กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 422 : สัญญาจากจอมจักรพรรดิ
อู่ อวี้ ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
ถ้าให้กล่าวถึงระดับฝีมือของจอมจักรพรรดิ ภายใน
ทวีปแห่งทวยเทพแล้วล่ะก็ คงกล่าวได้ไม่อย่างเต็ม
ปากนักว่าฝีมือของเขาจะติดอยู่ใน 5 อันดับแรก
ของทวีป แต่ถ้าบอกว่าอยู่ใน 10 อันดับแรกคง
ไม่ใช่ปัญหา
อย่างไรก็ตามคนผู้นี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า เซียน
กระบี่เทียนจี ซึ่งถือเป็นอันดับ 3 ในซูซันเสียอีก
การที่เขาตะโกนขานชื่อตนเช่นนี้ แน่นอนว่าเขา
ย่อมให้ความสนใจบางอย่างแก่ตนเองอย่าง
แน่นอน
แล้วเขาจะต้องปันหน้า หรือ ทำตัวเช่นไรเช่นไร
เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าผู้ฝึกตนนับล้านเช่นนี้?
” ขอคารวะท่านจอมจักรพรรดิ ”
จอมจักรพรรดิมีสมญานามว่า จักรพรรดิแห่งแสง
เขามียศอยู่ในระดับจอมพลสูงสุดของ กองทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิง ส่วน อู่ อวี้ มียศอยู่ในระดับ
หัวหน้ากองร้อยเพียงเท่านั้น ดังนั้นจักรพรรดิแห่ง
แสง จึงถือเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของเขา ตลอดทั้ง
ปีที่เขาอยู่ภายในกองทัพ กล่าวได้ว่าสำหรับ อู่ อวี้
แล้ว ผู้บัญชาการสูงสุดคือคนที่เขาให้ความเคารพ
นับถืออย่างสูงล้ำ
นอกจากนี้เขายังทำหน้าที่ เป็นผู้บัญชาการสูงสุด
ของกองทัพอีกด้วย
ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ว่าเพราะเหตุใดยามนี้
ผู้คนถึงให้ความสนใจในตัวจอมจักรพรรดิเป็น
อย่างมาก
” จอมจักรพรรดิ จะทำอันใดกับ อู่ อวี้ ? ”
” ข้าไม่ทราบว่า อู่ อวี้ จะตั้งหลักปักฐานอยู่ใน
นครจักรพรรดิเพลิง จริงแท้แค่ไหน หากมองอย่าง
ผิวเผินสำหรับตอนนี้ เขานั้นถือเป็นคนนอกยัง
ไม่ได้ฝึกฝนบ่มเพาะตามรูปแบบของ นคร
จักรพรรดิเพลิง อย่างแท้จริง ข้าคิดว่าน่าจะเป็น
เรื่องยากสำหรับเขา ที่จะฝึกฝนบ่มเพาะอย่าง
แท้จริงได้ ”
” ใช่แล้ว นิกายเซียนซูซันเห็นว่าเขาเป็นคนทรยศ
นครจักรพรรดิเพลิง น่าจะไว้หน้าซูซันบ้างไม่มากก็
น้อย ไม่ควรทำให้ซูซันนั้นรู้สึกอับอายขายหน้า
ลำบากใจ! ”
” หลังจาก อู่ อวี้ ออกมาจากซูซันแล้วเขากลับมี
ความแข็งแกร่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้ซู
ซันรู้สึกเสียหน้าอย่างใหญ่หลวง!”
ในช่วงเวลานี้เอง จอมจักรพรรดิ ก็กระแอมไอ เมื่อ
อยู่ภายใต้พลังอำนาจและอิทธิพลเช่นนี้ ฝูงชนก็
หยุดพูดทันที จากนั้นก็เพ่งความสนใจไปที่ร่างของ
จอมจักรพรรดิ กับ อู่ อวี้ พร้อมทั้งพยายามกลั้น
ลมหายใจเพื่อรอคอยอย่างคาดหวัง
ส่วน อู่ อวี้ สำหรับตอนนี้เขาอยากรู้เป็นอย่างยิ่ง
กว่า จอมจักรพรรดิ จะมองตนเองอย่างไร
ในเวลานี้ดวงตาคู่สีดำทมิฬกำลังจับจ้องมอง อู่ อวี้
ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จับจ้องมอง พวกเขา
ต่างรู้สึกถึงความขลังเก่าแก่โบราณ ความอหังการ
อย่างหาใดเปรียบ เป็นความเก่าแก่เคร่งขรึมเปียม
ล้นไปด้วยความสง่างาม น้ำเสียงของเขาหนักแน่น
ก้องกังวานประดุจสายอัสนีฟาดผ่า เขากล่าวขึ้นว่า
” ข้าได้ยินมาว่าเจ้า กับ ผู้ที่เป็นศิษย์ร่วมของเจ็ด
เซียนกระบี่แห่งซูซัน ได้กำหนดระยะเวลาการ
ประลอง เจ้าจะต้องกลับไปยังชิงเทียนซูซัน เพื่อ
ตัดสินชี้ชะตาเป็นตายใช่หรือไม่? ”
อู่ อวี้ ไม่เคยคิดว่าเขาจะถาม คำถามนี้กับตนเอง
อู่ อวี้ ตอบคำถามกลับไปอย่างซื่อตรงไม่ลังเลว่า ”
ท่านจอมจักรพรรดิการกลับไปในครั้งนี้ของข้า หา
ใช่กลับไปเพื่อชี้เป็นชี้ตาย แต่เพื่อไปสะสาง
เรื่องราวที่คั่งค้างในอดีตให้จบสิ้น จะได้ไม่ต้องมี
พันธะใด ๆ อีก ”
นี่คือเปั้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเขา ในตอนที่ตนเอง
นั้นถูกขับไล่ออกจากซูซัน มีหลายสิ่งอย่างยังไม่ถูก
สะสางคลี่คลายให้ชัดเจน ยามนี้เขามีฐานะเป็น
ศิษย์ที่ถูกขับไล่ออกจากซูซัน ถูกผู้คนมากมายดูถูก
เหยียดหยาม ฉะนั้นถึงแม้ว่า เปั่ยซาน ม่อ จะไม่มา
ยั่วยุตนเอง ตัวเขาเองก็รู้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้อง
หวนกลับไปสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้จบสิ้นอยู่ดี
นอกจากนี้ เรื่องที่เขาถูกเซียนกระบี่กุ้ยหยางตบ
หน้า เขายังคงไม่มีวันลืมเลือน!
หลังจาก จอมจักรพรรดิ ได้ยินสิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าว
เขาจึงยิ้มแล้วพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกล่าวว่า ”
เยี่ยม… ถ้าเช่นนั้นข้าขอสัญญากับเจ้าว่า หากเจ้ามี
คุณสมบัติมากพอจนสามารถเข้าสู่คฤหาสน์เจ้า
นครได้ เมื่อถึงเวลากำหนดข้าจะไปยังซูซันพร้อม
กับเจ้า เพื่อช่วยเจ้าออกมา! ”
คำกล่าวนี้เหมือนกับการทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงมา
คำกล่าวแค่เพียงหนึ่งประโยค กลับทำให้ผู้คนทั่ว
ทั้งสนามรบโบราณระเบิดเสียงฮือฮาออกมา ฝูงชน
ทั้งหมดต่างตกตะลึง บางคนแทบจะไม่อยากเชื่อหู
ของตัวเองเสียด้วยซ้ำ
ในคำกล่าวที่ว่า ข้าจะไปกับเจ้า เพื่อช่วยเจ้า
ออกมา!
คำพูดของจอมจักรพรรดิ ฟังดูเรียบง่าย
ตรงไปตรงมาชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมี
เงื่อนไขว่า อู่ อวี้ จะต้องอยู่ในสามอันดับแรก แต่
ความหมายที่เขากล่าวออกมานั้นกลับแตกต่าง
ออกไป
หาก อู่ อวี้ กลับไปซูซันเพียงลำพัง ด้วยสถานะ
เป็นศิษย์ที่ถูกขับไล่ ถ้าต้องย้อนกลับไปที่เก่าอีก
ครั้ง ต้องไปเผชิญหน้ากับผู้คนคุ้นเคย หากมองจาก
มุมนี้เขานั้นได้พ่ายแพ้เสียตั้งแต่ยกแรกยังไม่ได้เริ่ม
เสียด้วยซ้ำ
แต่ถ้ามีจอมจักรพรรดิไปด้วย เท่ากับว่าเขามี
สถานะเป็นอัจฉริยะของนครจักรพรรดิเพลิง! ซึ่งนี่
หมายความว่า ตัวของเขาได้ถือเป็นส่วนหนึ่งของ
นครจักรพรรดิเพลิง เป็นตัวแทนของนคร
จักรพรรดิเพลิง หรือ แม้กระทั่งกลายเป็นผู้ที่ได้รับ
การสนับสนุนขึ้นตรงต่อจอมจักรพรรดิ!
จากคำพูดนี้เป็นข้อยืนยันถึงศักดิฐานะตัวตนของ
เขาใน นครจักรพรรดิเพลิง ถึงแม้เขาจะถูกละทิ้ง
จากซูซัน แต่กลับได้รับการยอมรับจากจอม
จักรพรรดิ ทำให้เขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟั้า!
คนผู้นี้คือจอมจักรพรรดิ เป็น 1 ใน 2 ของผู้ที่
แข็งแกร่งมากที่สุดภายใน นครจักรพรรดิเพลิง
วาจาที่ลั่นออกไปนั้นมีค่าเสียยิ่งกว่าทอง การที่เขา
ลั่นวาจาว่าจะปกปั้อง อู่ อวี้ นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องง
เล่นๆแล้วใช่หรือไม่?
ในเวลานี้สายตาที่ทุกคนจับจ้องมอง อู่ อวี้ นั้นแปร
เปลี่ยนไปจากเดิม
โดยเฉพาะทางฝังของซูซัน เฉิน ชิงเหยา อดไม่ได้ที่
จะรู้สึกยินดีไปกับ อู่ อวี้ ด้วย เขาส่ายศีรษะแล้วยิ้ม
ออกมาอย่างเงียบ ๆ แต่ในใจเขาก็แอบเสียใจอยู่
บ้าง เพราะลึก ๆ แล้วเขาแอบหวังว่าสักวันหนึ่ง อู่
อวี้ จะกลับมายังซูซัน กลับมาเป็นคนของซูซันอีก
ครั้ง เพราะว่าตัวเขา และ เซียนกระบี่เทียนจี ก็รอ
คอยการกลับมาของ อู่ อวี้ เสมอด้วยความยินดี
แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่จอมจักรพรรดิลั่นวาจาออกมา
นั่นก็หมายความว่า อู่ อวี้ จะไม่มีวันได้หวนคืน
กลับสู่ซูซันอีกคราเสียแล้ว
ส่วนจอมกระบี่ชื่ออิง กับคนอื่น ๆ ใบหน้าขาวซีด
อย่างไม่รู้ตัว พวกมันต่างเฝั้ามอง อู่ อวี้ ซึ่งกำลัง
บินทะยานโลดแล่นอยู่ภายใน นครจักรพรรดิเพลิง
อย่างไม่มีผู้ใดจะสามารถหยุดยั้งเขาได้! โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งคำมั่นสัญญาที่ จอมจักรพรรดิ ได้ให้ไว้แก่
เขา มันเป็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง หากเขา
ได้รับการสนับสนุนจากจอมจักรพรรดิ ฉะนั้นเมื่อ
อู่ อวี้ กลับไปยังซูซันศักดิฐานะของเขาก็จะ
เปลี่ยนไป! แผนการที่ เปั่ยซาน ม่อ ได้วางเอาไว้
เรื่องจะจัดการ อู่ อวี้ เสียให้สิ้นซาก เมื่อเขามา
ประลองที่นิกายเซียนซูซัน เกรงว่างานนี้จะไม่ใช่
เรื่องง่ายเสียแล้ว
จากคนหัวเดียวกระเทียมลีบ กลายเป็นผู้ที่ได้รับ
การสนับสนุนจากผู้คนทั้ง นครจักรพรรดิเพลิง!
“วิเศษ!” โดยปกติแล้วทหารของ กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง ก็รู้สึกชอบพอในความสามารถแล
อุปนิสัยใจคอของ อู่ อวี้ เป็นทุนเดิมกันอยู่แล้ว
ฉะนั้นเมื่อได้ยินจอมจักรพรรดิให้คำสัญญาเช่นนี้
ทุกคนก็ต่างรู้สึกตื่นเต้นพร้อมกับปรบมือยินดีไปกับ
เขาด้วย
“ขอบพระคุณท่านจอมจักรพรรดิ ข้า อู่ อวี้ จะต้อง
ทำให้ได้! “มีหรือ อู่ อวี้ จะไม่ทราบความ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้?
ในเวลานี้ คงไม่สามารถทำอื่นใดได้นอกจาก
ขอบคุณ และ ขอบคุณเพียงเท่านั้น! บางทีเมื่อ
เวลานั้นมาถึงจอมจักรพรรดิอาจจะไม่ช่วยเหลือ
เขาก็เป็นได้ แต่ตราบใดที่เขาไป อู่ อวี้ จะไม่ถูก
ทอดทิ้งอีกต่อไป นั่นเพราะเขามีศักดิฐานะใหม่
คราวนี้ก็เหลือเพียงว่าเขาจะต้องทำให้ได้ดังที่
รับปากเอาไว้ นั่นก็คือเข้าสู่ 3 อันดับแรก
ถึงจะบอกว่าในเวลานี้เขาจะเข้าสู่รอบ 4 คน
สุดท้ายแล้ว แต่การจะได้เป็น 3 อันดับแรกยัง
นับว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง! อย่างไรเสีย 1 ใน 3
นั้นจะต้องมี ลั่วผิน อยู่แน่ ๆ เท่ากับว่าเขาต้อง
จัดการกับ ฉิน ฝูเหยา หรือไม่ก็ มู่หรง ซวี่ คนใด
คนหนึ่งเพื่อให้ตนเองเข้าสู่ 1 ใน 3 อันดับ
” ข้าจะรอดู นับจากนี้เป็นต้นไปข้าไม่อยากได้ยิน
ผู้ใดมาว่าเจ้าเป็นสาวกที่ถูกทิ้งให้ข้าต้องระคายหู
อีก อู่ อวี้ ผู้นี้คือคนจาก นครจักรพรรดิเพลิง ของ
เรา ท่านทั้งหลายเข้าใจหรือไม่? ”
ประโยคสุดท้ายของจอมจักรพรรดิ กล่าวถึงผู้คน
หลายล้านคนที่อยู่ที่นี่
ยามนี้ทุกผู้คนตระหนักดีว่า พวกมันไม่สามารถ
พูดคุยนินทาเกี่ยวกับเรื่องของ อู่ อวี้ อย่างสบายใจ
เฉิบได้อีก เพราะว่าที่นี่คือ นครจักรพรรดิเพลิง
จอมจักรพรรดิกำลังแสดงให้เห็นว่า อู่ อวี้ นั้นมี
คุณค่าสำหรับเขามากเพียงใด ฉะนั้นเขาจึงไม่
ต้องการให้ทุกคนพูดคุยเรื่อง อู่ อวี้ ถูกขับไล่ออก
จากซูซันอีก เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้คนนับล้านก็ไม่กล้า
ปริปากพูด ถ้อยคำใดออกมาอีกแม้แต่น้อย
สำหรับ อู่ อวี้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เสมือนดั่ง
พลิกฟั้าพลิกแผ่นดิน จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็
ว่าได้
” เอาล่ะ มู่หรงในเมื่อเจ้าเป็นผู้ตัดสินของที่นี่ใน
วันนี้ เมื่อ ได้ผู้เข้ารอบ 3 คนสุดท้ายแล้ว เจ้าก็มา
แจ้งผลให้กับข้าด้วยก็แล้วกัน” จอมจักรพรรดิเอ่ย
พลางยิ้ม ๆ กับขุนพลมู่หรง หลังจากที่กล่าวกับ
ขุนพลมู่หรง เมื่อกล่าวเสร็จสิ้นเขาก็กลายเป็นเงาสี
ดำ พุ่งทะยานไปยังทิศทางของนครชั้นในแล้วหาย
ลับไปในพริบตา
ว่ากันว่าจอมจักรพรรดิ เป็นเจ้าภาพการปะลอง
ของสงครามหวง ซึ่งจัดขึ้นในนครชั้นใน
แน่นอนว่าสงครามหวง จะต้องดุเดือดรุนแรงอย่าง
แน่นอน
ด้วยการที่ติดภารกิจอยู่ที่นั่น ทำให้เขาไม่สามาร
เถลไถลออกไปไหนได้นาน
ถึงแม้ว่าจอมจักรพรรดิจะจากไปแล้ว อย่างไรก็
ตามนับจากนี้เป็นต้นไป สายตาที่ผู้คนจับจ้องมอง
มายัง อู่ อวี้ จักแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
” ต้องขออภัยด้วย ข้ามีธุระบางอย่างที่ต้องไปทำ
จึงต้องขอตัวลาไปก่อน ” จอมกระบี่ชื่ออิงลุกขึ้น
ยืน จากนั้นก็หันไปพูดกับ ขุนพลมู่หรง และคนอื่น
ๆ
บัดนี้สีหน้าของเหล่าผู้เยาว์หนุ่มสาว ที่อยู่
เบื้องหลังของมัน ซีดเผือดราวกับไก่ต้ม แสดงออก
ด้วยท่าทางพร้อมจะจากไปได้ทุกเมื่อ เนื่องจาก
จอมจักรพรรดิหาได้ไว้หน้า นิกายเซียนซูซัน ของ
พวกมันแม้แต่น้อย
ภายในนครจักรพรรดิเพลิง เหล่าขุนพลได้มา
รวมตัวกัน ขุนพลฉิน กล่าวว่า ” หามิได้ ตอนนี้
พวกท่านยังไปไม่ได้ ท่านไม่อยากรู้หรืออย่างไร ว่า
ในบรรดา 4 คนนี้ ผู้ใดจะได้เป็น 3 อันดับแรก”
เฉิน ฟูั่หยู กัดฟันแน่นด้วยโทสะที่พลุ่งพล่านถึงขีด
สุด จากนั้นก็เคลื่อนตัวไปพูดข้างหู จอมกระบี่ชื่อ
อิง ว่า ” บิดา พวกเราจากไปตอนนี้มิได้ ไม่เช่นนั้น
มันจะทำให้พวกเราดูขี้ขลาดตาขาวมากยิ่งขึ้น! ข้า
ไม่เชื่อว่ามันจะทำได้ ผู้ที่มีนามว่า ลั่วผิน นั้น
แข็งแกร่งจนน่าขนลุก ไหนจะ ฉิน ฝูเหยา กับ มู่
หรง ซวี่ สองคนนี้ก็ฝีมือแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวได้ว่าท่ามกลางคนทั้งหมด อู่ อวี้ นั้นมีฝีมือ
อ่อนด้อยที่สุด! ข้าไม่เชื่อว่าคนอย่างมันจะเข้าสู่
รอบ 3 คนสุดท้ายได้! แล้วข้าก็ยิ่งไม่เชื่อว่า จอม
จักรพรรดิ จะมากับมัน เพื่อเป็นปรปักษ์กับซูซัน
ของเรา! ”
” อย่าเพิ่งกลับเลยท่านจอมกระบี่ ข้าก็ไม่เชื่อ
เช่นกัน ” เสี่ยว หวนซาน กับคนอื่น ๆ ก็มี
ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกัน จอมกระบี่ชื่ออิงจึง
กล่าวขึ้นว่า ” ตกลง เรื่องเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้
ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ”
หลังจากพวกมันได้ตัดสินใจกันแล้ว ก็กลับมานั่งยัง
ตำแหน่งเดิม
เฉิน ชิงเหยา ไม่ได้มีความคิดจะไปแม้แต่ครึ่งก้าว
การกระทำของพวกมันทำให้เขารู้สึกอับอายอยู่ไม่
น้อยทีเดียว
ในยามนี้ อู่ อวี้ กลายเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คน
ภายใน นครจักรพรรดิเพลิง จากถ้อยคำที่จอม
จักรพรรดินั้นกล่าวออกมา ทำให้ศักดิ์ฐานะของตัว
เขาในยามนี้ไม่ด้อยไปกว่า หลี่ ขู่ไห่ อีกทั้งยังมี
แนวโน้มว่าจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ หากเขายังคง
มุ่งมั่นก้าวเดินต่อไป มีความเป็นไปได้ว่า จอม
จักรพรรดิ จะยอมรับเขาเป็นศิษย์ ซึ่งก็มีความ
เป็นไปได้สูง
ดังนั้นฝูงชนจึงไม่กล้าพูดถึงเขาอีก
ตอนนี้ผู้ลงแข่งขันเหลืออยู่เพียงแค่ 4 คน ก็เท่ากับ
ว่ายังมีการต่อสู้เหลืออีก 4 รอบ ฉะนั้นการคัดผู้
หนึ่งออกไปถือว่าเป็นการตัดสินที่ยุติธรรมเป็น
อย่างยิ่ง
ขุนพลมู่หรงเรียกคนทั้ง 4 นับจาก อู่ อวี้ ตามมา
ด้วยคนที่เหลือให้ออกมายืนด้านหน้า
อู่ อวี้ ยืนอยู่ตรงกลางโดยมี 2 สตรีประกบอยู่
ด้านข้าง ด้านซ้ายคือ ลั่วผิน ด้านขวาคือ ฉิน ฝู
เหยา หนึ่งคือมังกรเทวะผู้ลึกลับ ส่วนอีกหนึ่งคือ
สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามยากจะหาหญิงใดเปรียบ ถ้า
ให้เปรียบสตรีทั้งสองก็เสมือนดั่งอัคคีกับน้ำแข็งเลย
ทีเดียว
ฉิน ฝูเหยา ขยิบตาชำเลืองมอง อู่ อวี้ หลังจากนั้น
ริมฝีปากแดงระเรื่อของนางก็กล่าวขึ้นว่า ” อู่ อวี้
ข้าแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย โดยปกติแล้วท่าน
จอมจักรพรรดิหาได้สนใจใคร่ดีมีเมตตากับคน
สามัญทั่วไป นับเป็นโอกาสที่ดีมากขอให้เจ้าจง
มุ่งมั่นเข้าสู่รอบ 3 คนสุดท้ายให้จงได้ ”
แม้นางจะกล่าวร่วมยินดี แต่ดูเหมือนว่า ฉิน ฝู
เหยา ไม่ได้ดูมีความสุขสักเท่าใดนัก ด้วยเพราะว่า
นางเองก็พยายามมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะ เพื่อให้
ตนเองนั้นมีคุณสมบัติเพียงพอจนสามารถเข้าสู่
คฤหาสน์เจ้านคร กล่าวได้ว่าในตอนนี้นางคงรู้สึก
กดดันเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ต่อสู้ของนางคือ
ลั่วผิน ซึ่งเป็นม้ามืดไฟแรงในตอนนี้ ชัยชนะที่นาง
ได้มาจาก เจียง จื่อซุน ได้สร้างความตื่นตะลึง
ให้แก่ผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ ฉิน ฝูเหยา เองก็ยัง
รู้สึกเกรงกลัวไม่น้อย
หลังจากนั้น ฉิน ฝูเหยา ก็กลอกตาเหลือบมองไป
ทาง ลั่วผิน เสมือนเช่นคำกล่าวที่ว่าเสือ 2 ตัวไม่
อาจอยู่ในถ้ำเดียวกันได้ นางยิ้มเย็นชาแล้วกล่าว
ว่า ” ผู้บัญชาการลั่ว ซุกซ่อนของดีเก็บไว้ก้นหีบ
เช่นนี้ ก่อนการประลองนี้จะเกิดขึ้นไม่เคยมีผู้ใด
ล่วงรู้ว่าท่านมีทักษะลับเช่นนี้มาก่อน การที่ท่านซุก
ซ่อนฝีมือรอคอยจนมาถึงวันนี้ ไม่ทราบว่าท่านมี
วัตถุประสงค์อื่นใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่? ”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนน่ารัก คำพูดของ
นางดูชี้นำเชิงตำหนิค่อนแคะเล็ก ๆ ถึงกระนั้น ลั่ว
ผิน ก็กลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า ” ท่านอย่าได้
เข้าใจผิด เมื่อไม่นานมานี้ข้าเพิ่งค้นพบ
ความก้าวหน้าอันใหญ่หลวง ”
” ข้าไม่เชื่อ เมื่อสักครู่ข้าเพิ่งสังเกตพื้นฐานฝึกตน
ของผู้บัญชาการลั่ว ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เจียง เสวี่ยชวน ไม่ได้พูดอย่างชัดเจน ในความ
เป็นไปเป็นมาของท่านว่ามาจากที่ใดกันแน่? ” ฉิน
ฝูเหยา กล่าวอีกครั้ง
อู่ อวี้ ซึ่งยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองสาว เขารู้สึก
อึดอัดเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ลั่วผิน หาได้โต้เถียงกับ ฉิน ฝูเหยา
ต่อจากนั้นไม่ว่า ฉิน ฝูเหยา จะกล่าวถ้อยคำใด
ออกมา นางก็ทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินสิ่งที่ ฉิน ฝู
เหยา กล่าว แล้วก็ไม่ตอบคำใดกลับไปอีกเลย การ
เขม่นที่เกิดขึ้นกับสตรีทั้งสอง อู่ อวี้ ไม่สามารถ
ช่วยอะไรได้ แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกดีกับวิธีการ
รับมือของ ลั่วผิน ไม่น้อยทีเดียว นางสงบสุขุม
และ เยือกเย็นเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะว่า ฉิน
ฝูเหยา นั้นมีอายุน้อยกว่านาง ถึงได้มีนิสัยเอาแต่ใจ
เกเรดื้อรั้นอยู่บ้าง ในวันปกตินางจะชอบเย้าแหย่
แกล้งผู้อื่นไปเรื่อย จะให้กล่าวว่านางเดินร่อนไป
ร่อนมาทั่วนครก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ อู่
อวี้ การมีสตรีรูปโฉมงดงามเช่นนี้มาเกาะแกะ ผู้ใด
เล่าจะเกลียดนางลง
” อีก 2 วันต่อจากนี้ พวกเจ้าทั้ง 4 จงเตรียมตัวให้
พร้อม การที่พวกเจ้าได้มายืนถึงจุดนี้มันไม่ใช่เรื่อง
ง่าย ถ้าหากพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งพ่ายแพ้การ
ประลอง 2 ครั้งติดทุกอย่างก็จะจบสิ้นลง จงแสดง
ฝีมือทั้งหมดที่มีออกมา ให้ผู้คนได้ประจักษ์แก่
สายตา ให้โลกได้เห็นฝีมือของพวกเจ้า ว่าเราคือ
หัวหน้ากองร้อยที่แข็งแกร่งมากที่สุดใน นคร
จักรพรรดิเพลิง ให้พวกเขาได้เห็นว่าฝีมือของเจ้า
อยู่ในระดับใด! ” ขุนพลมู่หรง ยิ้มแล้วกล่าว
“รับทราบ!” ทุกคนพยักหน้า
จากนั้นขุนพลมู่หรง มองไปยัง ลั่วผิน และ ฉิน ฝู
เหยา
” เจ้าทั้งสองเป็นคู่แรกที่จะต้องประลอง พวกเจ้า
จงระวังคู่ต่อสู้ของตนเองให้ดี ตอนนี้เหลือกันเพียง
แค่ 4 คนแล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีผู้ใดเต็มใจที่จะ
ออกไปเสียด้วย …”
หากให้ลองนึกภาพ ถึงช่วงเวลาสุดท้าย มันจะต้อง
เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ