กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 430 : โลกรกรางโบราณ
การมาที่นี่นับว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ดูจากสีหน้าที่ดีไม่น้อยของนาง ดูเหมือนว่านาง
พร้อมที่จะได้พบเจอกับ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
นับตั้งแต่นางมีความมั่นใจ อู่ อวี้ ก็ไม่คิดห่วงกังวล
อันใดอีก เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะล่วงรู้จุดประสงค์
แท้จริง ของการมาที่ นครจักรพรรดิเพลิง แห่งนี้
ของนาง
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ลั่วผิน ก็ไม่ใช่คนเลวร้าย อีก
ทั้งนางยังเป็นสัตว์สวรรค์ ซึ่งจะมีข้อแตกต่างให้
เห็นอย่างชัดเจนระหว่างสัตว์สวรรค์กับปีศาจ อู่
อวี้ ไม่เชื่อว่านางมาที่ นครจักรพรรดิเพลิง โดย
ไม่ได้ประโยชน์อันใดกลับไป เพียงแค่นางกำลังมอง
หาบางสิ่งบางอย่างที่นางต้องการอยู่
คาดว่าสิ่งนั้น มันจะช่วยให้นางฟืนคืนกลับสู่
จุดสูงสุดเช่นดังเดิม ด้วยเพราะเวลานี้นางกำลังอยู่
ในสภาพย่ำแย่ถึงขีดสุด
” บางทีถ้านางหายดีแล้ว ตราบชั่วชีวิตนี้ข้าอาจจะ
ไม่ได้พบเห็นนางอีกครั้ง มันช่างเป็นเรื่องน่าเศร้า
เหลือเกิน ”
คนทั้งสามบินฝั่าพายุทราย มุ่งหน้าไปยังทิศทาง
ของเมืองโบราณ ซึ่งเมืองโบราณที่ว่านี้ระยะทาง
ค่อนข้างห่างไกลจากที่นี่ ดังนั้นต้องพึ่งพา ฉิน ฝู
เหยา เปิดช่องว่างแหวกฝั่าพายุทรายอันรุนแรงนี้
เพื่อพวกเขาจะได้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น
” อีกไม่นาน เราจะได้พบกับผู้มีฝีมือล้ำเลิศอันดับ
1 ในทวีปแห่งทวยเทพ พวกเจ้าทั้งสองรู้สึกกังวล
กันบ้างหรือไม่? ” ขณะที่ ฉิน ฝูเหยา ไปถามคนทั้ง
สอง ตัวนางเองก็ดูตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งหัวใจเต้นถี่
รัวราวกับรัวกลอง
อู่ อวี้ ไม่ได้รู้สึกกังวลเท่าใดนัก เพียงแค่ใจบางส่วน
อยากจะเร่งรีบไปให้ไวกว่านี้ ถ้าให้กล่าวถึงสิ่งที่เขา
รู้สึกกังวลมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นนั่นก็คือ ลั่วผิน
ด้วยเพราะไม่รู้ว่า ลั่วผิน จะสามารถผ่านภูเขาลูก
ยักษ์อย่าง เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ไปได้หรือไม่
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้านางถูกจับได้?
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะสลัดความคิดนี้ทิ้งไปทันที
” ข้าบอกแล้วไง…ว่าข้าไม่ได้รู้สึกกังวลแม้แต่น้อย
ข้ามีแรงมากพอที่จะช่วยเหลือเจ้า อิอิ” ฉิน ฝู
เหยา ตอบด้วยท่าทางซึ่งบริสุทธิ์ อิริยาบถการ
เคลื่อนไหวของนางดูงดงามน่ารักน่าชังเป็นอย่าง
ยิ่ง
ยิ่งเข้าใกล้ นครจักรพรรดิเพลิง มากเท่าไหร่ หัวใจ
ของนางก็ยิ่งสั่นไหวด้วยความตึงเครียดวิตกกังวล
อู่ อวี้ รีบเร่งเดินทางอย่างเต็มที่ ซึ่งในคราแรกเขา
ประมาณการไว้ที่ 1 ก้านธูปเท่านั้น แต่หลังจาก
ผ่านไปได้ 1 ก้านธูป กลับพบว่าเพิ่งเดินทางมาถึง
ได้แค่เพียงครึ่งทางเท่านั้น
ที่นี่คือหาดทรายสีอำพันทอดยาวไร้สิ้นสุด ทุก
สรรพสิ่งพัดผ่านไปทางทิศตะวันตก ดูรกร้างเป็น
โลกเก่าแก่โบราณพายุทรายม้วนกวาดผ่านไปทั่ว
ทุกสารทิศ ขณะเดียวกัน อู่ อวี้ ก็เร่งรีบเดินทาง
แต่ก็ยังไม่ลืมระวังตัวสอดส่องสายตามอง
สภาพแวดล้อมโดยรอบ สตรีทั้งสองก็เช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะ ลั่วผิน นางกวาดส่ายสายตามองไป
รอบ ๆ เสมือนกำลังหาบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งทาง อู่
อวี้ กับ ฉิน ฝูเหยา เองก็อยากรู้ว่าแท้จริงแล้ว
ภายในหลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงนี้มีอะไรซ่อน
อยู่กันแน่
ฉิน ฝูเหยา กับ ลั่วผิน ค่อนข้างแตกต่างกันอยู่
เล็กน้อย เขาขี่กระบี่บินจักรพรรดิ ยืนอยู่ตรงกลาง
ระหว่างสตรีทั้งสอง
ลั่วผิน ที่อยู่ทางด้านซ้าย มีเส้นผมสีเงินยาวสลวย
โบกปลิวพริ้วไสวตามกระแสสายลม ดวงเนตรคู่สี
ครามนิ่งสงบลึกลับประดุจดั่งทะเลสาบก็มิปาน
เมื่อมองเข้าไปภายในดวงตาคู่นั้นก็เสมือนตกอยู่ใน
ห้วงภวังค์อย่างไม่รู้ตัว ฉิน ฝูเหยา ที่อยู่ด้านขวามี
ดวงตาทางเส้นผมเป็นสีดำขลับ นางสวมใส่
กระโปรงยาวสีดำสลับแดงโบกสะบัดพริ้วไหวตาม
กระแสสายลม ช่างงดงามอ่อนช้อยเสมือนดั่งผกา
มาศกำลังผลิบาน นางมักจะหันมาพูดคุยหัวเราะ
กับ อู่ อวี้ อยู่เสมอ ทุกท่วงท่าอิริยาบถล้วนทรง
เสน่ห์เย้ายวนอย่างยิ่ง ให้ความรู้สึกวาบหวาม
รัญจวนอย่างสุดจะพรรณนา
อู่ อวี้ พบว่า ฉิน ฝูเหยา นั้นดูดีงดงามเป็นอย่างยิ่ง
แต่ถึงกระนั้นนางกลับมีความแตกต่างบางอย่างกับ
สตรีอื่นทำเขาได้เคยพบพานมา แต่ความแตกต่าง
กันคืออะไรเขาก็ไม่ทราบได้
ทันใดนั้นเอง!
ฉับพลันพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความ
อันตราย คนทั้ง 3 หยุดชะงักลงในทันที จากนั้น
พวกเขาก็หันมามองหน้ากัน พร้อมกวาดสายตา
มองรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
” มีอะไรเช่นนั้นรึ? ” ฉิน ฝูเหยา มองไปรอบ ๆ
” ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มันไม่ใช่ทั้งคน ไม่ใช่ทาง
ปีศาจ ” อู่ อวี้ กวาดสายตามองรอบ ๆ อย่าง
ระมัดระวังเป็นที่สุด
ในไม่ช้าเขาก็ค้นพบแหล่งที่มาของอันตรายที่
เกิดขึ้นนี้ มุ่งตรงมาจาก 3 ทิศทาง เมื่อพวกเขา
หยุด ทิศทางเบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสาม
ท่ามกลางคลื่นพายุทรายโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
ฉับพลันนั้นเอง เงาร่างของผู้ใดบางคนกำลังพุ่ง
ทะยานเข้ามาหาพวกเขาทั้งสาม
ฉิน ฝูเหยา ใช้พลังควบคุมเพียงเล็กน้อย เพื่อให้
พายุทรายที่ล้อมรอบอยู่โดยรอบ ม้วนกวาดผ่าน
กระจายออกไป ทันใดนั้นเองก็ปรากฏเงาร่าง 3
ร่างพวยพุ่งทะยานมาจาก 3 ทิศทาง จากนั้นก็มา
หยุดอยู่ด้านหน้าของพวกเขาทั้งสาม
คราแรกที่พบเห็น เงาร่างเหล่านี้ล้วนสวมใส่ชุด
เกราะเซียนเหยียนหวง แต่มันดูเก่าแก่โบราณเป็น
อย่างมาก แม้แต่วงเวทบนเกราะก็ยังดูเก่าแก่
โบราณเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังทรุดโทรมเสียหาย
พอสมควร ด้วยความเสียหายที่ว่ามานี้ส่งผลให้
เกราะเซียนเหยียนหวง แทบไม่มีผลในการปั้องกัน
เลยด้วยซ้ำ
เมื่ออยู่ในระยะใกล้ชิดนี้ อู่ อวี้ จึงใช้สายตาสำรวจ
ตรวจสอบ ปรากฏว่าด้านในของ เกราะเซียนเห
ยียนหวง คือร่างไร้วิญญาณ กล่าวได้ว่าเนื้อหนังมัง
สาของพวกมันทั้งสาม หลุดลุ่ยหายไปอย่าง
สมบูรณ์ เผยให้เห็นโครงกระดูกสีเหลือง ซึ่งก็
หมายความว่าพวกมันทั้งสาม ได้ตกตายมาเป็น
เวลานานพอสมควรแล้ว ถึงแม้จะเห็นได้อย่าง
ชัดเจนเพราะพวกมันตายแล้ว แต่ก็ไม่อาจทราบ
สาเหตุได้ว่าพวกมันตายเพราะสิ่งใด รอบร่างของ
ซากศพทั้ง 3 ล้อมรอบด้วยพลังสีเหลืองอำพัน
สว่างไสว ด้วยแสงสว่างเจิดจ้านี้ทำให้มองเห็นเค้า
โครงร่างไม่ค่อยชัดเจนนัก แสงสว่างนั้นเสมือน
เลือดเนื้อที่อยู่ภายใต้ชุด เกราะเซียนเหยียนหวง
ซึ่งมีรูปร่างใกล้เคียงแม้แต่กะโหลกศีรษะ มีทั้งตา
จมูก และ ปาก
ภายใต้แสงสีเหลืองอำพันนี้ กลับแฝงไปด้วยพลัง
อำนาจมหาศาลอย่างไรสิ้นสุด ให้ความรู้สึกล้ำลึก
พิศดาร ไม่ใช่ทั้งแกนกำเนิด ไม่ใช่แก่นแท้ตำหนัก
ม่วง ไม่ใช่พลังอำนาจของปีศาจ สำหรับเวลานี้ อู่
อวี้ รู้สึกว่าตนเองช่างตื้นเขินยิ่งนัก เป็นเรื่อง
ธรรมดาที่เขาจะครุ่นคิดไม่ออก
“นี่คือ … ” ฉิน ฝูเหยา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
กำลังจมสู่ห้วงภวังค์แห่งความกังขา
อู่ อวี้ กล่าวว่า ” ถ้ามองจากที่สิ่งจอมจักรพรรดิ
กล่าวให้มายังที่นี่ ภายในหลุมบรรพกาลจักรพรรดิ
เพลิงจะต้องเป็นด่านทดสอบเป็นแน่ หากซากศพ
ทั้ง 3 นี้โจมตีพวกเรา เราก็ตอบโต้ต่อสู้กับไม่น่าจะ
ผิดอันใด แต่ถ้าหากอีกฝั่ายมีฝีมือสูงส่ง จนพวกเรา
ทั้ง 3 ไม่อาจเอาชนะได้ ข้าขอเสนอให้พวกเรา
หลบหนีไปยังทิศทางของเมืองโบราณ พวกเราคิด
ว่าดีหรือไม่? ”
” อืม… ก็ดี นับเป็นความคิดที่ไม่เลวทีเดียว ” ฉิน
ฝูเหยา กล่าว
ส่วนลั่วผินไม่ได้แสดงความคิดเห็นอันใด ซึ่งถ้า
หากนางมีก็คงจะต้องเอื้อนเอ่ยออกมาแล้ว
หลังจากตกลงกันได้แล้ว ทันใดนั้นซากศพทั้งสามก็
พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน ความเร็วของผมมันอยู่ใน
ระดับที่น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
” จับคู่ต่อสู้ ในแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ”
หลังจากนั้นทั้งสาม ก็แยกย้ายไปจับคู่ต่อสู้กับ
ซากศพอย่างรวดเร็ว
อันที่จริงซากศพทั้งสาม ก็มีเจตนาจะแยกพวกเขา
ออกจากกันอยู่แล้ว ฉะนั้นพวกมันจะพุ่งเข้าไปหาคู่
ต่อสู้ของตนเองทันที
อู่ อวี้ ไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดออกมาอีก เขาหยิบ
เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ออกมา ส่วนทางฝังของ
ซากศพไม่ได้ใช้ศาสตราใด ๆ อีกทั้งในเวลานี้เขา
ยังไม่ล่วงรู้วิธีการโจมตีของพวกมัน
ซึ่งในไม่ช้า อู่ อวี้ ก็จะล่วงรู้เอง
อีกฝั่ายใช้กำปันลุ่น ๆ โจมตี
ตูมมมม!
หมัดนี้โจมตีเข้าใส่ช่องโหว่ของเขาโดยตรง ชั่ว
ขณะที่พายุทรายม้วนกวาดผ่าน พลังมหาศาลพุ่ง
อัดกระแทกเข้าใส่ร่างกายของ อู่ อวี้ โดยที่ยังมิได้
ตั้งตัวแม้แต่น้อย หมัดนี้สั่นสะท้านไปทั่วทั้งผืน
ทรายสีเหลืองอำพัน
แข็งแกร่งมาก!
ด้วยพลังอำนาจอันบริสุทธิ์สมบูรณ์นี้ แสดงให้เห็น
ว่าซากศพนี้น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แต่ทว่ามีอีก
หลายสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนนัก เช่นเขายังไม่เข้าใจว่า
แท้จริงแล้ว แสงสีเหลืองส่วนใหญ่นี่คืออะไรกันแน่
ซากศพมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ออกมา จากนั้น
มันก็พุ่งเข้าโจมตีใส่ อู่ อวี้ อีกครั้ง
การเคลื่อนไหวของมันนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง ทว่าใน
แต่ละกระบวนท่า กลับแฝงเร้นไปด้วยความลึกล้ำ
อันไร้สิ้นสุด ทั้งการต่อยและเตะ ดูเสมือนกับว่ามัน
ได้ผสมผสานเข้ากับโลกนี้ แค่การเคลื่อนไหวเรียบ
ง่าย แต่กลับเปียมล้นไปด้วยกลิ่นอายเก่าแก่โบราณ
เมื่อผสานเข้ากับการโจมตี จึงทำให้มันทรงพลัง
อำนาจอย่างยิ่ง จนแทบจะไร้ขีดจำกัดเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น อู่ อวี้ พบว่าซากศพเหล่านี้ ยังมีการ
ปรับแต่งรูปแบบเล็กน้อย เช่นตอนนี้ ฉิน ฝูเหยา
มิได้แข็งแกร่งเท่ากับตนเอง แต่คู่ต่อสู้ของนางกลับ
มิได้สะกดข่มนางในทันที ดังนั้นเขาจึงตระหนักว่า
ความสามารถของซากศพแต่ละตัวที่ปรากฏขึ้นมา
นี้ มีความแข็งแกร่งผันแปรไปตามระดับของคู่ต่อสู้
เช่นผู้ที่มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน สร้างแกนนภา ขั้นที่
1 คาดว่า ซากศพก็จะมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับ
นี้เช่นเดียวกัน
ผ่านไปเพียงช่วงสั้น ๆ อู่ อวี้ ต่อสู้แลกเปลี่ยน
กระบวนท่ากับซากศพนับ 10 กระบวน แต่เขาก็
สามารถตั้งรับได้ในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปได้ครู่หนึ่ง
ในที่สุดเขาก็สามารถสะกดข่มฝั่ายตรงข้ามได้
ถึงแม้ว่าจะตั้งรับได้ในที่สุด แต่การโจมตีของคู่ต่อสู้
นั้นก็เปียมล้นไปด้วยความลึกล้ำพิสดารอย่างยิ่ง
สิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่านั้นก็คือ ซากศพเหล่านี้
สามารถใช้เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ได้ด้วย
เพียงแต่วิชาของมันนั้นเก่าแก่โบราณเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่ล่วงรู้ว่ามันคืออะไร แต่เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้า
ดิน ที่คู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ ใช้ มีความสัมพันธ์
เกี่ยวข้องบางอย่างกับ อู่ อวี้ เช่นวิชาที่มันใช้เป็น
ธาตุทอง และ ธาตุไฟ
” เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าเชี่ยวชาญสิ่งไหน มันก็จะใช้
สิ่งนั้นโจมตีใส่ข้า! ”
ระหว่างต้านรับการโจมตีของคู่ต่อสู้อย่าง
ยากลำบาก อู่ อวี้ ก็ครุ่นคิดไปด้วย
เขารู้สึกว่าสิ่งนี้ปรารถนาให้เขาเข้าใจอย่างชัดแจ้ง
เพื่อที่จะได้ทุ่มเทสมาธิกับการต่อสู้
” ข้าเข้าใจแล้ว! ”
ทันใดนั้นเองเขาก็สามารถฉุกคิดขึ้นมาได้
” หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง คล้ายคลึงกับถ้ำ
กำเนิดใหม่แห่งซูซัน ข้าคิดว่ามันจะช่วยฝึกฝน
ยกระดับความแข็งแกร่งของเราให้ก้าวหน้ามาก
ยิ่งขึ้น ”
” ศัตรูปรากฏตัวขึ้น เพื่อช่วยเหลือฝึกฝนให้แก่เรา
”
” การต่อสู้สัมผัสด้วยร่างกายคือวิธีที่ดีที่สุดในการรู้
แจ้ง อีกทั้งซากศพเหล่านี้ยังใช้เคล็ดวิชาฟั้าดิน แล
ความเข้าใจในเส้นทางแห่งเต๋าคล้ายคลึงกับเรา ใน
หว่างการแลกเปลี่ยนฝีมือ ข้าพบว่าความเข้าใจใน
เต๋าของตนเองนั้นยกระดับขึ้น! ”
หลังจากความคิดความเข้าใจกระจ่างแจ้ง เต๋าของ
เขาก็บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น
อู่ อวี้ รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกมัน ทั้งหมด
ก็เพื่อขัดเกลาฝึกฝนตนเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า
ซากศพที่อยู่เบื้องหน้าเขาอาจมีจำนวนไม่มากนัก
ดังนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง
เมื่อคิดขึ้นมาได้ เขาก็รีบบอกเล่าเรื่องนี้ให้แก่ ฉิน
ฝูเหยา ฟังอย่างรวดเร็ว
” เจ้าฉลาดมาก ข้าคิดไม่ถึงเลยนะเนี่ย พูดก็พูด
เถอะข้ารู้สึกว่าพวกเขาน่ารักมากจริง ๆ ”
หลังจาก ฉิน ฝูเหยา กล่าวจบ ซากศพก็ทะลวงฝั่า
การปั้องกัน โจมตีเข้าใส่นาง จนนางแสดงสีหน้า
เหยเกเจ็บปวดออกมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันทำให้
โทสะของนางปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน ไม่มีอีกแล้ว
กับคำว่าซากศพน่ารัก นางทะยานโจมตีเขาใส่
ซากศพจนสวรรค์สะท้านปฐพีสะเทือน
อู่ อวี้ สงบเป็นอย่างยิ่ง เขาพยายามสังเกตุคู่ต่อสู้
ของตนเองอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่า
จะเป็นการเคลื่อนไหวใด ๆ ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็น
พลังอำนาจลึกลับพิสดารอันไร้สิ้นสุด…
” ถ้าข้าแสดงเต๋าให้มันเห็น มันจะช่วยชี้แนะให้แก่
ข้าหรือเปล่านะ ”
อู่ อวี้ คาดเดา บางทีคู่ต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้าของเขา
อาจเป็นผู้อาวุโสบางคนที่ตกตายไปแล้ว ร่างกาย
ของพวกเขายังคงอยู่ที่นี่ คอยช่วยเหลือให้การ
ชี้แนะแก่ชนรุ่นหลัง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขา
ถึงได้มาต่อสู้แลกเปลี่ยนกระบวนท่าเช่นนี้
นอกจากนี้ยังเป็นเพราะพวกเขานั้นตกตายไปนาน
แล้ว การต่อสู้จึงเป็นเพียงวิธีเดียว ที่จะสามารถ
ส่งผ่านมรดกให้แก่ชนรุ่นหลัง
พวกเขาช่างยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ อู่ อวี้ จึงแสดงความเคารพให้
เกียรติกับพวกเขาอย่างยิ่ง เปลี่ยนอารมณ์ของ
ตนเองเป็นจริงจังเพื่อต่อสู้ขอคำชี้แนะกับเหล่าผู้
อาวุโส ซึ่งแตกต่างจาก ฉิน ฝูเหยา ที่กระทำราว
กับว่านางกำลังเล่นสนุกอยู่ ซึ่งอันที่จริงแล้วนางก็
ยังเป็นเด็กน้อยผู้หนึ่ง
” ส่งผ่านมรดก ยอมกลายเป็นกระดูกสันหลังค้ำยัน
ให้แก่โลกแห่งผู้ฝึกตน เพื่อหนุนเสริมสนับสนุนชน
รุ่นหลังให้บรรลุบำเพ็ญเพียรกลายเป็นเซียนอมตะ
”
โลหิตภายในกายของ อู่ อวี้ เดือดพล่านอีกทั้งยัง
รู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิมอยู่บางส่วน แม้จะถูกวิชาแก่น
แท้ฟั้าดินอัดกระแทกเข้าใส่ร่าง หรือโดนโจมตีจน
ล้มคลุกคลานครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็อาศัยความ
แข็งแกร่งทนทานจากกายาเพชรอมตะลุกขึ้นต่อสู้
กลับไปอีกครั้ง และ อีกครั้ง เขาทำให้ฝั่ายตรงข้าม
รู้ว่าเขานั้นเชี่ยวชาญในเต๋าใดบ้าง เพื่อให้ซากศพ
ของผู้อาวุโสให้คำชี้แนะแก่ตนเอง!
อันที่จริงแล้วในประวัติศาสตร์ มีเหล่าอัจฉริยะ
มากมายเข้ามาใน นครจักรพรรดิ์เพลิง
เพียงแค่ได้ประมือกันในช่วงสั้น ๆ อู่ อวี้ ก็ได้รับ
ความรู้แจ้งมากมายเหลือคณา ซึ่งมีเพียงตัวเขา
เท่านั้นที่ได้รับ
หลังจากประมือห้ำหั่นต่อสู้กันมาได้กว่า 1 ก้านธูป
ฉิน ฝูเหยา ก็ปลดปล่อยพลังเฮือกสุดท้าย อัด
กระแทกบดขยี้ฝั่ายตรงข้าม นางถอนหายใจ
ออกมาอย่างโล่งอก จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียง
อ่อนหวานว่า ” ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้วเนี่ย ”
ในที่สุดการต่อสู้ของ ลั่วผิน ก็จบลง
อย่างไรก็ตามทางฝังของ อู่ อวี้ ยังไม่จบ เขาไม่ได้
บุกโจมตีเสียทุกครั้งไป ในบางครั้งเขาก็เลือกจะตั้ง
รับ จากนั้นก็พยายามลุกขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อ
กลับมาต่อสู้กับซากศพอีกครั้ง
” อู่ อวี้ ต้องการให้พี่สาวคนนี้ ยื่นมือเข้าไป
ช่วยเหลือหรือไม่? ” ฉิน ฝูเหยา ไต่ถาม
” ไม่จำเป็น ” อู่ อวี้ ตอบเสียงดัง จากนั้นก็มาให้
ความสนใจในการต่อสู้ต่อไป อันที่จริงเขาไม่ได้
ปล่อยร่างอวตารออกมาต่อสู้ด้วย เขาใช้เพียงพลัง
จากกายเนื้อล้วน ๆ ซึ่งเป็นวิธีเรียบง่ายที่สุด ใน
การต่อสู้กับซากศพนี้
เนื่องจากไม่นานมานี้ร่างกายของเขาเพิ่งฟืนตัว
ส่งผลให้ไม่นานนักร่างเขากับซากศพก็อาบโชกไป
ด้วยโลหิต
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังคงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่าง
มาก การได้ต่อสู้กับซากศพนี้ ทำให้เขาคึกคักมี
ชีวิตชีวาอย่างยิ่ง สำหรับ ฉิน ฝูเหยา แล้วเขาดู
เหมือนคนที่กำลังต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง
” อู่ อวี้ อย่ามัวแต่เล่นสนุกอยู่ พวกเราต้องเร่งรีบ
ไปที่เมืองโบราณ” ฉิน ฝูเหยาชักเริ่มกังวล
” เดี๋ยวค่อยคุยกัน โปรดรอสักครู่ ” อู่ อวี้ ยังคง
ต่อสู้อย่างขะมักเขม้น เขาพยายามทำความเข้าใจ
ในการโจมตีแต่ละครั้งของคู่ต่อสู้อย่างจริงจัง
ภายในกระบวนการนี้ทำให้เขามีความเข้าใจ อีกทั้ง
ยังได้เรียนรู้ประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น ซากศพนี้คือ
คู่ต่อสู้ที่แท้จริงของเขา ซากศพกำลังถ่ายทอด
ประสบการณ์ มรดกการฝึกตนให้แก่เขา ในใจของ
เขามีแค่เต๋า การต่อสู้ในครั้งนี้ทำให้เขาเติบโตรู้แจ้ง
มากยิ่งขึ้น
หลังจากเวลาผ่านไปได้ 2 ก้านธูป รัศมีสีเหลือง
อำพันที่อยู่บนร่างของซากศพก็สลายหายไป
ท่ามกลางสวรรค์แลปฐพี สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงแค่
ชุด เกราะเซียนเหยียนหวง ส่วนโครงกระดูกก็
ยุบตัวลง
“ไปเถอะ” ฉิน ฝูเหยา กล่าวเร่ง
อู่ อวี้ นำเกราะเซียนเหยียนหวง และ โครงกระดูก
ฝังเอาไว้ใต้พื้นทรายสีเหลืองอำพัน หลังเสร็จสิ้นได้
เวลาที่เขาจะเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองโบราณ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ