กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 55 : แส้หางม้าเพลิงเมฆา
เมื่อเห็น หยวนฮ่าว กำลังจะใช้กรงเล็บตะปบไปยัง อู่
หยู๋ ในครานี้ อู่ อวี้ ก็ไม่สามารถที่จะยืนดูได้อีกต่อไป
เขาได้มายืนปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า หยวนฮ่าว
จากนั้นก็คว้ามือที่กำลังจะตบไปยัง อู่ หยู๋ เอาไว้
“เสิ่น อู่เต้า หลีกไป! ไม่อย่างนั้นข้าจะให้ท่านพ่อ
สังหารเจ้าซะ!” แววตาของ หยวนฮ่าว เผยความโกรธ
ออกมาจนแดงก่ำ มันโกรธจนขีดสุดถึงขนาดที่ว่าได้
พลั้งปากเอ่ยวาจาถึงท่านพ่อของมัน
แต่น่าเสียดาย เพราะ อู่ อวี้ ไม่มีทีท่าว่าจะขยับ
ออกไปไหนเลยแม้แต่น้อย
“ แล้วท่านพ่อของเจ้าเป็นผู้ใดกันล่ะ ? ” อู่ อวี้ ยิ้ม
แล้วเอ่ยถามขึ้น
“ท่านพ่อของข้าเป็นใครน่ะหรือ? ก็ฮ่าวเทียน ซ่าง
เซียนยังไงล่ะ! ยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก!” ในตอนนี้
หยวนฮ่าว โกรธจนขาดสติ เพราะการที่ถูกสตรีที่
ตนเองเกลียดตบเช่นนี้ ด้วยนิสัยของตัวมันเองแล้ว
มันต้องจำเป็นตราบาปไปตลอดชีวิตเป็นแน่แท้
“ ฮ่าวเทียนไม่ใช่ซ่างเซียน (ชาวสวรรค์) หรอก
เหรอ? ถ้าอย่างนั้นเขากับ ไทเฮา ก็เป็นผู้ให้กำเนิดเจ้า
และ หยวนเฉิน น่ะสิ?” อู่ อวี้ ที่ดึงมือของ หยวนฮ่าว
ไว้อยู่นั้น ก็ได้ยกสูงขึ้นมา
ในขณะนี้ หยวนฮ่าว ก็รู้สึกตัวแล้วว่าตนเองได้พลั้ง
ปากออกไป
แต่ว่าที่นี่มีเพียงแค่ อู่ อวี้ และ อู่ หยู๋ เท่านั้น หาก
ไม่ได้ปุาวประกาศเรื่องนี้ออกไป มันก็ไม่จำเป็นที่
จะต้องกลัวสิ่งใด แต่เมื่อได้เห็น อู่ หยู๋ มองมาที่ตัวมัน
ด้วยแววตาอันเหยียดหยามรังเกลียดเช่นนี้ ยิ่งทำให้
มันเกิดโทสะขึ้นมามากกว่าเดิม
“ เสิ่น อู่เต้า! ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!! ” หยวนฮ่าว ได้
เปล่งวาจาออกมาด้วยความโกรธอย่างสุดขีด จน
องครักษ์ที่อยู่ด้านนอกก็ยังได้ยินเสียงเล็ดออกไป ใน
เวลานี้ก็ได้มีเหล่าองครักษ์สวมเกราะถืออาวุธหนัก
กว่า 20 นาย ปรี่เข้ามา
“ใครที่ต้องไสหัวไปกันแน่ ?”
มือหนึ่งยกแขนของ หยวนฮ่าว เอาไว้ อีกมือหนึ่งก็ได้
ตบลงไปยังปากของมันอย่างจัง ซึ่งพอ หยวน ฮ่าว ถูก
ลงมือเช่นนี้ มันก็ร้องออกมาราวกับหมูโดนเชือดด้วย
ความหวาดกลัวในทันที
“พูดมา ใครกันแน่ที่ต้องไสหัวออกไป?” ฝุามือได้
ถูกเหวี่ยงลงอีกครั้ง
เพี๊ยะ!!
ฟันของ หยวนฮ่าว ได้กระเด็นออกมา 1 ซี่ ส่วนที่ปาก
ของมันก็เต็มไปด้วยเลือดที่ไหลรินออกมา
“เสิ่น…เสิ่น อู่เต้า เจ้าไม่ตายดีเป็นแน่!” หยวนฮ่าว
ร่ำไห้พร้อมกับตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวด
เหล่าองครักษ์ที่มาถึง ต่างก็พากันหวาดกลัวจนไม่กล้า
เข้ามา เพราะยังไงแล้วนี่ก็เป็นถึง ซ่างเซียน ที่พวกเขา
เคารพนับถือ
“เจ้าว่าใครไม่ตายดี?” จากนั้นฝุามือก็ได้ถูกเหวี่ยง
ลงมาอีกคราหนึ่ง
เพี๊ยะ!!
คราวนี้ ฟันของ หยวนฮ่าว ได้หลุดออกจากปากจนไม่
เหลือ
การที่ฮ่องเต้ไม่เหลือฟันซักซี่เช่นนี้ มันช่างเป็นเรื่องน่า
ขบขันอย่างยิ่ง
“พอเถอะ”
ด้วยนิสัยอันเย่อหยิ่งของมัน จึงทำให้ อู่ อวี้ อยากจะ
ตบสั่งสอนอีกหลาย ๆ ที แต่กระนั้น อู่ หยู๋ ก็ได้มาดึง
มือห้ามเขาเอาไว้
ในตอนนี้ อู่ อวี้ ก็ได้หยุดมือ และ ปล่อย หยวนฮ่าว
ลงไป จากนั้นเขาก็มองไปยังเหล่าองครักษ์ พร้อมกับ
กล่าวว่า “พาไอ้สวะนี่กลับวังไปซะ อย่าให้มันทำตัว
ขายหน้าที่นี่”
“ขอรับ!”
ในขณะที่เหล่าองครักษ์กำลังตกใจกลัว พวกเขาก็ได้
รีบยกร่างของ หยวนฮ่าว ขึ้น จากนั้นพวกเขาได้รีบวิ่ง
ออกไป โดยที่ไม่เหลียวหลังกลับมามอง มีเพียง หยวน
ฮ่าว เท่านั้นที่ยังดิ้นรนอยู่ ถึงแม้มันจะเลือดกบปาก
แต่มันก็ยังแผดเสียงคำรามออกมาด้วยความโกรธว่า
“อู่ หยู๋ เสิ่น อู่เต้า! พวกเจ้าไม่ตายดีแน่ พวกเจ้าต้อง
ตกนรกหมกไหม้!!”
ผ่านไปสักพัก เสียงของมันก็ได้จางหายไปตามสายลม
อู่ หยู๋ ส่ายหน้าอย่างจนใจ และได้กล่าวออกไปว่า
“เป็นความผิดข้าเอง ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
จนหุนหันพลันแล่นออกไปเช่นนี้”
อู่ อวี้ กล่าว “บนโลกใบนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่
ตัวเองไม่สามารถจะควบคุมได้ ตัวอย่างเช่นพวกที่แส่
เข้ามาหาที่ตาย ฉะนั้นท่านไม่ต้องไปคิดมาก แม้ว่า
ยังไงข้าและ ฮ่าวเทียน จักต้องต่อสู้กัน ข้าจะไม่ใช้
นครหลวง เย่วอู่ เป็นสถานที่ในการต่อสู้อย่างแน่นอน
และหากเกิดพบเจอกับสถานการณ์ที่อันตรายเกินไป
ข้าจะไม่นำตัวเองไปเสี่ยงอย่างเด็ดขาด”
“คราวนี้ พวกมันจะมาออกตัวให้ หยวนฮ่าว
หรือไม่กัน?”
“แต่มี ไทเฮาซีเฟย หนุนหลังอยู่เช่นนี้ คงจะ
หลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นแน่”
เมื่อ อู่ อวี้ กล่าวออกไปได้ไม่นานนัก ที่พระราชวัง อู่
หยู๋ มีเสียงของอาชาวิหคดังขึ้น จากนั้น อาชาวิหค ก็
ได้มาลงจอดอยู่ที่ด้านหน้าของพระราชวัง
ปักษาเมฆาสวรรค์ของ อู่ อวี้ เองก็อยู่ที่ด้านหน้าของ
พระราชวังเช่นกัน เมื่อสัตว์วิญญาณทั้งคู่ได้มา
เผชิญหน้ากัน ทั้งสองต่างแสดงท่าทางอันเกลียดชัง
และได้แผดเสียงคำรามออกมาอย่างรุนแรง
ทั้งปักษาเมฆาสวรรค์ กับ อาชาวิหค นั้นได้ถูกฝึกฝน
มาเป็นอย่างดี ฉะนั้นถึงจะไม่มีคำสั่งของผู้เป็นนาย
อย่างซ่างเซียนผู้ขับขี่มัน แต่พวกมันก็จะไม่วิวาทกัน
แต่อย่างใด
“เสิ่น อู่เต้า!”
เสียงตะโกนอันก้องกังวานได้ดังขึ้น พร้อมกับชายเสื้อ
คลุมที่สะบัดปลิวไสวดูองอาจอย่างยิ่ง ผม และ คิ้วอัน
ขาวบริสุทธิ์ทำให้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ราวกับผู้เปี่ยม
ล้นไปด้วยความยุติธรรม มันได้เดินผลักประตูหน้า
พระราชวังเดินเข้ามา
มันมองมายัง อู่ อวี้ พร้อมปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์
กดดันใส่ ถึงแม้ อู่ อวี้ จะถูกกดดันก็ตาม แต่มันไม่
สามารถคุกคาม อู่ อวี้ ให้ยอมจำนนได้
“แข็งแกร่งมาก”
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันของ ฮ่า
วเทียน มันคือพลังของหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3 ผู้
สามารถเปิดจุดเพื่อปลดปล่อย ‘บัญญัติก่อกำเนิด’ ได้
3จุด เช่นนี้ ทำให้มันราวกับเป็นทรราชผู้มีพลังเหนือ
ทุกสิ่ง
ซึ่งในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้มี พื้นฐานพลังของ บัญญัติ
ก่อกำเนิด แล้ว จึงทำให้เขาสัมผัสได้ถึงพลังนี้ ที่
หน้าอกและที่หน้าผากของมัน ได้มีพลังศักดิ์สิทธิ์
ไหลเวียนอยู่อย่างแน่นหนา นอกเหนือจาก 2 จุดนั้น
ยังมีอีกที่ที่ถูกปกปิดเอาไว้อยู่ด้วยที่บริเวณข้อมือ
แสดงว่ามันสามารถเปิดไปจนถึงจุด ‘เสินเห
มิน’(หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3) อย่างที่คาดเอาไว้
เพราะ จุด’เสินเหมิน’ นั้นคือลำดับจุดทวารวิญญาณ
ทั้ง 10 ระดับที่3 ฉะนั้นมันจึงต้องอยู่ใน หลอมรวม
ลมปราณ ขั้นที่ 3 นั่นเอง แถมจุดที่ 3 ที่เปิดได้นี้ มี
พลังของ บัญญัติก่อกำเนิด ไหลเวียนอยู่หนาแน่นกว่า
2 จุดก่อนหน้าเสียอีก
เห็นทีการต่อสู้กับมันคงจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่ง
เสียแล้ว
“มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”
อู่ อวี้ สาวเท้ามายังด้านหน้าเพื่อมายืนปกปูองที่
ด้านหน้าของ อู่ หยู๋ เอาไว้ เพื่อคอยปูองกันแรงกดดัน
ของ ฮ่าวเทียน ที่ถาโถมเข้ามา
“มาแล้ว!”
เมื่อ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ได้เปิดประตูเข้ามาใน
พระราชวัง มันก็ไม่มีพูดพร่ำทำเพลง อู่ อวี้ สามารถ
สังเกตได้ถึงแส้หางม้าที่อยู่ในมือของมัน เมื่อตอนที่ อู่
อวี้ ยังเป็นปุถุชนธรรมดา เขาก็เคยเห็นแส้หางม้านี้มา
ก่อนแล้ว
แต่ในตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าแส้นี้คือศาสตราแห่งเต๋า
ชิ้งงงง!
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนได้สะบัดแส้หางม้าออกไป ขนภู่สี
เงินก็ได้ยืดออกไปกลายเป็นอสรพิษสีเงิน จากนั้นพวก
มันก็ราวกับถูกเพลิงเผาไหม้จนกลายเป็นอสรพิษสี
แดง ครานี้พวกมันได้พุ่งเข้าใส่ อู่ อวี้ ด้วยความ
รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ!
หวืดดด!
อู่ อวี้ ไม่รอช้า เขาได้ผละ อู่ หยู๋ ไปด้านหลัง จากนั้น
ก็รีบนำพลองพิชิตมารที่อยู่ด้านหลังออกมาต้านรับ
การโจมตีจากแส้หางม้าได้อย่างทันท่วงที
การปัดปูองการโจมตีในครั้งนี้ อู่ อวี้ ได้ใช้พลัง
ศักดิ์สิทธิ์ออกมานิดหน่อยพร้อมกับพละกำลัง
10,000 อาชาศึก
เคร้งงง!
เสียงของการปะทะนี้ได้ดังสนั่นกึกก้องไปทั่ว หลังคา
บนห้องโถงพระราชวัง อู่ หยู๋ ได้พังทลายลงจนเต็มไป
ด้วยฝุนควันฟุูงกระจาย
ปัง! คลุก คลุก คลุก
อู่ อวี้ ถูกซัดปลิวไกลออกไป พลองพิชิตมารแทบจะ
หลุดมือ เขาได้กลิ้งเกลืองลงไปกับพื้นอยู่หลายรอบ
กว่าจะตั้งหลักและยืนขึ้นมาได้ แม้ว่าจะไม่บาดเจ็บ
อะไรก็จริง แต่ก็ยังพอเกิดความรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง
โชคดีที่ตอนแรกเขาผละ อู่ หยู๋ ออกไปเสียก่อน
ไม่อย่างนั้นนางจะต้องถูกฝังทั้งเป็นอย่างแน่นอน
ด้วยพลังของ อู่ อวี้ เขาได้ผละ อู่ หยู๋ ให้ลอยกระเด็น
ออกไปอย่างนุ่มนวล
“อู่….” ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อู่ หยู๋ เกือบจะ
หลุดปากเรียก อู่ อวี้ ไปเสียแล้ว แต่โชคยังดีที่นางได้
ปิดปากของตัวเองเอาไว้ทัน
ในเวลานี้ อู่ อวี้ ก็ได้ลุกขึ้น และ กล่าวว่า “เจ้าถอย
ออกไปก่อน”
“ตกลง”
อู่ หยู๋ รู้ว่าตนเองอยู่ไปก็รังแต่จะเป็นตัวถ่วงเปล่าๆ
ดังนั้นนางจึงรีบวิ่งออกไปให้ไกลจากที่นี่ที่สุด เพราะ
การต่อสู้ในครั้งนี้มันรุนแรงเกินกว่าปุถุชนธรรมดาจะ
รับได้ และในตอนนี้จิตใจของนางก็รู้สึกไม่สบายใจ
เป็นอย่างมาก
ในเวลานี้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ได้กระโดดออกมาจาก
ฝุนควัน สภาพของเขานั้นดูสะอาดสะอ้านอย่างมาก
เมื่อเทียบกับ อู่ อวี้ ที่สภาพทุลักทุเลแล้ว ถือว่าการ
ปะทะกันเมื่อครู่ ฮ่าวเทียน มีภาษีดีกว่าอยู่นิดหน่อย
มันยังไม่ได้ลงมือในทันที แต่มันกลับมองไปยัง อู่ อวี้
ด้วยใบหน้าเฉยเมยและกล่าวว่า “เมื่อวันก่อน เจ้ายัง
พึ่งเข้าสู่ขั้น ทะลวงจิต แท้ๆ แต่วันนี้กลับเข้าสู่ขั้น
หลอมรวมลมปราณเสียแล้ว ดูเหมือนว่าความสำเร็จ
ของเจ้ามันจะเร็วไปหน่อยนะ จากที่ข้าดู ในตอนนี้
พลังรบของเจ้าคงจะไม่ต่างจากข้ามากเท่าไหร่แล้ว”
อู่ อวี้ ไม่รู้เลยว่าเจ้าปีศาจจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้มันต้องการ
อะไรกันแน่ เขาจึงกล่าวออกไปว่า “ไม่ต้องมาประจบ
ข้ารู้ดีว่าข้ายังห่างชั้นกับเจ้านัก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮ่าวเทียน ก็ได้ยิ้มอย่างเยือกเย็นขึ้น
และกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น แล้วทำไมยังทำ
เหมือนกับมองข้ามหัวข้า กระทั่งลงมือต่อฮ่องเต้ของ
อาณาจักรมนุษย์เช่นนี้ ? เจ้าน่าจะรู้ถึงกฎของชาว
สวรรค์อย่างเราๆดี ระวังไว้เถอะว่าสักวันนิกายของ
เจ้าจะลากตัวกลับไป!”
มันได้ทำการข่มตนให้ดูเหนือกว่า อู่ อวี้ เนื่องด้วยพลัง
บ่มเพาะของมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทำให้มัน
จึงไม่ลงมือต่อ และใช้วาจาเพื่อกดดันข่มขู่แทน
อู่ อวี้ ที่โดนข่มขู่ด้วยวาจานั้น ก็ได้กล่าวออกไปว่า
“ท่านกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูก ไม่คิดจะถามเหตุผลกัน
หน่อยรึ? ข้อแรก เป็นเจ้าฮ่องเต้นั่นมันพยายามจะ
สังหาร อู่ หยู๋ แถมยังกล่าววาจายั่วยุด่าทอข้า ทั้งๆที่
เป็นเพียงแค่มนุษย์เท่านั้น อีกทั้งมันยังกล้าไล่ข้าต่อ
หน้าเหล่าองครักษ์อีก หากข้าไม่สั่งสอนมันเสียบ้าง
เกรงว่ามันคงจะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีกต่อไป”
ในตอนนี้เขาได้อยู่ในครึ่งก้าวเพื่อเข้าสู่ขั้นหลอมรวม
ลมปราณ แถมยังไม่รู้ว่า เจียง จุนหลิน ยังอยู่ในนคร
เย่วอู่ หรือไม่ ฉะนั้นแล้วเขาจึงยังไม่อยากที่จะต่อสู้
ตรงๆกับอีกฝุายในตอนนี้
อู่ อวี้ จำต้องมีแต่พยายามข่มจิตสังหารลงเท่านั้น แต่
พอมาเห็นหน้าตาของ ฮ่าวเทียน ที่มีใบหน้าองอาจ
ราวกับกวาดตามองไปทั่วโลกหล้า ทำให้เขาดันไปนึก
ถึงภาพแห่งค่ำคืนอันเลวร้าย ที่ท่านพ่อของเขาได้ถูก
วางยา!
อู่ อวี้ ทราบเรื่องของฮ่องเต้องค์ก่อนน้อยมาก เขารู้
เพียงแต่ว่าฮ่องเต้องค์ก่อนเป็นชายที่มีความ
ทะเยอทะยานสูง และอารมณ์ร้อนเป็นที่สุด แต่อย่าง
น้อยท่านกลับเอ็นดูเขาไม่น้อย จนยอมยกตำแหน่งรัช
ทายาทให้
บุญคุณย่อมต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ!!
“ฮ่าวเทียน…” อู่ อวี้ กระชับพลองพิชิตมารไว้
อย่างแน่นหนาด้วยความแค้น
แต่ในตอนนี้ อู่ หยู๋ ยังอยู่ด้านหลังเขาอยู่ ถึงนางจะไป
ไกลแล้วก็ตาม แต่ยังไงก็ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้
สะดวกได้อยู่ดี
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน กล่าวขึ้น “หยวนฮ่าว คิดจะ
สังหารนาง?”
เรื่องนี้แม้แต่มันเองก็ยังไม่รู้ แต่เมื่อฟังแล้วก็ยังพอ
เป็นไปได้ที่ หยวนฮ่าว จะกระทำเช่นนั้น
แต่ว่า ฮ่าวเทียน ก็ไม่สนใจ และกล่าวไปว่า “เสิ่น อู่
เต้า เจ้านั่นแหละที่เป็นฝุายผิด อู่ หยู๋ นางเป็นแค่
มนุษย์ แต่เจ้ากลับมีใจให้นางเช่นนี้ มันเป็นการฝุาฝืน
กฎของเราชาวสวรรค์อย่างชัดเจน ข้าจะบอกเจ้าให้
หากเจ้ายังแข็งขืนเช่นนี้อีก ข้าจะไปบอกให้คนของ
นิกายกระบี่สวรรค์ มาลากคอตัวเจ้ากลับไปสำเร็จ
โทษซะ !”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็อดที่จะกลั้นหัวเราะออกมา
ไม่ได้
“เจ้าหัวเราะอันใด” มือของ ฮ่าวเทียน ที่ถือแส้หาง
ม้าอยู่นั้น ได้มีเส้นเลือดปูดขึ้นมาจนเห็นได้ชัด
ซึ่งแส้หางม้าในมือของมัน มีชื่อเรียกว่า ‘แส้หางม้า
เพลิงเมฆา’ แน่นอนว่ามันคือศาสตราแห่งเต๋า
อู่ อวี้ หัวเราะแล้วกล่าวออกไปว่า “สิ่งที่ท่านกล่าวมา
นั้นน่าสนใจ”
“น่าสนใจ?”
อู่ อวี้ ได้ระเบิดเสียงหัวเราะอีกครา จากนั้นก็กล่าวว่า
“ก็ตอนเมื่อ ฮ่องเต้ หยวนฮ่าว มาข่มขู่ข้านั้น มันได้
โกรธจนขาดสติ เวลานั้นจึงพลั้งปากเล่าความจริง
ออกมาว่าท่านคือพ่อแท้ๆของมัน แล้วมันจะให้ท่านที่
เป็นพ่อมากำจัดข้าทิ้งเสีย ที่ข้าบอกว่าน่าสนใจก็
หมายความว่า การที่ท่านไปแอบมีสัมพันธ์ชู้สาวกับ
ไทเฮา จนให้กำเนิดฮ่องเต้เช่นนี้ มันไม่ได้หมายความ
ว่าท่านกำลังกลืนน้ำลายตัวเองหรอกหรือ ?!”
“เสิ่น อู่เต้า!!”
พรึ่บ!
เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้ว ที่ดวงตาของ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน
ก็ได้มีเปลวไฟลุกโชนออกมา
ดูจากท่าทาง และ พลังศักดิ์สิทธิ์ ที่เอ่อล้นออกมานี้
เหมือนกับต้องการจะลงมือเพื่อปิดปากยังไงยังงั้น
“ข้ารู้สึกว่า เรื่องของพวกเราทั้งคู่ก็คล้ายคลึงกัน
ไฉนท่านต้องโกรธกริ้วถึงเพียงนี้ การที่ข้าอยู่ในนคร
เย่วอู่ ข้าแค่เพียงปรารถนาที่จะอยู่กับ อู่ หยู๋ ส่วนท่าน
เองก็ต้องการที่จะอยู่กับครอบครัวเช่นกัน ฉะนั้นเรา
ต่างคนต่างอยู่จะไม่เป็นการดีเสียกว่าหรือยังไง?”
ต่อหน้าความโกรธของ ฮ่าวเทียน เช่นนี้ อู่ อวี้ ก็ได้
กล่าวออกไปอย่างไม่แยแสใดๆ
“เสิ่น อู่เต้า เวลานี้ข้าจะไม่สืบสาวเอาความ แต่
อย่าได้มีครั้งต่อไปเด็ดขาด”
เพราะยังไงแล้วนี่มันก็เป็นความโง่เง่าของ หยวนฮ่าว
การที่มันแค่เดินก้าวผ่านประตูนี้มา ก็ถือได้ว่าเป็น
ความผิดพลาดมหันต์ของมันแล้ว
ต่อจากนี้ อู่ อวี้ จะไม่ใช่คนที่มันสามารถไปแตะต้อง
ได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว
และ ดูเหมือนว่าขณะที่มันกำลังเดินจากไปนั้น มันได้
กำลังครุ่นคิดอย่างบ้าคลั่งจนสมองแทบแตก
การต่อสู้นี้ในที่สุดก็ได้จบลงเสียที
อู่ อวี้ ได้ถอนหายใจออกมาอย่างเบาใจ ทันใดนั้น ที่
ด้านหน้าพระราชวัง จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องโหยหวนของ
ปักษาเมฆาสวรรค์ ดังขึ้น!
ปักษาเมฆาสวรรค์!!
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ