กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 427 : ผูชนะเลิศสงครามเหยียน
ในที่สุดการประลองวันนี้ก็จบสิ้นลง
ชัยชนะที่ได้จากสนามรบโบราณวันนี้ เสมือน อู่ อวี้
ได้เขียนตำนานบทใหม่ให้แก่ตนเอง
ถ้าให้พูดคงต้องกล่าวว่า ตอนที่เขาอยู่ใน นิกาย
เซียนซูซัน ตัวเขาเป็นที่รู้จักเพราะ หนานกง เหว่ย
ส่วนเหตุการณ์เรื่องที่เขาถูกขับไล่ออกจากนิกาย
ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของคนทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพ
สำหรับตอนนี้เขาใช้ความสามารถแลความ
แข็งแกร่งของตนเอง ทำให้มีชื่อเสียง และ ได้รับ
ความเคารพนับถือจากผู้คน
เขาคือผู้ที่มีเจตจำนงอันแข็งแกร่งยืนหยัดอย่าง
เหนียวแน่นมากที่สุด จึงควรค่าแก่การได้รับคำ
ชมเชยเป็นอย่างยิ่ง
ถึงแม้ร่างกายของ อู่ อวี้ จะไหม้เกรียมดำเป็นตอ
ตะโก ทว่าภายในหัวใจของเขายังคงสง่าผ่าเผย
แม้จะถูกขับไล่ออกจากซูซัน แต่เขาก็ยังคงยึดมั่น
ในวิถีแห่งเต๋าของตนเอง ถึงแม้ว่าอีกฝั่ายจะเป็นถึง
เซียนกระบี่กุ้ยหยางก็ตามที หรือต่อให้เป็นคนที่จะ
กลายเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับเขา ภายในจิตใจของ
อู่ อวี้ ก็ย่อมไม่มีคำว่าโอนเอน
หลังจาก ขุนพลมู่หรง ได้ประกาศผลเป็นที่รู้โดยทั่ว
กันแล้ว ขุนพลมู่หรง กับ ขุนพลฉิน ก็รีบไป
ช่วยเหลือ มู่หรง ซวี่ เพราะว่าในวันรุ่งขึ้นเป็นศึก
ครั้งสำคัญ ฉะนั้นเขาจำเป็นต้องให้บุตรชายฟืนฟู
ร่างกายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
” อู่ อวี้ … ” แม้ว่าภายในใจของ มู่หรง ซวี่ ยังไม่
อาจจะยอมรับได้ แต่เมื่อมันหันไปมองไปที่ชายผู้
ยืนหยัดด้วยร่างอันไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก ซึ่ง
เกิดจากฝีมือของตนเอง ภายในหัวใจของมันก็รู้สึก
หวาดกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาคือบุรุษหนุ่มคนแรกที่ทำให้
หัวใจของมันต้องประหวั่นพรั่นพรึงตกตะลึงอย่าง
สุดขีด ซ้ำร้ายเขายังเป็นเพียงแค่ผู้เยาว์วัยหนุ่ม
น้อยเท่านั้น
อู่ อวี้ แตกต่างจาก ลั่วผิน นางชนะด้วยพลังฝีมือ
อันแข็งแกร่งที่ปิดซ่อนเอาไว้ ซึ่งก็หมายถึงว่านาง
กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ ฉะนั้นจึงกล่าวไม่ได้เต็มปาก
ว่านางคือม้ามืดตัวจริง หากให้กล่าวถึงม้ามืดควร
จะเป็น อู่ อวี้ เสียมากกว่า เขาคือม้ามืดผู้มีฝีมือ
แข็งแกร่งที่สุดอย่างแท้จริง อันที่จริงในเรื่องนี้ทุก
คนต่างก็เข้าใจได้ดีโดยปริยาย ด้วยเพราะเขา
สามารถคว้าชัยชนะมาจาก หลี่ ขู่ไห่ และ มู่หรง
ซวี่ อย่างต่อเนื่อง เขาต่อสู้ด้วยสติปัญญาแล
เจตจำนงอันแรงกล้าของตน ซึ่งนับว่าเป็นรูปแบบ
การต่อสู้หาได้ยากในวิถีแห่งเซียนเต๋า
ถึงแม้มนุษย์จะมีร่างกายที่อ่อนแอ แต่พวกเขาก็ยัง
พยายามใช้สมองแลสติปัญญาที่มีต่อสู้ฝั่าฟันคว้า
ชัยชนะ
อู่ อวี้ เป็นมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด เขาใช้มันสมอง
ยืนหยัดต่อสู้บนสนามรบโบราณ ดังนั้นเขายังคงมี
จิตสำนึกของนักรบบนโลกมนุษย์ เขาใช้สติปัญญา
แลความเฉลียวฉลาดในการประลองต่อสู้ ยืนหยัด
ด้วยลำแข้งของตนเอง ควบคู่ไปกับร่างอวตารนอก
วิถี จึงทำให้เกิดปาฏิหาริย์อย่างน่าเหลือเชื่อขึ้น
ขุนพลมู่หรงพา มู่หรง ซวี่ กลับไปอย่างรวดเร็ว ซึ่ง
อู่ อวี้ ก็ควรจะกลับไปยังตำแหน่งของตนเองแล้ว
เพื่อรักษาตัว แต่เพราะด้วยสภาพแสนจะย่ำแย่
ของเขายามนี้ มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะกลับไปยัง
เวทีเตรียมพร้อมประลอง แต่ทันใดนั้นก็มีร่าง ๆ
หนึ่งปรากฏการณ์ขึ้นอยู่เบื้องหน้าของเขา คนผู้นี้ก็
คือ ลั่วผิน ดวงเนตรสีฟั้าครามของนางมอง อู่ อวี้
อย่างอ่อนโยน นางไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใด เพียง
แค่พาเขากลับไปยังเวทีเตรียมพร้อมประลอง
ขณะที่นางพาเขาบินกลับไป อู่ อวี้ มองไปบนแผ่น
หลังของนาง เขารู้สึกได้ถึงฝั่ามือละเอียดอ่อน
นุ่มนวลของนาง ทั้งยังได้กลิ่นหอมสดชื่นอ่อน ๆ
โชยออกมาเป็นครั้งคราว
ซึ่งทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง
โลกของผู้ฝึกตนเป็นไปด้วยความโหดร้าย ขณะที่
เขาอยู่ในสภาพย่ำแย่ถึงขีดสุด นางเป็นคนแรกที่
คิดถึงเขาและพากลับมายังเวทีเตรียมพร้อม
ประลอง
มันเป็นความอ่อนโยนที่เขาสัมผัสได้เพียงแค่ชั่วครู่
ด้วยเพราะเพียงชั่วพริบตาเขาก็มาถึงเวทีเตรียม
ประลอง ซึ่งในเวลานี้เหลือกันอยู่ 3 คนนั่นก็คือตัว
เขา ลั่วผิน แล้วก็ ฉิน ฝูเหยา พอนางพา อู่ อวี้
มาถึงจุดหมายนางก็ค่อย ๆ ดึงฝั่ามือออกอย่าง
แผ่วเบา จากนั้นก็หยิบขวดหยกออกมาพร้อมกับ
พูดว่า “ข้ามี ‘โอสถกำเนิดพลัง’ อยู่ 1 เม็ด เพื่อ
รักษาอาการบาดเจ็บของท่าน ข้าคิดว่ามันน่าจะมี
ประโยชน์ต่อท่าน… รับไปเถิด ”
“ขอบคุณ” อู่ อวี้ รู้จักสรรพคุณของโอสถชนิดนี้ดี
ซึ่งผลของมันนั้นดียิ่งกว่าโอสถชนิดอื่นๆที่เขามีอยู่
ยอดโอสถวิญญาณมีค่าสูงล้ำเป็นอย่างมาก ต้องใช้
เม็ดยาปราณมรกตกว่า 300 เม็ดในการ
แลกเปลี่ยน
อาการบาดเจ็บของเขานั้นสาหัสมาก เขาต้อง
รีบเร่งฟืนฟูอย่างรวดเร็ว หากรักษาได้ไม่ทันท่วงที
อาจมีผลต่อการฝึกฝนบ่มเพาะของเขาในอนาคต
ยามนี้ผู้คนกำลังเฝั้ามองเขา ด้วยอาการตึงเครียด
วิตกกังวล แต่ อู่ อวี้ ไม่มีเวลาแม้แต่จะมองพวก
เขาแม้แต่น้อย
ฉิน ฝูเหยา ก้าวเข้ามาหา อู่ อวี้ ดวงตาของนาง
สาดประกายเล็กน้อย คาดว่าในเวลานี้นางคงไม่มี
อารมณ์ที่จะยั่วยุเขา จากนั้นนางก็กระซิบพูดกับ
เขาด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า ” ข้าขอแสดงความ
ยินดีกับเจ้าด้วย เจ้าสมปรารถนาแล้วในวันนี้ ทุกๆ
คนรวมถึงตัวข้าคงต้องมองเจ้าใหม่แล้ว ”
นางไม่ได้เลวร้าย อู่ อวี้ หาได้เกลียดชังนางแล้ว
เขาก็กล่าวว่า ” พวกเราทั้ง 3 เคยไปทำภารกิจที่
เมืองเมฆาแรกอรุณ ข้าเองก็หวังว่าพวกเราจะได้
ไปที่คฤหาสน์เจ้านครด้วยกัน ”
ฉิน ฝูเหยา ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” มู่หรง ซวี่ ได้รับ
บาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกับเจ้า ส่วนในรอบต่อไป
ข้าเองก็แพ้ไม่ได้แล้ว โปรดอย่าได้ตำหนิว่าข้านั้นไร้
ความปราณี ” นางกระพริบตาอย่างเย้ายวนเปียม
ล้นไปด้วยเสน่ห์แพรวพราว เมื่อเปรียบเทียบกับ
ลั่วผิน ช่างแตกต่างกันราวฟั้ากับดิน
” อย่าได้รบกวนเขา เขากำลังรักษาตัว ” ทันใดนั้น
ลั่วผิน ที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวขึ้น
ฉิน ฝูเหยา กลอกตาแล้วกล่าวว่า ” เขาไม่ใช่คน
ของเจ้า เจ้าจะมายุ่งอะไรด้วย ? ”
หลังจากนางกล่าวจบก็หัวเราะ พร้อมกับรีบฉีกตัว
ออกมาพร้อมกลับปล่อยให้ อู่ อวี้ รักษาตนเอง
ต่อไป ด้วยเพราะการประลองในรอบต่อไปของนาง
นั้นสำคัญเป็นอย่างมาก
พวกนางทั้งสองต่างมีอุปนิสัยเป็นเอกลักษณ์
เฉพาะตัว
ลั่วผิน ไม่ค่อยชอบพูดมากนัก นางเดินห่างออกมา
สองสามก้าว ด้วยเพราะไม่อยากรบกวนเวลารักษา
ฟืนฟูของ อู่ อวี้
อู่ อวี้ สงบใจลง จากนั้น เฉิน ชิงเหยา ก็ชี้ไปยัง
ทิศทางหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป เมื่อเขาเห็นก็ทำให้
รู้สึกผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ มันคือภาพของจอม
กระบี่ชื่ออิงกับพรรคพวก ในเวลานี้ใบหน้าของ
พวกมันซีดเผือดอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันทำให้ อู่ อวี้
รู้สึกสดชื่นสบายใจยิ่ง
ประสิทธิภาพของโอสถที่ ลั่วผิน มอบให้แก่เขา นั้น
ดีกว่า อู่ อวี้ คิดเอาไว้มาก หมิงซวงบอกกับเขาว่า
โอสถนี้ไม่ใช่ โอสถกำเนิดพลัง แต่มันอาจเป็นโอสถ
ที่มีสรรพคุณดีเยี่ยมยิ่งกว่านั้น ทั้งมันยังช่วยฟืนฟู
ความเสียหายบนร่างกายที่สุดท้ายอัสนีฟาดผ่าอีก
ด้วย ผนวกกับ อู่ อวี้ มีกายาเพชรอมตะ ซึ่งทำให้
ร่างกายของเขามีความยืดหยุ่นเป็นเลิศ อีกทั้งยังมี
พลังที่สูงล้ำเสริมเข้าไปอีก ทำให้หลังจากการ
ประลองได้สิ้นสุดลงเขาก็กระทำการหลอมสร้าง
เลือดเนื้อขึ้นมาใหม่ การที่เขาได้ถูกสายอัสนีฟาด
ผ่าในการประลองครั้งนี้ ทำให้เลือดเนื้อภายในกาย
ของเขาเพิ่มพูนความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
นี่คือผลพวงมาจาก กายาเพชรอมตะ ซึ่งเคยผ่าน
ผันประสบการณ์หลอมสร้าง บดขยี้ทำลายร่างกาย
มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ขณะ อู่ อวี้ กำลังฟืนฟูรักษาตัวอยู่นั้น เขาก็ยังไม่
ลืมเลือนเข้าสู่ความรู้แจ้งในมหาวิถีแห่งเต๋าของ
ตนเอง เวลาต่อสู้เขาจะต้องตัดสินใจด้วยความ
เด็ดขาด ซึ่งมันทำให้เขามีความก้าวหน้าเป็นอย่าง
มากเรียกว่าเป็นประวัติการณ์เลยก็ว่าได้ เดิมที
พื้นฐานฝึกตนของเขาเกือบจะเข้าสู่ระดับ สร้าง
แกนนภา ขั้นที่ 10 อยู่มรอมร่อแล้ว ซึ่งในครานี้
เขาก็โชคดีเป็นยิ่งนัก มันทำให้จิตใจของเขาพบ
คำตอบมากมาย ทะลวงฝั่าด่านกรุยผ่านเส้นทางได้
อย่างทะลุปรุโปร่ง
ในวันต่อมา หากมองจากภายนอกร่างกายของเขา
ยังคงดำไหม้เกรียมเป็นตอตะโกอยู่ แต่แท้ที่จริง
แล้วภายในกายของเขากับกำลังหลอมสร้างเลือด
เนื้อขึ้นมาใหม่ ภายใต้การหล่อเลี้ยงสนับสนุนของ
โอสถกำเนิดพลัง จึงทำให้ร่างกายของเขาฟืนฟู
อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะต้องใช้เวลาพอสมควร
เพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างสมบูรณ์
แต่ความเร็วในการฟืนฟูกลับมากกว่าที่เขาคาดคิด
เอาไว้ถึง 3 เท่า
สำหรับเวลานี้ไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง ความรุดหน้า
ก้าวเข้าสู่ความสมบูรณ์ของแกนนภา ซึ่งอยู่ในจุด
ตันเถียนของ อู่ อวี้ นอกจากนี้ร่างกายส่วนใหญ่
ของเขายังฟืนฟูกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม ระหว่างที่
เขากำลังรักษาฟืนฟูร่างกายอยู่นั้น ท่ามกลาง
สายตาของทุกผู้คน เขาตัดสินใจเด็ดขาดไม่ลังเล
จากนั้นก็กลืนกินเม็ดยาปราณมรกต เพื่อเริ่มต้น
ยกระดับปรับแต่งแกนนภา!
ความคืบหน้าในการยกระดับปรับแต่ง แกนนภา
ของเขารวดเร็วเป็นอย่างมาก ผลลัพธ์ที่ได้มันช่าง
น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง! นี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุ
ใด อู่ อวี้ ถึงได้เร่งรีบนัก
ฝูงชนแลเห็นเขากลืนกิน เม็ดยาปราณมรกต อย่าง
บ้าคลั่ง จึงทำให้บัดนี้ทุกผู้คนก็ต้องตื่นตะลึง ราว
กับว่าพวกเขากำลังเห็นสัตว์ประหลาด ไม่เคยมี
ผู้ใดพบเห็นการฝึกตนด้วยวิธีบ้าคลั่งนี้มาก่อน ซึ่ง
แสดงให้เห็นว่าผลพวงจากการประลองครั้งที่ผ่าน
มา อู่ อวี้ เขาสามารถเก็บเกี่ยวได้อย่างมหาศาล
แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไป แต่ทุกผู้คนก็ยังคอยจับ
ตาเฝั้าดูเขา
สำหรับ อู่ อวี้ เขากำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงของการฝึก
ตนอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เขาเรียนรู้ได้ในเวลาที่ผ่าน
มาทั้งหมดได้ถูกนำมาใช้เพื่อปรับบแต่งแกนนภา
ท่ามกลางพลังมหาสมุทรอันกว้างใหญ่จากเม็ดยา
ปราณมรกต แกนนภาของเขากำลังขยายเติบโต
ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเวลานี้แกนนภาสีทองเข้มได้
มาถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแกนนภา หรือ
แกนกำเนิด ของเขาในเวลานี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าแก่น
แท้ตำหนักม่วงของผู้ที่อยู่ ระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกต หลายเท่า
ตูม ตูม ตูมมม!!!!
แกนกำเนิดอันกว้างใหญ่ กำลังพรุ่งพรูไหลเวียนอยู่
ภายในร่างกายของเขา
ภายใน ทวีปแห่งทวยเทพ อู่ อวี้ สมควรได้รับ
สมญานาม ราชันแห่งกายเนื้ออย่างแท้จริง
เขาไม่ล่วงรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด แต่ที่แน่ ๆ
ไม่มีผู้ใดรบกวนการยกระดับของเขา แม้ว่าการ
ประลองต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่การ
ยกระดับยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เขากลืนกิน
เม็ดยาปราณมรกต ไปกว่า 400 เม็ดแล้ว แต่ดู
เหมือนว่ามันยังไม่เพียงพอ การยกระดับยังคง
ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจำนวนเม็ดยา
ปราณมรกต เกือบจะถึง 500 เม็ด ในที่สุดเขาก็
ก้าวเข้าสู่ระดับสร้างแกนนภา ขั้นที่ 10 อย่าง
สมบูรณ์!
พรึ่บพรึ่บ!
พลังจาก แกนกำเนิด กลิ้กเกลือกไหลเวียนโคจรอยู่
ภายในร่าง บัดนี้มันกำลังอยู่ท่ามกลางการเผาไหม้
ของเปลวเพลิงสีทอง
ในที่สุดเขาก็บรรลุ!
ก่อนสงครามจะสิ้นสุด เขาอาศัยความกล้าหาญ
มุ่งมั่นในการต่อสู้กับ มู่หรง ซวี่ แล้วในเวลานี้เขาก็
สามารถก้าวเข้าสู่ระดับสร้างแกนนภา ขั้นที่ 10 ใน
ที่สุดเขาก็ใกล้เข้าสู่ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต
เข้าไปอีกขั้นแล้ว
ในขณะนี้ อู่ อวี้ อยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากความ
แข็งแกร่งของตนเอง ร่างกายของเขาค่อย ๆ สงบ
ลง ถึงแม้ว่าหากมองจากภายนอก ร่างกายของเขา
ยังคงไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโกอยู่ก็ตาม ถึงแม้
ผิวหนังชั้นนอกของเขาจะตายจากการถูกเผาไหม้
ทว่าผิวชั้นในยังคงไม่เป็นไร คาดว่าเขาคงต้องใช้
เวลาอีกสักประมาณ 2-3 วัน ร่างกายของเขาถึงจะ
ฟืนคืนกลับสู่สภาพสมบูรณ์ปกติ แต่ปัจจุบัน
รูปลักษณ์ของเขาช่างอัปลักน่าสยดสยองเป็นอย่าง
ยิ่ง …
เมื่อด้านนอกส่งเสียงดัง อู่ อวี้ ก็ลืมตาขึ้น
ดูเหมือนว่าการต่อสู้จะสิ้นสุดลงแล้ว
สนามรบโบราณอลหม่านวุ่ยวายเป็นอย่างมาก
สามารถแลเห็นได้ว่าในเวลานี้ ฉิน ฝูเหยา หอบ
หายใจถี่ลอยคว้างอยู่กลางเวหา เมื่อ ขุนพลมู่หรง
ลงมา เขาก็ปั่าวประกาศผลการประลองด้วยสีหน้า
น่าเกลียดว่า ” การประลองในรอบนี้ผู้ชนะคือ ฉิน
ฝูเหยา ”
ซึ่งก็เท่ากับว่าบุตรชายของเขา ไม่ได้เข้าเข้าสู่รอบ
3 คนสุดท้าย!
ผู้คนนับล้านส่งเสียงไชโยโห่ร้องที่ ฉิน ฝูเหยา
ได้รับชัยชนะ บนใบหน้าของนางเปือนไปด้วย
รอยยิ้มแห่งความประหลาดใจ ใบหน้านานซีด
เผือด ขณะมองไปยัง อู่ อวี้ ซึ่งตอนนี้เขาบ่มเพาะ
เสร็จสิ้นแล้ว นางจึงส่งยิ้มหวานพร้อมกับพยักหน้า
ให้ อู่ อวี้ เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกขอบคุณที่ อู่ อวี้ ทำ
ให้นางได้มีโอกาสเข้าสู่รอบ 3 คนสุดท้าย
หากเป็นยามปกตินางย่อมไม่สามารถเอาชนะ ผู้
ครอบครองศาสตราเต๋าวิถีแท้อยาง มู่หรง ซวี่ ได้
มู่หรง ซวี่ ช่างน่าสงสารอย่างยิ่ง ในที่สุดมันก็
สามารถเข้าสู่รอบ 4 คนสุดท้ายได้ แต่แล้วก็
เหมือนฟั้าดินกลั่นแกล้งมันกลับพ่ายแพ้การ
ประลองถึง 2 รอบติด ในเวลานี้โทสะของมันพุ่ง
พล่านอย่างสุดจะอดกลั้น ผู้ฝึกตนหลายคนรีบเข้า
มาเพื่อปลอบประโลมมัน
ฉิน ฝูเหยา อยู่ภายใต้การดูแลของขุนพลฉิน การ
ประลองในรอบนี้เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดรุนแรงอย่าง
ยิ่ง นอกจากนางจะได้ประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น
แล้ว ร่างกายของนางก็ยังได้รับบาดเจ็บอีก
พอสมควรทีเดียว
อู่ อวี้ คาดคิดว่าด้วยเพราะตนเองจะต้องฝึกฝน
บำเพ็ญตน เลยทำให้เขาพลาดชมการต่อสู้ดี ๆ ไป
ถ้าให้กล่าวตามจริงการประลองในรอบสุดท้ายนี้
มันเป็นการประลองต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านน่า
ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อผู้คนเห็นการแสดงออกของ อู่ อวี้ พวกมันก็
ล่วงรู้ได้ในทันที
” อู่ อวี้ ฝั่าด่านได้แล้ว!”
” นี่ถึงขนาดทะลวงฝั่าที่นี่เลยงั้นรึ! เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่
ธรรมดาเลยจริง ๆ ครานี้ข้าคงต้องจับตามองเขา
บ้างแล้ว ”
” ใช่ ถึงแม้เขาจะหาใช่คู่ต่อสู้ของ ลั่วผิน แต่ตอนนี้
เขาทะลวงฝั่าด่านไปได้แล้ว ไม่เพียงแต่สามารถ
เอาชนะ มู่หรง ซวี่ มาได้เท่านั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่
เขาจะต่อสู้กับ ลั่วผิน ? ”
ในเวลานี้ผู้คนต่างเฝั้ารอการประลอง อย่างจดจ่อ
กระวนกระวายใจ มันคือการประลองเพื่อหาผู้
ชนะเลิศ!
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ หาได้แยแสใส่ใจ ถึงแม้ว่าเขา
จะมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น แต่เขาก็ยังไม่ใช่คู่มือที่
จะสามารถต่อกรกับ ลั่วผิน ได้
ในเวลานี้ขุนพลมู่หรง ซวี่ แสดงสีหน้าน่าเกลียด
เป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังต้องทำตาม
หน้าที่ต่อไป จากนั้นเขาจึงโบกมือแล้วกล่าวว่า ”
อู่ อวี้ และ ลั่วผิน พวกเจ้าทั้งสองเริ่มการประลอง
ได้ ”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดชั่วครู่ เขารู้สึกว่าประลองในรอบนี้ไม่
ค่อยสมเหตุสมผลนัก ด้วยเพราะอาการบาดเจ็บ
ของเขายังไม่ฟืนตัวดี หากยังต้องดึงดันต่อสู้อีกครั้ง
คงมีผลต่อการฟืนฟูรักษาที่จะตามมาอีก ฉะนั้นเขา
จึงกำลังจะลุกขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมรับความพ่ายแพ้
โดยสดุดี
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ ลั่วผิน
กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ ราบเรียบ เย็น
เฉียบขึ้นว่า ” ไม่ การประลองในรอบนี้ข้าขอยอม
แพ้ ”
อู่ อวี้ กำลังจะกล่าวยอมแพ้ไม่คาดคิดว่า ลั่วผิน
กล่าวตัดหน้าเขาเช่นนี้ จากนั้นเขาก็หันไปมองนาง
แล้วพยักหน้าให้
” อย่างไรเสีย นางก็ปรารถนาเพียงเข้าสู่คฤหาสน์
เจ้านครเท่านั้น ส่วนแต้มผลงานระหว่าง 3 ล้าน
กับ 5 ล้าน มันก็คงไม่ได้แตกต่างอันใดสำหรับนาง
ฉะนั้นการที่นางขอยอมแพ้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็มิได้โต้แย้งอันใด
ขุนพลมู่หรง ไต่ถามซ้ำอีกว่า “เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?”
อันที่จริงกฎการปะลองของสงครามเหยียน มีหลาย
ครั้งที่สองอันดับแรกมิได้ต่อสู้ห้ำหั่นกัน เว้นเสียแต่
ว่าทั้งสองจะตั้งใจต่อสู้ห้ำหั่นแย่งชิง 2 ล้านแต้ม
ผลงาน
นางพยักหน้า
ขุนพลมู่หรงรู้สึกท้อแท้ อันที่จริงเขาเองก็ไม่มี
อารมณ์ที่จะทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินต่อแต่
อย่างใด ฉะนั้นเพื่อตัดปัญหาเขาจึงปั่าวประกาศ
ขึ้นในทันทีว่า ” เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ขอแจ้งผลลำดับ
ผู้ที่ชนะ ลำดับที่ 4 ได้แก่ มู่หรง ซวี่ ลำดับที่ 3
ได้แก่ ฉิน ฝูเหยา ลำดับที่ 2 ได้แก่ ลั่วผิน และ
อันดับ 1 ผู้ชนะเลิศก็คือ … อู่ อวี้ !”
เขาคืออันดับหนึ่งของสงครามเหยียน!
อู่ อวี้ รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยทีเดียวที่ผู้ชนะเลิศ
อันดับ 1 ในสงครามเหยียน กลายเป็นตัวเขาเอง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ