กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 428 : จับจายใชสอยครั้งใหญ
การบรรเลงได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
อู่ อวี้ เป็นอันดับ 1 ของสงครามเหยียนในครั้งนี้
และได้รับแต้มผลงานทั้งสิ้น 5 ล้านแต้ม
ตอนแรกเขาทำการแลกเปลี่ยนกระบี่มหา
จักรพรรดิกับกระบี่จอมราชัน ก็ยังเหลือเม็ดยา
ปราณมรกตอยู่อีกพันกว่าเม็ด บวกกับที่ได้รับจาก
หลี่ ขู่ไห่ อีก 2,000 เม็ด ถึงแม้ว่าในตอนที่จะ
ยกระดับพลังจึงทำให้เขาต้องบริโภคเม็ดยา
บางส่วนไป แต่ก็ยังคงเหลืออยู่อีกราวๆ 3,000
เม็ด
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าเขามีแต้มผลงานทั้งสิ้น 8
ล้านแต้ม กลายเป็นคนมั่งคั่งไปในทันที
ความมั่งคั่งเช่นนี้ กระทั่งสำหรับ เจียง เสวี่ยชวน
ถือเป็นความร่ำรวยอย่างมหาศาลที่ทำให้ผู้คนต่าง
พากันอิจฉา
แต่ส่วนเหล่า ฉิน ฝูเหยา และอัจฉริยะทั้งหลาย
ของนครจักรพรรดิเพลิง พวกเขาล้วนแล้วแต่มี
ทรัพยากรมากมายอยู่ในมืออยู่แล้ว และคาดว่าจะ
เยอะกว่านี้มาอีกด้วย พวกเขาจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
นัก
อย่างไรสำหรับ อู่ อวี้ แล้วเขามีจุดบอดในด้านนี้
เพราะว่าเขาไม่มีเงินและผู้หนุนหลังเลย หากเขามี
เงินอยู่เล็กๆน้อยๆ จึงคิดหาวิธีใช้จ่ายออกไปให้
คุ้มค่าที่สุด
บทสรุปของสงครามเหยียน เหล่าผู้ฝึกตนที่มาจาก
ทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพ ยังคงรู้สึกตื่นตระหนัก มี
บางคนที่ออกไปแล้ว และบางคนก็ยังคงมาเที่ยว
ชมอยู่ภายในนครจักรพรรดิเพลิงอยู่ ทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงได้มีการออกคำสั่งให้ตัวตนอันสูงส่ง
ของนครได้ไปนำส่งขุมกำลังอื่นๆบนทวีปแห่งทวย
เทพเช่น นิกายเซียนซูซัน พรรคซ่างหยวน และ
กองกำลังอื่นๆตามพิธี
อาการบาดเจ็บของ อู่ อวี้ ยังไม่ฟืนตัวดีนัก เฉิน
ชิงเหยา ได้เข้ามาหาเขาและแตะไปที่หน้าอกของ
อู่ อวี้ พร้อมกล่าวว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเจ้าสู้เพื่อ
ตัวของเจ้าเอง หลังจากนี้เจ้าเป็นคนของนคร
จักรพรรดิเพลิงแล้ว อดีตระหว่างเจ้ากับนิกาย
เซียนซูซัน ข้าไม่สนใจ นิกายเซียนซูซันไม่ใช่ศัตรู
ของเจ้า แต่ว่ามีเพียงแค่บางคนภายในนิกาย
เท่านั้น ที่ทำให้เจาได้สัมผัสประสบการณ์เช่นใน
ขณะนี้ ถ้าหากว่าเจ้ากลับไปที่นิกายเซียนซูซัน
อย่างน้อยข้ากับเซียนกระบี่เทียนจี ก็ยินดีต้อนรับ
เจ้า”
เรื่องนี้ อู่ อวี้ รู้อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าที่นิกายเซียนซูซัน
จะทิ้งความทรงจำที่ไม่ดีให้กับเขาเอาไว้ อย่างไรก็
ตามนั่นก็เคยเป็นสถานที่ที่ อู่ อวี้ เคยใฝั่ฝันถึง
นอกจากนี้ก็ยังมีบางคนที่ให้ความสำคัญกับเขา
เป็นอย่างมาก
หลังจากที่กล่าวจบแล้ว เฉิน ชิงเหยา ก็ได้จากไป
พร้อมกับกลุ่มคนที่เขามาด้วย
“อู่ อวี้ เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม 10 วันหลังจากนี้
ข้าจะพาเจ้าไปที่คฤหาสน์ของเจ้านคร ” ขุนพลฉิน
พา ฉิน ฝูเหยา เข้ามา จากนั้นพวกเขาได้พูดคุย
สนทนากันอีกเพียงไม่กี่ประโยค เขาก็พา ฉิน ฝู
เหยา จากไป เพราะตัว ฉิน ฝูเหยา เองก็จำเป็นที่
จะต้องกลับไปทำการพำนักพักรักษาตัว
อู่ อวี้ ได้เร่งกลับไปยังค่ายเทียมฟั้าเพื่อฝึกฝนต่อ
ทันที ในเวลานี้เหล่าพี่น้องที่อยู่ในค่ายเทียมฟั้า
ต่างพากันกรูเข้ามาอย่างเต้นอกเต้นใจ พวกเขาแต่
ละคนรู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง พร้อมใจพากัน
โยน อู่ อวี้ ขึ้นไปบนฟั้า ถ้าหากไม่เป็นเพราะ อู่ อวี้
ได้รับบาดเจ็บอยู่ละก็ คาดว่าพวกเขาอาจจะโยน อู่
อวี้ ให้สูงถึงบนสวรรค์ชั้นฟั้าเลยก็เป็นได้
กลุ่มคนของค่ายเทียมฟั้าพูดคุยกันเสียงดัง หัวเราะ
ออกมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้บุคคลภายนอกอด
ไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา นี่เป็นดั่งกับครอบครัวที่มี
ความสุขซึ่งหลายๆคนฝันถึง
อู่ อวี้ ที่กำลังอยู่กับกลุ่มคนของค่ายเทียมฟั้า เมื่อ
หันกลับไปมอง ก็เห็นว่า เจียง เสวี่ยชวน ได้มา
ปรากฎอยู่ที่ข้างกายของ ลั่วผิน แล้ว ซึ่งทั้ง 2 คน
ได้เดินจากไปอย่างเงียบๆ
อู่ อวี้ รู้ว่า เจียง เสวี่ยชวน กับ ลั่วผิน หนทางของ
ทั้ง 2 คนนี้ไม่มีทางที่จะเดินไปด้วยกันได้ เป็น
เพราะ เจียง เสวี่ยชวน ไม่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริง
ของนาง เขาทำได้เพียงแต่หลงรักนางอยู่ฝั่ายเดียว
ภายใต้ความรื่นเริงนี้ เขาจึงรีบลืมเรื่องราวทางฝัง
นั้นไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนของค่ายเทียมฟั้าโอ้อวด
ไปตลอดเส้นทาง จนกระทั่งกลับมาถึงที่ค่ายเทียม
ฟั้า
อู่ อวี้ มองไปที่ค่ายมังกรคราม ทั้งเจียง เสวี่ยชวน
กับ ลั่วผิน ก็ได้กลับมาถึงแล้วเช่นกัน ทาง 2 คน
ยืนอยู่ ณ ปากทางเข้า ดูเหมือนว่า อู่ อวี้ จะได้ยิน
เจียง เสวี่ยชวน พูดอย่างเลือนราง “ก่อนหน้านี้ข้า
เคยคิดมาก่อน จนในวันนี้ข้าก็รู้ว่าเจ้าไม่ได้เป็นคน
ที่ไม่ธรรมดาอย่างที่ข้าคิดจริงๆ อนาคตของเจ้า
สามารถไปได้ไกลมากกว่าข้ามาก ความจริงมัน
มากกว่าที่ข้าอาจจะจินตนาการถึงได้เสียอีก บน
เส้นทางแห่งการฝึกตน สิ่งที่เรียกว่าสหายเต๋าเคียง
คู่ ทั้ง 2 คนจะต้องอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกัน
ในตอนนี้ข้ารู้ว่าเจ้ามีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่เกินไป เจ้า
มักจะทำให้ข้าตกใจได้ตลอด เช่นในตอนนี้ ข้าได้
ถอดใจจากเจ้าแล้ว มุ่งมั่นเป็นเพียงแค่ผู้บัญชาการ
ของเจ้าอย่างเดียว แบบนี้เป็นเช่นไร?”
เจียง เสวี่ยชวน เป็นคนหนึ่งที่ใจกว้างมาก เมื่อ
พบว่ามันมีช่องว่างผืนใหญ่ระหว่างตนเองกับ ลั่ว
ผิน อยู่ เขาก็กล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมา และ
ไม่สร้างปัญหาใดๆให้กับ ลั่วผิน
“การที่ข้ามาถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณท่านจากใจ
จริง” ลั่วผิน ก้มโค้งคำนับลงไปเล็กน้อย
“ได้ แต่ว่าเจ้าไม่จำเป็นจะต้องแบกรับมันเอาไว้ใน
จิตใจ จงลืมมันไปเสีย การฝึกตนมันก็เป็นเช่นนี้ สิ่ง
ที่สำคัญที่สุดย่อมเป็นเต๋าของตนเอง และอย่าได้
เดินไปในหนทางที่ผิด ข้าจะไม่รบกวนเจ้าแล้ว
เช่นนั้นขอตัวลา”
เจียง เสวี่ยซวน เดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ลั่วผิน ยืนอยู่ที่ปากทางเข้าอีกสักพักหนึ่ง เหลือบ
มองไปที่ความสนุกสนานรื่นเริงของทางค่ายเทียม
ฟั้าและใบหน้าที่กำลังตลกขบขันของ อู่ อวี้
“ผู้บัญชาการ อย่าจ้องมองนานนักสิ เดี๋ยวสาวงาม
ก็เดินจากไปหรอก!” อู่ เทียนอี้ กล่าวออกมาอย่าง
สนุกสนาน
“ไม่คาดคิดว่าผู้บัญชาการอู่ของพวกเราจะได้เป็น
อันดับ 1 ของสงครามเหยียน ท่านกระทำ
เหมือนกับง่ายดายราวปัดฝุั่นผงบนใบหน้าก็มิ
ปาน” เจินหยู๋ หัวเราะพร้อมกับเอามือปั้องปาก
“เลิกพูดแบบนี้สักทีน่า ระวังคำพูดไว้เสียหน่อย
เถอะ”
ตอนนี้ทุกคนกลับมาถึงค่ายเทียมฟั้าแล้ว
เมื่อคิดว่าหลังจากนี้อีก 10 วัน เขาจะต้องไปที่
คฤหาสน์เจ้านคร ซึ่งมันเป็นเรื่องที่กระชั้นชิดมาก
เขาจึงกล่าวออกไปว่า “พี่น้องทุกๆท่าน ข้าอาจจะ
ต้องออกไปจากที่นี่สักพักหนึ่ง หลังจากผ่านไปอีก
ครึ่งปี พวกเราค่อยมาพบกันใหม่”
“ท่านผู้บัญชาการท่านอย่าได้สุภาพกับพวกเรานัก
เลย ดูร่างกายที่ไหม้เกรียมของท่านสิ รีบไป
พักผ่อนและฟืนฟูร่างกายเถอะ ด้วยสภาพเช่นนี้
แล้วจะเข้าไปในคฤหาสน์เจ้านครกับสาวงามทั้ง 2
คนได้เช่นไร”
“ข้าว่าผู้บัญชาการอู่ของพวกเรามีดวงเรื่องความ
รักอย่างไม่ขาดมือเลย ไม่ต้องกล่าวถึง ฉิน ฝูเหยา
ไหนจะยังมีผู้บัญชาการลั่วอีก ท่านนี่มันสุดยอด
จริงๆเลย ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถโอบกอดสาวงาม
ทั้งด้านซ้ายและขวาได้เลย”
ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะ
ภายใต้การพูดคุยล้อเล่นของพวกเขา อู่ อวี้ ได้เดิน
กลับไปที่ที่พักของตน เดิมทีเขาไม่ได้คิดจะล่าช้า
อ้อยอิ่งแต่อย่างใด คนเร่งใช้เม็ดยาสมุรไพรอย่าง
ต่อเนื่อง ตอนนี้พลังอำนาจของสายฟั้าได้อันตธาร
หายไปจนหมดสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตามพลังของ
‘โอสถกำเนิดพลัง’ ยังคงตกค้างอยู่ ต้องให้เขา
โคจรแกนกำเนิด เพื่อชักนำมันเข้ามาสู่ร่างกายของ
เขา เพื่อไปเสริมสร้างการฟืนฟูของกล้ามเนื้อ
ด้วยพลังที่มาจากโอสถกำเนิดพลัง ทำให้ อู่ อวี้ ได้
รับรู้ถึงความรู้สึกอบอุ่นภายในหัวใจ
หลังจากที่มาถึงนครจักรพรรดิเพลิง ลั่วผิน กับ ฉิน
ฝูเหยา ต่างก็เป็นหญิงสาวประเภทที่เหนือกว่า
หนานกง เหว่ย จนไม่เห็นฝุั่น พวกนางทั้งคู่เป็น
ผู้ใหญ่กว่า ไม่ได้อายุน้อยและเอาแต่ใจเช่น หนาน
กง เหว่ย และระหว่างทั้ง 2 คน บางครา ลั่วผิน ก็
มักใช้คำพูดและการกระทำค่อนข้างเรียบง่ายแลดู
จริงใจ ซึ่งมันได้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกใจลอยอยู่หลาย
รอบเลยทีเดียว
“อย่าได้กังวลกับหญิงสาวผู้นี้มากนัก เพราะใน
ตอนที่อยู่นิกายเซียนซูซันข้าได้รับบทเรียนมาแล้ว
ตอนนี้ข้าอยู่ในทวีปแห่งทวยเทพ เป็นเพียงแค่
อัจฉริยะคนหนึ่ง หนทางการสำเร็จกลายเป็นเซียน
อมตะยังอยู่อีกไกลยิ่งนัก ยังคงกล่าวได้ว่าเหยียบ
ย่ำอยู่แค่บนพื้นดินเท่านั้น”
บัดนี้เขาได้เริ่มฟืนฟูสภาพร่างกายของตนเอง พลัง
ของเม็ดยาโอสถกำเนิดพลังมันช่างน่าตื่นตระหนก
ยิ่งนัก ดูเหมือนว่าลักษณะภายนอกของมันจะไม่
เลวเท่าใด แต่ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ พลังของเม็ด
ยาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น หลังจากผ่านไปประมาณ 7 วัน
ร่างกายของ อู่ อวี้ ก็ฟืนฟูขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ รอย
ไหม้เกรียมที่อยู่บนร่างได้หลุดลอกออกไปเป็นที่
เรียบร้อย หลังจากที่ชำระล้างด้วยน้ำบริสุทธิ์
กล้ามเนื้อและผิวหนังก็ราวกับได้เกิดใหม่ ผิวหนังที่
เกิดใหม่นั้นส่องประกายและเรียบเนียนราวกับ
ทารกแรกเกิด
“โอ้วสวรรค์ ใบหน้าที่ดำคล้ำไหม้เกรียมของเจ้าถูก
เปลี่ยนกลายมาเป็นสีขาวเปล่งปลั่ง รูปลักษณ์ดู
ละเอียดอ่อนยิ่ง แม้แต่ท่านย่าผู้นี้ก็ยังเรียบเนียนไม่
เท่า ไอ้หยา ข้าละอายเจ้าเลยจริงๆ” หมิงซวง
ปรากฏออกมาอยู่ภายนอก เหลือบมองเขาแล้ว
พูดจาประชดประชัน
“จะไปไหนก็ไปเลย ยังไงบิดาผู้นี้ก็ยังคงเป็นองรัช
ทายาทจากดินแดนบูรพาเยว่อู่” อู่ อวี้ ยันกายลุก
ขึ้นมา นครจักรพรรดิเพลิงได้มอบเกราะเซียน
จักรพรรดิเพลิงชุดใหม่ให้กับเขา หลังจากที่เขา
สวมใส่ไปเรียบร้อย และทำการมองไปที่ตนเอง ก็
ค้นพบว่าบนใบหน้าของตนเอง มันช่างเนียนนุ่ม
อย่างมาก และผิวพรรณแทบจะไม่ต่างจากหญิง
สาวเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งมันยังงดงามยิ่งอีกด้วย
หากปิดหน้าปิดตาย่อมแยกไม่ออกเลยทีเดียว่าเป็น
บุรุษหรืออิสตรีกันแน่
“บัดซบ ทำไมมันดูขาวเนียนจนน่าเกลียดเช่นนี้
เนี่ย?” อู่ อวี้ ไม่สามารถที่จะรับตนเองได้ที่ตัวเขามี
ผิวขาวเนียนละเอียดเช่นนี้
“อ๊ะใช่สิ เจ้านำมันไปขายซะสิ ไม่รู้ว่ามีหญิงสาว
จำนวนมากอิจฉาผิวที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ของเจ้า”
หมิงซวง เหลือกตามองข้างบน
อู่ อวี้ ยังค่อนข้างรู้สึกกระดากอายอยู่นิดหน่อย
ด้วยผิวที่เนียมนุ่มเช่นนี้ มันไม่ใช่ทางของเขา
อย่างไรก็ตามยังเหลือเวลาอยู่อีก 3 วัน เขาต้องรีบ
เตรียมตัวให้พร้อม มิฉะนั้นก่อนที่จะเข้าไปภายใน
คฤหาสน์เจ้านคร เขาก็จะไม่ได้เตรียมเลยแม้แต่นิด
เดียว
ในตอนที่เขากำลังทำการฟืนฟูร่างกายตนเอง ร่าง
อวตารทั้ง 100 ร่างของเขาทั้งหมดได้ใช้เม็ดยา
ปราณมรกตมาทำการกลั่นสกัดแกนนภา หลังจาก
ที่ อู่ อวี้ ได้ยกระดับขอบเขตขึ้นไป 1 ขั้น เพดาน
ของร่างอวตารก็ถูกยกระดับด้วยเช่นกัน
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เม็ดยาปราณมรกตได้ถูก
บริโภคไปเป็นจำนวนมาก ในตอนนี้เขามีร่าง
อวตารอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละร่างก็มี
ศักยภาพอยู่เพียงแค่น้อยนิด ดังนั้นการบริโภคเม็ด
ยาปราณมรกตจึงต้องใช้อย่างมหาศาล จนกระทั่ง
ถึงในตอนนี้ระดับขั้นของทุกอย่างได้ถูกยกระดับ
จนถึงขีดจำกัดแล้ว ก่อนหน้านี้บนร่างของ อู่ อวี้
ยังเหลือเม็ดยาปราณมรกตอยู่ 3,000 เม็ด แต่
ตอนนี้กลับถูกใช้ไปแล้วกว่า 2,000 เม็ด
บนตัวของเขาเหลือเพียงแค่แต้มผลงานอีก 5ล้าน
แต้ม และเม็ดยาปราณมรกตอีก 1,000 กว่าเม็ด
เท่านั้น
ก่อนที่เขาจะออกไปข้างนอก เขาได้ใช้แต้มผลงาน
2 ล้านแต้มไปแลกเปลี่ยนเป็นเม็ดยาปราณมรกต
ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ที่เขากำลังทำการรักษาตัวเองอยู่
เขาก็ยังไม่ลืมที่จะคิดเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ของร่าง
อวตารนอกวิถี
จริงๆแล้วหลังจากที่ทำการหล่อหลอมมาเป็นระยะ
เวลานาน ฝึกประสานการผ่านการต่อสู้ ทำให้เขา
เริ่มคุ้นเคยกับการใช้งานร่างอวตารเหล่านี้แล้ว
ร่างอวตารของเขาในตอนนี้ มี 10 ร่างที่แข็งแกร่ง
ที่สุด ส่วนอีก 90 ร่างที่เหลือยังคงอ่อนแออยู่
เล็กน้อย แกนนภายังไม่มีอำนาจเท่ากับ 10 ร่าง
แรก
แต่ว่าเมื่อ อู่ อวี้ ไตร่ตรองเกี่ยวกับขั้นที่ 4 ร่าง
อวตารทั้ง 90 ร่างนี้จะเกิดการยกระดับและ
เปลี่ยนแปลงขึ้น น่าจะกลายเป็นร่างอวตารที่
สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น หากเป็นเช่นนี้ ขีดจำกัด
ของร่างอวตารก็จะถูกยกระดับขึ้นอีก เหตุผลที่ อู่
อวี้ ทำการแลกเปลี่ยนเม็ดยาปราณมรกตมาอีก
2,000 เม็ด รวมกับของเก่าทำให้มีทั้งหมด 3,000
เม็ด ก็เพื่อที่จะนำมาใช้กับร่างอวตารทั้ง 90 ร่างนี้
ถ้าหากต้องการให้ร่างอวตารทั้งหมดไร้ซึ้งข้อตำหนิ
แล้ว อีกทั้งปรารถนาจะให้มีแกนกำเนิดที่ไม่อ่อน
ด้อยไปกว่า อู่ อวี้ ปัญหามันก็อยู่ที่เรื่องของเวลา
เท่านั้น แน่นอน เมื่อสำเร็จขั้นตอนนี้แล้วเกรงว่า
จะต้องสูญสิ้นเม็ดยาปราณมรกตไปมากกว่า
5,000 เม็ด
ผลประโยชน์ที่จะได้ก็คือ พลังรบของร่างอวตารจะ
เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
หลังจากผ่านไป ในตอนที่ร่างอวตารกำลังทำการ
ปรับแต่งแกนนภาอยู่นั้น อู่ อวี้ ก็เดินไปรอบๆ
อาณาเขตเมืองชั้นใน
ตอนนี้เขาเหลือแต้มผลงานอยู่อีก 3ล้านแต้ม
อีกทั้งตัวเขายังได้ใช้แต้มผลงานไปอีก 500,000
แต้ม เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเป็นศาสตาสถิต
วิญญาณให้กับร่างอวตารทั้งหมด นับว่าเขาเป็น
คนที่ใจกว้างมากคนหนึ่งจริงๆ
และยังใช้แต้มผลงานอีก 500,000 แต้ม เพื่อไปซื้อ
วัตถุดิบสำหรับการปรับแต่งเม็ดยาหลอมสร้างค่าย
กลวงเวทย์อีกจำนวนมาก จากนั้นก็ได้ทำการ
ยกระดับอุปกรณ์ในการหลอมสกัดเม็ดยาและสร้าง
วงเวทย์ใหม่ทั้งหมด ทั้งยังทำการแลกเปลี่ยนวง
เวทย์ใหม่มากอีกจำนวนไม่น้อย
ตอนนี้บนตัวเขาเหลือแต้มผลงานอยู่อีก 2ล้านแต้ม
เพียงเท่านั้น
อู่ อวี้ ได้นำแต้มผลงานออกมาอีก 1 ล้านแต้ม ไป
แลกเปลี่ยนเป็นเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินมา 2 วิชา
เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินทั้ง 2 วิชานี้ หลักๆแล้วเขา
ได้จัดเตรียมให้กับร่างอวตาร แน่นอนว่าตัวเขาก็
สามารถใช้ได้
เคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินทั้ง 2 วิชานี้ มันมีพลังมากกว่า
เคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวลกับเคล็ดวิชา
มังกรทรราชผนึกสวรรค์อย่างมาก! มูลค่าของมันมี
ความใกล้เคียงกับกระบี่มหาจักรพรรดิและกระบี่
จอมราชัน ซึ่งพลังของเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินนี้
นับได้ว่าเป็น 1 ในเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินที่แข็งแกร่ง
ที่สุด
หนึ่งในเคล็ดวิชาที่แลกมา มันเหมาะสำหรับการ
ประสานงานกัน ต้องใช้คนจำนวนมากจึงจะ
สามารถสำแดงมันออกมาได้ นี่เป็นสิ่งที่เหมือนกับ
สร้างมาเพื่อเหล่าร่างอวตารของ อู่ อวี้ หาก
จินตนาการไปถึงตอนที่สามารถฝึกฝนได้สำเร็จ
แล้ว เมื่อร่างอวตารจำนวนมากสำแดงเคล็ดวิชานี้
ออกมาพร้อมกัน พลังอำนาจของมันจะต้องน่ากลัว
อย่างมากแน่นอน
เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า ค่ายกลกระบี่มังกรคราม 9
ตะวัน
เคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินวิชานี้ เป็นการผสมผสานกัน
ของความลึกลับจากค่ายกลเอาไว้ด้วยกัน เหล่าผู้ที่
ทำการสำแดงเคล็ดวิชาสามารถยืนหยัดได้ด้วย
ตนเอง และก่อเป็นรูปแบบโจมตีขึ้น ค่ายกลกระบี่
ประเภทนี้บนนิกายเซียนซูซันมีอยู่เป็นจำนวนมาก
แม้แต่ในนิกายกระบี่สวรรค์ก็ยังมีค่ายกลกระบี่นี้
ด้วยเช่นกัน
ยังมีเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินอีก 1 วิชา หลังจากที่ อู่
อวี้ ได้เห็นพลังอำนาจของเคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้
เซียนกำสรวล เขาจึงเลือกสรรค์เคล็ดวิชานี้มาเป็น
พิเศษ อย่างไรก็ตามเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินนี้ไม่
ต้องการศาสตราเต๋า
มันมีชื่อว่า ผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ
มันมีข่าวลืออยู่ว่ามีอสูรร้ายอยู่ตนหนึ่งที่เลือกกิน
เฉพาะวิญญาณร้ายของปีศาจ เคล็ดวิชาผนึกอสูร
เขย่าวิญญาณนี้ มันถูกเรียนรู้จากอสูรร้ายตนนั้น
แน่นอนว่านี้เป็นเพียงแค่ตำนาน เมื่อ อู่ อวี้ มองไป
ที่เคล็ดวิชานี้ พบว่ามันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับปีศาจ
เลย แต่จริงๆแล้วมันเป็นเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินที่
แข็งแกร่งวิชาหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อคนทั้ง 100 คน
สำแดงมันออกมาในเวลาเดียวกัน ฉากเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นมันจะต้องสั่นคลอนจิตใจอย่างมหาศาล
นี่เป็นเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินที่สามารถปลดปล่อย
ศักยภาพสูงสุดให้กับเหล่าร่างอวตารนอกวิถีของ
เขาได้
เงินจำนวนมหาศาลที่เขาได้ใช้จ่ายออกไป สามารถ
สร้างเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งขนาดย่อมขึ้นมาได้
เลย
ยังเหลือแต้มผลงานอยู่อีก 1 ล้านแต้ม เขาได้ทำ
การแลกแปลี่ยนเป็นเม็ดยาปราณมรกต นำมาใช้
กับตนเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกเตรียมการจนหมดสิ้นแล้ว ซึ่ง
วันนี้ก็ครบกำหนดการ 10 วันพอดิบพอดี
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ