กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 35 : ประตูศิลาหมื่นกระบี่
เพียงชั่วพริบตา ความมืดมิดของยามราตรีก็คืบคลาน
การเข้ามา
ท้องฟ้ายามราตรีนั้นเต็มไปด้วยดวงดารา หากมอง
ไปยังเบื้องหน้า จะเห็นเทือกเขาครามอันไร้สิ้นสุด
ยังคงส่องแสงสว่างไสว พระราชวังนับไม่ถ้วนตั้งเรียง
รายส่องแสงสว่างสดใสราวกับอัญมณีก็ไม่ปาน ดั่ง
ดวงดาราซึ่งฝังตัวอยู่ภายในเทือกเขาครามยามราตรี
ในยามราตรีของหุบเขาเซียนจะเป็นเช่นนี้ เปรียบ
เช่นดังสายธาราแห่งดวงดาว
แน่นอนว่าส าหรับสนามประลองเซียนไท่ ซึ่งถือเป็น
ต าแหน่งที่สูงสุด ความงดงามอันยิ่งใหญ่ตระการตา
นั้นย่อมเป็นที่ประจักษ์
ภายในสถานที่แห่งนั้น มีคนสองคนก าลังยืนอยู่บน
สนามประลองเซียนไท่ คนทั้งสองนั้นก็คือ อู่ อวี้ และ
เจ้านิกาย เฟิง ซัวหยา เฟิง ซัวหยา ก าลังวาดมือ
เคลื่อนไหวไปมาอย่างช้า ๆ หากมองดูจากระยะไกล
จะเห็นได้ว่าเขาก าลังควบคุมสนามประลองเซียนไท่
แห่งนี้อยู่ โดยไม่ปริปากเอ่ยใด ๆ ออกมา เสมือนว่า
เขาก าลังเข้าสู่ห้วงภวังค์สมาธิ
ส่วนทางด้าน อู่ อวี้ ก็ก าลังควงพลองสีทองในมือ
เหวี่ยงเล่นไปมา ตรงส่วนปลายทั้งสองด้านของพลอง
นั้น เป็นสีแดงเข้ม เปลวเพลิงปกคลุมส่วนปลายทั้ง
สองด้านของพลอง ทั้งแสงสว่างเจิดจ้า และ ความ
ร้อนแรง สมดั่งนามของมันว่ามันเป็น พลองพิชิตมาร
พลองพิชิตมารมีความยาวอยู่ที่ 7 ฉือ หากจับมันตั้ง
วางบนพื้น ขนาดความสูงของมันจะมากกว่า อู่ อวี้
พลองนี้มีน้ าหนักกว่า 3,000 จิน ยามเมื่อกวัดแกว่ง
มันนั้นช่างดูทรงอนุภาพอย่างยิ่ง อู่ อวี้ ยังคงไม่วาง
มันลง เมื่อเขาพิจารณามันอย่างรอบคอบถี่ถ้วน เขาก็
พบว่าอาวุธชิ้นนี้เหมาะสมกับเขาอย่างยิ่ง
เรียบง่าย เที่ยงตรง ดุดัน!
” ดูเจ้าชื่นชอบอาวุธชิ้นนี้มาก อย่างไรก็ดีเจ้ายัง
ไม่ได้เรียนรู้วิธีการใช้พลองเล่มนี้ แต่ข้ามี ” ต ารา
พื้นฐานการใช้พลอง ” มันคือศาสตร์แห่งเต๋า ที่จะ
ช่วยให้เจ้าเรียนรู้วิธีการใช้งานศาสตราชนิดนี้ มันคือ
เคล็ดวิชาซึ่งผสานศาสตร์แห่งวิญญาณเข้าไป
วิธีการใช้งานของศาสตราเจ้า ไม่ควรจะแปลกแยกไป
จากวิถีพื้นฐานอันไร้สิ้นสุดหรอก ฉะนั้น ‘ ต ารา
พื้นฐานการใช้พลอง ’ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เคล็ด
พื้นฐานในระดับมนุษย์ แต่มันก็ถือเป็นสิ่งส าคัญยิ่ง
ส าหรับเจ้า หากเจ้าต้องการใช้งานมันได้อย่างแท้จริง
เจ้าต้องผสมผสานจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับ
ศาสตราชิ้นนี้ เพื่อที่จะท าให้เกิดสิ่งนั้นขึ้น เจ้าต้อง
ผ่านประสบการณ์ต่อสู้อย่างน้อยหมื่นครั้ง” เฟิง
ซัวหยาหันหลังกลับมา ทันทีที่เขาสะบัดมือต าราหนา
มากกว่า 5 ฉื่อ ก็ลอยเข้าไปหา อู่ อวี้ ท่ามกลางสาย
ลมของค่ าคืนอันมืดมิดในยามราตรี ชุดคลุมของ เฟิง
ซัวหยา โบกสะบัดพริ้วไหวตามสายลม คิ้วคมกริบ
ราวกับกระบี่ ดวงตาดุจพยัคฆ์ ท่าทางของท่านใน
ยามนี้ดูราวกับเซียนกระบี่ผู้สยบโลกหล้า ซึ่งเป็นเรื่อง
ยากยิ่งส าหรับ อู่ อวี้ ที่จะหันหน้าไปเผชิญกับท่าน
อย่างตรงไปตรงมาได้
ฝูงชนต่างพากันแยกย้ายเดินทางออกกันมา
หมดแล้ว จากนั้นไม่กี่วันต่อมา อู่ อวี้ ก็เดินทางออก
จากนิกายกระบี่สวรรค์ ฉะนั้น เฟิง ซัวหยา จึงรอเขา
อยู่เพื่ออธิบายบางสิ่งบางอย่างให้ฟัง
เป็นศิษย์อาจารย์เพียงแค่ 1 วัน ก็เปรียบดั่งเป็นบิดา
ไปตลอดชีวิต ทั้งนี้เขายังเป็นผู้ช่วยชีวิต อู่ อวี้ 3 ครั้ง
3 ครา เขาคือผู้อยู่ในระดับสร้างแกนลมปราณนภา !
อู่ อวี้ รับคัมภีร์มาจากท่านอย่างไม่เกรงใจ ” ทุก
สรรพสิ่งนั้นไม่อาจแยกออกจากรากเง้า ต าราพื้นฐาน
การใช้พลอง ต าราเล่มนี้บอกวิธีการใช้อาวุธทุกชนิด
เหล่าสาวกต้องมีจิตใจแน่วแน่อุทิศตนเพื่อการฝึกฝน
”
ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ที่เขาต้องห่างหายไปจาก
นิกายกระบี่สวรรค์นานกว่า 10 ปี
เขาคือศิษย์ของ เฟิง ซัวหยา แต่กลับปฏิเสธกระบี่!
อู่ อวี้ รู้สึกละอายใจต่อ เฟิง ซัวหยา ยิ่งนัก ถึงแม้เขา
พยายามหักห้ามใจ แต่ทว่าเขาก็ไม่อาจปฏิเสธแรง
ปรารถนาจากพลองพิชิตมารได้
เห็นได้ชัดว่าสายตาของ อู่ อวี้ ในยามนี้ช่างสว่างไสว
เร่าร้อน ในที่สุด เฟิง ซัวหยา ก็ต้องยอมตัดใจ แม้
ภายในหัวใจของเขาจะรู้สึกไม่พึงพอใจเพียงใดก็
ตาม แต่ในทางกลับกันเขาก็ชื่นชมในความเด็ดเดี่ยว
ของ อู่ อวี้ ยิ่งนัก จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า ” ความ
ปรารถนาในหัวใจของเจ้านั้นแรงกล้าอย่างยิ่ง นี่คือ
ต้นทุนที่ต้องใช้บนเส้นทางฝึกตนในภายภาคหน้าของ
เจ้า ดี! งั้นข้าจะช่วยถากถางเส้นทางที่เจ้าก้าวเดินให้
กว้างมากยิ่งขึ้น! ”
ถึงแม้ท่าทางของ เฟิง ซัวหยา จะดูห่างเหิน แต่
แท้จริงแล้วเขากลับรู้สึกภาคภูมิใจในความแข็งแกร่ง
ของ อู่ อวี้ อีกทั้งยังยอมรับในเส้นทางที่ อู่ อวี้ เลือก
ก้าวเดิน ดวงตาดุจพยัคฆ์ทั้งคู่ของเขาก าลังจ้องมอง
ไปยัง อู่ อวี้ แต่แล้วมันก็แปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชม
มากยิ่งขึ้น
” การที่ข้ามาที่นี่ เหตุเพราะมีเรื่องจะกล่าวกับเจ้า
สักสองสามเรื่อง ” แต่ในฐานะอาจารย์ หากมีสิ่งใด
ติดค้างสงสัยภายในใจ เขาจ าต้องซักถามเพื่อล่วงรู้ให้
กระจ่าง ไม่ใช่เพียงเพราะ อู่ อวี้ ได้สร้างผลงานโดด
เด่นน่าตื่นตะลึง จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุก
ผู้คนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องลึกลับที่เขานั้นปิดบังซ่อนอยู่
” เชิญท่านอาจารย์กล่าวมาได้เลย” อู่ อวี้ วาง
พลองพิชิตมารลงชั่วคราว
เฟิง ซัวหยา กล่าวว่า ” เรื่องแรก เนื่องจากเจ้าได้มา
เป็นศิษย์ของข้าแล้ว ข้าจ าเป็นต้องรู้ประสบการณ์ทุก
อย่างในชีวิตที่ผ่านมาของเจ้า ฉะนั้นเจ้าจงเล่าให้ข้า
ฟังโดยละเอียด ”
มันคือสิ่งเลวร้ายที่ อู่ อวี้ เก็บซ่อนไว้ในใจจนเติบ
ใหญ่ อู่ อวี้ ได้เล่าเรื่องว่าตนเองเติบโตมาจากที่ใด
แล้วเกิดเหตุการณ์เช่นใดขึ้นกับเขาในอาณาจักร
บูรพาเย่วอู่ เริ่มตั้งแต่เขาโดนใส่ร้าย ต่อมา ฮ่าวเทียน
ซ่างเซียน ก็ให้เขากลืนกินผงพรากวิญญาณ แล้วขับ
ไล่เขาออกจากอาณาจักร จากนั้น ฮ่าวเทียน ซ่าง
เซียน ก็สั่งให้ปีศาจอสรพิษหว่านชิงมากินเขาเป็น
อาหาร การกระท าที่เกิดขึ้นส าหรับเซียนเต๋าแล้ว ถือ
เป็นเรื่องอุกอาจร้ายแรงอย่างยิ่ง แต่สีหน้าของ เฟิง
ซัวหยา ยังคงเรียบเฉยราวกับว่าคุ้นชินกับมัน
” หากเป็นดังที่เจ้าว่า อู่ อวี้ เช่นนั้นเจ้าก็ควร
กลับไปแก้แค้น ข้าจะไม่ห้าม หรือ รั้งเจ้า เพราะเจ้า
จะต้องฟันฝ่าและก้าวไปยังทางเส้นทางของตนด้วย
ก าลังของตนเอง วางใจเถอะ ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะท าได้
อย่างแน่นอน เพราะยังไงแล้วเจ้าก็คือลูกศิษย์ของข้า
แค่ศิษย์เพียงคนเดียวของพรรคจงหยวนตกตายไป
มันคงมิกล้าถึงขนาดตั้งตนเป็นศัตรูกับนิกายกระบี่
สวรรค์ของเรา ” เฟิง ซัวหยา กล่าวอย่างไม่แยแส
สิ่งที่ เฟิง ซัวหยา กล่าว นั้นแตกต่างจาก ซู หยานห
ลี่ นางปรารถนาให้ อู่ อวี้ แก้แค้นอย่างลับ ๆ แต่ดู
เหมือน เฟิง ซัวหยา จะไม่แยแสในเรื่องนี้ เมื่อได้ยิน
ที่เขากล่าวมันจะท าให้ อู่ อวี้ รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก ใน
ภายภาคหน้า อู่ อวี้ เขาจะได้ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
มากนัก
ข้าจะต้องสังหารมันให้จงได้!
แน่นอนว่าหลายสิ่งหลายอย่างย่อมแตกต่างออกไป
เมื่อได้รับการสอนสั่งจากอาจารย์
” ค าถามที่สอง เรื่องมรดกของเจ้า ” ส าหรับ เฟิง
ซัวหยา แล้ว สิ่งแรกนั้นอาจจะไม่ส าคัญ แต่พอ
กล่าวถึงเรื่องที่สอง ดวงตาของเขาก็จ้องลึกเข้าไปใน
ดวงตาของ อู่ อวี้ และ ในตอนนั้นเอง อู่ อวี้ ก็รู้สึก
เสมือนกับว่า เฟิง ซัวหยา เข้ามาในร่างกายของเขา
” ข้ารู้ว่า เจ้าได้รับมรดกชิ้นนี้มาจาก เสิ่น อู๋เต้า
จนท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับตัวเจ้า นั่น
ก็คือการสละร่างจากหนึ่งในประตูแห่งธรรม เจ้าต้อง
ผ่านขั้นตอนการสละร่าง จนในที่สุดมันก็ท าให้เจ้ามี
พลังมากมายมหาศาลเช่นนี้ อีกทั้งเจ้ายังสามารถ
กลายร่างเป็นวานรทองค าได้อีก นี่มันเปรียบได้ดั่ง
ปีศาจ ! ” ค ากล่าวของ เฟิง ซัวหยา มันท าให้จิตใจ
ของอู่ อวี้เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
” ท่านอาจารย์ ”
” เจ้าไม่ต้องกังวลไป การที่เจ้ารับสิ่งเหล่านี้ก็
นับว่าเป็นโชควาสนาอย่างยิ่ง ในวันนี้ข้าเพียง
ปรารถนาที่จะบอกความจริงกับเจ้าให้ล่วงรู้ ”
” เชิญท่านอาจารย์กล่าวต่อ ” ในยามแรก อู่ อวี้
ยังคิดว่า เขาจ าเป็นต้องส่งมอบกายาเพชรอมตะให้
ท่านอาจารย์เสียอีก เนื่องจากว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
เกี่ยวกับมรดกนี้ ที่เขาเล่าให้ เฟิง ซัวหยาฟัง มันดีจน
น่าเหลือเชื่อ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามสามารถเห็นได้
อย่างชัดเจนว่า เฟิง ซัวหยา มิใช่คนละโมบชั่วร้าย
เช่นนั้น
จากนั้น เฟิง ซัวหยา ก็กล่าวออกมาด้วยน้ าเสียง
จริงจัง “เจ้าจ าต้องรู้ไว้ ภายในดินแดนเทพตงเสิ้งนั้น
มีประวัติยาวนานไร้สิ้นสุด ช่วงเวลาที่ผ่านมาเนิ่น
นานนั้น มีเทพ เซียน ปีศาจอยู่มากมายนับไม่ถ้วน
ปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศในใต้หล้า จนกระทั่งมหา
สงครามระหว่างเทพเซียนกับปีศาจก็อุบัติขึ้น ในเวลา
นี้มีผู้ฝึกตนมากมายถูกฆ่าล้างสังหาร ท่ามกลาง
ประวัติศาสตร์อันยาวนานไร้ที่สิ้นสุด อัจฉริยะปีศาจ
ปรากฏขึ้นมากมายราวกับเม็ดทราย ท่ามกลางหมู่
คนผู้มีพรสวรรค์โดดเด่น ได้มีผู้บรรลุเข้าสู่วิถีแห่งเต๋า
เมื่อถึงยามนิพพานคนผู้นั้นก็ได้ทิ้งมรดกของตนเอง
เอาไว้ แม้แต่ภายในเทือกเขาคราม ยังมีมรดก
มากมายนับไม่ถ้วน เพียงแต่กระทั่งข้าเองก็ยังไม่เคย
ค้นพบมัน…. ”
เมื่อ เฟิง ซัวหยา กล่าวมาถึงจุดนี้ อู่ อวี้ เขาย่อม
ล่วงรู้ว่าหมายถึงเช่นไร
” ท่านอาจารย์ก าลังจะบอกข้าว่า มรดกสววรค์
มากมายที่อยู่ในโลกแห่งนี้ ข้าที่เพิ่งได้รับหนึ่งใน
มรดกนั้นมา บางทีมันอาจจะเป็นมรดกพิเศษที่อยู่ใน
นิกายกระบี่สวรรค์แห่งนี้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบ
กับประวัติเก่าแก่ที่มีมาอย่างยาวนาน หากน ามา
เปรียบเทียบกับมรดกที่อยู่ในพื้นปฐพีทั่วหล้าแล้ว มัน
เป็นเพียงแค่เศษฝุ่นผงเท่านั้น และอย่าได้หลงระเริง
ทะนงตนไปกับวาสนานี้ เพราะในภายภาคหน้าเมื่อ
ข้าอยู่ในเส้นทางแห่งเซียน ข้าจ าต้องระมัดระวังตัว
ให้มาก ใช่หรือไม่? ”
” เจ้าฉลาดยิ่งนัก ” เมื่อ เฟิง ซัวหยา เห็นเขา
เข้าใจในความหมายที่ตนนั้นอยากจะสื่อ มันก็ท าให้
เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
ส าหรับ เฟิง ซัวหยา แล้ว วิธีสละร่างของ อู่ อวี้ นั้น
ไม่ใช่เรื่องพิเศษมากนัก เนื่องจากเขาเคยเห็นสิ่งที่
คล้ายคลึงกันนี้มาแล้ว
หลายปีที่ผ่านมา เขาเห็นผู้เยาว์หนุ่มสาวมากมาย
ประสบความส าเร็จอย่างรวดเร็ว แล้วกลายเป็น
ทะนงตนชั่วช้าไปในที่สุด การกระท า และ ความคิด
เช่นนั้น ส่งผลให้ผู้เยาว์หนุ่มสาวได้ตกตายไปแล้วกว่า
ครึ่ง
อู่ อวี้ ไตร่ตรองชั่วครู่แล้วคิดขึ้นมาว่า ” ดูเหมือนว่า
ในสายตาของท่านอาจารย์ ผู้ซึ่งเป็นเซียนที่บรรลุสู่
ระดับสร้างแกนนภา การจ าแลงร่างเซียนวานรของ
ข้านั้น จักไม่ได้พิเศษอันใด ข้านั้นมัวแต่กังวลว่าข้า
จะต้องสูญเสียมันไปเนื่องจากท่านอาจารย์ต้องการ
มัน คงเป็นข้าที่คิดมากเกินไป”
หลังจากที่เข้าใจพูดคุยกับ เฟิง ซัวหยา แล้วนั้น มัน
ยิ่งท าให้เขาไว้วางใจ และ เคารพนับถือในตัวของ
เฟิง ซัวหยา มากยิ่งขึ้น เพียงแต่หนทางของการฝึก
ตนนั้นมันแสนยากล าบาก ซึ่งมีไม่กี่คนนักที่พบมรดก
ล้ าค่า แล้วไม่คิดล่อลวงแย่งชิงมันไป ทั้งที่มรดกชิ้นนี้
สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้ ครั้นในตอนวัย
เยาว์ เขาได้ถูกเหล่าผู้คนริษยาในราชสมบัติมาโดย
ตลอด จึงท าให้ อู่ อวี้ กลายเป็นคนหวาดระแวง
ระแวดระวังไม่ไว้ใจผู้ใด เพราะกลัวว่าผู้อื่นจะมาแย่ง
ชิงสมบัติของตน
” ไปเถอะ ข้าขอให้เจ้าโชคดีในวิถีทางของเจ้า ”
เฟิง ซัวหยา โบกมือลาส่ง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะยังคง
ยืนอยู่บนสนามประลองเซียนไท่ต่อ
ด้วยความละอายใจ อู่ อวี้ ไม่กล้าหันกลับมามอง
อาจารย์ตนเองอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ตัดสินใจจากลา
แล้วมุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่ตนเองวางเอาไว้ เมื่อเขา
รู้ว่าก าลังจะได้เดินทางกลับไปยังอาณาจักรบูรพาเย่ว
อู่ ภายในทรวงอกของเขาก็ร้อนรุ่มเสมือนดั่งมีเพลิง
แดงฉานเผาไหม้อยู่!
หนี้แค้นโลหิต ความอัปยศอดสูที่ได้รับ การใส่
ร้าย เขาจดจ ามันได้เสมอ ผู้กระท าผิดต้องชดใช้ด้วย
ราคาแสนแพง!
ในสายตาของ อู่ อวี้ เขานั้นไม่หวาดกลัวต่อความ
ตาย ซึ่งข่าวลือได้แพร่กระจายออกไปว่า องค์ชาย
แห่งอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ได้จบชีวิตภายในคมเขี้ยว
ปากของอสรพิษ แต่บัดนี้เขาองค์ชาย อู่ อวี้ ก าลังจะ
กลับไปเพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว!
……
ณ ประตูศิลาหมื่นกระบี่!
ที่นี่คือประตูทิศทักษิณ (ทิศใต้) ของนิกายกระบี่
สวรรค์ เมื่อผ่านประตูนี้ไป จะไม่ใช่อาณาเขตของ
นิกายกระบี่สวรรค์อีกต่อไป แน่นอนว่ายังมีพวกป่า
เขาที่ต้องข้ามผ่านอีกนับหมื่นลูก ถึงจะไปยังเขตแดน
ของมนุษย์ได้
เมื่อมองดูจากระยะไกลแล้ว แท้จริงแล้วประตูศิลา
หมื่นกระบี่นั้น ดูราวกับกระบี่ขนาดยักษ์ที่มีความสูง
กว่า 10 จ้าง ปักสูงขึ้นไปจนถึงบนยอดเขา อย่างไรก็
ตามกระบี่นับหมื่นนี้ไม่ใช่กระบี่ที่แท้จริง แต่เป็นศิลา
ซึ่งถูกแกะสลักจนกลายเป็นศิลากระบี่ ซึ่งเจ้านิกาย
เฟิง ซัวหยา เป็นคนผ่าศิลา และ แกะสลักมันขึ้นด้วย
ตนเอง
อู่ อวี้ เดินข้ามป่าที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกระบี่ศิลานัก
หมื่น เมื่อมองไปยังศิลากระบี่ขนาดใหญ่ ซึ่งถูกผ่าจน
ขาดครึ่งแยกออกเป็นสองนั้นแล้ว ร่องรอยกระบี่ได้
แผ่สัมผัสกลิ่นอายอันหนาวเย็นกดทับออกมาอย่าง
รุนแรง ภายในสัมผัสจิตของเขาได้ปรากฏภาพของ
เฟิง ซัวหยา ก าลังโบยบินอยู่บนท้องนภา จากนั้นก็
สะบัดมือให้ศาสตราบินนั้นพุ่งทะยานออกไป ต่อมาก็
ฟาดฟันมันลงไปบนก้อนศิลาขนาดยักษ์อันไร้สิ้นสุด
จนปรากฏเป็นศิลาแกะสลักรูปกระบี่ขนาดใหญ่ ซึ่ง
มันท าให้จิตใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
คละเคล้ากับความเคารพเทิดทูนอย่างยิ่ง
บนกระบี่ศิลายักษ์ มีร่องรอยของหยาดพิรุณที่พร่าง
พรมลงมามากมาย และ ร่องรอยแสงแดดจากดวง
อาทิตย์ที่แผดเผา หากประเมินจากร่องรอยเหล่านี้
แล้ว สามารถบอกได้ว่ามันถูกตั้งไว้มาเพียงไม่กี่ปี
เท่านั้น
” ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของท่านอาจารย์ การได้
เป็นศิษย์ของท่าน ถือได้ว่าเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่
มากที่สุดในชีวิตของเรา” ซู หยานหลี่ หวนล าลึกถึง
ความทรงจ าเมื่อครั้งอดีต จากนั้นนางก็ถอนหายใจ
ออกมาอย่างแผ่วเบา
โม่ ซือซู ท าเสียงจิ๊จ๊ะ จากนั้นก็กล่าวว่า ” หึ พูดก็พูด
เถอะ ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์เฟิงจะเป็นคนปากแข็งไป
บ้าง แต่แท้จริงแล้วก็เป็นคนดีมากทีเดียว ในปีนี้ท่าน
อาจารย์ก็แอบท าอะไรให้พวกเรา เหล่าศิษย์พี่น้องตั้ง
มากมายหลายอย่าง”
ระหว่างที่ อู่ อวี้ ที่เดินตามหลังพวกเขาไปนั้น เขาก็
ฟัง โม่ ซือซู เล่าต านานของ และ การกระท าต่าง ๆ
ของอาจารย์เฟิง ซัวหยาไปด้วย เขาเป็นต านานเซียน
กระบี่ของอาณาจักรน้อยใหญ่รอบ ๆ นับสิบแห่ง
กระบี่ยาวที่ไม่ว่าจะถูกฟาดฟันไปยังทิศทางใด เหล่า
ปีศาจ และ มารต่างก็ถูกกวาดล้างออกไปจนสูญสิ้น
เมื่อได้ขึ้นนั่งต าแหน่งเจ้านิกาย ท่านก็ท าให้เทือกเขา
คราม ของนิกายกระบี่สวรรค์สามารถยกระดับ
ขึ้นมาจนลืมตาอ้าปาก และ เพลิดเพลินไปกับขุนเขา
ทะเลสาปอันกว้างใหญ่นี้ได้
ทันใดนั้น พวกเขาก็ข้ามผ่านศิลากระบี่ขนาดใหญ่ไป
เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พวกเขาได้ผ่านประตูศิลา
หมื่นกระบี่ไป เมื่อมองออกไป ด้านหน้าของพวกเขา
มีไอหมอกสีเหลืองปกคลุมอย่างหนาแน่นอยู่ทั่วทั้ง
ภูเขา สุดปลายขอบฟ้า นั่นคือสถานที่ตั้งของโลก
มนุษย์
” ศิษย์น้อง พวกเราคงส่งเจ้าได้แค่ตรงนี้ ” ซู
หยานหลี่ หยุดยืนอยู่ด้านหลังประตูศิลาหมื่นกระบี่
สายตาของนางในยามนี้ ทอดมองมายังเขา มันช่าง
เป็นสายตาอันแสนอ่อนโยนอย่างยิ่ง มันแตกต่าง
อย่างสิ้นเชิงกับตอนที่ได้พบกับนางในคราแรก เวลา
นี้ นางได้ยอมรับ อู่ อวี้ เป็นศิษย์น้องแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าศิษย์ของ เฟิง ซัวหยา
นั้น เรียกได้ว่าอยู่ในระดับดีเยี่ยม
“ข้าขอขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสอง” วันนี้ตัวเขาต้องจาก
ลากลับไปยังอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ ซึ่งคนทั้งสองก็
ได้มาส่งเขาด้วยตนเอง นี่คือความรู้สึกของความ
อบอุ่น และ ความรัก ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา เขา
ได้อยู่ร่วมกับท่านอาจารย์ เฟิง ซัวหยา มันท าให้ อู่
อวี้ สัมผัสได้ถึงความรู้สึกของครอบครัว
ถึงภายนอก ซู หยานหลี่ จะดูเย็นชา แต่ภายในของ
นางนั้นกลับอบอุ่น และ อ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง และดู
เหมือนว่า โม่ ซือซู เองก็เช่นกัน…
” อย่ารีบเร่งไป พวกเรามีบางอย่างที่จะมอบให้แก่
เจ้า! ”
ขณะที่ อู่ อวี้ เตรียมจะออกเดินทาง โม่ ซือซู สะบัด
พัดออกมา จากนั้นก็ได้เอ่ยกล่าวผ่านทางสัมผัสจิต
กับ อู่ อวี้ อย่างลับ ๆ
………………………………………………………………………
(´▽`).。o♡ เพลิน