กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 423 : กิ่งทองใบหยก
ตามตารางกำหนดการ ลั่วผิน กับ ฉิน ฝูเหยา
จะต้องต่อสู้กันในรอบนี้ ซึ่งพวกนางทั้งสองก็มี
ความขัดแย้งกันเป็นการส่วนตัว และหากเมื่อ ลั่ว
ผิน สามารถเอาชนะ ฉิน ฝูเหยา ได้แล้ว ก็จะ
สามารถเข้าสู่ 3 อันดับแรกได้โดยทันที
ถึงแม้ ฉิน ฝูเหยา จะมิได้ดูมุ่งมั่นเท่าใดนัก แต่อันที่
จริงแล้วในช่วงเวลานี้ นางนั้นให้ความสำคัญกับ
การกลายเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกอย่างยิ่ง ซึ่ง
แน่นอนว่า ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 4 คนต่างกระตือรือร้น
ที่จะได้เข้าสู่คฤหาสน์เจ้านคร
ซึ่งมันก็คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใด ฉิน ฝูเหยา จึง
ตั้งตนเป็นศัตรูกับ ลั่วผิน อย่างเห็นได้ชัด เมื่อครั้งที่
พวกนางทั้งสองไปทำภารกิจที่ เมืองเมฆาแรกอรุณ
ยามนั้นนางสุภาพกับลั่วผินมาก
แน่นอนว่า ไม่ได้มีเพียง ฉิน ฝูเหยา กับ ลั่วผิน ที่
เป็นปรปักษ์กันอย่างเห็นได้ชัดเท่านั้น
สำหรับ มู่หรง ซวี่ ก่อนหน้านี้มันคิดว่าในรอบ 4
คนสุดท้าย จะเหลือเพียงแค่พวกมัน 4 มหาจตุร
เทพ แต่กลายเป็นว่าในเวลานี้ทั้ง เจียง จื่อซุน และ
หลี่ ขู่ไห่ ได้ตกรอบออกไป ซึ่งทุกคนต่างมี
ความสำคัญสนิทชิดเชื้อกับมันเป็นอย่างดี
อู่ อวี้ กวาดล้างบดขยี้มีกำชัยมาตลอดเส้นทาง อีก
ทั้งยังมุ่งตรงเข้าขัดขวางอยู่เบื้องหน้าของมัน ใน
เวลานี้ไม่เพียงแค่เขาจะสามารถเขี่ยสหายของมัน
จนตกรอบไปได้ แต่ยังกลายเป็นตัวตัดสินว่า
สุดท้ายแล้ว มันจะสามารถเข้าสู่คฤหาสน์เจ้านคร
ได้หรือไม่อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มู่หรง ซวี่ คิดว่าตนเองนั้นเหนือกว่า
ทุกคน ใบหน้าของมันจึงยังคงเรียบเฉยถึงแม้ว่า
จะต้องต่อสู้กับ อู่ อวี้ มีเพียงรอยยิ้มที่มุมปากของ
มัน
ถึงกระนั้นภายในดวงตาของมัน ก็เปียมล้นไปด้วย
ความเกลียดชังรุนแรง อย่างไม่อาจจะปกปิดได้
ทว่าสำหรับ อู่ อวี้ แล้ว มู่หรง ซวี่ คือศัตรูตัวฉกาจ
ที่ขัดขวางการก้าวเข้าสู่ 3 อันดับแรกของเขา! ถ้า
หากเขาสามารถเข้าสู่ 3 อันดับแรกได้ จะทำให้
ขอบเขตการฝึกตนของเขาดีขึ้น มีระดับสูสี
พอฟัดพอเหวี่ยงกับ เปั่ยซาน ม่อ ได้ ซึ่งในเวลานี้
พวกเขาทั้งสองกำลังรุดหน้าเป็นอย่างมาก ภายใน
ถ้ำกำเนิดใหม่แห่งชูซัน
วันนี้จอมจักรพรรดิ ได้ให้คำมั่นสัญญาแก่เขา
เพื่อคำมั่นสัญญานี้ อู่ อวี้ ต้องทำอย่างดีที่สุด!
เขาไม่ต้องการกลับไปเป็นสาวกของซูซัน แต่เขา
ต้องกลับไปในนามของศิษย์ที่ถูกขับไล่ เขาไม่
ต้องการให้สาวกของซูซันจำนวนนับไม่ถ้วน ดูถูก
เหยียดหยามแลเข้าใจผิด คนเหล่านั้นจะต้องเข้าใจ
ในทุกอย่าง ๆ ชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่อย่างนั้น ทุก
อย่างที่เกิดขึ้นกับเขาในวันนั้น จะกลายเป็นมารใน
จิตใจของเขาตลอดไป
ถ้าเขามีจอมจักรพรรดิเป็นผู้หนุนหลังช่วย มันจะ
กลายเป็นการปะทะกันระหว่างสองขั้วอำนาจอัน
ยิ่งใหญ่ แล้วผู้ฝึกตนกระบี่แห่งซูซัน จะหาญกล้า
มองเขาด้วยท่าทางหยิ่งทะนงได้อย่างไร?
ในเวลานั้นผู้คนนับแสน ต่างพร้อมใจกันขับไล่ตัว
เขาให้ออกไป!
เมื่อใดที่สามารถเข้าสู่รอบ 3 คนสุดท้ายได้ เมื่อนั้น
ชะตาชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไป แบบหน้ามือกับ
หลังมือเลยทีเดียว เขาจะต้องตะเกียกตะกาย
เพื่อให้ตนเองรับอภิสิทธิ์นี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องลงทุน
ลงแรงมากเท่าไหร่ก็ตาม กล่าวได้ว่าในเวลานี้
ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ กำลังรุ่มร้อนประดุจถูก
เพลิงแผดเผา
ในวันพรุ่งนี้ก่อนจะถึงกำหนดการประลอง พวกเขา
เหลือเวลาเพียงน้อยนิดในการฟืนฟูร่างกาย เพื่อ
ตัวเตรียมให้พร้อมในการประลองครั้งต่อไป บัดนี้
อู่ อวี้ ลั่วผิน ยืนอยู่ฝังเดียวกัน มู่หรง ซวี่ , ฉิน ฟูั่
เหยา ยืนอยู่ฝังตรงข้าม หันหน้าเข้าใส่ด้วยท่าที
ปรปักษ์อย่างชัดเจน
ระหว่างทั้งสองฝั่าย ได้บังเกิดเป็นประกายเพลิง
ปะทุห้ำหั่นกันอย่างรุนแรง
การเผชิญหน้ากันตาต่อตาฟันต่อฟันนี้ ไม่สามารถ
หลบเลี่ยงสายตาฝูงชนนับล้านไปได้ บัดนี้หัวใจ
ของพวกมันบีบรัดแน่นด้วยความคาดหวังรอคอย
สงครามที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
ยามนี้ สงครามเหยียน เข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว
เท่ากับว่าการประลองเหลืออีกเพียงแค่ไม่กี่รอบ
เท่านั้น
คนอื่น ๆ จากนิกายเซียนซูซัน ยกเว้น เฉิน ชิง
เหยา ต่างหมายมาดจับจ้องรอดู อู่ อวี้ ถูกเตะหลุด
โผออกจากรอบ 3 คนสุดท้าย!
” ประการแรก มู่หรง ซวี่ มีศาสตราวิถีแท้ ผนวก
กับฝีมือความแข็งแกร่งของตัวเขา ยิ่งทำให้เขา
แข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ เพียงแค่นี้ก็ง่ายต่อการ
กรุยทางฝั่าข้ามคนทั้งสี่ไปได้ ด้วยฝีมือในตอนนี้
ของ อู่ อวี้ ไม่มีทางจะเอาชนะ มู่หรง ซวี่ ไปแน่
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ หลี่ ขู่ไห่ เขาก็อาจจะ
เหนือกว่าเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากเกินไปนัก ”
” ประการที่สอง ลั่วผิน กับ ฉิน ฝูเหยา บางที ฉิน
ฝูเหยา อาจจะพ่ายแพ้ แต่อย่าลืมว่านาง
ครอบครองมรดกของเทพธิดาวายุ อีกทั้งยังมีเคล็ด
วิชาลับอีกมากมาย บางที มู่หรง ซวี่ อาจจะไม่ใช่คู่
ต่อสู้ของนางเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึง อู่
อวี้ ”
” สุดท้ายแล้วการที่ อู่ อวี้ สามารถคว้าชัยชนะมา
จาก หลี่ ขู่ไห่ คาดว่าครั้งนั้นน่าจะเต็มกลืนถึง
ขีดจำกัดของมันแล้ว ฉะนั้นการที่มันจะทำตาม
ข้อตกลง ทำให้จอมจักรพรรดิไปกับมันที่ซูซันได้
นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย! ”
ในเวลานี้ผู้คนต่างตั้งข้อสันนิษฐาน คาดการณ์กัน
ไปต่าง ๆ นานา
อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน นั้นเปรียบเสมือนดั่งกิ่งทองใบ
หยกก็ไม่ปาน คนทั้งสองต่างนั่งสมาธิเข้าหากัน
ดวงตาปิดสนิท ซึ่งในเวลานี้ อู่ อวี้ คุ้นเคยกับการ
ใช้งาน ปราณกระบี่มหาจักรพรรดิ และ ปราณ
กระบี่จอมราชันมากขึ้นแล้ว แต่ในระหว่างสงคราม
อันยาวนานนี้ เขายังไม่เคยได้ลองใช้ศาสตราเต๋า
ซึ่งมีค่าถึง 2 ล้านแต้มผลงานนี้เลย
ทั้งสองสวมใส่ชุด เกราะเซียนเหยียนหวง ซึ่งทำให้
พวกเขาดูสง่างามเหมาะสมกันอย่างยิ่ง
” เจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้ไม่เลวทีเดียว แม้ปากจะบอก
ว่าไม่ต้องการคลุกคลีตีโมงกับแม่มังกรน้อยตัวนี้
แต่ประกายไฟที่ก่อขึ้นมานี้ อีกทั้งร่างกายของพวก
เจ้ายังซื่อตรงมิอาจปิดบังได้ เจ้ากลายเป็นสหาย
เพียงคนเดียวของนางไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ข้าขอ
แสดงความยินดีด้วย การที่เจ้าจะได้ขี่มังกรทะยาน
ขึ้นสู่สรวงสวรรค์นั้นไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว ” หมิ
งซวงกล่าวหยอกเย้าด้วยรอยยิ้ม
นางพูดจาหยอกเย้าไปเรื่อยเปือย ถึงกระนั้น อู่ อวี้
ก็หาได้ใส่ใจนางไม่
เวลาสองวันผ่านไปเร็วราวกระพริบตา
ผู้คนหลายล้านคนที่อยู่ที่นี่ ดวงตาเบิกกว้างมองไป
ยังเบื้องหน้า ด้วยความระทึกจนแทบจะลืมหายใจ
ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ฝึกตนชั้นแนวหน้าที่มาจาก
ทวีปแห่งทวยเทพ หลายคนเป็นมหาอำนาจ
ผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่าง ๆ
พวกเขากำลังจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ และ ผู้เข้า
แข่งขันที่เหลือ
นับตั้งแต่ อู่ อวี้ ปรากฏตัวขึ้นใน นครจักรพรรดิ์
เพลิง ความน่าเชื่อถือของมหาจตุรเทพทั้ง 4 ก็พัง
พินาศลงอย่างสิ้นเชิง หากให้กล่าว อู่ อวี้ นั้นถือว่า
เป็นอัจฉริยะคนที่ 5
สงครามเหยียนในครั้งนี้ทำให้ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน
กลายเป็นผู้ทรงพลังหน้าใหม่ที่ผุดขึ้นมาอย่าง
ฉับพลัน พวกเขากลายเป็นศูนย์รวมความสนใจ
จากผู้คนทั่วทั้ง นครจักรพรรดิเพลิง หรือแม้กระทั่ง
ทวีปแห่งทวยเทพ
เวลาแห่งการต่อสู้ได้มาถึงแล้ว!
ขุนพลมู่หรง ปั่าวประกาศว่า ” ฉิน ฝูเหยา และ
ลั่วผิน เริ่มการประลอง!”
เมื่อได้ยินคำประกาศนี้ หัวใจของฝูงชนต่างเต้นระ
ส่ำ ลำคอแห้งผาก ดวงตาเบิกกว้างจ้องมอง
ในเวลานี้ภายในจิตใจของผู้คนนับล้านกำลังเดือด
พล่าน
ทั้งสองล้วนเป็นสตรีผู้มีรูปโฉมงดงาม บัดนี้พวก
นางได้กระโดดเข้าไปในสนามรบโบราณ ฉิน ฝู
เหยา สวมชุดกระโปรงยาวสีดำสลับแดง โบก
สะบัดพริ้วไหวตามสายลม เผยให้เห็นเรียวขาขาว
ราวหิมะอย่างไม่ตั้งใจ ผิวพรรณบอบบาง
ละเอียดอ่อน นับเป็นบุญตาของผู้พบเห็นเป็นอย่าง
ยิ่ง ความงามของนางเรียกได้ว่าหาได้ยากในนครนี้
ผู้คนหนุ่มสาวต่างขนานนาม ฉิน ฝูเหยา ว่า เป็น
สตรีผู้มีความงามเป็นอันดับ 1 ภายใน นคร
จักรพรรดิเพลิง
ไม่ว่านางจะเคลื่อนไหวไปยังทิศทางใด ทิศทางนั้น
ก็จะบังเกิดลมพายุพัดโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น
ลั่วผิน นั้นดูลึกลับกว่ามาก ทั่วทั้งร่างของนางถูก
สวมใส่ปกคลุมไปด้วยชุดเกราะเซียนเหยียนหวง
เผยให้เห็นแค่เพียงคู่ดวงตาสีฟั้าครามอันดูลึกล้ำ
ดุจมหาสมุทรก็มิปาน แลเส้นเกศายาวสลวยส่อง
ประกายแสงสีเงินสดใส ปลิวไสวเริงระบำไปตาม
สายลมช่างเป็นภาพที่ดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง
เย็นกับร้อน สตรีงดงามหาใดเปรียบทั้งสองคน
เผชิญหน้าห้ำหั่นกันบนสนามรบโบราณ ฉิน ฝู
เหยา พลิกฝั่ามือ ทันใดนั้นพัดจีบเปลวสีชาดอัน
ร้อนแรงก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง เพียงโบกสะบัด
ก็บังเกิดคลื่นสายลมปันปั่วนกรีดเฉือนไปทั่วทุก
แห่งหน
เมื่อมาถึงขั้นนี้ สายตาของ ฉิน ฝูเหยา ก็แปร
เปลี่ยนเป็นหนาวเย็นอย่างยิ่ง นางมิได้เอื้อนเอ่ย
วาจาใด ๆ ออกมา จากนั้นนางก็ลงมือโจมตีพุ่ง
ทะยานเข้าไปหา ลั่วผิน ทันที การเคลื่อนไหวครั้งนี้
ทำให้บังเกิดเป็นพายุพัดโหมกระหน่ำไปทั่วทั้ง
สนามรบโบราณ!
ตูม!
สงครามได้ปะทุขึ้นแล้ว!
ตูมตูมตูม!
กวาดผ่านไปทั่วทั้งสงครามเหยียน บังเกิดเป็น
อำนาจทำลายล้างบดขยี้จนเป็นหลุมบ่อไปทั่วทั้ง
สนามรบโบราณ
ฉิน ฝูเหยา เริงระบำไปตามสายลม ร่างกายอ้อน
แอ่นอรชรงดงาม ทั้งเอว หน้าอก หน้าท้องอันเรียบ
เนียน แลขาเรียวยาวสลวย ทั้งหมดนี้ได้ดึงดูด
ความสนใจใคร่กระหายของของฝูงชนเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าศาสตราเต๋าพัดจีบจะโบกสะบัดไปยังที่แห่งใด
พายุก็จะม้วนกวาดผ่านไปทั่วทุกแห่งหน แม้แต่ผู้
ฝึกตนหลายล้านคนก็ยังถูกบีบบังคับให้ต้องก้าว
ถอยหลังออกไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิม
เป็นอย่างยิ่งก็คือ สงครามในครั้งนี้ได้หยุดลงอย่าง
ฉับพลัน
นั่นก็เพราะสายตาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน
ของ ลั่วผิน ทันใดนั้นเองระหว่างที่ ฉิน ฝูเหยา
กำลังแสดงท่วงท่าเคลื่อนไหวอันอ่อนช้อยงดงาม
อย่างถึงที่สุด ทั้งด้านหน้าและด้านหลังล้วนอวบอิ่ม
สมบูรณ์ สายตาส่องประกายเจิดจ้า บัดนี้ได้นิ่งค้าง
อยู่ในประติมากรรมน้ำแข็ง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา
ในระหว่างกระบวนการทั้งหมดนี้ มันคล้ายคลึงกับ
คราที่ ลั่วผิน เอาชนะ เจียง จือซุน ได้อย่าง
ฉับพลัน
ด้วยเรือนร่างอันงดงามของ ฉิน ฝูเหยา เมื่อต้องมา
ถูกแช่แข็งจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งเช่นนี้
มันยิ่งทำให้นางดูงดงามมากยิ่งขึ้น เป็นความงามที่
ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง อย่างไรก็ตามนี่แสดงให้
เห็นว่านางนั้นได้พ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้แล้ว
สายตาของขุนพลมู่หรงแปรเปลี่ยนเป็นมืดทะมึน
หลง การต่อสู้ยังไม่ทันเริ่มขึ้น ก็ดูเหมือนว่าจะจบ
ลงแล้ว ในเวลานี้ ฉิน ฝูเหยา ได้ติดอยู่ภายใน
ประติมากรรมน้ำแข็ง อีกทั้งยังไม่สามารถทำลาย
ประติมากรรมน้ำแข็งนี้ได้อีกด้วย
ลั่วผิน กำลังยืนอย่างสงบ อยู่ท่ามการกลั้นลม
หายใจของฝูงชนที่เงียบสงบความตาย จากนั้นนาง
ก็กล่าวกับขุนพลมู่หรงว่า “ถ้าท่านยังไม่ประกาศ
ผล ข้าจะลงมือโจมตี ซึ่งมันจะทำให้ประติมากรรม
น้ำแข็งอันงดงามนี้ ถูกบดขยี้เป็นชิ้น ๆ และข้า
กลัวว่าภาพนี้คงจะดูไม่งามเท่าใดนัก ”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันทำให้ผู้คน
มากมายรู้สึกขนลุกขนพองกันเป็นแถว ๆ แม้แต่ อู่
อวี้ ก็ยังหวาดกลัว เขารู้สึกโชคดีทีคู่ต่อสู้ของตน
มิใช่ลั่วผิน
เพราะอย่างไรแล้วนางก็เป็นสัตว์สวรรค์ อีกทั้งยัง
ฝึกฝนบำเพ็ญตนมาอย่างยาวนาน ถ้าหากไม่เกิด
อุบัติเหตุขึ้นกับนางแล้วละก็ ต่อให้เป็นเจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ก็หาได้อยู่ในสายตาของนางไม่
ลั่วผิน ที่มักจะสงบเยือกเย็นอยู่เสมอ ทว่าบัดนี้นาง
กลับเปล่งวาจา ที่อหังการเหิมเกริมเป็นอย่างยิ่ง
แม้กระทั่งขุนพลฉินที่อยู่ถัดออกไปก็รู้สึกตกตะลึง
อยู่ไม่น้อย จากนั้นเขาก็รีบกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ว่า ” เจ้าชนะ แต่จงอย่าทำให้เรื่องราวมันวุ่นวาย
ไปมากกว่านี้ หากสังหารผู้ใดเจ้าจะไม่มีสิทธิ์เข้าสู่
3 อันดับแรก มู่หรง พอเถอะ นางปิดบังตัวตนได้
ลึกล้ำเกินไป แม้แต่บุตรสตรีของข้าก็หาใช่คู่ต่อสู้
ของนางไม่ ”
ดังนั้นในเวลานี้ ถึงแม้จะมีเสียงดังเซ็งแซ่จ่าฝูงชน
รบกวนมากเพียงใด ขุนพลมู่หรง ก็ยังคงรวบรวม
สมาธิ และปั่าวประกาศคำตัดสินออกไป ” ข้าขอ
แสดงความยินดีกับเจ้าด้วย ลั่วผิน เจ้าชนะแล้ว
เจ้าผ่านเข้าสู่รอบ 3 คนสุดท้าย การต่อสู้ครั้งต่อไป
ของเจ้าจะเป็นการแย่งชิงอันดับ 1 อันดับ 2 เพียง
เท่านั้น ”
นี่แสดงให้เห็นว่า ฉิน ฝูเหยา ต้องต่อสู้แย่งชิง
อันดับ 3 และอันดับ 4 เพื่อกลายเป็นผู้ที่ผ่าน
เข้ารอบคนสุดท้าย
” อืม ” ลั่วผิน พยักหน้าตอบรับจากชัยชนะที่ได้มา
อย่างง่ายดายนี้
คำตัดสินได้ถูกประกาศออกมาแล้ว
ในขณะนี้ฝูงชนต่างหันมามองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม
อันบิดเบี้ยว จะมีผู้ใดสามารถกล่าวอะไรได้อีก?
การต่อสู้ครั้งนี้ ทำให้ ลั่วผิน ซึ่งเคยเป็นเพียงคน
ธรรมดาสามัญ กลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด
หลังจากจบศึกครั้งนี้ ชื่อเสียงของนางจะเลื่องลือ
สั่นสะท้านไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี
แน่นอนว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ ยังมีโชคเข้ามา
เกี่ยวข้องด้วย เนื่องจาก ลั่วผิน แสดงให้เห็นว่าตน
นั้น มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกต ขั้นที่ 4 ส่วน ฉิน ฝูเหยา อยู่เพียงขั้นที่ 3
เท่านั้น ถ้าหากนางก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 4 ผลที่ออกมา
คงไม่เป็นเช่นนี้ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ ลั่วผิน
จะมีความแข็งแกร่งอย่างน่าสะพรึงกลัวใน
ขอบเขตตำหนักม่วงทะเลมรกต แต่ก็มิได้
หมายความว่า นางจะมีอัจฉริยะภาพอยู่ในระดับ
เดียวกับ ฉิน ฝูเหยา
ดังนั้นผู้คนจึงไม่คิดว่านางเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามสงครามครั้งนี้ได้จบลงแล้ว
ลั่วผิน ได้รับ 1 ใน 3 ตำแหน่งมาอย่างง่ายดาย
ในช่วงเวลานี้เอง นางก็ปลดปล่อยการควบคุมจาก
ฉิน ฝูเหยา จากนั้นประติมากรรมน้ำแข็งก็เริ่ม
ละลาย ทั่วทั้งร่างของ ฉิน ฝูเหยา เปียกชุ่มไปด้วย
น้ำ เผยเห็นสรีระร่างกายอันยอดเยี่ยมสมบูรณ์ ซึ่ง
เปียมล้นไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจ อย่างไรก็ตามเพียง
ชั่วอึดใจน้ำที่เปียกชุ่มนั้นก็แห้งเหือดไป
ท่ามกลางพลังเยือกแข็งจากประติมากรรมน้ำแข็ง
ฉิน ฝูเหยา ก็ยังคงแสดงท่าทางสงบเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งในเวลานี้นางมิได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย อย่างไร
ก็ตามนางก็ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจเท่าใดนัก หลังจาก
ถูก ลั่วผิน บดขยี้ ถึงแม้จิตใจของนางไม่อยากจะ
ยอมรับมากเพียงใด แต่นางก็ตระหนักดีถึงความ
พ่ายแพ้ในครั้งนี้
” อย่าคิดมากไป การที่ข้าต้องมาประลองกับเจ้า
เป็นคู่แรก คงถือได้ว่าเป็นโชคร้ายของข้าเอง ” ฉิน
ฝูเหยา สูดหายใจลึก จากนั้นก็กล่าวขึ้นสองสามคำ
แล้วย้อนกลับไปยังเวทีเตรียมประลอง
ถึงแม้ว่านางจะพ่ายแพ้ แต่อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ได้รับ
บาดเจ็บ เนื่องจากยังไม่ได้แสดงฝีมือถือปลดปล่อย
พลังยุทธอันใด ก็ถูกลั่วผินแช่แข็งเข้าให้แล้ว ซึ่งถือ
ว่าเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการต่อสู้ครั้งต่อไปของ
นาง หลังจากนี้ไม่ว่า อู่ อวี้ หรือ มู่หรง ซวี่ จะเป็น
ฝั่ายพ่ายแพ้ แต่พวกเขาจะสามารถรักษาความ
แข็งแกร่งในสภาพสมบูรณ์ไว้ได้งั้นหรือ ซึ่งนี้อาจ
เป็นข้อได้เปรียบเล็กน้อยของนาง
หลังจาก ลั่วผิน ได้รับชัยชนะในการประลอง นางก็
ยังคงสงบนิ่งเป็นอย่างมากอยู่เช่นเคย นางเดิน
กลับไปหา อู่ อวี้ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียง
นุ่มนวลว่า ” พยายามเข้า… สู้ให้เต็มที่ เพื่อจะได้
เข้าสู่คฤหาสน์เจ้านคร ”
แท้จริงแล้วนางเชื่อมั่นในตัวของ อู่ อวี้ เป็นอย่าง
มาก
การประลองในรอบต่อไปก็คือคู่ของ อู่ อวี้
คู่ต่อสู้อย่าง มู่หรง ซวี่ ได้เข้ามารอ อู่ อวี้ ภายใน
สนามรบโบราณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผู้คนจ้องมองไปยังการต่อสู้ครั้งนี้ ด้วยความ
คาดหวัง
ในเวลานี้การประลองระหว่าง ลั่วผิน กับ ฉิน ฝู
เหยา ได้จบสิ้นลงแล้ว จึงไม่มีอันใดต้องให้ห่วงอีก
การต่อสู้ในรอบนี้จะวัดชัยชนะกัน 2 ใน 3 และ
แน่นอนว่าต้องมีผู้หนึ่งที่จะต้องผิดหวัง โดยเฉพาะ
อู่ อวี้ ทุกผู้คนกำลังเฝั้าจับตารอดูว่าเขาจะสามารถ
ต่อสู้ เพื่อรักษาสัญญากับจอมจักรพรรดิได้หรือไม่
หากเขาพ่ายแพ้ให้แก่ มู่หรง ซวี่ คู่ประลองรอบ
ต่อไปของเขาก็คือ ฉิน ฝูเหยา ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ว่า
ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร …
เขาจะต้องคว้าโอกาสที่มีเพียงครั้งเดียวนี้ และ
พยายามทำให้ดีที่สุด!
อู่ อวี้ พร้อมที่ต่อสู้ในสงครามครั้งนี้มาเนิ่นนาน
แล้ว ราวกับว่ามันเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย
ช่วงเวลานี้เขาไม่เกรงกลัวความตายแม้แต่น้อย
เขาเดินเข้ามาในสนามรบโบราณ
เขาต้องการแค่ติดอยู่ใน 3 อันดับแรก!
ในบรรดาเหล่าอัจฉริยะของ 4 มหาจตุรเทพ มู่หรง
ซวี่ ถือเป็นผู้ที่มีที่แข็งแกร่งมากที่สุด อีกทั้งยังมี
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ แม้ภายนอกของมันจะดูสงบ
เยือกเย็น ทว่าภายในดวงตากับร้อนลุ่มดั่งเช่น
ลาวาเดือด
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ