กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 359 : เขาสูนคร
เฉิน ชิงเหยา และน้องสาวได้จากไปแล้ว
อู่ อวี้ ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนนับร้อย และกลุ่มคน
เหล่านี้ค่อยๆเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่รอบด้านของเขานั้นย่อมไม่ใช่
ครั้งแรกที่มายังนครจักรพรรดิเพลิง และจากการ
สนทนาของผู้คนรอบข้าง อู่ อวี้ จึงคาดว่าคนที่
สามารถเข้าไปอยู่ในนครจักรพรรดิเพลิงได้อย่าง
น้อยต้องอยู่ในขั้นสร้างแกนนภา
จำนวนของเม็ดยาสร้างแกนนภาที่จะต้องจ่าย
ให้กับนครจักรพรรดิเพลิงในแต่ละเดือนจะไม่
เท่ากันแตกต่างกันไปในแต่ละระดับขั้น เช่น หาก
อยู่ในขั้นสร้างแกนนภาระดับที่ 2 การอาศัยอยู่
ภายในนครหนึ่งเดือนจะต้องจ่ายเม็ดยาสร้างแกน
นภาทั้งสิ้น 50 เม็ด
แน่นอนว่าสำหรับผู้ที่อยู่ในขั้นสร้างแกนนภาระดับ
ที่ 1 นับได้ว่าเป็นราคาที่มหาศาลอย่างยิ่ง
คนส่วนใหญ่ไม่อาจที่จะอยู่ในนครจักรพรรดิเพลิง
ได้เป็นเวลานาน โดยทั่วไปแล้วพวกเขาต้องการ
เข้ามาเพื่อต่อสู้แสวงหา หรือว่าไปดูดซับพลังฟั้า
ดินบรรพกาลในนครจักรพรรดิเพลิงเพื่อที่จะฝั่า
ทะลวงขั้น หรือว่าไปหาซื้อสมบัติหรือวัตถุดิบหา
ยาก
บางคนก็เข้ามาพบปะเหล่าสหาย หรือไม่ก็มาเพื่อ
ขายสมบัติที่หามาได้
อย่างไรก็ตาม นครจักรพรรดิเพลิงแห่งนี้ก็
เหมือนกับเป็นเมืองหลวงของเหล่าผู้ฝึกตน คล้าย
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ในวันปกติจะมีผู้คนหลั่งไหล
เข้ามาในอาณาจักรบูรพาเยว่อู่เป็นจำนวนมาก
สถานที่เช่นนี้แตกต่างจากนิกายเซียนซูซันที่เป็น
พรรคที่กายที่คนนอกไม่สามารถเข้าได้ สถานที่แห่ง
นี้มีเสือหมอบมังกรซ่อนอยู่มากมาย ช่างเต็มไป
ด้วยความมีชีวิตชีวาจนยากจะพานพบในโลกแห่ง
ผู้ฝึกตน เพียงแค่อาจจะคิดไม่ถึงว่ามีสถานที่เช่นนี้
ดำรงอยู่
ยิ่งเข้าไปใกล้ประตูเมือง อู่ อวี้ ก็ได้รับรู้ถึงความ
ยิ่งใหญ่ของ พลังฟั้าดินแห่งบรรพกาล ราวกับว่า
นครจักรพรรดิเพลิงค่อยๆหายจมลงไปอยู่
ท่ามกลางหมอกเซียน ถ้าจะให้กล่าวตรงๆแล้ว
หมอกเซียนเหล่านี้ มันเกิดจากการควบแน่นกัน
ของพลังฟั้าดินบรรพกาล หากสูดดมเข้าไป มันจะ
เข้าไปชำระล้างอวัยวะภายใน ถึงแม้ว่าพลังฟั้าดิน
บรรพกาลจะไม่หนาแน่นมากนัก แต่ประสิทธิภาพ
ของมันก็เทียบเท่าได้กับพลังฟั้าดินของเทือกเขาชิง
เทียนเลยทีเดียว
พลังฟั้าดินบรรพกาลเหล่านี้ไม่ได้กระจัดกระจาย
ตัวออกไป มันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของนคร
จักรพรรดิเพลิง
ว่ากันว่านครจักรพรรดิเพลิงเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุด
หลังจากที่รวมรวบเงินของผู้ฝึกตนที่เข้ามาอาศัย
อยู่ในนครจักรพรรดิเพลิงทุกๆสิ้นเดือน จะ
กลายเป็นจำนวนเม็ดเงินมหาศาล
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกมองว่าเป็นพวกมือใหม่ อู่
อวี้ จึงไม่ได้มองไปรอบๆอีก
“สามีภรรยาจอมกระบี่ชั่วฮวา นับว่าเป็นคนที่มี
ชื่อเสียง ย่อมรู้ว่าข้ามายังที่นครจักรพรรดิเพลิง
แน่นอนว่าพวกมันจะต้องมารอข้าอยู่ที่ข้างนอก
เป็นแน่แท้ เพราะหากว่ามันเข้ามาเพื่อสังหารข้า
โดยตรงภายในนี้ เกรงว่าพวกมันจะกลายเป็นตัว
ตลกของทวีปแห่งทวยเทพแล้ว อีกอย่างหากเรื่อง
นี้แพร่งพรายออกไป อาจจะสร้างความไม่พอใจ
ให้กับเซียนกระบี่เทียนจีได้ เป็นเพราะเซียนกระบี่
เทียนจีได้ช่วยชีวิตของข้าเอาไว้”
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่า หนานกง เหว่ย จะต้องการ
เอาชีวิตของเขาหรือไม่ แต่กระนั้น อู่ อวี้ ก็ไม่อยาก
ที่จะรู้ เพราะเรื่องราวต่างๆมันได้จบลงไปแล้ว
“จากนี้เป็นต้นไป ข้าจะมองแต่เพียงหนทาง
ข้างหน้าเท่านั้น!”
ไม่นานนักก่อนที่จะเข้าไป อู่ อวี้ จำเป็นที่จะต้อง
ลงทะเบียนเสียก่อน หลังจากนั้นทหารของทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิงก็จะทำการจนบันทึก
บางอย่างลงไป อู่ อวี้ ที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก
ดังนั้นจึงต้องใช้เวลานานสักหน่อย ตอนนี้เขาไม่ได้
เป็นสาวกของนิกายเซียนซูซันอีกต่อไปแล้ว จึง
ไม่ได้เขียนลงไปว่าอยู่นิกายเซียนซูซัน ทำให้ให้มี
ที่ว่างอยู่หนึ่งช่อง อย่างไรก็ตามนครจักรพรรดิ
เพลิงก็ไม่ได้ไต่ถามอะไรมากนัก เพราะว่าผู้ที่เข้ามา
ภายในนครจักรพรรดิเพลิง ก็มีไม่น้อยที่ไม่ได้สังกัด
ในพรรคนิกายใดๆ
อู่ อวี้ เป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นสร้างแกนนภาระดับที่
8 หลังจากที่เขาลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จึง
สามารถเข้าไปภายในตัวเมืองได้ หากกลับมาที่
นครจักรพรรดิเพลิงในครั้งต่อๆไป ขั้นตอนการผ่าน
ประตูก็จะเร็วขึ้น
หลังจากที่เดินผ่านเข้าไปในประตูเมืองนคร
จักรพรรดิเพลิง กลิ่นอายฟั้าดินก็เริ่มหนาแน่นขึ้น
จนปะทะเข้ามาที่หน้า ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นสุขราว
กับว่าได้สำเร็จกลายเป็นเซียน หลังจากนั้นก็มีเสียง
ดังขึ้นเต็มท้องถนน เมื่อมองจากด้านนอกของ
ประตูเมือง จะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้อย่าง
ชัดเจน เมื่อมองไปรอบๆ จะเห็นได้ว่าที่นี่เป็นเมือง
ที่คึกคักและกว้างใหญ่อย่างยิ่ง ภายในนั้นเต็มไป
ด้วยสิ่งก่อสร้างที่สวยสดงดงามและดูหรูหรา
พระราชวังต่างๆ มีมากมายนับไม่ถ้วน ถนนเส้นนี้
มีความกว้างอย่างน้อยก็หนึ่งร้อยจั้ง มีคนมากมาย
กำลังเดินอยู่เต็มท้องถนน บางคนก็กำลังบินด้วย
ศาสตราเต๋า อย่างน้อยก็มีผู้ฝึกตนอยู่นับพันคนมีที่
บินอยู่บนท้องฟั้า
“เมืองของผู้ฝึกตน ช่างแตกต่างกันจริงๆ!”
หากมองอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าเกือบทุกอาคาร
ต่างก็มีค่ายกลติดตั้งเอาไว้อยู่ ค่ายกลเหล่านั้นมี
เอาไว้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอาคาร
บ้านเรือน ขัดขวางการมองเห็นจากด้านนอก และ
ปกปั้องการรุกร้ำโจมตี ค่ายกลที่ซับซ้อนและ
สวยงามเหล่านี้ ทำให้อาคารเหล่านี้ที่ลอยอยู่บน
ท้องฟั้ายิ่งดู สวยงาม สูงส่ง มากขึ้น
เขาสำรวจไปรอบๆ ทั่วทั้งนครแห่งนี้ ภายใต้แสง
ของดวงอาทิตย์ มีหมอกเซียนสีทองลอยละล่องไป
มาจนดูศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขาม มีผู้ฝึกตนบินอยู่บน
ฟากฟั้าจำนวนนับไม่ถ้วน ราวกับเป็นเมืองแห่ง
สวรรค์ที่อยู่ในจินตานาการของมนุษย์ปุถุชน มัน
เป็นดั่งกับโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่หาได้ยากยิ่ง!
ในความเป็นจริงสำหรับคนธรรมดาแล้ว พลัง
อำนาจอันยิ่งใหญ่ของผู้ฝึกตนเหล่านี้ เปรียบดั่งกับ
พระเจ้า เพียงแต่ว่าพวกเขาเหล่านี้มีอายุไม่ถึงสี่
ร้อยปี ซึ่งไม่เท่ากับพวกปีศาจ
หัวใจของ อู่ อวี้ รู้สึกตกตะลึงและสั่นสะท้าน เขา
ใช้กระบี่บินจักรพรรดิบินอยู่ท่ามกลางเมืองขนาด
ใหญ่ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ใหญ่กว่าหนึ่งในสามของ
อาณาเขตกระบี่สามัญ และมีสิ่งก่อสร้างอยู่เต็มทั่ว
ทุกพื้นที่ ทำให้เขาไม่สามารถจะเดินไปทั่วทั้งเมือง
ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ เขาทำได้เพียงแค่มองไป
รอบๆ และเห็นได้ถึงความคึกคักของนคร
จักรพรรดิเพลิง
อาคารจำนวนมากต่างก็มีการวางค่ายกลเอาไว้อยู่
และสามารถปิดบังความลับได้อย่างดีเยี่ยม เช่น
เมื่อเขากำลังบินอยู่กลางอากาศ ก็ไม่อาจที่จะ
มองเห็นถึงภายในอาคารที่อยู่เบื้องล่างได้
นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอยู่มากมาย ร้านค้าเหล่านี้
ขายทั้งศาสตราเต๋า วิญญาณเซียน เคล็ดวิชาเต๋า
ยันต์เวทย์ สมบัติ นอกจากนี้ก็ยังมีสมบัติหายากที่
หลากหลาย กระทั่งมีวิญญาณเซียน4เส้น วางไว้
อยู่ตามท้องถนน ราวกับว่าไม่กลัวจะมีใครมาขโมย
ไป
และก็มีร้านอีกมากมาย ที่รับซื้อสมบัติเหล่านี้ แต่
ว่าราคารับจะลดลงจากราคาจริงเพื่อนำไปขาย
ทอดตลอดอีกทีหนึ่ง
เจ้าของร้านค้าเหล่านั้นต่างก็มาจากทุกสารทิศ
แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องเช่าพื้นที่ภายในนคร
จักรพรรดิเพลิง ทุกๆเดือนจะต้องจ่าย
ค่าธรรมเนียมจำนวนมหาศาล
นอกจากร้านค้าแล้ว ยังมีสถานที่จัดงานขนาดใหญ่
อยู่อีกหลายแห่ง สถานที่ที่นิกายเซียนซูซันมี ในที่
แห่งนี้ก็มีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสนามประลองเซียน
วิหารคู่เซียน สนามประลองชี้เป็นตาย แม้กระทั่ง
สถานที่ที่เอาไว้หาประสบการณ์เช่น หุบเหวปีศาจ
กระทั่งสิ่งที่นิกายเซียนซูซันไม่มี แต่ที่นี่กลับมี
กล่าวสั้นๆก็คือ ตราบใดที่มีสมบัติมากพอ ก็เป็น
เรื่องยากที่จะหาสมบัติที่ต้องการไม่พบในนคร
จักรพรรดิเพลิงแห่งนี้
ในตอนนี้แม้แต่ศาสตราเต๋าสักชิ้น อู่ อวี้ ก็ไม่มี
ดังนั้นเขาจึงเดินไปตามท้องถนน เมื่อมองเห็นศาต
ราเต๋าต่างๆที่วางเรียงรายอยู่บนพื้นถนน เขาก็อด
ไม่ได้ที่จ้องมองตาเป็นมัน
แน่นอนว่าเขาจะต้องเก็บอาการเอาไว้ แต่ท่าทางที่
เหมือนกับบ้านนอกเข้าเมือง ไม่สามารถปิดบังได้
อย่างสมบูรณ์ มีผู้ฝึกตนมากมายเข้ามาเมื่อ
มองเห็นเขา ถามว่าเขาต้องการสิ่งใดไม่ว่าจะเป็น
ศาตราเต๋า เคล็ดวิชา หรือว่าสิ่งของต่างๆ และก็ยัง
คุยโวถึงสมบัติที่อยู่ในมือของพวกมันต่างก็มี
ประวัติความเป็นมาที่สูงส่ง……
อู่ อวี้ ได้รับเม็ดยาสร้างแกนนภา500เม็ดมานี้ และ
บนร่างเขาก็มีศาสตาเต๋าเชื่อมจิตอยู่เพียงแค่ไม่กี่
ชิ้น ซึ่งไม่ค่อยมีค่ามากเท่าใดนัก
ดังนั้นเมื่อเขาเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้จึงเดินออกมา
ในทันทีหลังจากที่ตอบปฏิเสธไป
“ข้าจะต้องพึ่งพาตนเอง ในมือนี้ถ้าหากไม่มีเงิน
แล้วเจ้าจะทำสิ่งใดได้ในนครจักรพรรดิเพลิง? ข้า
จะต้องยืนหยัดด้วยตัวเองให้ได้!”
หลังจากที่ อู่ อวี้ เดินไปรอบๆ ก็ยังมีปัญหาอีก
อย่างที่สำคัญ นั่นก็คือเขาไม่มีที่พักพิง ไม่ทีที่อยู่
อาศัยเกรงว่าถึงจะมีวัตถุดิบที่นำมาใช้หลอมสกัด
ปรุงเม็ดยาสร้างแกนนภา แต่เขาก็ไม่อาจที่จะ
หลอมปรุงเม็ดยาตรงกลางถนนได้………
และถ้าหากไม่มีที่ซุกหัวนอน จะสามารถฝึกตนบ่ม
เพาะกลางท้องถนนได้อย่างไร?
แน่นอนว่าในนครจักรพรรดิเพลิงมีที่พักอยู่
มากมายหลากหลายที่ ซึ่งนั่นก็คือ ‘โรงเตี๊ยมเซียน’
และถ้าหากต้องการที่จะเข้ามาพักอาศัย ก็จะต้อง
จ่ายเงิน ถึงแม้จะเป็นโรงเตี้ยมที่เรียบง่ายที่สุดและ
อยู่ในตำแหน่งที่เลวร้ายที่สุด ก็จะต้องใช้เม็ดยา
สร้างแกนนภามากกว่าสิบเม็ดต่อการพักหนึ่งวัน
นอกจากนี้ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ฝึกตน
ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นสร้างแกนนภาระดับที่ 3 ที่มาพัก
อาศัย ซึ่งส่วนมากจะไม่มีทางที่พวกเขาสามารถอยู่
ในนครจักรพรรดิเพลิงได้นาน
ก่อนอื่นเขาจะต้องการที่ขายทรัพย์สมบัติที่ติดตัว
อยู่ แต่เมื่อรวมๆกันแล้วมูลค่าของมันก็ยังมีไม่ถึง
เม็ดยาสร้างแกนนภา10เม็ด
“ถ้าหากบนร่างไม่มีสมบัติของแม้แต่น้อย ก็ไม่อาจ
ที่จะทำการฝึกตนได้” อู่ อวี้ ต้องการที่จะขาย
สิ่งของบางอย่าง ในตอนนี้เขาทำใจให้สงบแล้ว
ค่อยคิดกันต่อไป จากนั้นเขาก็เดินมาถึงลานแห่ง
หนึ่งที่คึกคักมีชีวิตชีวา เบื้องหน้าปรากฏเป็นวัง
วิหารขนาดใหญ่ที่สวยงามวิจิตรตระการตา วิหาร
แห่งนั้นถูกปูด้วยกระเบื้องสีเคียวครามดูสวยงาม
และมีเกียรติ เรียกได้ว่าเดินไปห้าก้าวก็เจอตึกราม
บ้านช่องเยอะแยะมากมาย และบนอาคารแต่ละ
หลังต่างก็มีกลิ่นอายของค่ายกลอยู่ บางแห่งก็ปิด
ซ่อนมันเอาไว้ หรือไม่ก็แสดงออกมาตรงๆ เพื่อ
แสดงถึงความสวยงามของอาคาร”
“วังวายุบุปผาหิมะจันทรา ”
เห็นประกาศที่ติดอยู่บนประตู ถูกเขียนด้วย
ตัวอักษรขนาดใหญ่
เหตุผลที่ อู่ อวี้ สามารถจดจำได้ในทันที่ก็เป็น
เพราะว่ายอดเขาของศิษย์พี่โม่ของเขา ก็มีชื่อว่า
ยอดเขาวายุบุปผาหิมะจันทราเช่นเดียวกัน เขายัง
พบอีกว่าด้านในมีสาวงามอยู่นับร้อยที่คอยรับ
ปรนนิบัติอยู่ภายใน ช่างสมกับชื่อวังโดยแท้….
แต่ความเป็นจริงๆแล้ว วังวายุบุปผาหิมะจันทรา
ไม่ใช่สถานที่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสวยงามตาม
ตัวอักษร หากว่า อู่ อวี้ เดาไม่ผิด นี่ควรจะเป็น
สถานที่บางอย่างที่คล้ายกับ ‘สนามประลอง’
สถานที่เช่นนี้กลับใช่ชื่อเช่นนี้ ทำให้ อู่ อวี้
ค่อนข้างรู้สึกกลัดกลุ้มอยู่หน่อยๆ
อย่างไรก็ตาม จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าใน
สถานที่แห่งนี้ไม่มีใครรู้จักเขา แม้ว่าเขาจะอยู่ใน
ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่ 8 แต่ด้วยพลังด้านการ
ต่อสู้เขาเหนือล้ำไปไกลแล้ว ทำให้เขามีลาง
สังหรณ์บางอย่างว่าหลังจากที่เดินเข้าไปข้างใน
แล้ว เขาจะสามารถหารายได้จำนวนมากจากที่นี่!
ตอนนี้ความมั่งคั่งสำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ถือว่าเป็นสิ่ง
ที่สำคัญ
ดังนั้นเขาจึงไม่คิดอะไรให้มากมาย พร้อมเดินเข้า
ไปภายใน วังวายุบุปผาหิมะจันทรา ตรงๆ
สถานที่แห่งนี้มีคนเข้าออกตลอดเวลา ทำให้
สถานที่แห่งนี้มีชีวิตชีวามากที่สุดที่ อู่ อวี้ ได้เคย
พบพานมาเลยก็ว่าได้
ในตอนที่เพิ่งจะเดินเข้าไปภายในพระราชวังอัน
งดงามแห่งนี้ จะเห็นได้ถึงการตกแต่งภายในที่
สวยงามวิจิตร อาจจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลง
ด้วยค่ายกล ทำให้สถานที่แหง่นี้ดูใหญ่กว่า
ภายนอก แม้กระทั่งมองไม่เห็นถึงเส้นขอบของมัน
สถานที่แห่งนี้แบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นด้านล่างดู
เหมือนว่าจะมีสนามประลองแบบเปิดอยู่จำนวน
มาก ส่วนด้านบนจะเป็นพื้นที่สำหรับการเดิมพัน
พื้นที่ที่ใช้สำหรับการเดิมพันนั้นจะแตกต่างจาก
สนามประลอง ในตอนที่ด้านล่างทำการต่อสู้กัน
คนที่อยู่ด้านบนก็จะสามารถวางเดิมพันได้ เพื่อ
พนันผลการแพ้ชนะ
ในตอนที่เพิ่งเข้ามา อู่ อวี้ ก็พบว่าด้านบนนั้นมี
ความวุ่นวายมากว่าด้านล่าง
คนที่มาเดิมพันกลับมีมากว่าคนที่ต่อสู้อยู่มากมาย
ในนครจักรพรรดิเพลิงห้ามให้มีการต่อสู้กัน ดังนั้น
สถานที่แห่งนี้ก็นับว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เปิด
โอกาสให้ประลองกัน มันเป็นที่ที่มีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง
คาดว่าจะมีคนอยู่นับหมื่นคนอยู่รวมกันในที่แห่งนี้
หลังจากที่ อู่ อวี้ เดินเข้ามา ทันใดนั้นก็มีคนที่สวม
ใส่ชุดคลุมที่ดูเรียบง่ายแต่ดูมีราศี เป็นหญิงสาวที่มี
หน้าตางดงามราวกับเป็นนางเซียนเข้ามาทักทาย
นางกล่าวด้วยความสุภาพว่า “สหายอู่ จะต้องมา
ที่แห่งนี้เป็นครั้งแรกใช่หรือไม่ ข้าจะรับผิดชอบใน
การแนะนำสถานที่ในวังวายุบุปผาหิมะจันทรา
ของพรรคซ่างหยวนของเรา ท่านสามารถเรียก
ขานข้าว่า ‘เฟิงเอ๋อร์’ได้ ขอเรียนถามสหายอู่
ต้องการที่จะไปเวทีเดิมพันด้านบนหรือไม่ หรือว่า
ต้องการจะไปที่สนามประลองกายสิทธิ์?”
เมื่อเทียบการไปเดิมพันฝากเงินไว้กับผู้อื่น แน่นอน
ว่า อู่ อวี้ ย่อมเชื่อมันในตนเองมากกว่า ดังนั้นเขา
จึงกล่าวด้วยความกระตือรือร้นกับ เฟิงเอ๋อร์ ว่า
“ข้าต้องการที่จะไปสนามประลองกายสิทธิ์”
เฟิงเอ๋อร์ ยิ้มแล้วคิดในใจว่า “ไอเจ้าซื่อบื้อนี่มายัง
นครจักรพรรดิเพลิง แห่งนี้ครั้งแรกก็จะมาหาโชค
ลาภแล้วงั้นรึ ช่างโง่เง่าเสียจริง”
อู่ อวี้ กำลังคิดถึงสิ่งอื่นอยู่ ไม่คาดคิดว่านี่จะเป็น
แหล่งรายได้ของพรรคซ่างหยวน คาดว่าพรรคซ่าง
หยวนจะต้องติดสินบนให้กับนครจักรพรรดิเพลิง
ทุกเดือนอย่างแน่นอน จึงจะสามารถมีสถานที่ที่
ใหญ่โตเช่น วังวายุบุปผาหิมะจันทราได้
พรรคซ่างหยวนถือได้ว่าเป็นพรรคที่ยิ่งใหญ่ แม้
กระทั่งเฟิงเอ๋อร์ผู้นี้ กลับสามารถทะลวงขึ้นมาอยู่
ในขั้นสร้างแกนนภาระดับที่ 4 ได้ ทั้งๆที่อายุยัง
น้อยขนาดนี้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ