กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 579 : ขั้นที่ 5
หลังจากบรรลุ กายาเจ้ามังกรสักการะราชัน
อรหันต์ไม่ดับสูญ เขาได้ใช้ ศิลามณีกำเนิดอัคคี ไป
จนหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่เขาพยายามทำอย่างเร่งด่วน
ที่สุด บัดนี้ อู่ อวี้ ได้ทำสำเร็จแล้ว
นับจากนี้ไม่ว่าผู้คนของ อาณาจักรโบราณเหยียน
หวง จะแย่งชิงไขว้คว้าศิลามณีเช่นไร ก็ไม่สำคัญ
อีกต่อไป เพราะยามนี้ อู่ อวี้ ไม่มีสิ่งที่พวกมัน
ต้องการ
ขณะ อู่ อวี้ นั่งอยู่ภายใน ‘ เจดีย์ควบคุมกาลเวลา ‘
เขาก็ได้วางแผนในขั้นตอนต่อไป
ช่วงเวลา 1 ปีที่เหลือ ก้าวต่อไปที่เขาจะต้องทำคือ
ยกระดับพื้นฐานฝึกตนเข้าสู่ ตำหนักม่วงทะเล
มรกตขั้นที่ 5 โดยเร็วที่สุด
เมื่อเขายกระดับได้สำเร็จ จะสามารถปลูกฝังมหา
วิถีเชื่อมสวรรค์ได้อีก 1 วิถี!
หมิงซวง บอกว่ามันเป็นพลังอิทธิฤทธิ์ที่ไม่ได้อ่อน
ด้อยไปกว่า ร่างอวตารนอกวิถี หรือ เนตรเพลิง
กล่าวได้ว่าความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ ในเวลานี้ไม่
จำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชาเต๋า เพียงแค่เขามีพลัง
อิทธิฤทธิ์ทั้ง 3 วิถีนี้ ก็มากเพียงพอที่จะบดขยี้
สังหารไปทั้ง 4 ทิศ
เพื่อที่จะให้ อู่ อวี้ แข็งแกร่งขึ้น แล้วกลายเป็น
เซียนอมตะโดยเร็วที่สุด หมิงซวงจึงไม่หวงวิชาคำ
ชี้แนะอีกต่อไป
” ในช่วงเวลา 1 ปีนี้ หากต้องการเผชิญหน้าต่อสู้
กับยอดฝีมือ หรือ ผู้แข็งแกร่งมากที่สุดในบรรดา
พวกมัน แค่เพียง กายาเจ้ามังกรสักการะราชัน
อรหันต์ไม่ดับสูญ ยังไม่เพียงพอ และไม่ว่าจะ
อย่างไร ข้าต้องเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อ
ยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นให้จงได้! ”
พลังอิทธิฤทธิ์ เคล็ดวิชาเต๋า ขอบเขตฝึกตนและอื่น
ๆ
หลังจากนั้นเขาก็ใช้เวลาสองสามวันศึกษา ‘ประตู
ลึกลับ’ ที่อยู่ด้านหลังของเขา
แม้ว่าเขากับ หมิงซวง จะลองงัดสารพัดวิธีมาใช้
ต่อให้ระดมโจมตีเข้าใส่แบบจัง ๆ หรือใช้เสามังกร
สมุทรคลั่งฟาดอัดกระแทกเข้าใส่ประตู หรือ เปลว
เพลิงเผาไหม้ ฯลฯ ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่มีวิธีใด
สามารถเปิดประตูลึกลับได้เลย
หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน อู่ อวี้ รู้สึกว่าตัวเองอาจจะ
มีคุณสมบัติไม่เพียงพอ หรือได้โชควาสนาก็ว่าได้
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังไม่ยอมย่อท้อถอดใจลงง่าย
ๆ เขาพยายามคิดค้นหาวิธีใหม่ ๆ เมื่อคิดได้ก็
ทดลองลงมือกระทำทันที กล่าวได้ว่าบน เส้นทาง
เซียนบรรพกาล ที่เต็มไปด้วยความลึกลับอัศจรรย์
เจดีย์ควบคุมกาลเวลา ในมหาสมุทรเมฆานับเป็น
สถานที่ลึกลับอัศจรรย์อย่างที่สุด ประตูบานนี้
ลึกลับเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าให้กล่าวถึงว่าภายใน
มหาสมุทรเมฆาแห่งนี้ความลึกลับพิสดารที่สุดนั้น
จะอยู่ที่ใด คงต้องบอกว่าต้องอยู่หลังบานประตู
ลึกลับแห่งนี้เป็นแน่
หลังจากเวลาผ่านไปได้ไม่นาน ความเข้าใจในเต๋า
ของเขาก็เพิ่มสูงมากขึ้น ถึงกระนั้นก็ยังไม่อยู่ใน
ระดับที่เขาพึงพอใจ เมื่ออยู่ภายใต้คำชี้แนะจาก
บรรพชนคนรุ่นก่อน อู่ อวี้ ก็สงบลงแล้วเขายังคง
ศึกษา มหาบัญญัติวิถีมังกรเทวะ จากลั่วผินต่อ
อันดับแรกก็คือ บัญญัติโอสถตระกูลมังกร และ
อันดับสองคือ เวทย์บรรพกาลมังกรเทวะ จากนั้น
ก็ หลอมสร้างกลั่นสกัดโอสถ วาดวงเวทค่ายกล
แล้วต่อด้วยการไตร่ตรองวิถีเต๋า
ความเข้าใจในเต๋าของเขาคืบหน้าขึ้นมาก จากวง
เวทค่ายกล ไปจนถึงหลอมสร้างกลั่นสกัดโอสถ
สัมผัสรับรู้วิถีแห่งเต๋าท่ามกลางสวรรค์และปฐพี
ซึ่งมันถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด อย่างไรก็ตาม
การทบทวนไตร่ตรอง ประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่าน
มา ไม่ว่าจะเป็นความรักความเกลียดชัง ความ
ตระหนักรู้ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
หากทั้งสองผสานร่วมกัน จะช่วยหนุนนำ ให้การ
บำเพ็ญตนเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สิ่งนี้คือเหตุผลที่ทำให้อัจฉริยะจำนวนมาก ก้าว
รุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเสมือนกับทางคู่ขนานที่
ทอดยาวออกไปพร้อม ๆ กัน ยิ่งผู้ใดมีผู้อาวุโสคอย
ชี้แนะ โดยไม่จำเป็นว่าเคยมีประสบการณ์หลอม
สร้างกลั่นสกัดปรุงโอสถ หรือ การวาดวงเวทค่าย
กล ความรุดหน้าของคนผู้นั้นก็จะเพิ่มสูงขึ้นได้
อย่างรวดเร็ว! ซึ่งไม่ต่างจากเหล่ายอดอัจฉริยะของ
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง พวกมันไม่ต้องสนใจ
เรื่องว่าจะขาดแคลนทรัพยากรที่นำมาใช้การบ่ม
เพาะฝึกฝนตนเอง อีกทั้งยังมีตระกูลแลขุมอำนาจ
ของตนคอยหนุนหลัง ซึ่งพวกมันจะคอยพาเหล่า
ยอดอัจฉริยะตัวน้อยทะยานขึ้นสู่เส้นทางแห่งเต๋า
อย่างก้าวกระโดด ยกตัวอย่างเช่น เม็ดยาปราณ
มรกต พวกมันย่อมสามารถนำมาใช้สอยได้อย่างไม่
อั้น
แต่ อู่ อวี้ นั้นนแตกต่างออกไป เขาจะต้องดิ้นรน
พยายามทำทุกอย่างด้วยการพึ่งพาตนเอง
โชคดีที่ลั่วผินมอบ บันทึกบรรพกาลตระกูลมังกรเท
วะ ให้แก่เขา ไม่ว่าจะเป็นหลอมสร้างกลั่นสกัดปรุง
ยา หรือ การวาดวงเวทค่ายกล บัญญัติวิถีเหล่านี้
ของของตระกูลมังกรเทวะนับว่ายอดเยี่ยมเป็น
อย่างมาก!
อีกทั้งนางยังทิ้งพืชสมุนไพรหลายชนิด เอาไว้ให้กับ
เขา รวมถึงวิธีกลั่นสกัดปรุงโอสถอีกมากมาย
หลากหลายวิธี ก่อนจะมาที่นี่เขาได้รับวัสดุ
ส่วนผสมมากมายจาก 8 พญามัจจุราช ซึ่งในตอน
นั้นมันไร้ประโยชน์สำหรับเขา ทว่าวันนี้มันมี
ประโยชน์กับ อู่ อวี้ เป็นอย่างมาก
สำหรับวงเวทค่ายกลนั้น มีความลึกลับซับซ้อน
เป็นอย่างยิ่ง มีหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วนเขาจำต้อง
เรียนรู้ศึกษา ส่วนเต๋าแห่งวงเวท วงเวทย์บรรพ
กาลของมังกรเทวะ อาจกล่าวได้ว่าต่อให้เวลาผัน
ผ่านไปอีกร้อยปี ก็คงยังไม่สามารถเรียนรู้ได้จน
หมดสิ้น ซึ่งมันยากยิ่งกว่าการยกระดับพื้นฐานฝึก
ตนของผู้บำเพ็ญพรตในเต๋าเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น
มหาวงเวทหลักใด ๆ ก็มีความลึกลับสลับซับซ้อน
รวมถึงการซ้อนทับของวงเวทมากมาย
นอกจากนี้ อู่ อวี้ ยังมีวงเวทของ ผู้พิทักษ์นภาเงิน
ซึ่งเป็นวัตถุที่เขาสามารถสังเกตแล้วเรียนรู้ สิ่ง
เหล่านี้ล้วนเป็นวงเวทระดับ ก่อร่างกำหนดจิตเท
วะ ซึ่งเขาสามารถศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจรู้
แจ้งได้อย่างแท้จริง ถึงแม้การศึกษาเรียนรู้ของ อู่
อวี้ จะมิได้สูงมากเท่าใดนัก ทว่าอย่างน้อย ๆ ใน
แง่ของความเข้าใจเขาไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าที่เหล่า
ผู้เยาว์หนุ่มสาวที่เข้ามาใน เส้นทางเซียนบรรพ
กาล แห่งนี้
ในวิถีแห่งการฝึกตน นอกจากต้องอดทนทรมาน
จากการหลอมสร้างยกระดับกายาเพชรอมตะ เขา
ยังต้องมีต้องมีจิตใจเข้มแข็ง อดทนไม่ย่อท้อ ไม่
แยแสต่อสิ่งใด ทนอยู่กับความโดดเดี่ยวได้ ต้อง
อุตสาหะพากเพียรพากเพียรมุ่งมั่นปฏิบัติ
โดยเฉพาะ การหลอมสร้างกลั่นกลั่นสกัดปรุงยา
และ วาดวงเวทค่ายกล ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ว่าจะเป็น
ขั้นตอนวิธีการ ล้วนแล้วแต่น่าเบื่อทั้งสิ้น การ
ปฏิบัติของมันต้องทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งหลายวัน
เพราะทั้ง 2 วิชาหลักนี้มุ่งเน้นที่การฝึกฝน
เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ
เมื่อนั้นผู้บ่มเพาะถึงจะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาได้
อู่ อวี้ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะ
กลายเป็นเซียนอมตะ สิ่งที่สนับสนุนให้เขาเดินหน้า
ต่อไปได้ นั่นก็คือความอดทนของเขาเอง
นอกจากนี้ใจของเขายังปรารถนาที่จะไล่ตาม ลั่ว
ผิน ด้วยเหตุนี้แรงบันดาลใจของเขา จึงแตกต่าง
จากเหล่าอัจฉริยะของ อาณาจักรโบราณเหรยียน
หวง เขาเกลียดชัง บรรพชนมารกลืนสวรรค์ แล้วก็
ห่วงกังวลผู้คนใน ทวีปแห่งทวยเทพ
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่เขายังยืนหยัดกัดฟันสู้ ยอม
อดทนลำบากอย่างเต็มใจ บ่อยครั้งที่เขารู้สึกท้อแท้
อยากยอมแพ้ แต่เหตุผลเหล่านี้ช่วยทำให้เขา
สามารถเดินหน้าต่อไปได้
” ครั้งหนึ่งข้าเคยตกอยู่ในกำมือของ ฮ่าวเทียน
ซ่างเซียน แต่ก็ยังสามารถรอดชีวิตมาได้ แล้วท่าน
ลุงเสิ่นก็มอบโชควาสนาอันใหญ่หลวงให้แก่ข้า
หากข้าไม่สามารถกลายเป็นเซียนอมตะได้ ท่านคง
เสียใจที่มอบมรดกนี้ให้แก่ข้า! ”
“ ฉีเทียนต้าเซิ่น หาญกล้าท้าทายต่อพระพุทธองค์
ด้วยความอหังการเด็ดเดี่ยวนี้ คงทำให้ท่าน
กลายเป็นเจ้าแห่งเทพเซียนอมตะเลยไม่ใช่หรือ?
แล้วข้าจะทำให้เขาต้องเสื่อมเสียเกียรติได้อย่างไร?
ไม่รู้ว่าเมื่อใด ที่ข้าจะได้ก้าวขึ้นไปบนพระราชวัง
แห่งแดนสวรรค์ได้อย่างแท้จริง เมื่อถึงวันนั้นไม่รู้
ว่าเขาจะรู้จักข้าหรือไม่? ”
บางครั้งเขาก็ครุ่นคิดพิจารณาหลายสิ่งหลายอย่าง
รวมถึงความปรารถนาที่มากล้น
เขาจะรู้สึกเบื่อหน่าย หากต้องไล่ตามสิ่งที่ไร้
ประโยชน์
เขาต้องการเข้าสู่ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้น
ที่ 5
ตลอดเส้นทางเขาต้องต่อสู้ฆ่าฝันอย่างดุเดือด ทุก
วันนี้เขาให้ความสนใจไปที่การหลอมสร้างกลั่น
สกัดปรุงโอสถ และ การวาดค่ายกลวงเวท ขัด
เกลาไตร่ตรองในเต๋า ทำความคุ้นเคยกับวงเวท
ค่ายกลทั้งหมดบนโลกหล้านี้ เพื่อจะได้เข้าใจรู้แจ้ง
ในกฎของโลกานี้
เมื่ออยู่ภายใน เจดีย์ควบคุมกาลเวลา สำหรับ อู่
อวี้ แล้วเสมือนวันเวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ เมื่อใดที่
การฝึกฝนรุดหน้าผ่านไปด้วยดี เมื่อนั้นจะรู้สึกว่า
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งฝึกฝนอยู่ในช่วง
วิกฤตถึงจุดตีบตัน เขาก็จะรู้สึกราวกับว่าในแต่ละ
ช่วงลมหายใจมันช่างยาวนานเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าเขาจะประสบพบเจอกับสถานการณ์เช่นไร
แต่วันเวลาได้ผ่านไปได้ครึ่งปีแล้ว!
บางทีในตอนนี้ด้านนอกของ เจดีย์ควบคุม
กาลเวลา คงจะถูกศัตรูรายล้อมอยู่เต็มไปหมด!
ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา อู่ อวี้ ใช้เวลาหมดไป
อย่างคุ้มค่า โดยไม่ยอมปล่อยเวลาให้เสียเปล่า
นอกจากล้มเหลวในเรื่องของการ เปิดประตูลึกลับ
นอกนั้นเขาก็ประสบความสำเร็จดั่งเปั้าหมาย
จวบจนทุกวันนี้ อู่ อวี้ ได้ใช้เม็ดยาปราณมรกตไป
เป็นจำนวนมาก เพื่อให้ตนเองเข้าสู่ระดับตำหนัก
ม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 5
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ในที่สุดความพยายามอัน
แสนน่าเบื่อหน่ายของเขาก็บรรลุผล
แล้วในตอนนี้เขาได้ปรับปรุงขยาย พลังแก่นแท้
ตำหนักม่วง อีกครั้ง! ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว
ความแข็งแกร่งของเขาจะขึ้นอยู่กับกายเนื้อ แต่
สำหรับ อู่ อวี้ การปรับปรุงยกระดับขยายขอบเขต
พลังนั้นคือการเสริมความแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น!
หลังจากบรรลุสู่ระดับนี้ ร่างอวตารของเขาก็
สามารถพัฒนาขึ้นอีกขั้นได้เช่นกัน ด้วยเพราะ
ตอนนี้ อู่ อวี้ มีเม็ดยาปรานมรกตมากเพียงพอ ซึ่ง
เม็ดยาเหล่านี้ ลั่วผิน ได้รับมาจากจักรพรรดิมาร
ทว่าปัญหาใหญ่ก็คือร่างอวตารของเขาค่อนข้างสูบ
ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นมีความเป็นไปได้
ว่าทรัพยากรต่าง ๆ ที่ได้มาจาก 8 พญามัจจุราช
อาจจะอยู่ได้ไม่นาน
หลังจากประสบความสำเร็จ เขาก็ปิติยินดีเป็น
อย่างมาก!
” หมิงซวง บอกข้าที ว่าพลังอิทธิฤทธิ์วิถีที่ 3 ของ
ข้าคืออะไรกันแน่! ”
หลังจากประสบความสำเร็จ อู่ อวี้ ก็
กระชุ่มกระชวยราวกับเด็กน้อยก็ไม่ปาน เขาไต่
ถาม หมิงซวง อย่างตื่นเต้น
หมิงซวง กล่าวว่า ” ยังไม่น่าจะได้นะ ดูจาก
สถานการณ์ปัจจุบันที่เวลาค่อนข้างมีจำกัด พลัง
อิทธิฤทธิ์สองวิถีที่เจ้ามีอยู่ดั้งเดิม ยังห่างไกลจาก
คำว่าสมบูรณ์แบบนัก โดยเฉพาะเนตรเพลิง เจ้า
เพิ่งอยู่แค่ขั้นที่ 2 เท่านั้น ประโยชน์ และ
ความสามารถในการใช้งานยังดึงออกมาใช้ได้แค่
เพียงเล็กน้อย เวลาที่เหลืออีกครึ่งปีนั้นสำคัญกับ
เจ้าอย่างยิ่งยวด ใช้เวลานี้หมดไปกับการฝึกฝนบ่ม
เพาะพลังอิทธิฤทธิ์วิถีที่ 3 ด้วยเวลาเพียงแค่นี้ไม่มี
ทางที่จะประสบความสำเร็จ ถ้าหากว่าเจ้าอยากจะ
เก่งขึ้นจริง ๆ ก็ควรยกระดับเนตรเพลิง อย่างน้อย
เวลาครึ่งปีที่เหลือเจ้าก็ประสบความสำเร็จได้แน่ ๆ
อีกทั้งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการต่อสู้ แล้วเจ้า
จะทึ่งกับการยกระดับครั้งใหม่ ”
การที่นางแนะนำเช่นนี้ ก็เพราะว่าเมื่อครั้นที่นางมี
ชีวิตนางก็ต้องดิ้นรนฝึกฝนค้นคว้าด้วยตนเอง
อู่ อวี้ เพียงปลูกฝังพลังอิทธิฤทธิ์เพิ่ม แค่นี้ความ
แข็งแกร่งของเขาก็นับว่าเพียงพอแล้ว
อย่างไรก็ตามหากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วละก็ สิ่งที่
นางกล่าวก็นับว่ามีเหตุผล การฝึกฝนบ่มเพาะพลัง
อิทธิฤทธิ์วิถีใหม่ โดยใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งปีไม่น่าจะ
รอด แต่ถ้าเขาเอาเวลาที่เหลือไปยกระดับเนตร
เพลิงให้เป็นขั้นที่ 3 ‘กักตะวัน’ จากเวลาที่เหลือก็
นับว่าสอดคล้องไม่น้อย เมื่อพลังนี้ถูกยกระดับขึ้น
ประสิทธิภาพในการเข่นฆ่าสังหารศัตรูก็จะเพิ่มขึ้น
ตามไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
‘กักตะวัน’ น่ากลัวยิ่งกว่า สกัดวิญญาณ เสียอีก
ด้วยคำชี้แนะนี้ ทำให้ความปรารถนาอยากได้พลัง
อิทธิฤทธิ์วิถีใหม่ของ อู่ อวี้ ลดน้อยลงไปมาก โดย
เขาจะใช้เวลาที่เหลือพัฒนายกระดับ เนตรเพลิง
ซึ่งนับเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องแล้ว
สำหรับ ‘ร่างอวตารนอกวิถี’ หมิงซวงกล่าวว่า ”
ส่วนร่างอวตารนอกวิถี หากต้องการควบคุมร่าง
อวตาร 10,000 ตน เจ้าก็ควรยกระดับเพิ่มพูน
ความแข็งแกร่งของอำนาจทางจิตวิญญาณ อย่าง
น้อยวิญญาณของเจ้าก็ควรอยู่ในขั้นจิตเทวะ แต่คง
ต้องหลังจากก้าวเข้าสู่ระดับ ก่อร่างกำหนดจิตเท
วะ ดังนั้นในตอนนี้ร่างอวตารของเจ้าจึงยังไม่มี
ความคืบหน้าใด ๆ ”
ดังนั้นการจะยกระดับพลังในช่วงสั้นๆ เนตรเพลิง
คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะมันจะทำให้การสังหารมี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
หลังจากได้เห็นประสิทธิภาพของพลัง กลั่นสกัด
วิญญาณ จึงทำให้สามารถจินตนาถึงการความร้าย
กาจของ ‘กักตะวัน’ ว่าจะต้องน่าสะพรึงกลัวมาก
เพียงใด
” ตอนนี้กายเนื้อ กับ พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง ของ
เจ้าก้าวหน้าไปมาก ส่วนที่เหลือก็น่าจะเป็นพวก
วิธีการโจมตี พลังอิทธิฤทธิ์อย่างเนตรเพลิง ส่วน
เรื่องเคล็ดวิชาเต๋า มี 2 มหาเคล็ดวิชาเต๋าอย่างวิชา
เจ้าเทวะก็น่าจะเพียงพอแล้ว ซึ่งตอนนี้เวลาในการ
การปรับแต่งพันธสัญญาศาสตร์ตราเต๋าวิถีแท้
เจดีย์ประมุขฟั้า น่าจะมาถึงเวลาอันควรแล้ว ”
” ตกลง! ในฐานะที่ท่านอาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมรู้
ดีกว่าข้า ”
” เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็อย่าได้มาดูถูกท่านย่าผู้นี้อีก ให้
มันรู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ ถ้าเช่นนั้นก็รีบคุกเข่า
คำนับท่านย่าผู้นี้เสีย” หมิงซวง ถอนหายใจฟึดฟัด
ขณะกล่าว
” ให้คำนับเจ้าน่ะหรือ? อายุของเจ้านั้นกี่ขวบปีกัน?
ถึงได้มีนิสัยสัปดนไม่ต่างจากเฒ่าหัวงูเช่นนี้? ” เมื่อ
กล่าวจบ อู่ อวี้ ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
” หลานชาย… เจ้าอยากตายมากนักหรือไร เจ้าคิด
ว่าท่านย่าผู้นี้เป็นคนเช่นนั้นหรือ? เจ้าไม่รู้เสียแล้ว
ในปีนั้นข้าเป็นสตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความ
งดงามของข้าโดดเด่นกว่าสตรีรุ่นราวคราว
เดียวกันอย่างยากจะผู้ใดเปรียบ ? อีกทั้งหน้าอก
หน้าใจของข้าก็ยังมีขนาดใหญ่โต เท่ากับหัวสุนัข
ของเจ้า ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็ถึงกับถอนหายใจออก
ด้วยเพราะหมิงซวง ไม่มีศีลธรรมในการพ่นวาจา
ออกเสียเลย นางไม่เคยไตร่ตรองคิดให้รอบคอบ
ก่อนที่จะเอื้อนเอ่ยคำพูดใด
” ทำมะ? ไม่พอใจเช่นนั้นรึ ? เมื่อใดที่ข้ามีชีวิตกลับ
อีกครั้ง จะลองเอามาเปรียบกับเจ้าดูไหมล่ะ ? ” หมิ
งซวง กอดอกพลางมองเขาด้วยสายตาเหยียด
หยาม
” ไม่ต้อง ๆ ๆ ข้าเชื่อแล้ว ท่านเป็นสตรีผู้งดงาม
เพียงหนึ่งเดียว เจิดจรัสประดุจแสงตะวันที่ส่อง
สว่างให้โลกหล้า ใช่หรือไม่ ? ” อู่ อวี้ กล่าว
” ให้ถ้ากล่าว สตรีทุกผู้คนที่เจ้าเคยพบเห็น หรือ
แม้แต่แม่มังกรน้อยของเจ้า ความงามของสตรี
เหล่านี้ไม่อาจเทียบกับข้าได้ ” หมิงซวง กล่าว
อย่างภูมิใจ
ซึ่งก็แน่นอน อู่ อวี้ ย่อมไม่เชื่อเด็ดขาด
อาจเป็นตั้งแต่แรกเห็น เขาเห็นนางอยู่ในร่างของ
เด็กน้อยมาโดยตลอด เลยจึงคิดว่านางเพียงแค่คุย
โว
เขาจึงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
ถึงแม้จะคุยหยอกล้อกันอย่างสนุก ทว่า อู่ อวี้
ยังคงมุ่งมั่นกับสองสิ่งที่เขาจำต้องยกระดับในเวลา
อีกครึ่งปีนี้
หนึ่งก็คือ ยกระดับพลังอิทธิฤทธิ์เป็นขั้น กักตะวัน
สองก็คือ ทำพันธสัญญากับ เจดีย์ประมุขฟั้า
” ชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถีแท้ ที่เจ้านครมอบให้แก่
ข้าได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่
เจดีย์ประมุขฟั้า ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีอยู่ ของ
ชิ้นนี้น่าจะต้องทะนุถนอมรักษามันเป็นอย่างดี
ไม่เช่นนั้นท่านอาจจะต้องเสียใจที่ฝากฝังมอบ
สิ่งของเหล่านี้ให้แก่ข้า ”
อู่ อวี้ ได้ให้คำสัญญากับเจ้านครเอาไว้ว่า จักส่งต่อ
พวกมันให้กับ เจ้านครจักรพรรดิเพลิง รุ่นต่อไปใน
อนาคต
อันที่จริงก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ สามารถทำพันธสัญญา
กับ เจดีย์ประมุขฟั้า ได้ แต่ด้วยเพราะไม่มีเวลาจึง
ทำให้เขายังไม่ได้ทำพันธสัญญา ด้วยเวลาที่มีอยู่
ในตอนนี้ย่อมเพียงพอที่จะทำพันธสัญญากับ เจดีย์
ประมุขฟั้า ได้อย่างไม่มีปัญหา
ถ้าให้กล่าวถึงการยกระดับ เนตรเพลิง ขึ้นเป็นขั้นที่
3 นับได้ว่า เจดีย์ควบคุมกาลเวลา แห่งมี
สภาพแวดล้อมเหมาะสมยิ่งนัก
นั่นก็เพราะขั้นที่ 3 ของเนตรเพลิง คือ กักตะวัน
ฉะนั้นเขาจึงต้องใช้ความร้อนแรงที่ร้อนจัดจ้านข
องดวงตะวัน ซึ่งนับเป็นข้อจำกัดอย่างมากในการ
ยกระดับ ทว่ายิ่งมีข้อจำกัดมากขึ้นเท่าใด
ประสิทธิภาพความแข็งแกร่งก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ภายในในหอคอย ภายในเจดีย์ควบคุมกาลเวลา
ดวงตะวันอยู่ในตำแหน่งเกือบเรียกได้ว่ากลาง
ศีรษะของเขา มีดวงตะวันส่องสว่างเจิดจ้าร้อนแรง
อยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเมฆา แสงตะวันอันแผดจ้า
ร้อนระอุส่งเข้ามาภายในดวงตาของ อู่ อวี้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ