กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 44 : โย่ว หลิงจี
” อีกไม่กี่วันคนของอาณาจักรตงเสิน ก็คงจะ
เดินทางมาถึง ถ้าอย่างนั้นข้าจะใช้เวลาที่เหลือใน 2-
3 วันนี้ ฝึกฝน และ พัฒนาฝีมือ ให้รุดหน้าไปได้มาก
ที่สุดเท่าที่จะท าได้ ”
กลางดึกสงัดของราตรีนั้น หลังจากพวกเขาทั้งสอง
ได้หารือวางแผนกัน และ ได้ข้อสรุปเป็นที่แน่ชัด อู่
อวี้ จึงตัดสินใจกระท าการดังกล่าว
” อืมมม… ถ้าให้ประเมินจากสถานการณ์ทุกอย่างที่
อาจจะเป็นไปได้ ทุกวิถีทางที่ออกมาก็ขึ้นอยู่กับตัวข้า
เพียงผู้เดียวเท่านั้น มันขึ้นอยู่กับว่าข้าจะสามารถ
เอาชนะ ผู้พิทักษ์ของอาณาจักรตงเสินได้หรือไม่
แล้วข้าจะสามารถพิทักษ์อาณาจักรเอาไว้ได้อย่างไร
ถึงกระนั้นข้าเองก็รู้ดีว่าแผนการในครั้งนี้ ไม่อาจ
ผลีผลาม หรือ กระท าการบุ่มบ่ามโดยเด็ดขาด
ตอนนี้ข้าจ าต้องท าจิตใจให้สงบเพื่อที่จะท าการปิด
ด่านฝึกตนเสียก่อน”
” เข้าใจล่ะ ”
อู่ อวี้ ยังไม่เตรียมตัวที่จะเดินทางกลับไปยังหุบเขา
เซียน
เขาได้แอบเข้าไปฝึกซ้อม ในพระราชวังของ อู่ หยู๋
ก่อน เพราะนอกเหนือจากเขา และ อู่ หยู๋ แล้ว ไม่มี
ใครสามารถที่จะเข้ามายังที่แห่งนี้ได้ เป็นเวลากว่า 1
ปีที่เขาห่างหายไปจากที่นี่ บัดนี้เขาก็ได้มีโอกาส
กลับมาปิดด่านฝึกตน ฝึกสมาธิอยู่ในสถานที่แห่งนี้
อีกครั้ง
เคล็ดวิชา ‘กายาเพชรอมตะ’ ในส่วนของเคล็ดวิชา
ครึ่งแรกนั้น มีความละม้ายคล้ายคลึง กับรูปแบบของ
การสละร่างมนุษย์ จนกระทั่งบรรลุเข้าสู่ขั้นตอน
ก าหนดลมหายใจ และ ก าเนิดใหม่เปลี่ยนเป็นเซียน
ในขั้นตอนนี้รูปแบบนั้นจะแตกต่างไปจากการสละ
ร่างมุนษย์อย่างสิ้นเชิง
การสละร่างในขั้นที่ 10 นี้มีชื่อเรียกว่า ทะลวงจิต
ทะลวงจิตเพื่อบรรลุสู่วิถีแห่งนักรบ มันคือศาสตร์
แห่งการฝึกตนถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง
เลยก็ว่าได้ ซึ่งมันถือเป็นขีดจ ากัดสูงสุดของมนุษย์
และถือเป็นระดับสุดท้ายในขั้นตอนสละร่าง เพื่อเป็น
รากฐานในระดับต่อไป
ขั้นตอนนี้คือการเปลี่ยนแปลงในระดับวิญญาณ เป็น
การผสานหลอมรวมวิญญาณ และ ร่างกายให้เป็น
หนึ่ง มันคือการบรรลุสู่วิถีแห่งนักรบอย่างแท้จริง
ทะลวงจิตวิถีนักรบ ทางโลกมนุษย์จะเรียกมันว่า
เทพสงคราม
แน่นอนว่าระดับพลังวัตรของ อู่ อวี้ ในยามนี้ ล้ า
หน้าไปไกลกว่าระดับขั้นเทพสงคราม ของโลก
มนุษย์เสียแล้ว
” ขั้นสุดท้ายของเคล็ดวิชากายาเพชรอมตะนั้น
หลังจากที่จ าแลงร่างเป็น ‘ เซียนวานรจ าแลง ‘ ขั้น
ต่อไปก็คือ ‘พลองเทวะทะลวงจิต’ ”
จะว่าไปแล้ว ชื่อกระบวนท่าในขั้นสุดท้ายของ กายา
เพชรอมตะ นี้ คือเหตุผลที่ท าให้ อู่ อวี้ เลือกพลอง
พิชิตมาร
ถ้าจะให้กล่าวก็คือ ‘ พลองเทวะทะลวงจิต ‘ คือการ
ใช้หนึ่งพลองในการทะลวงจิต
อาจจะดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว
เส้นทางนี้ค่อนข้างผิดแผกไปจากวิถีเต๋าสามัญอย่าง
ยิ่ง
” หากข้าสามารถทะลวงผ่านสู่ขั้น ‘พลองเทวะ
ทะลวงจิต’ ตัวของข้านั้น จะสามารถบรรลุเข้าสู่
ระดับทะลวงจิตได้อย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่จะบรรลุ
ในวิถีแห่งนักรบอย่างสมบูรณ์เท่านั้น แต่ข้ายัง
สามารถบรรลุ ในขอบเขตวิชา กายาเพชรอมตะ
ขั้นต้นได้อีก ถือได้ว่าข้าสามารถบรรลุ กายาเพชร
อมตะขั้นต้น อย่างแท้จริง”
” แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า ยามที่ข้า
สามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ในระดับขั้นทะลวงจิตนี้แล้ว
มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ขึ้นกับตัวข้าบ้าง ”
อู่ อวี้ ตั้งพลองพิชิตมารค้างไว้บนพื้น
” หากมองผิวเผิน การทะลวงผ่านขั้น ‘ พลองเท
วะทะลวงจิต ‘ นั้นอาจจะดูเหมือนง่าย แต่แท้จริง
แล้วหากมันเอามาเปรียบเทียบกับขั้น ‘ เซียนวานร
จ าแลง ‘ เมื่อครั้งที่ข้าทะลวงผ่าน คงต้องบอกว่าการ
ทะลวงผ่านในครั้งนี้ หนักหนาสาหัสกว่ามากนัก”
เขาต้องศึกษา และ ท าความเข้าใจ ในการทะลวง
ผ่านขั้นตอนนี้ให้อย่างลึกซึ้ง
ตัวเขาถึงจะมีโอกาสเป็นไปได้
” แม้ข้าจะไม่อยากตระหนักถึงเรื่องราวของ
อาณาจักรตงเสิน แต่เพราะเวลามันบีบคั้นเข้ามา
เช่นนี้ จึงท าให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันมามีอิทธิพล ต่อ
จิตใจของข้าอย่างมาก ข้าจ าต้องท าสมาธิเพื่อเข้าสู่
ความสงบอย่างแท้จริง เพื่อทะลวงผ่านการสละร่าง
เข้าสู่ระดับขั้น พลองเทวะทะลวงจิต ”
ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ ก าลังดิ้นรนร้อนรุ่ม แม้เขา
พยายามสะกดข่ม และ แสวงหาความสงบ แต่ใน
จิตใจของเขายังคงสับสนวุ่นวาย
อู่ อวี้ หวังอย่างยิ่งว่า ภายใน 2 – 3 นับจากวันที่เข้า
เก็บตัวฝึกตน จะไม่มีเรื่องราวใด ๆ เกิดขึ้นกับ อู่ หยู๋
นางก าลังด าเนินการตามแผน ด้วยการปล่อยข่าวลับ
ๆ เกี่ยวกับความชั่วร้ายของอาณาจักรตงเสิน และ
ความโฉดชั่วของฮ่องเต้ จิ่วซื่อจุน ข่าวคราว อู่ หยู๋ ได้
ถูกส่งต่อให้แก่ราษฎรในนครหลวงเย่วอู่ รวมทั้งเหล่า
ทหาร และ ข้าหลวง ขุนนาง ที่อยู่ในพระราชวัง ไม่
เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้า ขายสินค้าตามริมถนน
ด้วยนิสัยใจคออันหยาบกร้านของ ฮ่องเต้ จิ่ว ซื่อจุน
นั้นราษฎร และ ประชาชน ต่างรู้กิตติศัพท์ของมัน
เป็นอย่างดีอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งโดนเชื้อไฟของ อู๋ หยู๋
ความชั่วร้ายของมันก็ยิ่งแพร่กระจายลุกลามไปยัง
ปากสู่ปาก ของหลายร้อยหลายพันคน ราษฎรต่าง
ก่นด่าประนาม ฮ่องเต้องค์ใหม่ผู้มีนามว่า หยวนฮ่าว
ว่าช่างใจยักษ์ใจมารยิ่งนัก ที่จัดส่งองค์หญิง อู่ หยู๋
ให้ไปอภิเษกกับคนชั่วช้าสามานย์ ราวกับยักษ์มารก็
ไม่ปานเช่นนี้ การที่พระองค์เร่งกดดันพิธีอภิเษกใน
ครั้งนี้ ช่างเหมือนกับการส่งเนื้อเข้าปากเสือ ส่ง
เทพธิดาลงสู่นรก
ชื่อเสียงอันยาวนานนับทศวรรษ ที่ อู่ หยู๋ ได้สั่งสม
มานั้น ในนครหลวงเย่วอู่แห่งนี้ ชื่อเสียงของนางนั้น
ยังเป็นที่เลื่องลือมากกว่าของ อู่ อวี้ ในกาลก่อน
กล่าวได้ว่าชื่อเสียง เรื่องของความโอบอ้อมอารีของ
องค์หญิง อู่ หยู๋ ภายในครหลวงเย่วอู่ แห่งนี้ ขจร
ขจายเป็นที่ประจักษ์ พระองค์เป็นที่นิยมชมชอบของ
เหล่าไพร่ฟ้าเป็นอย่างยิ่ง
เหตุที่องค์หญิง ปรารถนากระจายข่าวเช่นนี้ออก
ไปสู่หูประชาชนราษฎร ก็เพราะว่านางปรารถนาให้
หัวข้อนี้ ถูกหยิบยกขึ้นมา แม้ข่าวจะแพร่กระจาย
ออกไปสู่หูของผู้คน หลายร้อยหลายพันคนแล้วก็ตาม
ที แต่สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่สามารถช่วยเหลือนางเลยก็
เป็นได้ แต่เนื่องจาก ฮ่องเต้ หยวนฮ่าว เพิ่งขึ้น
ครองราชย์มาได้ไม่นาน มันย่อมปรารถนาให้แผ่นดิน
เกิดความแน่นแฟ้น ฉะนั้นมันจึงจ าเป็นต้องให้ความ
สนใจ ต่อความคิดเห็นของพสกนิกร
ขณะที่ อู่ อวี้ ก าลังปิดด่านฝึกตนอยู่นั้น เพียง
พริบตา เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปกว่า 2-3 วันแล้ว
“น้องอู่ เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”
ในยามเที่ยง ด้วยความเป็นห่วงใยอย่างยิ่ง อู่ หยู๋
ได้มายืนรออยู่ด้านนอกของห้องเข้าฝึกฝน ส่วนเรื่อง
ความลับที่ อู่ อวี้ นั้นยังมีชีวิตอยู่ นางไม่ได้แพร่ง
พรายให้หลุดเล็ดลอดออกไป แม้กระทั่งสาวใช้คน
สนิทอย่าง มี่ฉาง ก็ยังไม่ล่วงรู้ในเรื่องนี้
เอี๊ยดดดด!!!!
เสียงประตูศิลาถูกผลักออก อู่ อวี้ ก้าวเดินออกมา
จากประตูศิลานั้น เขายังคงสวมใส่หน้ากากวานร
ปิดบังรูปโฉมเอาไว้อยู่เสมอ จากนั้นเขาก็ได้ส่าย
ศีรษะแล้วกล่าวว่า ” ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลย
ท่านพี่ ขั้นตอนนี้ถือเป็นด่านปราการสุดท้าย การ
ทะลวงผ่านมันเข้าไปได้นั้น ช่างยากเย็นยิ่งนัก”
การสละร่างขั้นที่ 10 ‘ พลองเทวะทะลวงจิต ‘ หาก
กล่าวถึงเรื่องการทะลวงผ่าน การพูดนั้นย่อมง่ายกว่า
การปฏิบัติจริง ส าหรับในขั้นตอนนี้ มีความลึกลับจน
ยากจะหยั่งถึง อู๋ อวี้ เห็นภาพของพลองนับหมื่น นับ
พันเล่มปรากฏขึ้น แต่ตัวเขากลับไม่สามารถแตะ
สัมผัส ได้ถึงแก่นแท้ของมันแม้แต่เล่มเดียว
องค์หญิง อู่ หยู๋ ยิ้มออกมาอย่างข่มขืนใจ ” ในเช้า
วันนี้กองทัพของอาณาจักรตงเสิน กว่า 3000 นาย
ได้มาประจ าอยู่นอกด่านนครหลวงเย่วอู่ ส่วนฮ่องเต้
จิ่ว ซื่อจุน และ องครักษ์บางส่วนได้เข้าวังมาแล้ว ข้า
คาดว่าจะต้องมีการจัดเลี้ยงอาหารค่ าวันนี้ และ ข้า
คงต้องเข้าร่วมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อท าการพบปะ
จิ่ว ซื่อจุน ”
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
” ในยามนี้ข้าคงได้แต่เฝ้าภาวนาเท่านั้น ว่าเซียนผู้
พิทักษ์ของอาณาจักรตงเสินจะไม่แข็งแกร่ง
เท่าที่ควร” เนื่องจากว่าการบรรลุสู่ระดับทะลวงจิต
ในยามนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย และหากว่าช่วยไม่ได้
จริงๆ ก็มีแต่ต้องประจัญหน้าอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน
เท่านั้น
” หากว่ากันตามกฎแล้ว ข้าผู้ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์
อาณาจักรมนุษย์ปัจจุบัน หากกล่าวถึงความ
เหมาะสมแล้ว ตัวข้าเองจะต้องถูกเชิญไปร่วมงาน
เลี้ยงนี้ด้วย เนื่องจากว่าผู้พิทักษ์จากอาณาจักรอื่น ได้
เดินทางมาเยี่ยมเยียนอาณาจักรเพื่อนบ้าน เช่นนั้น
ข้าจะจ าต้องรีบย้อนกลับไปยังหุบเขาเซียน”
พวกเขาทั้งสองแม้จะเดินออกไปพร้อมกัน แต่ก็ต้อง
แยกออกไปคนละเส้นทาง ทันใดนั้นสาวรับใช้ มี่ฉาง
ก็รีบวิ่งปรี่เข้ามารายงานองค์หญิง อู่ หยู๋ ท าให้ อู่
อวี้ จ าต้องรีบหลบซ่อนตัวจากความมืด
” องค์หญิง อู่ หยู๋ ฝ่าบาทก าลังรอท่านอยู่ที่ ‘ท้อง
พระโรงชิงโย่ว’ เพคะ”
” มันจะมาท าไมกัน? ” ฮ่องเต้ หยวนฮ่าว เป็นอีก
ผู้หนึ่งที่ อู่ หยู๋ เกลียดชังมันมาตั้งแต่ก าเนิด
ภายในท้องพระโรงชิงโย่ว หยวนฮ่าว ก าลังยืนเอา
มือไพล่หลังด้วยท่าทางทรงอ านาจ เพื่อรอให้องค์
หญิง อู่ หยู๋ เข้ามา มันกระแอมไอออกมาสองครา
ใบหน้าของมันหมองคล้ าจริงจัง แล้วกล่าวขึ้นว่า ”
องค์หญิง อู่ หยู๋ ในราตรีนี้ข้าจะจัดงานพิธีเฉลิมฉลอง
เพื่อเป็นการต้อนรับการมาถึงของฮ่องเต้ จิ่ว ซื่อจุน
แห่งอาณาจักรตงเสิน อีกทั้งยังมีเซียนผู้พิทักษ์
‘โย่วหลิงจี’ ซ่างเซียน ในวันพรุ่งนี้ เจ้าจะต้องอยู่ที่
นั่นเพื่อพบปะกับจิ่ว ซื่อจุน ต้องแต่งกายด้วยชุดเต็ม
ยศ จากนั้นเจ้าจะต้องตาม จิ่ว ซื่อจุน กลับไปยัง
อาณาจักรตงเสิน เพื่อท าการอภิเษกสานสัมพันธ์
ระหว่างอาณาจักร”
” ข้าเข้าใจแล้ว ” องค์หญิง อู่ หยู๋ กล่าวด้วยเสียง
แผ่วเบา
ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับราตรีนี้
ดวงตาอันเย็นเยียบของ หยวนฮ่าว กวาดตามองไป
ยัง อู่ หยู๋ พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยน้ าเสียงเย้ยหยันว่า ”
อู่ หยู๋ อย่าคิดว่าข้าไม่ล่วงรู้ หรือ เท่าทันความคิดของ
เจ้า ข้าจะบอกเข้าให้ว่าภาย 2 วันนี้ หากเกิดสิ่งใดขึ้น
ข้าจะส่งเครือญาติของเจ้าไปลงนรก! เจ้าจงเชื่อฟัง
ฮ่องเต้ จิ่ว ซื่อจุน แต่โดยดี ข้าสู้อุตส่าห์จัดงาน
อภิเษกเพื่อสานสัมพันธ์ไมตรีกับอาณาจักรตงเสิน
หลังจากพิธีอภิเษกสิ้นสุดลง ข้าคิดว่าจะเป็นการไม่
ฉลาดนัก หากเจ้าคิดสั้นปลิดชีพตนเอง เพราะหาก
เจ้าเกิดตายไป ความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักร
คงจะเกิดความร้าวฉานขึ้นมาไม่น้อย และคนแรกที่
ข้า หยวนฮ่าว จะท าการปลิดชีพก็คือเครือญาติของ
เจ้าทั้งหมด!”
หยวนฮ่าว ไม่เพียงปรารถนาให้องค์หญิง อู่ หยู๋
อภิเษกเท่านั้น ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา มันไม่ยอมให้
นางเล็ดลอดสายตาของมันแม้แต่น้อย มันไม่ยอมให้
นางหลบหนีไปไหน ไม่ยอมให้นางปลิดชีพตัวเอง
ทั้งหมดที่มันท าคือการทรมาน การที่มันได้เห็นนาง
ทรมาน นั่นคือการแก้แค้นส าหรับมัน
” เข้าใจแล้ว ” องค์หญิง อู่ หยู๋ ตอบด้วยน้ าเสียง
แผ่วเบา สายตาของนางไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
” อู่ หยู๋ จงเพลิดเพลินไปกับอนาคตในภายภาค
หน้าของเจ้าเสียเถอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ! องค์หญิง อู่
หยู๋ ผู้เปี่ยมไปด้วยสติปัญญา คุณธรรมสูงล้ า ใครใช้
ให้พวกเจ้าท าตัวเด่นดังผิดแผกเช่นนี้เองกันเล่า? หนึ่ง
บุ๋นหนึ่งบู๊ หากร่วมมือกันถือเป็นหนึ่งในใต้หล้า แต่
ช่างโชคร้ายยิ่งนัก ที่พวกมันทั้งสองต่างถูกข้า หยวน
ฮ่าว ผู้นี้สยบ ”
มันสวมใส่อาภรฮ่องเต้อย่างเต็มยศ มันก้าวย่าง ด้วย
ความทะนงองอาจ อย่างผู้ทรงอ านาจ ออกจากพระ
ชางวัง อู่ หยู๋
อู่ อวี้ ที่สวมใส่กากวานร เดินเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง
ของโถงหลัก จากนั้นก็จ้องมองไปยังทิศทางของ
หยวนฮ่าว สีหน้าของเขามันหมองคล้ าจริงจังด้วย
ความเดือดดาล จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ถ้าไม่ใช่
เพราะมัน และ ข้า มีสายเลือดบิดาเดียวกัน
ไหลเวียนอยู่ล่ะก็ ข้าจะสังหารเจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้
ทิ้งเสีย”
ตัวของเขานั้นได้กักเก็บความเกลียดชังที่มีต่อ ฮ่า
วเทียน และ ซีเฟยเอาไว้ อย่างไรก็ตาม หยวนฮ่าว
นั้นต่างออกไป มันไม่ได้รับผลกระทบ นั่นเป็น
เพราะว่าครึ่งหนึ่งในตัว หยวนฮ่าว นั้นคือพี่น้องร่วม
สายโลหิตเดียวกับมัน
อู่ หยู๋ ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “เจ้าอาจคิดผิด มันอาจ
ไม่ใช่พี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกับเรา”
” ท่านหมายความว่าเช่นไร? ” อู่ อวี้ ตกตะลึง
เล็กน้อย
“ตัวมัน และ หยวนเฉิน จะต้องเป็นบุตรชายของ
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน เป็นแน่ ” อู่ หยู๋ กล่าวยืนยัน
” ห๊า! ท่านว่าเช่นไรนะ ? ” อู่ อวี้ ไม่เคยคาด
ระแคะระคายในเรื่องนี้มาก่อน เมื่อคิดตามสิ่งที่นาง
กล่าวแล้ว รูปลักษณ์ของพวกมันทั้งสองนั้นดูละม้าย
คล้ายคลึงกับ ฮ่าวเทียน อยู่ไม่น้อย อีกครั้งนิสัยใจคอ
ของมัน ยังดูแตกต่างไปจากฮ่องเต้ อู่ เย่ว องค์ก่อน
ซึ่งเป็นพระบิดาแท้ ๆ ของเขา ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะเป็น
เพียงบุตรที่ก าเกิดในสนม แต่รูปลักษณ์ของเขาก็
ไม่ได้แตกต่าง ไปจากฮ่องเต้ตอนยังทรงพระเยาว์
” ท่านพี่แน่ใจได้เช่นไร ? ”
อู่ หยู๋ ตอบ ” สัญชาตญาณของสตรี ”
ถึงแม้ว่านางจะไม่มีหลักฐานมายืนยัน แต่ อู่ อวี้ ก็
เชื่อว่านี่คือความจริง ถ้านางไม่มั่นใจ นางจะไม่กล่าว
วาจาเหลวไหลไร้ซึ่งเค้ามูลออกมาเด็ดขาด
” หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่จ าเป็นต้องเกรงใจอีก
ต่อไป ”
หลังจากหารือพูดคุย อู่ อวี้ ก็เดินทางกลับมายังหุบ
เขาซ่างเซียน ผ่านไปเพียงไม่นาน พิราบส่งสารของ
ฮ่าวเทียน ก็บินโฉบลงมายังหุบเขาซ่างเซียน พิราบ
ส่งสารถูกปักษาเมฆาสวรรค์จิกกินทันที จากนั้น
ปักษาเมฆาสวรรค์ก็ส่งจดหมายให้กับ อู่ อวี้ แน่นอน
ว่านี่ต้องเป็นจดหมายเทียบเชิญให้ อู่ อวี้ ไปยัง
พระราชวังเทียนอู่ ที่ก าลังจะมาถึงในราตรีนี้
ตัวของเขานั้นเป็นเซียนผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักร
ถึงแม้จะไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งก้าวก่าย แต่ทว่าการ
เผชิญหน้ากับ ‘โย่วหลิงจี’ นั้นถือเป็นสิ่งส าคัญอย่าง
ยิ่ง
“โย่ว หลิงจี เมื่อดูจากนามแล้ว คนผู้นี้น่าจะเป็น
พวกนอกรีตที่ฝึกฝนในวิถีมาร”
อู่ อวี้ เผาจดหมายเทียบเชิญทิ้ง จากนั้นเขาก็หัน
มองไปยังทิศทางของนครหลวงเย่วอู่
“พี่หญิงของข้าจะตกตาย หรือ มีชีวิตอยู่ คงต้อง
เดิมพันกับราตรีนี้แล้ว”
ในหัวใจของเขา ภาพของหญิงสาวผู้ซึ่งเปี่ยมไป
ความอ่อนโยน และ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับเขา ภาพ
ความทรงจ าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปรากฏขึ้น
ภายในจิตใจของเขาอย่างช้า ๆ เปรียบดั่งค ากล่าว
ที่ว่า สายโลหิตย่อมเข้มข้นกว่าน้ า สิ่งนี้ได้แกะสลัก
ลึกฝังลึกลงไปในกระดูกของเขา ต่อให้เป็นวงจร
สังสารวัฏของชีวิต ก็ยังมิอาจลบเลือนมันไปได้
“หากนางต้องตกตายไป ก็จงข้ามศพข้า อู่ อวี้ ไป
เสียก่อน!”
เปลวอัคคีโหมกระหน่ าแผดเผาอย่างรุนแรง ผ่านไป
เพียงชั่วพริบตา อัคคีนี้ก็กวาดผ่านไปทั่วทั้งหุบเขา
ซ่างเซียน
……
ราตรีนี้นครหลวงเย่วอู่ ยังเต็มไปด้วยความคึกคักรื่น
เริง
ผู้คนมากมายต่างร่วมตัวกันอยู่บนถนนหลวง จ้อง
มองไปยังทิศทางของพระราชวัง
“ข้าทราบมาว่า ในวันพรุ่งนี้องค์หญิง อู่ หยู๋ ต้อง
ถูกยัดเยียดให้อภิเษกกับโจรชั่ว จิ่ว ซื่อจุน ”
” บนหมู่เกาะตงไห่ (ทะลเตะวันออก) มีประเพณี
พื้นบ้าน ที่สามารถก่อเพลิงปล้นชิง สังหารกันได้
อย่างเปิดเผย มันคือนรกบนดิน ไม่คาดคิดว่าองค์
หญิง อู่ หยู๋ ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยจิตใจเมตตาอารี
จะต้องมาเจอกับชะตากรรมเช่นนี้ ช่างน่าสงสาร
อย่างยิ่ง…”
” ถ้าไม่ใช่พระองค์หญิง อู่ หยู๋ พวกเราหลายคน
ในนครเย่วอู่ คงไม่อาจมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้
พระองค์ได้มอบโอกาสในการมีชีวิตอยู่ให้แก่พวกเรา
ไม่เพียงแต่ส่งเงินตราช่วยเหลือ พระองค์ยังส่งคนมา
สอนให้เรารู้จักท ามาหากิน มีช่องทางในการอยู่รอด
ต่อไป”
“ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก พวกเรานั้นได้รับการ
ช่วยเหลือ และ ความโอบอ้อมอารีจะพระองค์ แต่
กลับไม่สามารถช่วยเหลือสิ่งใดพระองค์ได้เลย!”
ราษฏรมากมายต่างปาดเช็ดน้ าตาของตน
” ข้าไม่รู้ว่า ฮ่องเต้ หยวนฮ่าว ก าลังคิดอันใดอยู่!
ท าไมอาณาจักบูรพาเย่วอู่ที่เต็มไปด้วยเกียรติยศของ
เรา ถึงได้ต้องการไอ้พวกโจรสลัดเช่นนี้ มาเป็น
พันธมิตร! อ านาจของอาณาจักรเรานั้นแข็งแกร่งกว่า
พวกมันมากนัก …”
“องค์ชายอู่เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อใดที่เขาขึ้น
ครองราชย์ จะก าจัดไอ้พวกโจรขยะตงไห่ (ทะเล
ตะวันออก) ให้สิ้นซาก…”
“ชู่ว~ชู่ว~ ห้ามเอ่ยถึงองค์ชายอู่เด็ดขาด! ไม่ว่า
ผู้ใดก็ตามที่เอ่ยนามของท่าน ล้วนถูกสะบั้นหัวจน
หมด! ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ องค์หญิง อู่ หยู๋ มี
ความสัมพันธ์อันดีกับองค์ชาย อู่ จึงท าให้นางต้อง
ได้รับกับชะตากรรมเช่นนี้ ”
“หนึ่งบุปผาบานสะพรั่ง ผู้เปี่ยมด้วยความงดงาม
ทั้งกายใจ จิตใจของนางนั้นช่างโอบอ้อมอารียิ่งนัก
แต่สวรรค์ช่างเล่นตลก ท าให้นางต้องถูกส่งตัวไป
ให้กับไอ้พวกตงไห่ (ทะเลตะวันออก) ต้องตกอยู่ใน
บ่อโคลนตมของพวกปีศาจ! ช่างน่าสงสาร! น่าเศร้า
ใจยิ่งนัก!”
เกือบทุกผู้คนตลอดเส้นทาง ต่างถกเถียงพูดคุยกัน
ถึงเรื่องนี้ ดวงตาของราษฎร ชุ่มโชกแดงฉานไปด้วย
คราบน้ าตา พวกมันต่างรู้สึกเศร้าเสียใจ กับชะตา
กรรมที่องค์หญิง อู่ หยู๋ ต้องเผชิญ ในวันนี้พวกมัน
ต่างได้เห็น จิ่ว ซื่อจุน แห่งอาณาจักรตงเสิน ซึ่งแต่ง
กายด้วยชุดเต็มยศ เดินผ่านถนนหลวงแห่งนี้ไป เหล่า
ราษฎรต่างได้ประจักษ์ และ เป็นสักขีพยานความเลว
ทรามของพวกมัน ด้วยสองตาของตนเอง
ในยามนี้ อู่ อวี้ ก าลังนั่งอยู่บนปักษาเมฆาสวรรค์
เขาบินข้ามผ่านนครเย่วอู่ด้วยความเร็วราวกับสายลม
เพียงชั่วพริบตาพระราชวังก็ปรากฏขึ้นอยู่เบื้องหน้า
แคว๊ก!!! ปักษาเมฆาสวรรค์ร้องขึ้น จากนั้นก็บินโฉบ
มุ่งหน้า ลงไปยังพระราชวังเทียนอู่ทันที!
……………………………………
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน