าให้ภายในจิตใจของเขาในยามนี้ เต็ม
ไปด้วยความว้าวุ่น!
การแสดงออกของ เฟิง ซัวหยา ยังคงสงบนิ่งเฉยเมย
แต่ฉับพลันตามใบหน้าของเขา ก็แปรเปลี่ยนเป็น
จริงจังเคร่งขรึม จากนั้นก็สาวเท้าก้าวเดินมาสองสาม
ก้าว แล้วมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ พร้อม
กับกล่าวขึ้นว่า “อู่ อวี้ ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์ของข้า
เฟิง ซัวหยา ไม่เพียงแต่เจ้าจะต้องมีคุณสมบัติในการ
ต่อต้านสวรรค์เพียงเท่านั้น แต่เจ้าต้องมีจิตใจตั้งมั่น
เด็ดเดี่ยว และ สิ่งที่ส าคัญที่สุดก็คือ เจ้าต้องส่งเสริม
ความดีลงทัณฑ์ความชั่วช้า เจ้าต้องฟาดฟันจิตมารที่
อยู่ภายในใจของเจ้า เพื่อมุ่งเข้าสู่วิถีแห่งความเที่ยง
ธรรม! ข้าจะบอกเจ้าให้ล่วงรู้เอาไว้สักเรื่องหนึ่ง หาก
วันหนึ่งใดข้าได้ล่วงรู้ว่าเจ้าได้กระท าสิ่งที่ชั่วช้าจนมิ
อาจให้อภัยได้แล้วละก็ ไม่เพียงข้าจะตัดขาดความ
เป็นศิษย์อาจารย์เท่านั้น แต่เจ้าจะถูกขับไล่ออกจาก
นิกายกระบี่สวรรค์ และ เจ้าจะต้องบั่นคอของตนเอง
เข้าใจหรือไม่? ”
“ศิษย์เข้าใจท่านอาจารย์!”
นี่คืออุปนิสัยของเฟิง ซัวหยา เขาเป็นคนเถรตรง
เที่ยงธรรม ผู้ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรม ฉะนั้นจึง
เป็นเรื่องยากยิ่ง หากเขาต้องนิ่งดูดาย เมินเฉย หรือ
อดทนอดกลั้นต่อความชั่วช้าสามานย์ได้
ภายใต้สายตาอันนับไม่ถ้วน ในยามนี้ทุกผู้คนได้ร่วม
เป็นสักขีพยานในการเปลี่ยนแปลงศักดิ์ฐานะของ อู่
อวี้
” ตามกฎของข้า เจ้ายังไม่ได้บรรลุเข้าสู่ขั้นหลอม
รวมลมปราณ ข้าจะยังไม่มอบเทือกเขาส่วนตัวให้แก่
เจ้า นอกจากนี้ทรัพยากรที่ข้ามอบให้แก่เหล่าศิษย์ใน
ยามนี้ เจ้าก็ยังมิอาจใช้ได้ เนื่องจากทรัพยากรที่ว่านี้
มันเป็นทรัพยากรที่ผู้ใช้ต้องอยู่ในขั้นหลอมรวม
ลมปราณเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่เจ้าเข้าสู่ขั้นหลอมรวม
ลมปราณแล้ว เจ้าจะได้รับมันเอง และในยามนี้ เจ้า
ได้กลายเป็นเซียนผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์ ดังนั้น
เมื่อเจ้ากลับมา ตราบใดที่เจ้าบรรลุเข้าสู่ขั้นหลอม
รวมลมปราณ ข้าจะมอบเทือกเขาส่วนตัว และ
ทรัพยากรในการบ่มเพาะเต๋าให้แก่เจ้า”
อู่ อวี้ ตระหนักได้ในทันที เฟิง ซัวหยา หวังว่าเขาจะ
สามารถบรรลุเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ เพื่อจะได้
เริ่มการฝึกตนในเส้นทางแห่งเซียนอย่างแท้จริง
จากนั้นท่านอาจารย์ถึงจะให้การสนับสนุนอันทรง
พลังแก่เขา สิ่งส าคัญที่สุดส าหรับอู่ อวี้ในยามนี้ คือ
การสร้างรากฐาน
แต่ในความคิดของเขา ยังมีสิ่งที่ส าคัญมากยิ่งกว่า
นั่นคือการกลับไปแก้แค้นในอาณาจักรบูรพาเย่วอู่
ดังนั้นทรัพยากรต่าง ๆ อย่างเช่นเทือกเขา ตัวเขานั้น
หาได้ใส่ใจมันไม่ ผู้ฝึกตนในเส้นทางแห่งเต๋าหลายคน
ต่างให้ความใส่ใจในการเลือกสถานที่ฝึกตน อย่างไรก็
ตามส าหรับอู่ อวี้แล้ว เขาหาได้มีแนวคิดเช่นนั้นไม่
อาจเรียกได้ว่ามันไม่เคยอยู่ในหัวของเขาเลยแม้แต่
น้อย
“แต่ ข้าจะมอบศาสตราแห่งเต๋าประจ ากายให้กับ
เจ้า!”
ในยามนี้ ค ากล่าวของเฟิงซัวหยา ท าให้จิตใจของทุก
ผู้คนเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา ส าหรับอู่ อวี้
ตอนนี้ เขาไม่สามารถฝึกฝนวิชาเต๋าได้ อย่างไรก็ตาม
ถ้าเป็นศาสตราแล้วล่ะก็ แม้ว่าในยามนี้ระดับสละร่าง
มนุษย์ของเขาจะยังไม่บรรลุถึงขั้นสูงสุด ที่พร้อมใช้
งานได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นสิ่งที่จะสามารถสร้างความ
พลิกผันให้กับสถานการณ์ได้มากที่สุดนั่นก็คือ
ศาสตราแห่งเต๋านั่นเอง เพราะอย่างน้อยมันย่อม
แข็งแกร่งมากกว่า ผู้ฝึกตนธรรมดาสามัญทั่วไป เช่น
กระบี่ปราบมาร ถ้าหากมันไปอยู่ในมือของคนอื่นที่
ไม่ใช่ อู่ อวี้ ก็คงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะมีผู้ใด
สามารถท าลายศาสตราแห่งเต๋าดึงอัสนีของซือตู๋
หมิงหลางได้
ทันใดนั้นเอง เฟิง ซัวหยา ก็โบกสะบัดมือออกไป
ราวกับว่ากาลเวลาโดยรอบนั้นถูกหยุดนิ่ง ไกล
ออกไป… ยังทิศทางของวิหารเซียนสวรรค์ เสียงของ
กระดิ่งได้ดังแว่วมา แต่ถ้าพูดให้ถูกมากกว่านั้น มันก็
คือเสียงของศาสตราแห่งเต๋าซึ่งดังกระทบกัน จากนั้น
เสียงนี้ก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ การแสดงออกของเหล่าศิษย์
เริ่มจากความแปลกใจสงสัย เพียงไม่นานก็แปร
เปลี่ยนเป็นความตกตะลึง พวกมันสามารถมองเห็น
ได้อย่างเลือนราง จากทิศทางของวิหารเซียนสวรรค์
ล าแสงหลากสีได้พุ่งฝ่าตัดหมู่เมฆหมอกยามสนธยา
เมื่อเคลื่อนผ่านความมืดมิดบนท้องนภา พวกมันดู
ราวกับว่าแสงสีรุ้งที่ถูกส่งลงมาจากสรวงสวรรค์
ปรากฏเป็นความงดงามเกินบรรยาย!
กริ้ง กริ้ง!
ทันใดนั้นเอง แสงหลากสีก็ส่องประกายขึ้น มันได้
ม้วนรวมตัวกันอยู่ด้านบนของ เฟิง ซัวหยา พร้อมกับ
ส่งเสียงกรีดผ่านสายลมอย่างรุนแรง เมื่อสายลม
และ เสียงหวีดหวิวกรีดผ่านนั้นหยุดลง ก็ปรากฏเป็น
กระบี่นับ 10 เล่ม มีทั้งขนาดสั้น ขนาดยาว ขนาด
กว้าง และ ขนาดบางเฉียบ บ้างก็มีขนาดใหญ่มากแต่
บางเล่มก็เล็กมาก ปรากฏเป็นแสงหลากสีงดงามส่อง
สว่างออกมา ทุกเล่มต่างมีคุณลักษณะ และ พลังงาน
ที่แตกต่างกันออกไป บางเล่มก็มีเพลิงลุกท่วมอยู่
บางเล่มก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับกระบี่ดึงอัสนี
ประกายอัสนีแล่นแปร๊บ ๆ อยู่ด้านบนใบกระบี่เล่ม
นั้น บางเล่มก็ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางไอทมิฬ บ้างก็
เต็มไปด้วยเส้นสายพลังงาน บ้างก็ดูยิ่งใหญ่องอาจ
บ้างก็แผ่กลิ่นอายออกมาราวกับภูผา!
ศาสตราแห่งเต๋าระดับสูง!
ส าหรับเหล่าศิษย์ในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้ว พวกมัน
ไม่ได้มีศาสตราเต๋าไว้ใช้งานเช่นนี้ เมื่อเห็นศาสตรา
แห่งเต๋ามากมายปรากฏขึ้นเช่นนี้ ส าหรับพวกมัน
แล้ว นี่คือภาพอันน่าตื่นตะลึง และ งดงามเหนือทุก
สรรพสิ่งบนโลกหล้า!
อู่ อวี้ เองก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกันเมื่อได้เห็นศาตราแห่ง
เต๋ามากมายเหล่านี้
ท่านเจ้านิกายเฟิง ซัวหยา ช่างมีจิตใจกว้างขวาง
อย่างแท้จริง
” อู่ อวี้ เมื่อเจ้าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋าแล้ว
ศาสตราแห่งเต๋าชิ้นแรกนั้นถือเป็นสิ่งส าคัญมาก มี
ผู้คนมากมายต้องใช้ศาสตราแห่งเต๋าเล่มเดียวไป
ตลอดทั้งช่วงชีวิตของตน เนื่องจากเราอยู่ในนิกาย
กระบี่สวรรค์ ดังนั้นเส้นทางการฝึกตนของเราจึง
ขึ้นอยู่กับวิถีกระบี่ ในกรณีเจ้า ข้าแนะน าให้เจ้าเลือก
กระบี่ยาวประเภททอง และ ไฟ ”
โม่ ซือซู กล่าวชี้แนะกระซิบข้าง ๆ หูของ อู่ อวี้
…………
เชิงอรรถ
สุภาษิตจีน 坐井观天 นั่งในก้นบ่อมองฟ้าย่อม
เห็นท้องฟ้าในมุมอันจ ากัด ตรงกับสุภาษิตไทย คือ
กบในกะลาครอบ
………………………………………………………………………
(´▽`).。o♡ เพลิน