กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 431 : วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
หลังจากผ่านบททดสอบของซากศพแปลด
ประหลาด พวกเขาทั้งสามก็มุ่งหน้าไปยังซากเมือง
โบราณ ระหว่างการเดินทางนี้ราบรื่นไร้ซึ่งอุปสรรค
แม้ว่าในยามนี้ อู่ อวี้ มีสองสาวงามขนาบข้าง แต่
เขากลับหาได้เหลียวแลหรือใส่ใจกับสิ่งนี้แม้แต่
น้อย เขายังคงมุ่งมั่นเร่งรีบในการเดินทางไปสู่
เปั้าหมาย แต่ภายในใจเขาก็ครุ่นคิดถึงการต่อสู้
ประมือกับซากศพ ยิ่งเขาย้อนคิดไปถึงรายละเอียด
มากขึ้นเท่าใด เขาก็ยิ่งได้รับผลประโยชน์มากขึ้น
เท่านั้น
” เสมือนราวกับว่าบรรพชน ช่วยสั่งสอนขัดเกลา
การฝึกฝนบำเพ็ญตนให้แก้ข้า แต่การสั่งสอนชี้แนะ
นี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อเจตจำนงแห่งเต๋าของข้า
มิได้บังคับหรือกำหนดทิศทางของข้า ด้วยวิธีการ
สั่งสอนดังกล่าวทำให้ข้ารู้แจ้ง ช่วยส่งเสริมสัมผัส
ความรู้สึกตระหนักรู้ในตนเองให้แก่ข้า ”
สำหรับ อู่ อวี้ แล้วการขัดเกลาด้วยวิธีนี้ เขาไม่เคย
พบเห็นมาก่อน แต่มันกลับได้ผลเกินคาด
หากสิ่งที่เขาประสบพบเจอ เป็นเช่นดั่งถ้ำกำเนิด
ใหม่แห่งซูซัน มันทำให้เขาไม่แปลกใจเลยว่าเพราะ
เหตุใด หนานกง เหว่ย ที่เยาว์วัยเมื่อเข้าไปที่ถ้ำ
แห่งนี้เพียงครั้งเดียว แต่กลับเติบโตฝีมือพัฒนา
ก้าวรุดหน้าขึ้นอย่างใหญ่หลวงถึงเพียงนั้นได้
เดิมที อู่ อวี้ คิดว่าหากเขาสามารถเข้าร่วมได้ ฝีมือ
ของเขาจะต้องก้าวรุดหน้าขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อเขาบอกกล่าวถึงรายละเอียด และ
ผลประโยชน์ที่ได้จากการต่อสู้ของซากศพให้แก่
ฉิน ฝูเหยา ฟัง นางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่
เล็กน้อยว่า ” อืมมม… เป็นเช่นนั้นเองรึ ข้าเองก็
รู้สึกคล้าย ๆ กัน เจ้าช่างมีไหวพริบยิ่งนัก ฉุกคิดถึง
เรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว หากข้ามีโอกาสได้พบกับ
ซากศพนี้อีก ว่าจะพยายามเก็บเกี่ยวช่วงเวลา
และ ฉกฉวยผลประโยชน์จากการต่อสู้ให้ได้มาก
ที่สุด ”
หลังจากอธิบายเสร็จสิ้น อู่ อวี้ ก็หาได้ใส่ใจฟัง
คำพูดของ ฉิน ฝูเหยา กล่าวต่อจากนั้นอย่างใด
เขาหวนคิดถึงภาพความทรงจำอย่างต่อเนื่อง ค่อย
ๆ เก็บภาพการต่อสู้ของแต่ละกระบวนท่าในความ
ทรงจำเพิ่มมากขึ้น ก่อนหน้านี้เขามีข้อกังขา
บางอย่างในใจ แต่หลังจากคิดทบทวนมันก็ทำไข
ข้อสงสัยก่อนหน้านี้ค่อย ๆ คลี่คลาย แล้วเริ่ม
ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่าเขาได้พบ
หนทางแล้ว
” เพียงแค่ได้ต่อสู้ แต่กลับเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้
เช่นนี้ หากอยู่ที่นี่ได้นานขึ้น ข้าจะต้องก้าวหน้า
อย่างแน่นอน! แม้จะจัดการกับศพได้อย่างยากเย็น
แต่ข้าก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างใหญ่หลวง เช่นนั้นข้าควร
ใช้เวลาอยู่ที่นี้อีกสักพักหนึ่ง ”
ยามนี้ อู่ อวี้ มีแผนการอยู่ภายในใจแล้ว
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใกล้ ซากเมืองโบราณอัน
เก่าแก่ทรุดโทรม เมืองนี้ลอยคว้างอยู่กลางเวหา
อยู่ท่ามกลางพายุทรายที่พัดโหมกระหน่ำ แต่ช่าง
น่าแปลกเพราะพายุทรายเหล่านี้ไม่อาจพัดผ่านเข้า
สู่ซากเมืองโบราณได้ ด้วยเหตุนี้เมืองโบราณจึงเป็น
ดินแดนอันเงียบสงบ อารามที่ตั้งอยู่หลังกำแพง
เมืองมีสภาพเก่าแก่ทรุดโทรม ขนาดของเมืองดูไม่
เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ทว่ามันดูเปราะบางเป็นอย่าง
มาก ดูเหมือนว่ามันจะสามารถพังทลายลงมาได้
ทุกเมื่อ
“ถึงแล้ว”
คนทั้งสามบินร่อนลงสู่พื้น พวกเขาต่างรู้ดีว่าเจ้า
เมืองอยู่ภายในนั้น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงรู้สึกกังวล
เล็กน้อย แต่ก็ตัดสินใจเดินเข้าประตูไป
เมื่อ อู่ อวี้ คิดว่าตนเองจะได้พบกับผู้ที่แข็งแกร่ง
ที่สุดในทวีปแห่งทวยเทพ มันจึงทำให้เขารู้สึก
ตื่นเต้นไม่น้อยทีเดียว แล้วเหนือกว่าความตื่นเต้น
นั่นก็คือ ความตึงเครียดวิตกกังวลอย่างไม่อาจ
หลีกเลี่ยงได้ อันที่จริงนับตั้งแต่เขาเริ่มก้าวเข้ามาสู่
โลกแห่งผู้ฝึกตน เขาไม่กล้าคิดว่าสักวันหนึ่ง
ตนเองจะได้มีโอกาสพบเจอกับยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
เช่นนี้
แม้แต่ตอนที่เขาเป็นสาวกของซูซัน ยังไม่เคยได้พบ
เจอเซียนกระบี่เทียนซูซึ่งเป็นอันดับหนึ่งเลยสักครั้ง
เมื่อเทียบกับ เซียนกระบี่เทียนซูผู้เป็นเสาหลักของ
ซูซัน เห็นได้ชัดว่า เจ้านครจักรพรรดิเพลิง มีพลัง
ฝีมือล้ำเลิศเป็นอย่างมาก
จอมจักรพรรดิ มีนามว่า จักรพรรดิแห่งแสง
ส่วนเจ้านคร มีนามว่า จักรพรรดิเพลิง
แน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเรียกนามของพวก
เขา ในทวีปแห่งทวยเทพ พวกเขาถูกเรียกเพียง
ฉายาเดียวนั่นก็คือ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
แม้แต่ ฉิน ฝูเหยา ยังไม่เคยพบเจอกับเจ้าเมืองผู้
ลึกลับผู้นี้มาก่อน โดยไม่ต้องกล่าวถึงพวกเขาทั้ง
สาม ซึ่งกำลังเดินเข้าซากเมืองโบราณด้วยใจเต้น
ระทึกก็วนกระวาย ทันทีที่ก้าวผ่านทวารประตูเข้า
มา อู่ อวี้ ก็รู้สึกราวกับว่าตนเองได้หลุดเข้ามาใน
อีกมิติหนึ่ง ด้านนอกลมพายุได้กวาดผ่านทุกสรรพ
สิ่ง ด้านในนั้นดูเก่าแก่โบราณ แต่ก็ให้ความรู้สึก
เงียบสงบไร้ซึ่งความวิตกกังวล
ทว่าอันที่จริงพวกเขาต่างกำลังวิตกกังวลกันอยู่
แต่เมื่อดูเข้าไปในดวงตาของ ลั่วผิน นั้นยังคงเงียบ
สงบ ซึ่งแสดงว่านางนั้นเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี
นางถึงกล้ามาที่นี่ คงมีพลังแข็งแกร่งมากพอที่จะ
รับมือกับเจ้านคร
ทุกอาคาร ที่ตั้งอยู่ภายในซากเมืองโบราณนี้มี
ขนาดไม่สูงพวกเขาทั้งสามเร่งฝีเท้าเดินขึ้นด้านบน
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ทราบตำแหน่งที่อยู่ชัดเจนของ
เจ้านคร แต่ก็เลือกที่จะไปยังจุดกึ่งกลาง เพื่อกัน
ความผิดพลาด
จุดกึ่งกลางของซากเมืองโบราณ เป็นจัตุรัสขนาด
ใหญ่ ลานจตุรัสนี้ดูแห้งแล้งผืนดินเป็นสีเหลือง
แตกระแหง พื้นยกระดับตรงกลางมีความสูงกว่า 3
จั้ง ซึ่งเกิดจากก้อนศิลาวางทับซ้อนกัน ดูแล้วไม่มี
อะไรเป็นพิเศษ
” ทำไมไม่เห็นเจอเจ้านคร… ”
ฉิน ฝูเหยา ไม่เห็นการดำรงอยู่ของ เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง แต่น่าแปลกยิ่งนัก นับตั้งแต่พวก
เขาทั้งสามก้าวมาถึงจัตุรัส พวกเขามัวแต่พากันตก
ตะลึงเมื่อพบกับพื้นสูงยกระดับที่ตั้งอยู่ใจกลาง
จัตุรัส จนไม่ได้สังเกตเลยว่าอันที่จริงมีคนผู้หนึ่งนั่ง
อยู่บนยอดศิลานั้น
แต่ก่อนที่ อู่ อวี้ จะใช้สายตาเบนไปเห็น เขากลับ
ไม่รับรู้ถึงกลิ่นอายของชายผู้นี้เลย นอกจากสายตา
ที่มองเห็นแล้ว สิ่งอื่นใดล้วนมิอาจตรวจจับพบ
ราวกับว่าคนผู้นี้ไร้ซึ่งตัวตน
นับแต่แรกเห็น อู่ อวี้ ก็รู้ทันทีว่าคนผู้นี้ก็คือ เจ้า
นครจักรพรรดิเพลิง ดูช่างเปราะบางเฉก
เช่นเดียวกับเมืองโบราณแห่งนี้ หากมองผิวเผินเขา
อาจดูเป็นเพียงชายแก่ธรรมดาสามัญ เส้นผมสีเทา
ยาวประบ่า สวมใส่ชุดคลุมยาวสีทองอ่อน ซึ่งปก
คลุมไปด้วยฝุั่นจำนวนมากเกาะเกรอะกรัง ดู
สกปรกเลอะเทอะไม่น้อยทีเดียว ดวงตาของเขา
ปิดสนิท ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ขยับเคลื่อนย้ายมา
นานแล้ว หาก อู่ อวี้ ไม่ได้พบเจ้านครที่นี่ เขาคง
คิดว่าชายผู้นี้เป็นแค่เพียงชายชราคนหนึ่งเท่านั้น
แต่กระนั้นเขากลับดูฉลาดหลักแหลมเป็นอย่างมาก
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าชายชราผู้นี้ เป็นยอดฝีมือ
อันดับหนึ่งของทวีปแห่งทวยเทพ
ซึ่งถ้ากล่าวตามหลักพื้นฐาน มันก็ควรจะเป็น
เช่นนั้น
ฉิน ฝูเหยา ตอบสนองเป็นคนแรก นางคุกเข่าลง
อย่างรวดเร็ว พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงก้อง
กังวานว่า ” ผู้เยาว์ ฉิน ฝูเหยา หัวหน้ากองร้อย
แห่งนครจักรพรรดิเพลิง ขอคารวะท่านเจ้านคร ”
อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ก้มคาราวะตามนางในทันที ใน
หมู่พวกเขา ลั่วผิน ดูอ่อนน้อมถ่อมตนมากที่สุด
นางมิได้แสดงท่าทางผิดปกติใด ๆ แม้แต่น้อย อีก
ทั้งยังดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ซึ่ง หมิงซวง บอก
กล่าวแก่เขาว่า การปกปิดตัวตนของนางในเวลานี้
น่าจะอยู่ในระดับสูงสุดเลยทีเดียว
คนทั้งสามกำลังรอคำตอบจากเจ้านคร
น้ำเสียงของเจ้านครดูเป็นมิตรเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่า
เขายังมิได้ลืมตา แต่กล่าวขึ้นว่า ” พวกเจ้าทั้งสาม
ได้มาถึงบ่อบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง นับแต่นี้ไป
หากพวกเจ้าฝึกฝนบำเพ็ญตนและมีข้อสงสัยใด ๆ
สามารถเข้ามาถามข้าที่นี่ได้ ภายในครึ่งปีนี้ ถ้าเป็น
คำถามที่ข้าเข้าใจ ข้าจะตอบให้ ”
ไม่คาดคิดว่าท่านเจ้านครจะดูสุภาพถ่อมตนเช่นนี้
อู่ อวี้ ถามขึ้นว่า ” ข้าอยากถามท่านเจ้านครว่า
ก่อนหน้านี้ที่เราต้องประมือกับซากศพ แท้จริงแล้ว
มันคืออะไรกันแน่? ”
เจ้านครกล่าวว่า ” อืม ข้าเห็นแล้ว เจ้าสามารถรู้
แจ้งถึงข้อเท็จจริง จับประเด็นสำคัญของมันได้
อย่างรวดเร็ว ซากศพนี้ ถูกเรียกว่า ‘วิญญาณ
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง’ มันคือซากศพ และ จิต
วิญญาณของบรรพชนแห่งนครจักรพรรดิเพลิง
หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงเป็นสถานที่พิเศษ
สามารถทำให้บรรพชนผู้ตกตาย วนเวียนอยู่ใน
นครจักรพรรดิแห่งนี้ได้ ทิ้งจิตสำนึกบางส่วนของ
ตนเองเอาไว้ เพื่อส่งผ่านมรดกนับหมื่นนับพันปี
ให้แก่ชนรุ่นหลัง ”
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่าจะเป็นดังเช่นที่ตนเองคิดเอาไว้
แท้จริงแล้วซากศพเหล่านี้คือผู้อาวุโสแห่งเมือง
โบราณจักรพรรดิเพลิง ถึงแม้ว่าพวกท่านจะตก
ตายไปแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือจิตสำนึกบางส่วนเพื่อ
ส่งมอบมรดกให้แก่ชนรุ่นหลัง
แน่นอนว่านี่ เกี่ยวข้องกับความลึกลับมหัศจรรย์
ของบ่อบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงอีกด้วย
คล้ายคลึงกับถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซันที่ หนานกง
เหว่ย เข้าไป และนางก็ได้รับมรดกจากบรรพชน
จักรพรรดิกระบี่วิหคหลากสีมา
ไม่คาดคิดว่าท่านเจ้านครจะดูเป็นมิตรเช่นนี้ เพียง
แค่ถามก็ดูเหมือนว่าท่านจะรู้คำตอบทั้งหมด
” ภายในเมืองโบราณ จะไม่มีวิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิงปรากฏขึ้น แต่ถ้าออกจากนคร
เหล่าวิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงจะค้นหา
พวกเจ้า เพื่อให้เจ้าได้เรียนรู้ฝึกฝนสัจธรรม จาก
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงที่ได้พบเจอ ซึ่ง
มันจะแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้ หากเจ้าไม่ใช่คู่มือ
ของมัน เจ้าสามารถหลบลี้หนีกลับมาที่เมือง
โบราณแห่งนี้ เพื่อพักผ่อนฟืนฟู หากอยู่ที่นี่ได้
หลายเดือนแล้ว ผลการฝึกฝนยังไม่ก้าวรุดหน้าดี
เท่าที่ควร พวกเจ้าก็ควรจะออกไปเสีย แต่ถ้า
ภายใน 3 ปี ข้าล้วนตอบคำถามของพวกเจ้าเท่าที่
ตอบได้”
การที่วิญญาณโบราณจักรพรรดิเพลิงแข็งแกร่งขึ้น
เรื่อย ๆ นี่เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวมากจริง ๆ
ถึงแม้ว่าเขาสามารถอยู่ในเมืองโบราณนี้ได้ แต่
ย่อมไม่มีผู้ใดยินยอมปล่อยเวลาอันมีค่าอยู่ในเมือง
โบราณนี้อย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งถ้าใครเป็น
เช่นนั้นก็จะถูกเจ้านครขับไล่ออกไปทันที
เวลาในที่แห่งนี้ไม่แน่นอน และ ไม่สามารถระบุได้
อย่างชัดเจน
อู่ อวี้ สงสัยว่า ถ้านี่เป็นจิตวิญญาณของบรรพชน
ทำไมไม่ให้ผู้คนมากมายเข้ามา แล้วยอมรับมรดก
ไป?
เสมือนกับว่าเจ้านครรู้ว่าเขากำลังสงสัยเรื่องใดอยู่
ในจิตใจ เขากล่าวว่า ” วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิงมีจำกัด ทุกครั้งที่พวกเขาสูญสลาย
พ่ายแพ้ในการต่อสู้ บ่อบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
ต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปีในการควบแน่น หล่อ
เลี้ยง วิญญาณโบราณจักรพรรดิเพลิงกลับมาอีก
ครั้ง ดังนั้นหากเจ้าพบเจอวิญญาณโบราณ
จักรพรรดิเพลิงแต่ละครั้ง เจ้าต้องรักษาช่วงเวลา
นั้นเอาไว้ให้ดี พยายามเรียนรู้หาประโยชน์ให้ได้
มากที่สุด ”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
ถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซันก็น่าจะเป็นแบบนี้
เช่นเดียวกัน เป็นเหตุผลว่าทำไม เปั่ยซาน ม่อ กับ
หนานกง เหว่ย ถึงสามารถเข้าไปในถ้ำกำเนิดใหม่
ได้ถึงสองครั้ง เห็นได้ชัดว่า 7 เซียนแห่งซูซัน
ต้องการฝึกฝนบ่มเพาะพวกเขา ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย
ที่สาวกคนอื่น ๆ จะได้รับโอกาสเช่นนี้ แม้แต่ เฉิน
ชิงเหยา ก็ไม่มีพรสวรรค์ขนาดนั้น
หาก เฉิน ชิงเหยา อยู่ในนครจักรพรรดิเพลิง คาด
ว่าเขาคงสามารถเข้ามาในหลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิงได้เช่นเดียวกัน
คาดว่า มู่หรง ซวี่ กับพรรคพวกของมัน คงได้
ทราบข้อมูลเบื้องลึกบางอย่างมา ดังนั้นในสงคราม
เหยียนพวกมันถึงพยายามอย่างสุดความสามารถ
และยามที่หลังจากพ่ายแพ้สงคราม พวกมันจึงได้
แสดงท่าทางอิจฉาริษยา อู่ อวี้ นัก
” ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว ก็รีบไปเสีย อ้อ… ยังมีอีก
เรื่อง หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงนั้นกว้างใหญ่
ไร้สิ้นสุด อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังเคยเป็นสนามรบมา
ก่อน ซึ่งในสนามรบนี้ นอกจากวิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิงแล้ว ยังมีอะไรอย่างอื่นอีก ตัวข้าก็
ไม่มั่นใจนัก ดังนั้นจึงมีสมบัติอยู่ทั่วทุกแห่งหน เอา
ล่ะจงไปได้แล้วเหล่ารุ่นเยาว์ทั้งหลาย ”
เจ้านครอธิบายทุกอย่างให้พวกเขาฟังอย่าง
ละเอียดและชัดแจ้ง อู่ อวี้ สงสัยว่าเจ้านครที่อยู่
เบื้องหน้าเขานั้น มิใช่เจ้านครตัวจริง แต่เป็นหุ่น
เชิดที่ถูกออกแบบมาเพื่อไขข้อสงสัย และ ตอบ
คำถามให้แก่พวกเขา แน่นอนว่าเขามิกล้ากล่าว
ความคิดของตนเองออกมา
” ขอบคุณท่านเจ้านคร ” ทั้งสามคนกล่าวขอบคุณ
อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่า ลั่วผิน ไม่ได้อยากจะอยู่ที่นี่นาน
นัก ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า ” เวลามีไม่มากนัก งั้น
พวกเรารีบไปต่อสู้กับ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง กันเถอะ ”
เขาช่วยนางปกปิดความลับ ถึงแม้จะไม่รู้ว่า
วัตถุประสงค์ หรือ เปั้าหมายที่แท้จริงของนางนั้น
คืออะไรก็ตาม
ลัวผิน พยักหน้าตกลงอย่างไม่ลังเล
สำหรับ ฉิน ฝูเหยา ก็แสดงท่าทางราวกับว่า การ
ขัดเกลาฝีมือด้วยการต่อสู้ จะน่าสนใจไม่น้อยเลย
ทีเดียว
หลังจากคนทั้งสามกล่าวคำอำลาต่อ เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ถึงแม้ว่าพวกเขาเพิ่งมาถึงที่นี่ได้
เพียงไม่นาน แต่ก็ต้องรีบร้อนออกจากเมืองโบราณ
แห่งนี้อย่างโดยเร็ว เมื่อก้าวออกมายังด้านนอกก็
ต้องพบเจอกับพายุทรายสีเหลืองฟุั้งกระจายอยู่ทั่ว
ทั้งอากาศ
ในฐานะที่เขาเป็นบุรุษผู้เดียวในกลุ่ม อู่ อวี้ จึงมี
ข้อเสนอออกมาว่า ” เอาอย่างนี้ดีไหม เราพักอยู่
ที่นี่ก่อนสักระยะ ? รอดูว่ารับมือไหวไหม แล้วพวก
เราค่อยไปต่อ? พวกเราสามคนอยู่ด้วยกัน จะได้
ช่วยเป็นหูเป็นตาคอยระวังภัยซึ่งกันและกัน ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉิน ฝูเหยา ก็ยิ้มหวานแล้วกล่าว
ว่า ” เจ้าคงอยากให้สองสาวงามอยู่ใกล้ ๆ สินะ
ฝันไปเถอะ!… ข้าไม่อยากรบกวนพวกเจ้าทั้งสอง
สำหรับตอนนี้มีผู้ใดไม่รู้บ้างถึงความสัมพันธ์
ระหว่าง อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ข้าขอตัวไปก่อนดีกว่า
ถ้ามีอันใดเราก็ใช้ตราประทับสื่อสารติดต่อข้ามาก็
แล้วกัน ”
หลังจาก ฉิน ฝูเหยา กล่าวจบ นางก็ไปจริง ๆ แล้ว
ปล่อยให้ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน อยู่กันตามลำพัง หาก อู่
อวี้ เหนี่ยวรั้งก็คงจะเปล่าประโยชน์ ดูจากท่าทาง
ของนางแล้ว นางคงอยากจะอยู่ลำพัง
เมื่อนางจากไป อู่ อวี้ ก็กล่าวกับ ลั่วผิน ว่า ”
สงสัยนางคงจะอยากอยู่ลำพัง เพราะต้องการอิสระ
เลยพูดจาเหลวไหลออกมาเช่นนี้ หวังว่าท่านคงจะ
ไม่ถือสาคำพูดของนาง”
ลั่วผิน พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้”
นางรู้ว่า ฉิน ฝูเหยา มักจะพูดจาพล่อย ๆ ออกมา
เช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง นางจึงขี้เกียจที่จะเอาเรื่อง
เหลวไหลนี้มาคิด ใส่ใจคำพูดของนาง อีกทั้งนางยัง
มีสิ่งที่สำคัญกว่าอยู่ในใจ เลยขี้เกียจที่จะใส่ใจ หรือ
โต้เถียงกับ ฉิน ฝูเหยา
” แล้วท่านล่ะ อยากจะแยกไปเพียงลำพังหรือไม่ ?
ถ้าต้องการก็เชิญได้ตามสบาย ข้าอยู่ลำพังคนเดียว
ได้ ” อู่ อวี้ กล่าวเช่นนี้ก็เพราะรู้ดีว่า นางมี
เปั้าหมายอยู่แล้วถึงได้มาที่นี่ ถ้ายังมีตัวเขาคอย
ถ่วงแข้งถ่วงขา เกรงว่านางจะกระทำการใด ๆ ได้
ไม่สะดวก ซึ่งถ้าหากเขาบังเอิญไปเห็นความลับ
ของนางเข้า เกรงว่าชะตาของเขาคงได้ขาดเป็นแน่
ฉะนั้นเขาจึงยื่นข้อเสนอนี้ขึ้นมา เพื่อให้นางจะได้มี
ข้ออ้างจากลาเขาไป
ไม่คาดคิดว่า ลั่วผิน จะส่ายศีรษะแล้วกล่าวขึ้นว่า
” ไม่… ข้าจะอยู่กับท่าน หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นจะได้
ช่วยเหลือกัน ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ