กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 478 : หันคมกระบี่สูตงหยาง
เพียงแค่ จิ่วอิง เอ่ยปากช่วยเหลือมันก็เพียงพอ
แล้ว
การมาในครั้งนี้ไม่ได้มาในฐานะตัวแทนของปีศาจ
แต่เขาตัดสินใจมาช่วยด้วยตนเอง
อู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่าสหายผู้นี้ควรค่าที่จะเสี่ยงเป็นเสี่ยง
ตายช่วยเหลือกัน
ถ้าให้กล่าวถึงคนหนุ่มสาวในวัยเดียวกัน ผู้ที่พอจะ
ไต่ขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับ อู่ อวี้ ได้ก็คงมีแต่
หนานกง เหว่ย กับ เปั่ยซาน ม่อ แห่งซูซัน แต่
ตอนนี้ทางซูซันเหลือเพียงแค่ หนานกง เหว่ย
ทางด้าน สี่มหาจตุรเทพแห่ง นครจักรพรรดิเพลิง
ในยามนี้ ฉิน ฝูเหยา ก็ได้กลายเป็น เทียนไห่อวี้ ฝู
เหยา บุตรีของพญามัจจุราช ลำดับที่ 8 ส่วนอีก
สามคนที่เหลือพรสวรรค์ย่อมไม่อาจเทียบเท่า อู่
อวี้ ได้
อัจฉริยะของทางฝัง พรรคซ่างหยวน จวบจนบัดนี้
อู่ อวี้ ก็ยังไม่ได้พานพบประสบพักตร์เลยสักคน
ฉะนั้นสำหรับคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว จิ่
วอิง ถือเป็นสหายคนเดียวของ อู่ อวี้ ที่สนิทสนม
กันมากที่สุด ทั้งยังมีความแข็งแกร่งใกล้เคียงเขา
มากที่สุดเช่นกัน
ส่วนคนอื่น ๆ อย่างเช่น เฉิน ชิงเหยา หรือ เฉิน
ชิงหยู๋ เขาก็ให้ความเคารพนับถือเสมือนดังเป็น
พี่สาวแลพี่ชาย
นอกจากนี้ก็ยังมีเหล่าศิษพี่น้องร่วม นิกายกระบี่
สวรรค์ และ พี่น้องจาก ค่ายเทียมฟั้า พวกเขา
เหล่านี้ล้วนสนิทสนมกับตนเองเป็นอย่างมาก
แน่นอนว่ายังมีอีกคนนั่นก็คือ ลั่วผิน ซึ่งอยู่ด้วยกัน
ในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ซึ่งเขากับนางสนิท
สนมคุ้นเคยกันยิ่งเสียกว่า จิ่วอิง เสียอีก
น่าเสียดายที่เขากับ ลั่วผิน ยังห่างชั้นกันมากนัก
ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะสามารถเร่งฝีเท้าตามนาง
ทัน เมื่อใดก็ตามที่เขาสามารถไต่ไปถึงระดับ
เดียวกับ ลั่วผิน เมื่อนั้นเขาจะสามารถประสบพบ
พักตร์กับนางอีกครั้ง
จิ่วอิง ได้เดินทางข้ามผ่านขุนเขา โดยมีเปั้าหมาย
เพื่อมาช่วยเหลือเขาโดยเฉพาะ ด้วยการกระทำนี้
ทำให้ อู่ อวี้ คิดว่า จิ่วอิง คือสหายที่ดีที่สุดของเขา
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ข้อมูลเกี่ยวกับการ
เคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนนอกรีตที่อยู่ที่นี่ ได้ถูก
ถ่ายทอดบอกเล่าจนหมดสิ้น จากนั้น อู่ อวี้ ก็กล่าว
ว่า ” ทั้ง จ้าววิญญาณพยาบาท และ 8 พญา
มัจจุราช ได้เปิดศึกสงครามมหากาพย์อันยิ่งใหญ่
กับผู้แข็งแกร่งในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง ข้าไม่
อาจยื่นมือเข้าไปสอดได้ แต่ถ้ามีเจ้ามาช่วยเหลือ
มันย่อมดีกว่าไม่น้อย อย่างไรก็ตามข้าไม่อาจทิ้ง
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ไปได้ ด้วยเหตุนี้ข้าทำได้
เพียงเข่นฆ่าผู้ฝึกตนนอกรีตที่กล้ำกลายเหยียบย่าง
เข้ามาภายใน อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ เท่านั้น อย่าง
ที่เจ้าทราบ ข้าช่วยเหลือปกปั้องทวีปแห่งทวยเทพ
ได้แค่เพียงเล็กน้อย ”
ด้วยคำพูดเชิงตัดพ้อนี้ เพราะเขารู้สึกตนเองเป็น
คนไร้ประโยชน์ยิ่งนัก เขาไม่สามารถออกห่างจาก
ที่นี่ได้ไกลเท่าใดนัก ไม่เช่นนั้นแล้ว เขาจะไม่
สามารถควบคุมร่างอวตารได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเขา
สามารถสั่งการมันให้ควบคุมค่ายกลวงเวทได้เพียง
เท่านั้น
จิ่วอิง ใคร่ครวญเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากนั้นมันก็กล่าว
ขึ้นว่า ” แล้วถ้าเจ้าสามารถออกจากที่นี่ได้ เจ้ามี
แผนจะทำอะไรต่อ? ”
อู่ อวี้ กล่าวว่า ” ถ้าให้ข้าไปต่อสู้กลางจุด
ยุทธศาสตร์ของสนามรบ ข้าคิดว่าคงไม่สามารถ
ช่วยอันใดได้ ข้าคิดว่าการที่ผู้ฝึกตนนอกรีตลุกฮือ
เคลื่อนพลออกมาเช่นนี้ หมู่เกาะตงหยางทั้งสี่
จะต้องว่างเปล่าอย่างแน่นอน ข้าคิดว่าบางทีควร
จะไปที่นั่น เพื่อขัดขวางพวกผู้ฝึกตนนอกรีต ทำให้
พวกมันต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง หากจะ
เดินทางออกไปทำสงคราม เราจะเข้าไปตลบหลัง
ถอนรากถอนโคนพวกมันให้สิ้นซาก ตัวอย่างเช่น
วิหารพญายม ข้าจะไปถล่มมันให้ราบ ด้วยปัญหา
ที่ข้าสร้างขึ้นจะต้องส่งผลกับ 8 พญามัจจุราช
อย่างแน่นอน ”
” เป็นแผนที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ” จิ่วอิง พยักหน้า
แผนการนี้มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะบรรลุผล อีกทั้งที่
สำคัญมันยังเป็นเวทีที่จะทำให้เขาได้แสดง
ศักยภาพสูงสุดออกมาอีกด้วย แต่ปัญหาใหญ่กว่า
นั้นก็คือ อู่ อวี้ ไม่สามารถก้าวย่างออกจาก
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ได้ ซึ่งไม่ต้องกล่าวถึงหมู่
เกาะตงหยางทั้งสี่ที่อยู่อันไกลโพ้น
ที่นั่นคือโลกแห่งความตายของผู้ฝึกตนนอกรีต
อย่างแท้จริง
ทันใดนั้น จิ่วอิง ก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้แล้วรีบ
กล่าวขึ้นว่า ” ข้าพอมีวิธี แต่ไม่รู้ว่าพอจะเป็นไปได้
หรือเปล่า? ”
“เชิญกล่าวมาได้เลย”
จิ่วอิง กล่าว ” ตอนนี้ฝีมือของข้าก้าวรุดหน้ามาก
ทีเดียว ข้าจึงพอจะสื่อสารกับอสรพิษปาได้บ้างนิด
หน่อย ซึ่งท่านพ่อก็คอยสั่งให้มันวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ
ข้า แล้วถ้าข้าจะตกอยู่ในอันตรายขึ้นมารับรองว่า
อสรพิษปาต้องปรากฏกายเป็นแน่ อีกทั้งอสรพิษ
ปายังมีลูกหลานอยู่มากมายยัวเยี้ย แต่ภูมิปัญญา
ต่ำยิ่ง ข้อดีของพวกมันคือเชื่อฟังเป็นอย่างมากไม่
เคยขัดขืนแม้แต่น้อย ถ้าหากอสรพิษสั่งบุตรหลาน
ของมันให้เฝั้าดูคุ้มกันอยู่ที่นี่ บอกได้เลยว่าพวกมัน
จะต้องคอยปกปั้องเหล่ามนุษย์ในอาณาจักรของ
เจ้า อสรพิษตัวน้อยเหล่านี้จะทำตามคำสั่งอย่าง
เคร่งครัดเข้มงวด อีกทั้งมันยังมีพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วง ซึ่งสามารถควบคุมค่ายกลที่ปกปั้อง
นิกายของเจ้าเอาไว้ได้ด้วย ปัญหาเพียงอย่างเดียว
ก็คือพวกเขาทั้งหมดเป็นปีศาจแล้วก็พูดไม่ได้ ใน
แง่นี้ข้าไม่อาจไว้วางใจคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เจ้าเช่นกัน
ซึ่งถ้าหากผู้ฝึกตนจากทวีปแห่งทวยเทพเห็นพวก
เขา ด้วยความบาดหมางที่มีให้กันมาตั้งแต่อดีต
กาล พวกเขาจะไม่ถูกสังหารเช่นนั้นหรือ? ซึ่งถ้า
หากพวกเขาถูกคุกคามหมายมาดเอาชีวิต โดย
สัญชาตญาณของสัตว์ปั่า ข้าไม่อาจรับปากได้ว่า
พวกเขาจะไม่ตอบโต้ … ”
ถ้าหากเป็นเช่นดั่งที่ จิ่วอิง กล่าวนับเป็นความคิดที่
เข้าท่าทีเดียว! แต่สิ่งสำคัญในเรื่องของความกังวล
ใจที่ จิ่วอิง ได้กล่าวมาก็ฟังดูสมเหตุสมผลเป็น
อย่างยิ่ง ด้วยเพราะทวีปแห่งทวยเทพมีผู้ฝึกตน
มากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งพวกเขาล้วนไม่รู้จัก
ลูกหลานของอสรพิษปา พวกเขามาที่นี่เพื่อสังหาร
ผู้ฝึกตนนอกรีต แต่แล้วเมื่อพบเจอว่าที่นี่มีปีศาจ
อยู่มากมาย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะคิด
ว่าปีศาจกับผู้ฝึกตนเป็นสมัครพรรคพวกเดียวกัน
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า ” เอาอย่างนี้
แล้วกัน ข้าอยากจะเห็นอสรพิษตัวน้อยก่อน หาก
เจ้าสามารถสั่งมันได้จริง ๆ ลำดับต่อไป ข้าจะนำ
เรื่องนี้ไปพูดคุยซักถามกับจอมจักรพรรดิ แล้วให้
จอมจักรพรรดิเป็นผู้กระจายข่าวแผนการนี้ออกไป
เชื่อว่าการตกตายเพราะถูกสังหารโดยไม่รู้จะหมด
ไป การสื่อสารของผู้ฝึกตนด้วยกันเองย่อม
ติดต่อกันได้รวดเร็วมาก ”
เรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ บรรดาลูกหลานของ
อสรพิษปานั้นมีฝีมือแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ตราบ
ใดที่พวกเขาไม่โดนโจมตีก็จะไม่มีปัญหาใด ๆ พวก
เขาก็ยังคงปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเข้มงวดต่อไป
ส่วนทางด้านผู้ฝึกตนหากข่าวนี้ได้แพร่กระจาย
ออกไป คาดว่าก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร นอกจากนี้
เฟิง ซัวหยา ยังสามารถช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้แก่
พวกเขาได้
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ จิ่วอิง ทำการลองเรียก
อสรพิษปาออกมา พอกล่าวถึงอสรพิษปา อู่ อวี้
ยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หายเลยทีเดียว ทว่าในเวลานี้
ตัวเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก ทำให้ยามนี้เมื่อเห็นเงา
ร่างสีดำลอยอยู่เหนือท้องนภา พลันปลดปล่อย
กลิ่นอายอันแข็งแกร่งออกมา พร้อมกับดวงตาสี
เขียวมรกตคู่โต มันทำให้เขารู้สึกสงบเยือกเย็นยิ่ง
กว่าครั้งเก่าก่อน เนื่องจากเขาเคยประสบพบเจอ
กับผู้ที่มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่ามาก่อนแล้ว นั่นก็คือ
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
ในเวลานี้ จิ่วอิง กำลังทำการพูดคุยกับอสรพิษปา
ภาษาที่เขาใช้ติดต่อสื่อสารกันก็คือเสียงขู่ฟั่อเช่น
ดั่งอสรพิษ ซึ่งการส่งภาษาสื่อสารด้วยเสียงขู่ฟั่อนี้
ไม่สามารถใช้ติดต่อกับมนุษย์ทั่วไปได้ จิ่วอิง
พยายามฝึกฝนอย่างหนักในการเรียนรู้ภาษา เพื่อ
จะสามารถติดต่อสื่อสารกับอสรพิษปาได้ ด้วย
เพราะอสรพิษปาไม่ได้เปิดภูมิปัญญา ถึงแม้มันจะดุ
ร้ายเพราะด้วยสัญชาตญาณสัตว์ปั่า แต่ข้อดีของ
มันก็คือมันซื่อสัตย์เชื่อฟังเป็นอย่างยิ่ง หลังจาก จิ่
วอิง สื่อสารกับมันอยู่ครู่หนึ่ง อสรพิษปาก็อ้า
ปากกว้าง จากนั้นลูกหลานอสรพิษปาจำนวนนับ
พันก็เลื้อยออกมา
เมื่อเปรียบเทียบขนาดของอสรพิษปา อสรพิษ
เหล่านี้ก็จะเหมือนดั่ง ‘อสรพิษน้อย’ หลังจาก
อสรพิษตัวน้อยเหล่านั้นลงสู่พื้น พวกมันกลับ
กลายเป็นอสรพิษปีศาจขนาดยักษ์เลยทีเดียว! ใน
เวลานี้พวกมันกำลังห้อมล้อมรอบร่างของ อู่ อวี้
บางตัวกระสับกระส่ายวิตกกังวล บางตัวกำลัง
หงุดหงิดงุ่นง่าน บางตัวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
ณ เวลานี้อสรพิษตัวเขื่องจำนวนนับพันอยู่รอบๆ
เทือกเขาคราม อสรพิษเหล่านี้มีหลากหลายสาย
พันธุ์ทั้งยังดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง
ทันทีที่อสรพิษปากรีดร้อง งูตัวเขื่องขนาดยักษ์ก็
เงียบสงบลงอย่างทันตา แล้วดูเหมือนว่าพวกมัน
จะได้รับคำสั่งบางอย่าง ทันใดนั้นเองพวกมันทุกตัว
ก็กลายร่างเป็นมนุษย์ อย่างไรเสียอสรพิษเหล่านี้
ล้วนเป็นลูกหลานของอสรพิษปา ย่อมเชื้อไม่ทิ้ง
แถว พวกมันทุกตัวมีพื้นฐานตัวตนอยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต หลังจากนั้นก็แบ่งกลุ่มแล้ว
แยกย้ายกันจากไป คาดว่าพวกมันคงจะไปยัง
ตำแหน่งร่างอวตารของ อู่ อวี้
“ พี่ชาย” หลังจากอสรพิษตัวเขื่องกลายร่างเป็น
ปีศาจ ดูเหมือนว่าภูมิปัญญาของอสรพิษเหล่านี้
จะสูงกว่าอสรพิษปา พวกมันบางส่วนสับสน
เล็กน้อย หลังจากพบ จิ่วอิง พวกมันจึงร้องเรียก
เขา
ด้วยเพราะจักรพรรดิอิงเกี่ยวดองกับอสรพิษปา ซึ่ง
นับถือกันประดุจพี่น้อง ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่
ลูกหลานของอสรพิษปา จะเรียก จิ่วอิง ว่าพี่ชาย
” ก่อนพวกเราจะกลับมา พวกเจ้าทั้ง 10 จะต้อง
คอยควบคุมค่ายกลวงเวทนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ตามอย่าได้
ปล่อยให้ฝั่าค่ายกลนี้เข้ามาได้เด็ดขาด โดยเฉพาะผู้
ฝึกตนนอกรีตสังหารพวกมันให้เหี้ยน พวกเจ้า
จะต้องเป็นผู้พิทักษ์อาณาจักรมนุษย์เข้าใจ
หรือไม่?”
” รับทราบ! ” อสรพิษรับปากอย่างพร้อมเพรียง
อู่ อวี้ เฝั้าสังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน
เขาก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าทุกอย่างล้วนเป็นไป
ตามที่ จิ่วอิง ได้กล่าวไว้ อสรพิษยักษ์เหล่านี้
มุ่งมั่นปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเข้มงวดเคร่งครัด พวก
มันเชื่อฟังคำสั่งทั้งยังเคารพนับถือ จิ่วอิง เป็นอย่าง
ยิ่ง เมื่อ จิ่วอิง ถ่ายทอดคำสั่งทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว
พวกมันต่างก็กระจายตัวกันออกไป แยกย้าย
ปฏิบัติงานตามหน้าที่ กวาดสายตามองหาผู้ฝึกตน
นอกรีต อีกทั้งพวกมันยังมีฝีมือแข็งแกร่งเป็นอย่าง
มาก
สิบตัวที่เหลืออยู่รั้งท้ายนี้ มีภูมิปัญญามากที่สุด
ฉลาดมากที่สุดในบรรดาอสรพิษทั้งหมด พวกมัน
เหล่านี้มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกต ขั้นที่ 5 และ 6 นอกจากนี้แก่นแท้ตำหนัก
ม่วงยังเปียมล้นไปด้วยพลังมหาศาล ซึ่งพวกมัน
ทั้งหมดมีคุณสมบัติเพียงพอ ที่จะสามารถควบคุม
ค่ายกลเก้ามังกรทะยานฟั้า อู่ อวี้ พยายามพูดคุย
กับพวกมันบ้าง เขาก็พบว่าพวกมันไม่ใช่คนโง่เขา
แต่อย่างใด ทั้งยังกล่าวโต้ตอบกลับมาว่า ” พี่ใหญ่
อู่ โปรดวางใจได้ หากมีผู้ฝึกตนเข้ามาเราจะบอก
เล่าถึงสถานะตัวตน และ งานที่พวกเราได้รับ
มอบหมายให้แก่พวกเขาได้รับรู้ พวกเราจะไม่
ขัดแย้งกับพวกเขาอย่างแน่นอน ”
เมื่อผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกโล่งใจเป็น
อย่างมาก สำหรับผลงานในครั้งนี้ทำให้ จิ่วอิง ดู
น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่าหากเขาไม่
มั่นใจ เขาก็จะไม่เข้ามาวุ่นวายเด็ดขาด
การปกปั้อง อู่ หยู๋ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยถือเป็น
เรื่องสำคัญยิ่งสำหรับ อู่ อวี้ แต่ด้วยเพราะในเวลา
นี้ทวีปแห่งทวยเทพเกิดภัยพิบัติถาโถมเข้ามาอย่าง
กระชั้นชิด เขาคิดว่าตนเองควรมีส่วนร่วมในการ
ปกปั้องดินแดนให้ได้มากกว่านี้ แต่ในตอนนี้มีคน
คอยช่วยปั้องกันหลังให้เขาแล้ว ซึ่งมันทำให้เขา
ต่อสู้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น กล่าวได้ว่าสงครามที่
เกิดขึ้นในครั้งนี้มวลมนุษย์ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ได้รับ
ผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัสไปตาม ๆ กัน
หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็ติดต่อผ่านการสื่อสารแจ้ง
จอมจักรพรรดิ เรื่องที่ปีศาจเข้ามาช่วยเหลือ
ปกปั้อง ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้ข้อความตอบ
กลับจากจอมจักรพรรดิ์ว่า “ สำหรับการพิทักษ์
อาณาจักรมนุษย์ของเจ้า ข้าจัดส่งไพร่พลจาก ค่าย
เทียมฟั้า มาสมทบกับทางเจ้าอีกแรง หากมีผู้ฝึก
ตนจากพรรคนิกายค่ายอื่นเข้ามา ไพร่พลจาก ค่าย
เทียมฟั้า จะช่วยรับหน้าอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ
แทนให้ ส่วนเรื่องที่เจ้าอยากจะไปยังหมู่เกาะตงห
ยางทั้งสี่ ข้าคงต้องบอกเจ้าว่า ถึงแม้ตอนนี้หมู่เกาะ
ตงหยางทั้ง 4 จะว่างเปล่า แต่ก็ยังอันตรายอย่าง
ยิ่งยวด อย่างไรก็ตามเจ้าก็มีโอกาสจะพลิก
สถานการณ์ได้เช่นกัน เจ้าจงจำเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะ
เกิดอะไรขึ้นการตัดสินใจทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือ
ของเจ้า มนุษย์หากไม่ตาย ก็ยังพอมีโอกาสที่จะ
กลายเป็นเซียนอมตะ ”
จอมจักรพรรดิเป็นผู้มีประสบการณ์อาบน้ำร้อนมา
ก่อน ฉะนั้นเขาจึงคิดได้รอบคอบมากกว่า อู่ อวี้
การที่จอมจักรพรรดิจัดส่งไพร่พลของ ค่ายเทียม
ฟั้า มาสมทบกับอสรพิษยักษ์เหล่านี้ ก็จะปั้องกัน
เรื่องฆ่าล้างทำลาย ของผู้ฝึกตนจากทวีปแห่งทวย
เทพโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งแน่นอนว่า กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง แห่ง ค่ายเทียมฟั้า ย่อมอธิบาย
เรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีกว่า
จิ่วอิง ได้บอกกับเหล่าอสรพิษเอาไว้ว่า จะมีผู้ไพร่
พลจาก ‘ ค่ายเทียมฟั้า’ มาเป็นกองหนุนผู้
ช่วยเหลือ เมื่อพวกเขามาถึงก็ให้ไพร่พลจาก ‘ค่าย
เทียมฟั้า’ รายงานตน เหล่าอสรพิษก็จงปล่อยพวก
เขาให้เข้ามาอย่างปลอดภัย
ในที่สุดเรื่องราวต่าง ๆ ของที่นี่ก็คลี่คลายสงบลง
อย่างไรก็ตามจอมจักรพรรดิได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้
สองสามคำ นั่นคือให้ อู่ อวี้ คิดไตร่ตรองอย่าง
รอบคอบอีกครั้ง
“ เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน ถ้าไม่เสี่ยงแล้วจะเรียกว่า
สงครามได้อย่างไร! เมื่ออยู่ในสนามรบ ข้าไม่ได้มี
บทบาทสำคัญอันใดมาก เพราะด่านหน้ามีท่าน
เจ้าเมือง กับ จอมจักรพรรดิคอยปกปั้องดูแลอยู่
พวกเรามีทำหน้าที่จัดการศัตรูที่อยู่เบื้องหลัง
เท่านั้น แล้วข้าก็ควรสร้างผลงานสักหน่อย เพื่อแก้
แค้นให้กับทุกชีวิตในทวีปแห่งทวยเทพ! ”
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้แล้ว
นอกจากนี้เขายังมีข้อได้เปรียบอย่างใหญ่หลวง
เนื่องจาก จิ่วอิง ติดตามเขามาด้วย ซึ่งพลังการ
ต่อสู้ของ จิ่วอิง นั้นใกล้เคียงกับตนเองมาก
นอกจากนี้ จิ่วอิง ยังมีอสรพิษปาคอยปกปั้องคุ้ม
ภัยอยู่ไม่ห่างกาย ซึ่งในขณะนี้ จิ่วอิง กำลังพูดคุย
กับอสรพิษปา ถ้าเมื่อใดที่เขาตกอยู่ในสถานการณ์
สุ่มเสี่ยง อสรพิษปาก็จะปรากฏกายออกมา
ช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งก็แสดงว่าพวกเขา
ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายมากนัก
หลังจากตัดสินใจทุกอย่างแน่วแน่แล้ว อู อวี้ ก็
เรียกร่างอวตารทุกตนให้กลับมาที่ร่างของเขาทีละ
ตน ในที่สุดชายฝังทะเลตงไห่ก็เหลือเพียงแค่พวก
เขาสองคน นั่นก็คือ อู่ อวี้ และ จิ่วอิง เท่านั้น
“ไปกันเถอะ!”
เมื่อทั้งสองกล่าวเช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็กระโจนลง
สู่มหาสมุทร
กระโดดดำดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร เพื่อเป็นเส้นทาง
สัญจรมุ่งสู่หมู่เกาะตงหยางทั้งสี่ ลอบเข้าค่ายศัตรู
ไม่ให้ศัตรูได้ล่วงรู้ไหวตัวทัน พวกเขาจึงต้อง
ระมัดระวังตัวให้มาก ด้วยเหตุนี้จึงเคลื่อนตัวผ่าน
ก้นมหาสมุทร จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังทิศทางของหมู่
เกาะตงหยางทั้งสี่ ระดับความลึกที่พวกเขาทั้งสอง
ดำดิ่งลงไปนั้นมืดสนิท เงียบสงัดราวกับดินแดน
มรณะ ผนวกกับแรงกดดันใหญ่หลวงมหาศาล
ทั้งสองมิได้พูดคุยอันใดกันในแต่น้อย ทะยานไป
ตามเส้นทางสู่เปั้าหมายอย่างเงียบ ๆ เพียงชั่ว
พริบตาก็ผ่านไปหนึ่งวันเต็ม ในเวลานี้ที่ด้านบน
พวกเขาสัมผัสได้ถึงผู้ฝึกตนนอกรีตอย่างชัดเจน
พวกมันกำลังกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นวิ่งข้าม
เหนือศีรษะของพวกเขาไปมา
อู่ อวี้ ต้องการเร่งรีบสกัดกั้นพวกมัน
ซึ่งถ้าเขารีบลงมืออย่างหุนหันพลันแล่นเขาก็จะถูก
เปิดเผย
” พวกเรากำลังเข้ามาในถ้ำเสือ ฉะนั้นจะต้อง
ระมัดระวังตัวให้มาก แม้ว่าเราจะมีอสรพิษปาคอย
คุ้มภัยอยู่ แต่เราก็ไม่ควรจะทำตัวบุ่มบ่าม
เอิกเกริก!”
ในเวลานี้เขารู้สึกตัวว่า ผู้ฝึกตนนอกรีตที่อยู่เหนือ
ศีรษะของเขาเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ