กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 59 : เส้นวิญญาณ และ ผลก าเนิดชีวิต
การใช้อาชาวิหคในการเดินทางนั้น นอกจากจะช่วย
ประหยัดแรง อีกทั้งยังง่าย และ สะดวกสบาย
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การที่ อู่ อวี้ นั้นวิ่งอยู่บน
พื้นดินจะทำให้ความเร็วในการติดตามไล่ล่า นั้นจะช้า
กว่าอาชาวิหค
ด้วยยุทธศาสตร์นี้ทำให้นครหลวงเย่ว อู่ นั้นง่ายต่อ
การป้องกัน และ ยากต่อการถูกโจมตี เนื่องจากมีหุบ
เขาที่เป็นป่าทึบอยู่ด้านนอกทางทิศบูรพา อู่ อวี้ จึง
แล่นเลาะไปตามกิ่งไม้ต้นแล้วต้นเล่า จากอีกต้นหนึ่ง
ไปสู่อีกต้นหนึ่ง เขาไล่ตามหลังราชรถอาชาวิหคไป
อย่างไม่ยอมปล่อย
เนื่องจากเบื้องล่าง ร่างของ อู่ อวี้ นั้นถูกปกคลุมบด
บังด้วยกิ่งก้านสาขาของกิ่งไม้ และ ใบไม้ จึงทำให้
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ซึ่งอยู่บนอาชาวิหคไม่สามารถ
มองเห็นเขาได้
” อาชาวิหคนั้นเกิดมาเพื่อบิน แต่ข้าวิ่งด้วยขาของ
ตนเอง หากยังคงวิ่งต่อไปแบบนี้เรื่อย ๆ สภาพ
ร่างกายของข้าอาจเกิดความเหนื่อยล้า และ ข้า
อาจจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังได้ทุกเมื่อ ”
นี่คือความลำบากที่เขาได้รับ หลังจากสูญเสียปักษา
เมฆาสวรรค์ไป
แน่นอนหากว่า อู่ อวี้ ขี่ปักษาเมฆาสวรรค์ไล่ตามมา
อีกฝ่ายจะต้องค้นพบตัวเขา
” น่าจะสักเวลาเที่ยงคืน อาชาสวรรค์ถึงจะทิ้งห่าง
ข้าได้ ”
” ด้วยความอ่อนล้าในปัจจุบันของร่างกาย หาก
ปล่อยให้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน พบเข้า คงจะสามารถ
กำจัดข้าลงได้อย่าง ง่ายดายราวกลับพลิกฝ่ามือ ”
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงทิ้งระยะห่างในการติดตาม
หลังจากเวลาพลบค่ำได้ล่วงเลยผ่านไป และ ตอนนี้ก็
เป็นเวลาเที่ยงคืน คาดว่าอีกเพียงไม่กี่ชั่วยาม ก็จะถึง
เวลารุ่งอรุณ
ตลอด 1 ชั่วยาม[1]ที่ผ่านมา อู่ อวี้ เหนื่อยล้าเกินกว่า
จะมัวมานั่งจับเวลา ในที่สุดอาชาวิหคที่นำหน้าเขาอยู่
ตลอดการเดินทางก็หยุดลง แล้วมันก็เริ่มถลาลงอย่าง
รวดเร็ว
” เกือบคลาดสายตาแล้ว ที่นี่มันคือละแวกของหุบ
เขาตะวันแดง”
เนื่องจากตั้งแต่เขายังเยาว์วัย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เขาได้พากองทหารเข้าต่อสู้ในสงคราม ดังนั้น อู่ อวี้
จึงรู้จักภูมิศาสตร์ของอาณาจักรบูรพาเย่วอู่เป็นอย่าง
เรียกได้ว่าแทบทุกซอกทุกมุม
” หุบเขาตะวันแดง อุดมไปด้วยเหมืองแร่ทองแดง
มันถูกขุดมานานกว่าร้อยปี แล้วในที่สุดทรัพยากรก็ได้
ขาดแคลนลง ดังนั้นจึงถูกปล่อยร้างเอาไว้”
” ทั้งเจียง จุนหลิน และ หยวนเฉิน เดินทางออกมา
จากพรรคจงหยวน แล้วมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ แสดงว่า
ที่นี่จะต้องมีเรื่องความลับอะไรซ่อนอยู่เป็นแน่ ”
ในเวลานี้ อู่ อวี้ อยู่ใกล้กับสถานที่ ฮ่าวเทียน ซ่าง
เซียน ลงจอด เขาพยายามเงียบให้มากที่สุดเท่าที่จะ
เงียบได้ ไม่กล้าสร้างเสียงดังใด ๆ ขึ้น เพราะหาก
พลั้งพลาดเพียงนิด จะเป็นการแจ้งเตือนให้ เจียง จุน
หลิน รับรู้ได้ว่ามีผู้ติดตาม ฮ่าวเทียน ซ่าง เซียน มา
ด้วยอีกคน และ นั่นอาจหมายถึงความตายที่เขาจะ
ได้รับ
ด้วยความเงียบสงัดของยามราตรี ยิ่งทำให้บรรยากาศ
ตึงเครียดกดดันเพิ่มทวีมากขึ้น นอกจากเสียงจิ้งหรีด
เรไร และ แมลงป่าแล้ว ยังมีเสียงหอนจากสุนัขป่า
ภูเขา ดังก้องกังวานมาจากสถานที่ห่างแต่ไกล
” ในเวลานี้ ข้าได้เป็นผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรเยว่อู่
แล้ว ข้าจะต้องสอดส่องดูแล ทุกอย่างภายใน
อาณาจักรเยว่อู่นี้ หากมีสิ่งใดปรากฏขึ้นภายใน
ดินแดนแห่งนี้ ตามกฎข้อตกลงแล้ว มันจะต้องตกเป็น
ของข้า พวกเขาทั้งสองไม่มีสิทธิ แม้แต่จะสัมผัสแตะ
ต้องมัน แต่ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่า สิ่งที่กล่าวมา
กำลังเกิดขึ้นกับข้า…”
เห็นได้ชัดว่าด้านในมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งพวกมัน
ไม่ได้เห็นเซียนผู้พิทักษ์อาณาจักรคนใหม่อยู่ในสายตา
แม้แต่น้อย
ต้องเข้าไปใกล้มากกว่านี้
ในยามราตรีเช่นนี้ อู่ อวี้ เสมือนกับวานรที่คุ้นเคยกับ
พงไพร ไม่ว่าจะเป็นการปีนป่าย หลบหลีก หรือ
เคลื่อนไหว
เขาเร้นกายอยู่ภายใต้ร่มเงาของใบไม้หนาทึบ ของ
ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมีขนาดความสูงถึง 10 จั้ง ( 33 เมตร )
มีเพียงดวงตาของเขาเท่านั้นที่เผยออกมาให้เห็น
ขณะนี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าบนหน้าผา
สูงชันนั้น มีอาชาวิหค 3 ตัว ยืนอยู่ อาชาวิหคตัวหนึ่ง
มีท่าทางเหนื่อยล้า ในเวลานี้พวกมันทั้ง 3 ตัว อยู่
ในช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน
อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักก็คือ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ,
หยวนเฉิน , และ เจียง จุนหลิน!
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน กล่าวว่ามันเพิ่งมาถึง
เนื่องจากเวลานี้ อู่ อวี้ มีใบไม้ปิดบังอำพรางกายอยู่
อีกทั้งทางด้านฝีมือ และ วรยุทธของเขา ก็ถือว่ามี
ฝีมือไม่อ่อนด้อยแต่ประการใด ฉะนั้น อู่ อวี้ จึง
สามารถแอบอีกฝ่ายได้ ในทางกลับกันอีกฝ่ายนั้นแทบ
ไม่สามารถเห็น อู่ อวี้ ได้ ส่วนบทสนทนาของคนทั้ง
สามนั้น เขาจะได้ยินไม่ค่อยถนัดเท่าใดนัก
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน และ หยวน เฉิน พูดคุยสนทนา
ด้วยหันหน้าประสานกัน ส่วน เจียง จุนหลิน นั่งอยู่
บนแผ่นศิลาขนาดใหญ่ซึ่งหันหน้าเข้าหา อู่ อวี้
อู่ อวี้ ใช้ดวงตาจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์ และ
เห็นว่ารอบ ๆ บริเวณหน้าผานั้นช่างว่างเปล่า ยกเว้น
รอยแยกเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่บนหิน รอยแยกนั้นถูก
แทรกแซงด้วยต้นไม้สูงประมาณ 3 ฉือ ( 69.3 ซม.)
ขึ้นอยู่
พฤกษานี้มีกิ่งก้านสาขาค่อนข้างหนาแน่น และ มี
เพียงใบไม้ขนาดใหญ่สองใบอยู่เท่านั้น ใบหนึ่งเป็นสี
แดง ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นสีดำ
ด้านบนสุดของต้นพฤกษา มีผลไม้ขนาดใหญ่เท่า
กำปั้น มันดูราวกับดวงดาราสีดำ นอกจากนี้ยังมี
หนามยื่นนูนออกมามากมาย ดูคล้ายกับเม่นทะเล ที่
น่าสนใจก็คือเปลือกหนาของมัน เนื่องจากว่าตัวของ
เขานั้นอยู่ไกลออกไป ทำให้อู่ อวี้ ยากที่จะเห็นได้
อย่างชัดเจนว่ามันคือสิ่งใดกันแน่…
” จริงด้วย เจียง จุนหลิน มายังอาณาจักรเยว่อู่
ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง หรือว่าจุดประสงค์ที่ว่าจะ
เป็น ต้นพฤกษานี้?”
ไม่ว่าจะมองเช่นไรพืชชนิดนี้ก็ดูธรรมดาอย่างยิ่ง
ดังนั้นจึงทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกงงงวย ฉงนสงสัยอยู่บ้าง
เล็กน้อย
” มันผู้นี้มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง อยู่ในพรรคจงหยวน
เช่นนั้นแล้วมันจะเป็นเพียงแค่สมบัติธรรมดาสามัญได้
อย่างไร เกรงว่าคุณค่าของมัน อาจประเมินไม่ได้เพียง
แค่ตาเห็น ไม่เช่นนั้นแล้วมันคงไม่ถ่อมาไกลหลายพัน
ลี้ มาที่นี่ด้วยตนเองเช่นนี้แน่ ”
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว อู่ อวี้ จึงล่วงรู้ได้ทันทีว่าพืชชนิดนี้
ต้องมีความพิเศษบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่
เขาพยายามปรับสายตาเพื่อเพ่งมองมันอย่างละเอียด
ถี่ถ้วนมากขึ้น
ทันใดนั้นเขาก็ได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่าง อยู่บนเปลือก
ผิวของผลไม้สีดำนี้ มันคือลายเส้น
ลายเส้นเหล่านี้ ดูราวกับมีฝูงลูกอ๊อดอัดแน่นบรรจุอยู่
ภายใน แม้ลายเส้นจะบิดเบี้ยว และ เลือนลางเต็มที
แต่มันกลับมีกลิ่นอายของสวรรค์ และ ปฐพีแผ่ออกมา
ให้ความรู้สึกราวกลับว่ามันได้เชื่อมโยงกับทุกสรรพสิ่ง
และลายเส้นนี้ มันทำให้ผลไม้ชนิดนี้ กลายเป็นสิ่งที่
เหนือกว่าของธรรมดาทั่วไป
” อย่าบอกนะว่านี่มันคือ เส้นวิญญาณ… ”
อู่ อวี้ เคยอ่านเจอจาก แผนภูมิดินแดนเทพตงเซิง ใน
บันทึกได้กล่าวเอาไว้ว่า ในดินแดนแห่งนี้ไร้ที่สิ้นสุด มี
กลิ่นอายมากมายไร้สิ้นสุดอยู่ภายในดินแดนแห่งนี้
กลิ่นอายนี้ได้หล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่ง ก่อกำเกิดเป็นกลิ่น
อายแห่งสววรค์ และ ปฐพี เวลาหลายปีได้เคลื่อนผ่าน
กลิ่นอายนี้ได้ให้กำเนิดวิญญาณ เซียน และสมบัติ
วิเศษ ที่มีอยู่ใน ณ ปัจจุบันนี้
ท่ามกลางพืชพรรณมากมาย มันมีชื่อเรียกว่า
วิญญาณ เซียน
นอกเหนือจากพืชพรรณก็ยังมี อัญมณี ,หยกวิเศษ,
หรือธาตุต่าง ๆ อย่างน้ำ กับ ไฟ มันคือวัตถุวิญญาณ
แห่งสวรรค์ และ ปฐพี ทั้งหมดนี้ถูกเรียกว่าสมบัติ
วิเศษ
วิญญาณเซียน เป็นสิ่งที่สามารถนำพวกมันมาใช้งาน
ได้โดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถนำพวกมันมาใช้ใน
การหลอมเม็ดยาอมตะ หรือ นำใช้ร่วมกับศาสตร์
เวทย์ หรือ ศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ อีกมากมาย
สมบัติวิเศษสามารถนำมาใช้สร้างศาสตราเต๋าได้ หรือ
นำมาใช้หลอมเม็ดยาอมตะ อีกทั้งยังสามารถนำมาใช้
สร้างเป็นของวิเศษสำหรับผู้ฝึกตนแห่งเต๋า ได้เกือบ
ทุกชนิด
ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ว่าจะเป็นประจิม หรือ บูรพา ล้วนเกิด
ขึ้นมาจากพลังแห่งสวรรค์ และ ปฐพี
ทั้งการปรุงเม็ดยาอมตะ ยันต์ ศาสตราเต๋า มัน
สามารถนำมาใช้หลอมสร้างขึ้นมาได้ทั้งหมด
ยันต์จะมี ความสามารถ คุณลักษณะเฉพาะ ที่
แตกต่างกันมากมาย อีกทั้งยังมีความแตกต่างผันแปร
เฉพาะตัวบุคคล ดังนั้นผู้บำเพ็ญเต๋า จึงไม่ได้จำกัด
ใจความของมันไว้เฉพาะเจาะจงแค่เพียงอย่างเดียว
หรือ ระบุลำดับขั้นของมันไว้อย่างชัดเจน
แต่สำหรับเม็ดยาอมตะ และ ศาสตราเต๋าแล้ว มีการ
แบ่งลำดับขั้นเอาไว้ เท่าที่อู่ อวี้ รู้ เม็ดยาอมตะ พลอง
พิชิตมาร เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ เป็นเพียงแค่
ศาสตราเต๋า และ เม็ดยาที่อยู่ในระดับต่ำเท่านั้น
มีข่าวลือว่า ผู้ฝึกตนในเส้นทางแห่งเต๋าที่บรรลุใน
ระดับสร้างแกนลมปราณนภา จะสามารถสร้าง
ศาสตราเต๋า และ เม็ดยาอมตะ ที่ทรงพลังขึ้นมาได้!
ส่วนสมบัติวิเศษ และ วิญญาณเซียนนั้น ก่อกำเนิด
ขึ้นมาจากสวรรค์ และ ปฐพี สวรรค์ปฐพีเป็นพลังงาน
ที่มีความพิศวงเร้นลับอย่างยิ่ง มันได้ก่อกำเนิดวัตถุ
วิญญาณขึ้น ซึ่งคุณสมบัติ กับ คุณภาพของมันก็จะ
แตกต่างกันไป ส่วนความแตกต่างนั้นก็สามารถระบุได้
อย่างชัดเจน
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดนี้ ถูกสะท้อนออกมาใน
รูปแบบของลายเส้น มันเรียกว่า เส้นวิญญาณ
สิ่งที่ถูกเรียกว่าเส้นวิญญาณนี้ ในเวลานี้ อู่ อวี้
สามารถมองเห็นลายเส้นที่ปรากฏขึ้นบนผลไม้สีดำ
พลังเร้นลับแห่งสวรรค์และปฐพี สามารถสะท้อน
ออกมาให้ประจักษ์ในรูปแบบของเส้นวิญญาณนี้
มันคือศาสตร์แห่งความลี้ลับอันน่าทึ่ง นั่นคือสิ่งที่ อู่
อวี้ กำลังจ้องมองดูตอนนี้ เขาเพียงแค่สัมผัสได้ถึงพลัง
วิเศษอันลึกลับของมันเท่านั้น
ในความเป็นจริงแล้ว วิญญาณเซียนที่มีเส้นวิญญาณ
เซียนประทับอยู่นั้น อาจกล่าวได้ว่ามันคือ วิญญาณ
เซียน อย่างแท้จริง
เช่น ‘สวนวิญญาณเซียน’ ของซูหยานลี่ ภายในสวน
นั้นมีวิญญาณเซียน อยู่มากมายนับไม่ถ้วน แต่ไม่มีชิ้น
ใดที่มีเส้นวิญญาณอยู่
” กล่าวกันว่า สำหรับวิญญาณเซียนที่มีเส้น
วิญญาณเซียนอยู่นั้น จะมีคุณค่ากว่าเหนือวิญญาณ
เซียนในระดับทั่ว ๆ ไปนับสิบเท่า แม้แต่โสมที่มีอายุ
นับพันปี ก็ยังไม่มีมูลค่าเทียบเท่ากับพฤกษาที่มีเส้น
วิญญาณเซียน อาจกล่าวได้ว่าของทั้งสองสิ่ง ไม่ได้อยู่
ในระดับเดียวกัน”
นี่คือ เส้นวิญญาณเซียนที่ เจียง จุนหลิน กำลังตั้งใจ
รอคอยมันอย่างใจจดจ่อ เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันมี
คุณค่ามากกว่าเม็ดยาหลอมรวมลมปราณหลายสิบ
เท่า
ตามข้อตกลงระหว่างนิกายแล้ว เดิมทีของสิ่งนี้จะต้อง
เป็นของ อู่ อวี้
” นี่แค่เพียงหนึ่งเส้นวิญญาณ ยังมีความหมายลึกล้ำ
และ ล้ำค่าถึงเพียงนี้ ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าหากมันมี
เส้นวิญญาณถึง 2 หรือ 3 เส้นนั้น มันจะเป็นเช่นไร…”
แน่นอน ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะคาดคิดถึงเรื่องนี้
อู่ อวี้ ยังคงสงบนิ่ง สายตาของเขาได้ละความสนใจ
ออกมาจากผลไม้สีดำ เพราะในเวลานี้หยวนเฉิน
กับฮ่าวเทียน กำลังไปพบกับเจียง จุนหลิน เขา
มองเห็น หยวนเฉินกล่าวอย่างสุภาพออกมาว่า “ศิษย์
พี่เจียง ท่านน่าจะได้ยินสิ่งที่บิดาของข้ากล่าวไปแล้ว
ว่า เสิ่น อู่เต้าได้สร้างความวุ่นวายในนครหลวง เย่ว อู่
มากมายเพียงใด สิ่งที่มันกระทำลงไปนั้นช่างน่า
รำคาญอย่างยิ่ง แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ มันใกล้จะ
ทะลวงผ่านขั้นหลอมรวมลมปราณได้สำเร็จแล้ว…”
ฮ่าวเทียนซ่างเซียน ผายมือออกไปอย่างสุภาพพร้อม
กับกล่าวว่า ” ‘ผลกำเนิดชีวิต’ นี้จำเป็นต้องใช้เวลา
อีก 10 กว่าวันถึงจะสุกงอมเต็มที่ ถ้าเช่นนั้นท่านก็ยัง
มีเวลา เพื่อไปจัดการกับ เสิ่น อู่เต้า ถือเป็นการดับไฟ
เสียแต่ต้นลม[2] ดูเหมือนจะไม่เป็นการเสียเวลา ถ้า
ท่านสามารถสังหารมันลงได้ในเพียงไม่กี่วัน หากมัน
สามารถทะลวงผ่าน จนบรรลุสู่ระดับขั้นหลอมรวม
ลมปราณ เกรงว่าต้องใช้ความพยายามหลายวัน และ
หลายกลยุทธ์กว่าจะสังหารมันลงได้ ……”
เดิมที ตัวของมันต้องรอเวลาให้ เจียง จุนหลิน
ย้อนกลับไป นครเย่วอู่ เพื่อสังหาร อู่ อวี้ ด้วยตัวเอง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในพระราชวังซ่างเฉียนวันนี้ ทำให้ตัว
ของมันนั้นเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
หลังจากนี้หากคิดกำจัด เสิ่น อู่ เต้า คงจะยุ่งยากมาก
ยิ่งขึ้น ถ้าปล่อยมันลอยนวล จนสามารถบรรลุเข้าสู่
ขั้น หลอมรวมลมปราณอย่างสมบูรณ์ได้สำเร็จ
ทันทีที่มันกล่าวจบ เจียง จุนหลิน โบกมือให้แก่มัน
พร้อมกับกล่าวว่า “ฮ่าวเทียน หลังที่เจ้าออกจากพรรค
จงหยวน เส้นทางที่เจ้าก้าวเดิน ยิ่งก้าวก็ยิ่งสับสน
และ ถดถอยนัก เพียงแค่ผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมลมปราณ
ไฉนเจ้าถึงต้องเกรงกลัว? ไม่ต้องห่วงกังวลไป รออีก
เพียงแค่ 6 วันเท่านั้น รอให้ ‘ผลกำเนิดชีวิต’ ลูกนี้สุก
งอมดีเสียก่อน เมื่อนั้นข้าจะกลับไปกับเจ้า เพื่อสังหาร
มันให้ทันที”
“ นั่นคือเวลาที่แน่นอนงั้นหรือ? ” หยวน เฉินกล่าว
ขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ถูกต้อง… ข้าเคยเห็น ‘รากฐานเซียน’ เติบโตเต็มที่
มาหลายคราแล้ว ถ้าดูจากสภาพของมันในปัจจุบัน
แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภายใน 6 วันนี้ มันจะต้องสุก
งอมดีอย่างแน่นอน ” เจียง จุนหลิน กล่าวอย่างมั่นใจ
“รากฐานเซียน?”
อู่ อวี้ ตกตะลึง ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ของล้ำค่า
ระดับวิญญาณเซียน ที่กำลังอยู่เบื้องหน้าของเขาเวลา
นี้ มันเป็นของสูงค่าเกินกว่าที่เขาคาดเอาไว้มากนัก!
เท่าที่มันรู้ ดูเหมือนว่าผู้ที่มีระดับการฝึกตนบรรลุสู่
ระดับ หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5 นั้น จำเป็นต้องทำ
การเพาะปลูก ‘ฐานเซียน’ ลงบนร่าง ‘รากฐานเซียน’
นั้นถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อชีวิตของผู้ฝึก
ตนในเส้นทางแห่งเต๋า ดังนั้นมูลค่าของรากฐานเซียน
มิใช่เพียงแค่เส้นวิญญาณในระดับทั่วไป แต่มันเป็นสิ่ง
ที่อยู่ในระดับเดียวกับวิญญาณเซียน!
หากนำมันมาเปรียบเทียบ กับเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณแล้ว มันมีมูลค่าเทียบเท่ากับ เม็ดยาหลอม
รวมลมปราณนับร้อยเม็ดเลยทีเดียว
แม้แต่ ซู หยานลี่ ก็หาได้มีความมั่งคั่งเช่นนี้!
ในยามนี้ อู่ อวี้ ตกตะลึงอย่างสมบูรณ์ เจียง จุนหลิน
ยิ้มขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่แสนชั่วร้าย มันกล่าว
ขึ้นมาว่า ” แท้จริงแล้วบิดาของข้านั้น มี ‘รากฐาน
เซียน’ ชนิดพิเศษอยู่ในกำมือ หากข้าปรารถนาย่อม
เป็นเรื่องง่ายดายที่จะนำมันมาครอบครอง แต่ท่านพ่อ
ได้กล่าวกับข้าว่ามันยังไม่ถึงเวลา เนื่องจากตัวข้านั้น
ยังขาดคุณสมบัติบางอย่างอยู่ ท่านจึงให้ข้าออกมาหา
‘รากฐานเซียน’ ด้วยตัวเอง เมื่อคุณสมบัติของข้าครบ
สมบูรณ์ดี ท่านพ่อก็จะมอบ ‘สุดยอดรากฐานเซียน’
ให้แก่ข้า”
“หัวหน้าพรรค คงปรารถนาให้ท่านแข็งแกร่งขึ้นใน
อนาคต”หยวนเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
” จริงอย่างที่เจ้ากล่าว ข้ากล่าวตามตรงรากฐาน
เซียนนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะค้นหาอย่างยิ่ง แต่หลังจากที่
ฮ่าวเทียน บิดาของเจ้าได้แจ้งข่าวเรื่อง ‘ผลกำเนิด
ชีวิต’ ให้แก่ข้าได้ล่วงรู้ มันก็ช่วยให้ข้าแก้ไขปัญหานี้
ไปได้ เจ้ามั่นใจได้เลยว่า หลังจากนี้ข้าจะไม่ปฎิบัติกับ
เจ้า และ หยวนเฉินอย่างไม่ยุติธรรมแน่นอน
โดยเฉพาะหยวนเฉิน มั่นใจได้เลยไม่ว่าจะเป็น มารดา
พี่น้อง หรือ เหล่าคนในตระกูลของเจ้าที่อยู่ภายใน
ทิศบูรพาแห่งนี้ จะได้รับการดูแลสืบต่อตลอดไปจนชั่ว
ลูกชั่วหลาน ” เจียง จุนหลินกล่าว
ฮ่าวเทียนกล่าวออกมา อย่างประจบประแจง ” ข้าติด
อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับ 3 มาเนิ่นนานแล้ว
ตอนนี้ข้ามีอายุกว่า 170 ปี ร่างกายของข้าเริ่มอ่อน
แรง และ เหี่ยวเฉา ถ้าดูจากสถานการณ์ในยามนี้
เป็นไปไม่ได้เลยที่ข้าจะบรรลุเข้าสู่ขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับที่ 5 สำหรับ ‘ผลกำเนิดชีวิต’ ที่ข้า
นำมาให้แก่ท่านนั้น ข้าออกแรงเหนื่อยเพียงยกมือ[3]
สำหรับตัวข้าผู้ต่ำต้อยผู้นี่ มิควรค่าแก่การ
กล่าวขวัญ…”
มันตั้งใจปูเส้นทางในอนาคต ให้แก่บุตรของตนเอง
“ถ้าเช่นนั้น ฮ่าวเทียน เจ้าควรรู้ถึงความสำคัญของ
‘ผลกำเนิดชีวิต’ ที่เจ้ามอบให้แก่ข้า ภายใน 6 วันนี้
ข้าไม่สามารถออกจากสถานที่แห่งนี้ได้ ” เจียง จุน
หลิน จ้องมองไปยัง ฮ่าวเทียน ด้วยดวงตาส่อง
ประกายพร้อมกับกล่าวขึ้น
ห่างออกไป อู่ อวี้ กำลังถอนหายใจออกมาอย่างโล่
งอก หรือ จะพูดอีกอย่างว่า ตัวของเขาคงต้องแข่งขัน
กับเวลา เพื่อกลับไปที่นครหลวงเย่ว อู่ แล้วพา อู่ หยู๋
หลบหนีออกมา
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ทำได้เพียงพยักหน้าตกลงเท่านั้น
จากแล้วมันก็กล่าวขึ้นว่า “ดี! ยังไงเสียเวลาเพียงแค่ 6
วัน เสิ่น อู่เต้า ไม่มีทางบรรลุเข้าสู่ระดับขั้นหลอมรวม
ลมปราณ ได้อย่างสมบูรณ์แน่นอน เช่นนั้นข้าจะรออยู่
ที่นี่กับท่านรอให้ผลกำเนิดชีวิตทั้งสองผลสุกงอมดี
เสียก่อน …”
คาดว่า ฮ่าว เทียน ซ่างเซียนต้องการสร้าง
ความสัมพันธ์อันดีกับ เจียง จุนหลิน ดังนั้นมันถึงรอ
อยู่ที่นี่ และ ไม่ได้กลับไปยังนครเย่วอู่
หากลองมองในมุมของมันแล้ว ถ้าไม่มีใครไปก่อความ
วุ่นวาย หรือ อู่ อวี้ ได้ไปก่อความวุ่นวายอะไรภายใน
นครเย่วอู่
แค่ประเดี๋ยวเดียวก็ผ่านไป 6 วันแล้ว
เมื่อมาได้ยินเช่นนี้แล้ว ทำให้ อู่ อวี้ เข้าใจสถานการณ์
โดยรวมปัจจุบันได้ในทันที
” หลังจากนี้ 6 วัน ถ้าพวกมันได้รับผลกำเนิดชีวิต
ไป มันคงกลายเป็นวันตายของข้าอย่างแท้จริง ”
” เจียง จุนหลิน มันย่อมกระทำตามสัญญาที่ให้ไว้
กับ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน จนกว่าจะสังหารข้าได้ มันคง
ไม่ยอมกลับไปที่พรรคจงหยวน”
“ ไม่ว่าข้าจะหลอมรวมลมปราณได้สำเร็จหรือไม่
สิ่งที่สำคัญสุดในยามนี้ คือการกลับไปที่นครหลวงเย่ว
อู่ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อพาท่านพี่ออกจากที่
สว่างแล้วไปหลบซ่อนอยู่ในเงามืด ส่วนเรื่องอื่น ๆ
ค่อยหารือกันอีกครั้ง!”
โชคดีที่วันนี้เขามาที่นี่ ไม่อย่างนั้นตอนที่เขากำลัง
พยายามจะเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์
อยู่นั้น ก่อนที่จะสำเร็จ ก็คงถูก เจียง จุนหลิน สังหาร
ก่อนที่จะได้วางแผนทำอะไรเป็นแน่แท้
“กลับ!”
……
เชิงอรรถ
หนึ่งชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง ดับไฟเสียแต่ต้นลม
หมายถึง การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อที่จะไม่ให้เกิด
เรื่องบานปลาย ลุกลามใหญ่โต สำนวน เหนื่อยเพียง
ยกมือ แปลว่า ทำให้ด้วยความเต็มใจหรือ ด้วยความ
สมัครใจ
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ