กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 358 : รุงอรุณ
ขั้นสร้างแกนนภาระดับที่ 8!
ในครั้งนี้นับว่า อู่ อวี้ ได้ไล่ตาม หนานกง เหว่ย
และ เปั่ยซาน ม่อ ไปอีกหนึ่งก้าวแล้ว
แต่ อู่ อวี้ รู้ดีว่าตนเองยังอยู่ห่างไกลจากพวกเขา
มากนัก จะต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ มิฉะนั้น จะ
ปล่อยให้ผู้คนพากันขับไล่ตนเองรู้สึกผิดที่กระทำ
กับเขาเช่นนี้ได้อย่างไร?
มิฉะนั้นจะทำให้เซียนกระบี่กุ้ยหยางมองเห็นคุณค่า
ของตนเองได้อย่างไร?
ถึงแม้ว่าในตอนนี้เขาได้เสียศาสตราสถิตวิญญาณ
ไปแล้ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากการยกระดับของ
แกนกำเนิด ในด้านพลังการต่อสู้ของ อู่ อวี้ ก็ถือว่า
ได้ยกระดับ แต่กระนั้นการที่จะไปหาศาสตราเต๋า
ชิ้นใหม่ก็เป็นเรื่องที่เร่งด่วนอยู่ดี
อย่างไรก็ตามในตอนนี้ร่างกายปราศจากอาวุธ
อย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องกล่าวถึงศาสตราสถิต
วิญญาณ แม้แต่ศาสตราเชื่อมจิต เขาก็ยังไม่
อาจจะซื้อได้
โดยเฉพาะนครจักรพรรดิเพลิงแห่งนี้ แก่นแท้กระบี่
ถือเป็นสิ่งของไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
ถึงแม้ว่าเขาจะยากจนค้นแค้น แต่ อู่ อวี้ ก็ยัง
คาดหวังกับนครจักรพรรดิเพลิงแห่งนี้
เรื่องของนิกายเซียนซูซัน เขาต้องปล่อยวางมันไป
ก่อน ในตอนนี้ควรมุ่งเน้นความสนใจทั้งหมดไปที่
นครจักรพรรดิเพลิง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าในหนึ่งเดือนที่เจ้าอยู่ด้านนอกของ
นครจักรพรรดิเพลิง แล้วสามารถทะลวงฝั่าขั้น
สร้างแกนนภาระดับที่ 8 มาได้จะต้องใช้เม็ดยา
สร้างแกนนภาไปเท่าไหร่?” เฉิน ชิงหยู๋ เอ่ยถาม
เขาด้วยรอยยิ้ม
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะ ในตอนนี้ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องของ
เม็ดยาสร้างแกนนภา หรือว่าเม็ดยาปราณมรกต
เพราะเขาไม่แน่ใจว่าตนเองใช้ไปเท่าไหร่แล้ว
“500”
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวโอ้อวดอะไร แต่ก็นับเป็น
จำนวนที่สูงมากทีเดียว ยังไงแล้วในหนึ่งปีนี้เขาใช้
ไปแล้วมากกว่า 6,000 เม็ด สำหรับคนอื่นๆขั้น
สร้างแกนนภาระดับ 8 เช่นระดับเดียวกับ เฮยซาน
กุ้ยอี้ เม็ดยาสร้างแกนนภา6,000 เม็ดนั้นก็นับได้ว่า
มากมายมหาศาล
หากต้องการที่จะอยู่ที่นครจักรพรรดิเพลิง จะต้อง
ขยันทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะสามารถนำเงินมา
หลอมเป็นเม็ดยา!
“เจ้ายังมีเม็ดยาสร้างแกนนภาอยู่อีกเท่าไหร่?” เฉิน
ชิงหยู๋ จ้องมองไปที่ถุงจักรวาลของเขา
อู่ อวี้ ยิ้มด้วยใบหน้าอันขมขื่น “ไม่มี…….”
“เอาล่ะ ข้าจะให้เจ้า” เฉิน ชิงหยู๋ กล่าวด้วย
ท่าทางที่สดใส หยิบบางสิ่งออกมาจากถุงจักรวาล
ดูเหมือนว่านางได้เตรียมมาพร้อมมาเป็นอย่างดี
และส่งมอบมันให้กับ อู่ อวี้
อู่ อวี้ รีบปฏิเสธออกไปว่า “พี่สาวเฉิน อย่าดีกว่า
หลังจากนี้ข้าต้องพึ่งพาตนเอง ข้าจะหาหนทางที่
จะอยู่ในนครจักรพรรดิเพลิงด้วยตนเอง ท่านไม่
สามารถที่จะมอบมันให้กับข้า……”
ก่อนหน้านี้เขาได้รับสิ่งต่างๆมากมายจาก หนานกง
เหว่ย จึงรู้ว่าการเป็นหนี้นั้นหนักหนาขนาดไหน อีก
ทั้งตอนที่แยกจากกันก็ยังค่อนข้างคาใจอยู่ไม่น้อย
ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงกลัวที่จะให้คนอื่นมา
ช่วยเหลือตนเอง การเป็นหนี้บุญคุณนั้นยากที่จะ
ทดแทนได้หมด
“จะเกรงใจไปทำไม เจ้าคิดว่าข้าจะให้เจ้าเป็นหมื่น
เม็ดเลยรึ? นี่มันเพียงแค่เม็ดยาสร้างแกนนภา 500
เม็ดเท่านั้นเอง นี่เป็นต้นทุนให้เจ้าเป็นค่าผ่านทาง
เพื่อเข้าไปอยู่ในนั้นได้หนึ่งเดือนเท่านั้น หลังจาก
นั้นเจ้าก็ต้องพึ่งพาตนเอง พี่สาวเฉินของเจ้าไม่ได้
รวยขนาดนั้น อย่าคาดหวังว่าข้าจะใช้เงินเพื่อให้
เจ้าได้อยู่ที่นี่อย่างสุขสบายสิ……..”
เฉิน ชิงหยู๋ ขยิบตาให้เขา
อู่ อวี้ รู้สึกว่านางได้มอบหลายสิ่งให้ตัวเองมากมาย
ถึงนี่จะเป็นเพียงแค่เม็ดยาสร้างแกนนภา 500 เม็ด
แต่เขาก็ยังรู้สึกอึดอัดใจ เขาทำได้เพียงแค่ยิ้ม
ก่อนที่จะรับเม็ดยาสร้างแกนนภา 500 เม็ดนี้มา
อย่างไรก็ตามถ้าหากไม่ได้มีเม็ดยา 500 เม็ดนี้แล้ว
เขาก็ไม่อาจที่จะเข้าไปในนครจักรพรรดิเพลิงได้
นั่นก็ยิ่งไม่ต้องไปกล่าวถึงการทำงานหาเงิน
ยากจน เขายากจนจริงๆ
โชคดีที่บนตัวของเขายังมีของบางสิ่งที่สามารถ
ขายได้ ยังคงมีวัตถุดิบบางอย่างหลงเหลืออยู่ ทำ
ให้สามารถหลอมสกัดปรุงเม็ดยาสร้างแกนนภา
ออกมา ดังนั้นคาดว่าคงจะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่
เดือนก็น่าจะฟืนจากสภาวะตอนนี้
ในตอนนี้ อู่ อวี้ มีลางสังหรณ์บางอย่าง ว่าเขา
น่าจะใกล้ถึงนครจักรพรรดิเพลิงแล้ว
นครจักรพรรดิเพลิง เป็นนครที่ใหญ่ที่สุดในทวีป
แห่งทวยเทพ
ในตอนนี้เขาเกือบจะถึงจุดศูนย์กลางของทวีปแห่ง
ทวยเทพ ภูมิประเทศที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้เป็น
พื้นที่สูงชัน ทั้งสี่ทิศล้อมรอบไปด้วยภูเขาสีเขียวขจี
บนภูเขามีต้นไม้เจริญงอกงาม และมีสัตว์หายาก
อยู่มากมาย ซึ่งหากพวกมันมีการเปิดสติปัญญาขึ้น
ก็จะสำเร็จกลายเป็นปีศาจ กระทั่งต้นไม้โบราณ
อายุพันปีที่ได้อาบไล้แสงตะวันและจันทรามาโดย
ตลอด ก็สามารถกลายเป็นปีศาจได้เช่นกัน
เขามองไปยังแผ่นดินอันกว้างหญ่ไพศาลของทวีป
แห่งทวยเทพ ซึ่งตำแหน่งใจกลางของทวีปแห่ง
ทวยเทพ ถึงแม้ว่าจะไม่สูงเท่ากับเทือกเขาชิงเทียน
แต่มันก็ดูงดงามและสูงส่งไร้เที่เปรียบ
ในตอนนี้ดวงตะวันกำลังจะโผล่พ้นขอบฟั้า ตะวัน
เริ่มทอแสง ไปยังแผ่นดินที่ไม่มีที่สิ้นสุด ส่อง
กระทบพื้นผิวของภูเขาสูง ราวกับว่ามันถูกปกคลุม
ไปแสงสีทอง
อู่ อวี้ กำลังอาบไล้แสงตะวัน ความอบอุ่นของดวง
ตะวัน ราวกับว่าในตอนนี้เขาได้เกิดใหม่ขึ้นมาอีก
ครั้ง!
งดงามและกว้างใหญ่ไพศาล
ในนิกายเซียนซูซัน สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์
ของทวีปแห่งทวยเทพได้น้อยเกินไป
ในตอนนี้ อู่ อวี้ ค้นพบว่า การฝึกตน ไม่จำเป็นที่
จะต้องอยู่ในดินแดนในอุดมคติตลอด บางครั้งลอง
ออกมาภายนอก ก็สามารถที่จะรู้แจ้งถึงบางสิ่งได้
อย่างลึกซึ้งมากขึ้น
“จวนจะถึงแล้วล่ะ ข้าเห็นนครจักรพรรดิเพลิง
แล้ว” ถึงแม้ว่า เฉิน ชิงหยู๋ เคยมาที่นี่หลายครั้ง
แล้วก็ตาม แต่ในวันนี้ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น
จนสังเกตได้ว่ายามนี้นางรู้สึกตื่นเต้นหลงใหลเป็น
อย่างยิ่ง
“ทำไมข้าถึงไม่เห็น?” อู่ อวี้ มองไปที่ข้างหน้า เห็น
เพียงแค่ที่ราบสูงเรียบๆอยู่เบื้องหน้า ถึงแม้ว่ามัน
จะมีความสูงเป็นอย่างมาก แต่มันก็เป็นเพียงแค่ที่
ราบสูงเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นแผ่นดินราบเรียบจน
สามารถให้ม้าห้อทะยานไปได้อย่างรวดเร็วได้อย่าง
ไร้อุปสรรค์ เมื่อมองไปทิศทางนั้น จะเห็นเส้นขอบ
ของแผ่นดินได้อย่างชัดเจน แต่กลับมองไม่เห็นการ
ดำรงอยู่ของตัวนคร!
เฉิน ชิงหยู๋ กล่าวล้อเลียน “เจ้าเด็กโง่ ใครบอกว่า
นครจักรพรรดิเพลิงตั้งอยู่บนพื้นดิน เจ้าลองมอง
ขึ้นไปบนฟั้าสิ”
อู่ อวี้ รู้สึกสั่นสะท้าน เขาเบนสายตามองจากทิศที่
ห่างไกลขึ้นไปสู่ท้องนภา เหนือท้องฟั้าขึ้นไป เมฆสี
ขาวม้วนกวาดไปมา ราวกับเป็นแดนสวรรค์
ในตอนนั้น อู่ อวี้ พบว่าใจกลางเมฆขาวที่อยู่บน
ท้องฟั้า ดูเหมือนว่าจะมีนครขนาดใหญ่ที่ยากเกิน
จะจินตนาการได้ นครนั้นสามารถมองเห็นได้ทั่วทั้ง
ดินแดนแห่งทวยเทพอย่างเด่นชัด มันได้ลอยอยู่บน
ก้อนเมฆอย่างน่าตื่นตะลึง จุดที่พวกเขาอยู่นั้น
สามารถมองเห็นมุมหนึ่งของนครที่อยู่เหนือท้อง
นภา ส่วนอีกฟากของท้องนภาที่กว้างไกลจนสุดลูก
หูลูกตานั้น ก็ยังสามารถมองเห็นสุดขอบของนคร
อีกมุมหนึ่งได้
“นครจักรพรรดิ มีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งในสามของ
อาณาเขตกระบี่สามัญ แน่นอนว่า สิ่งก่อสร้างที่อยู่
ข้างในย่อมมีมากกว่าอาณาเขตกระบี่สามัญกว่า
ร้อยเท่า เล่าลือกันว่าทั่วทั้งนครจักรพรรดิเพลิง
เป็นศาสตราแก่นแท้เต๋าชิ้นหนึ่ง ที่ไม่มีวันถูก
ทำลาย แม้กระทั่งยังมีข่าวลือว่ามันได้คุมขังปีศาจ
ที่มีพลังอำนาจทำลายล้างโลกอยู่ตัวหนึ่ง อย่าไรก็
ตามข้าเคยมาที่นครจักรพรรดิเพลิงหลายครั้งแล้ว
ตำนานเหล่านี้ต่างก็เป็นเพียงข่าวลือเพื่อที่จะดึงดูด
ผู้คนภายนอกให้เข้ามายังนครจักรพรรดิเพลิง
เท่านั้น”เฉิน ชิงหยู๋ กล่าว
แค่ อู๋ อวี้ ได้ยินเพียงแค่ว่ามีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งใน
สามของอาณาเขตกระบี่สามัญ เขาก็รู้สึกตกตะลึง
มากแล้ว นี่ก็คือนครซึ่งไม่ใช่สถานที่แบบเดียวกัน
นิกายเซียนซูซัน ทั้งยังมีขนาดใหญ่กว่าถึงหนึ่งใน
สามของอาณาเขตกระบี่สามัญ อีกทั้งยังล่องลอย
อยู่บนฟากฟั้าอีก!
ราวกับว่านครแห่งนี้เป็นปีกขนาดยักษ์
ทุกทิศทางต่างก็รายล้อมไปด้วยก้อนเมฆ ไม่ว่าจะ
มองไปทางไหน กลับมองเห็นเพียงแค่ยอดภูเขา
น้ำแข็งของนครแห่งนี้เท่านั้น
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ส่วนยอดของภูเขา
น้ำแข็ง แต่เมื่อเปรียบเทียบนิกายเซียนซูซันแล้ว ที่
แห่งนี้เปรียบเสมือนกับแดนสวรรค์ ดูเหมือนกับ
……..พระราชวังสวรรค์!
ไม่ผิด นครที่ลอยตัวอยู่เหนือก้อนเมฆแห่งนี้ ไม่
แตกต่างกับแดนสวรรค์ที่อยู่ในตำนานแม้แต่น้อย!
กลิ่นอายอันบริสุทธิ์ พระราชวังขนาดใหญ่
ทางเดินที่ขดเคี้ยวไม่มีที่สิ้นสุด อิฐและกระเบื้องสี
เขียวครามวางเรียงราย ราวกับเป็นมังกรเทวะ
ขนาดใหญ่โบยบินอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ ส่องแสง
ระยิบระยับออกมา…….
เมื่อดวงตะวันทอแสงบน ‘นครจักรพรรดิเพลิง’
แห่งนี้ หมู่เมฆรอบด้านก็เหมือนว่าถูกย้อมไปด้วยสี
ทองอร่าม ให้ความรู้สึกราวกับได้มาถึงอยู่บนแดน
สวรรค์
“นครจักรพรรดิเพลิง!”
แม้ว่าทำไมถึงได้ตั้งชื่อเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็ไม่เข้าใจ
เกี่ยวกับทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง เขายังไม่คิดถึง
เรื่องนั้นมากนัก ในตอนนี้เขาต้องการที่จะเปลี่ยน
สถานที่และเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หัวใจของเขาไม่มีอะไร
อื่น ต้องการเพียงแค่ฝึกตนบ่มเพาะพลังเท่านั้น!
“ประตูเมืองของนครจักรพรรดิเพลิงแต่ละประตู
ต่างมีทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงคอยรักษาการณ์
อย่างเคร่งครัด แต่จริงๆแล้วตราบใดที่เจ้าไม่ได้
เป็นผู้ร้ายที่อยู่ในประกาศนำจับของพรรคนิกาย
ขนาดใหญ่ หรือว่าเป็นปีศาจที่โหดเหี้ยมอำมหิตที่
อยู่ในบันทึกของนครจักรพรรดิเพลิง หรือเป็นผู้ฝึก
ตนนอกรีตที่ถูกนครจักรพรรดิเพลิงบันทึกเอาไว้บน
บัญชีดำแล้วละก็ ตราบใดที่เจ้าจ่ายเงินก็สามารถ
เข้าไปข้างในได้ เข้าไปเพื่อฝึกตน หรือเข้าไปทำ
การค้าขาย หรือว่าไปทำการล่าสมบัติก็ล้วนกระทำ
ได้ทั้งสิ้น”
เหตุผลที่ผู้คนเข้าไปทำการฝึกตน นั่นก็เป็น
เพราะว่าภายในนครจักรพรรดิเพลิง มีสถานที่ที่มี
พลังฟั้าดินบรรพกาล ทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพที่
แห่งนี้กล่าวได้ว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่เดียวที่มีพลัง
ฟั้าดินบรรพกาลอยู่ก็ว่าได้ ว่ากันว่าผลลัพธ์ของ
การบ่มเพาะด้วยพลังฟั้าดินบรรพกาล ไม่แตกต่าง
จากอาณาเขตกระบี่แก่นแท้และอาณาเขตกระบี่
โลกาเลยแม้แต่นิดเดียว กระทั่งในบางพื้นที่ก็ยัง
สามารถเทียบเท่าได้กับอาณาเขตกระบี่สวรรค์
ส่วนนครที่อยู่เขตชั้นในจะให้ผลลัพธ์เท่ากับอาณา
เขตเซียนแห่งซูซัน
เหล่าพรรคนิกายสามัญ ที่ไม่มีพลังกลิ่นอายฟั้าดิน
เช่นเดียวกับนิกายเซียนซูซัน จึงทำได้แม้กระทั่ง
ยินยอมจ่ายเงินเพื่อเข้ามาฝึกตนภายในนคร
จักรพรรดิเพลิง เพื่อดิ้นรนแสวงหาความก้าวหน้า
สถานที่เช่นนครจักรพรรดิเพลิง ตราบใดที่มี
ความสามารถ ก็มีหลากหลายวิธีรองรับที่จะหา
รายได้ภายในนี้ ไม่จำกัดเฉพาะเม็ดยาสร้างแกน
นภา กับ เม็ดยาปราณมรกตเท่านั้น ไม่ว่าเม็ดยา
ใดๆที่มีราคาที่ชัดเจน ก็ล้วนสามารถนำมาใช้ใน
การแลกเปลี่ยนได้ทั้งหมด
เฉิน ชิงหยู๋ นำ อู่ อวี้ มาที่ประตูเมืองแห่งหนึ่ง
ประตูเมืองของนครจักรพรรดิเพลิง มีมากกว่า99
บาน ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ในทุกๆวันก็ยังมีคนเข้า
ออกนครจักรพรรดิเพลิงไม่ขาดสาย เมื่อ อู่ อวี้
มาถึงด้านนอกของประตูเมือง เขาก็ร่อนลงมายืน
อยู่บนลานที่อยู่ด้านนอกของประตู ลานนี้ไม่ได้
กว้างใหญ่มากนัก ซึ่งมีผู้คนหลายร้อยกำลังยืนคอย
อยู่ และก็มีอีกหลายร้อยคนที่กำลังต่อแถวเข้าไป
ภายในนครจักรพรรดิเพลิงแห่งนี้
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงกำลังทำการตรวจสอบ
อย่างเข้มงวด สำหรับผู้ที่ทำงานให้กับนคร
จักรพรรดิเพลิง ส่วนใหญ่แล้วจะได้รับการยกย่อง
ว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในเมืองชั้นในของนครจักรพรรดิ
เพลิง และกระทั่งผู้ที่รับผิดชอบการจดบันทึกอยู่ที่
ประตูเมือง พวกเขาต่างก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอยู่
ภายนอกของนครจักรพรรดิเพลิงทั้งสิ้น
กล่าวขานกันว่าเป็นกองทัพเซียน!
อู่ อวี้ เติบโตขึ้นจากในกองทัพ เมื่อเขาได้เห็น
กองทัพที่สามารถรวมใจเป็นหนึ่งได้ ยืนตระหง่าน
อยู่บนประตูเมือง มีสีหน้าที่ดูดุดัน เห็นได้ชัดว่า
พวกเขาได้รับการฝึกฝนมาอย่างเหนื่อยยาก ช่วย
ไม่ได้ที่เขาจะเกิดเป็นความรู้สึกโหยหาและคิดถึง
บรรยากาศเช่นนี้
ทันใดนั้นเขาก็พบว่าบางทีสถานที่แห่งนี้อาจจะเป็น
ที่ที่เหมาะสมกับเขา
เขาไม่ได้ฝึกฝนบนเส้นทางของวิถีกระบี่
บนร่างของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงแต่ละคนล้วน
สวมใส่ ชุดเกราะเซียนเหยียนหวง(จักรพรรดิ
เพลิง) ซึ่งชุดเกราะนี้เป็นศาสตราเต๋าที่เป็น
เอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือนของนครจักรพรรดิเพลิง
ชุดเกราะเซียนเหยียนหวงมีทั้งสีทองและสีดำปน
สลับกัน หลังจากที่สวมใส่มันแล้ว ทำให้ดูสง่าราว
กับเป็นเทพสงครามก็มิปาน
ถึงแม้ว่าจะอยู่ในขอบเขตขั้นที่ไม่ต่างกัน แต่ว่าจิต
วิญญาณของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงและนิสัย
เฉพาะตัวเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนคนอื่นๆแล้วกลับ
โดดเด่นกว่ามาก แม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ของ
ซูซัน ที่ขึ้นชื่อว่าดุดันและร้ายกาจ ก็ยังไม่สามารถ
แสดงออกถึงจิตวิญญาณของการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง
ได้เช่นเดียวกับทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงได้เช่นนี้
อู่ อวี้ อ่านกฏระเบียบอยู่ด้านหลังของฝูงชนเพื่อรอ
ที่จะเข้าไปภายในเมือง
จริงๆแล้วจนกระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังไม่ได้เห็น
ภาพรวมของนครจักรพรรดิเพลิง บางทีอาจเป็น
เพราะการดำรงอยู่ของค่ายกล เพราะว่ามันได้ลบ
จิตสัมผัสของเขาที่แผ่ออกไป ทำให้เขาไม่สามารถ
มองเห็นถึงความสง่างามของนครจักรพรรดิเพลิง
ได้
“อู่ อวี้ แล้วพบกันใหม่” เฉิน ชิงหยู๋ โบกมืออำลา
“อู่ อวี้ เจ้าอย่าได้ลืมพี่สาวเฉินของเจ้าเสียหล่ะ ถ้า
หากเจ้าต้องการอิสตรีเคียงข้างจริงๆละก็ เจ้า
สามารถพิจารณาพี่สาวเฉินผู้นี้เชียวนะ ข้าไม่ถือ
เรื่องวัวแก่กินหญ้าอ่อนหรอกนะอย่าลืม” เฉิน ชิง
หยู๋ ขยิบตาให้เขา
อู่ อวี้ กลัวจนตัวสั่น โชคดีที่นางเพียงแค่หยอกล้อ
เขาเล่น
แน่นอนว่า เฉิน ชิงหยู๋ เป็นคนที่น่าสนใจยิ่ง เมื่อ
เทียบกับ หนานกง เหว่ย แล้ว นางมีเสน่ห์ในแบบ
ของผู้ใหญ่
จริงๆแล้ว นางต้องการที่จะให้ อู่ อวี้ ได้รู้สึกผ่อน
คลายก่อนที่จะเข้าสู่นครจักรพรรดิเพลิง
“ขอบคุณพวกท่านทั้งสอง บุญคุณนวันนี้ข้าจะ
จดจำเอาไว้ไม่มีทางลืมเลือน สักวันหนึ่งข้าจะต้อง
ตอบแทนอย่างแน่นอน” อู่ อวี้ โค้งคำนับพวกเขา
“พอแล้ว อย่าได้จริงจังเหมือนกับเป็นชายแก่เช่นนี้
เลย พวกข้าไปก่อนนะ!” เฉิน ชิงหยู๋ หัวเราะร่า
ความจริงพวกเขาควรที่จะไปนานแล้ว
อู่ อวี้ ที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มฝูงชน ยิ่งมายิ่งเข้าใกล้
เมืองมากยิ่งขึ้น
เขาไม่สามารถที่จะเลิกคิดถึงพวกเขาทั้งสองไปได้
ทันใดนั้น เสียงของ เฉิน ชิงเหยา ดังก้องขึ้นอยู่
ภายในหูของ อู่ อวี้
“อู่ อวี้ คนเราต้องสู้จนถึงลมหายใจสุดท้าย ข้าจะ
รอเจ้ากลับไปที่นิกายเซียนซูซันในสักวันหนึ่ง!”
เมื่อ อู่ อวี้ หันกลับไป พวกเขาทั้งสองก็ลับไปไกล
เสียแล้ว
“คนเราต่อสู้จนถึงลมหายใจสุดท้าย อดทนกล้ำ
กลืนฝั่าฟัน อย่าได้ลืมความอัปยศอดซูที่ได้รับจาก
นิกายเซียนซูซัน…….รอข้ากลับไปที่นิกายเซียนซู
ซันเสียก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่กลับไปในฐานะศิษย์
สาวก แต่ข้าจะใช้กำลังและลำแข้งของตนเพื่อ
กลับไปทวงคืนความยุติธรรม……”
เฉิน ชิงเหยา เป็นผู้ที่เข้าใจเขาอย่างแท้จริง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ