กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 609 : วงเวทผนึก
ดูจากสภาพของสุสาน บ่งบอกได้ว่าเก่าแก่โบราณผัน
ผ่านห้วงเวลามานานหลายแรมปี
ถึงแม้ว่า เซียว อี้หลี จะยืนอยู่เหนือโพรงที่ถูกทุบจน
เปิดออกแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถมองลึกลงไป
ด้านล่างได้
ภายในหลุมนั้นมืดทะมึน หลังจากคนทั้ง 4 ลงไป
ด้านล่างพวกมันก็ได้ใช้ เคล็ดวิชาเต๋าทำให้ส่องสว่าง
จนเห็นเส้นทาง บัดนี้บอลเพลิงหลาย 10 ลูกได้ลอย
อยู่รอบๆตัวของพวกมัน แสงของบอลเพลิงทำให้
สุสานสว่างขึ้นในพริบตา
ตอนนี้พวกมันอยู่ในโถงวัง แต่ไม่มีผู้ใดสามารถระบุได้
ว่านี่เป็นตำหนักด้านหน้า ตำหนักหลัก ตำหนัก
ด้านหลัง หรือ ตำหนักเล็กกันแน่ แม้ว่าพวกมันทั้ง 4
จะมีลูกบอลแสงคอยส่องสว่าง แต่ที่แห่งนี้ก็ยังมืด
สลัวอยู่ดี อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นหืนค่อนข้างรุนแรง จึง
ทำให้ เซียว อี้หลี กับพรรคพวกของนาง ต้องใช้เคล็ด
วิชาเต๋า เพื่อตัดกลิ่นออกไป
“ ที่นี่อยู่มานานกี่ปีแล้วกันแน่? ถึงได้มีแต่กลิ่นเหม็น
หืนไปเสียทุกหนทุกแห่ง! ”
“ ในเมื่อมันอยู่มานานขนาดนี้ จะยังเหลือสมบัติ
วิเศษให้เราอีกงั้นหรือ? ”
เซียว อี้หลี ขมวดคิ้วเล็กน้อย บัดนี้คนทั้งสี่เท้าแตะถึง
พื้นแล้ว เท้าของมันเหยียบยืนอยู่บนพื้นกระเบื้อง
ศิลาสีดำทมิฬ ทุกก้าวย่างของพวกมัน จะตามด้วย
เสียงลั่นของพื้นกระเบื้องศิลาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้
พวกมันหวาดวิตกเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นคลุ้ง ทว่า
ภายในก็ยังคงสะอาดสะอ้านอยู่ ยามนี้พวกมันได้ใช้
เคล็ดวิชาเพลิง เรียกบอลแสงหลายร้อยลูกออกมา
อีกครั้ง เมื่อแสงส่องสว่างเจิดจ้าขึ้นดวงตาของคนทั้ง
4 ก็เบิกโพลง ท่ามกลางความว่างเปล่า แต่บนผนัง
เต็มไปด้วยลวดลายนูนสูง เช่นดั่งลวดลายใน
พระราชวัง ลวดลายบนผนังส่วนใหญ่เป็นรูปของอสูร
ยักษ์ที่มีรูปร่างพิลึกพิลั่น อิริยาบถของพวกมันจะ
เหมือนกำลังแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทร หรือไม่ก็
กำลังเหยียบย่างอยู่บนท้องนภา
ผนังทอดยาวลึกเข้ายังไปยังส่วนอื่น ๆ
” นี่ไม่ควรเป็นตำหนักหลัก หรือ พื้นที่หลัก อีกทั้งยัง
ไม่ใช่สถานที่ฝังศพ นอกจากยี้ยังมีประตูอยู่ 4 บานที่
จะพาไปสู่ส่วนอื่น ๆ อืมมม…ประตูบานนี้ใหญ่ที่สุด
เช่นนั้นเราเข้าประตูบานนี้กันเถอะ ” หลังจากเข้ามา
แล้วพบว่าพระราชวังแห่งนี้เสื่อมโทรมจนเกือบล่ม
สลาย เซียว อี้หลี ก็รู้สึกเชื่อมั่นขึ้นมาบางส่วน
แน่นอนว่าอีกสามคนนั้นไม่มีความคิดเห็นใด ๆ บอล
แสงหลายร้อยดวงยังคงรายล้อมอยู่รอบตัวของพวก
มัน เมื่อมองเห็นทุกอย่างชัดเจน ก็ทำให้พวกมันรู้สึก
ใจชื้นปลอดภัยขึ้นมาก
เวลานี้พวกมันเดินมุ่งหน้าต่อไปด้วยความมุ่งมั่น
ทันใดนั้นฝีเท้าของทุกคนก็หยุดชะงักลง ด้วยเพราะ
ภาพที่ทุกคนเห็นในเวลานี้คือดวงไฟหลายร้อยดวงที่
ส่องแสงสว่างให้แก่พวกมัน อยู่ ๆ ก็มืดสลัวลง อย่าง
ไม่อาจควบคุมได้! เพียงชั่วครู่ บอลแสงก็ดับลงอย่าง
สิ้นเชิง ส่งผลให้ภายในห้องโถงมืดสนิทอีกครั้ง!
แม้แต่แสงจากภายนอกก็ไม่อาจส่องสว่างมาถึงที่นี่
ได้!
ทั้งสี่คนตะลึง!
“เกิดอันใดขึ้น! ไฉนถึงไม่อาจควบคุมแสงได้!”
” แย่แล้ว ข้าไม่สามารถใช้ พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
ได้ แม้แต่ พิภพตำหนักม่วง ก็ยังถูกปิดผนึก ตัดขาด
อย่างสมบูรณ์! ”
” ข้าเองก็เช่นเดียวกัน ข้าพยายามเรียกใช้ พลังแก่น
แท้ตำหนักม่วง ก็ยังนิ่งสนิท ราวกับว่ามันไม่ใช่พลัง
ของข้า! เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน องค์
หญิงกู่ซาง เกิดอะไรขึ้นกันแน่! ”
สตรีที่อยู่ด้านหลังกล่าวขึ้น จากนั้นก็กรีดร้องออกมา
ด้วยความหวาดกลัว
พวกมันเพิ่งเข้ามาในสุสานพระราชวังใต้ดินแท้ ๆ แต่
แล้วก็ต้องมาประสบพบเจอกับภัยภยันตรายจู่โจม
อย่างกะทันหัน!
ด้วยเพราะสถานที่แห่งนี้ เก่าแก่โบราณสภาพเสื่อม
โทรมเต็มที จึงทำให้พวกมันจึงคิดว่าไม่น่าจะมี
อันตรายใด ๆ …
เซียว อี้หลี กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ” ข้ารู้
แล้ว! มันจะต้องเป็นวงเวทจำกัดทำให้พวกเราไม่
สามารถใช้ พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง ได้! แต่มันเป็น
วงเวทที่เก่าแก่มาก! ข้าเคยได้ยินเรื่องวงเวทนี้มาบ้าง
แต่ภายในใต้หล้านี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถวา
งวงเวทประเภทนี้ได้ เราจะต้องค้นหาวงเวทนี้ให้เจอ
จากนั้นก็ทำลายวงเวทหลัก เพื่อให้ประสิทธิภาพของ
มันเสื่อมลง วงเวทนี้มีอำนาจเหนือ พลังแก่นแท้
ตำหนัก ถ้าเรายังไม่สามารถทำลายวงเวทนี้ เราก็จะ
ไม่สามารถใช้งาน พลังแก่นแท้ตำหนัก ได้เช่นกัน ซึ่ง
ในสภาพนี้ การที่พวกเราจะต่อต้านก็ถือเป็นเรื่อง
ยากลำบากยิ่ง! ”
นางยิ่งพูดมากเท่าไหร่ เสียงของนางก็ยิ่งสั่นเครือมาก
เท่านั้น หากอยู่ภายนอกที่มีแสงเห็นส่องได้ชัด จะแล
เห็นได้ว่าใบหน้าของนางในยามนี้ซีดเผือดราวกับไก่
ต้ม
ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
อย่างสุดขีด เหงื่อเม็ดโตเย็นเชียบหยาดไหลออกมา
” แม้แต่ท่านก็ยังไม่สามารถใช้ได้งั้นหรือ? ไฉนข้าถึง
ใช้มันไม่ได้เลย!? ตัวข้าไม่สามารถควบคุม พลังแก่น
แท้ตำหนักม่วง ได้อย่างสิ้นเชิง! พลังแก่นแท้ตำหนัก
ม่วง เสมือนสระน้ำนิ่งสนิทไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ถ้า
เช่นนั้น ด้วยกายเนื้อของเราในเวลานี้ จะไปแตกต่าง
อันใดกับคนธรรมดาเล่า? ”
ท่ามกลางคนทั้งสาม มากกว่าหนึ่งกำลังตื่นตระหนก
หวาดกลัว
เซียว อี้หลี กล่าวด้วยน้ำเสียงติด ๆ ขัด ๆ อย่างลังเล
ขึ้นว่า ” นี่แสดงให้เห็นว่าการปิดผนึก พลังแก่นแท้
ตำหนักม่วง ของวงเวท เหนือกว่าที่ข้าคาดไว้มาก!
ช่างเป็นวงเวทที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก พวกเราไม่
สามารถใช้ พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง ได้เลย เกรงว่า
ต่อให้เป็นพระบิดาข้ามาที่นี่ ก็ยังไม่อาจใช้มันได้
เช่นกัน! ถึงแม้วงเวทนี้จะเก่าแก่โบราณเป็นอย่างมาก
แต่ประสิทธิภาพยังยอดเยี่ยมไม่เสื่อมสลาย! ”
” นั่นหมายความว่า เราก็ไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาเต๋า
พลังอิทธิฤทธิ์ หรือ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ กระทั่งย่อ
ขยายร่างศาสตราก็ทำไม่ได้เช่นกัน บ้าเอ้ยแม้แต่ยันต์
เวทพื้นฐานก็ยังใช้ไม่ได้เลยหรือเนี่ย อะไรที่เกี่ยวข้อง
กับ พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง ล้วนไม่สามารถใช้ได้
แม้แต่จะบดขยี้ ยันต์เซียนบรรพกาล ก็ยังไม่สามารถ
ทำได้เลยงั้นรึ ”
ข้อห้ามทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับวงเวททั้งสิ้น ทุกคน
ต้องใช้ พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง เป็นตัวขับเคลื่อน
ฉะนั้นแม้แต่ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ หรือ ยันต์ จึงไม่อาจ
ใช้ได้
ซึ่งถ้าหากพวกมันสามารถใช้ พลังแก่นแท้ตำหนัก
ม่วง ได้เพียงเล็กน้อย พวกมันก็ยังสามารถบดขยี้
ยันต์เซียนบรรพกาล ออกจากที่นี่ได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่ตอนนี้ฟางเส้นสุดท้ายก็ได้ขาดสะบั้นแล้ว!
“ นี่เป็นการแก้แค้นจากการที่เราขุดหลุมฝังศพของ
ผู้อื่นงั้นหรือ? เราจะไปกันต่อหรือไม่!” สตรีนางหนึ่ง
ร่ำไห้คร่ำครวญ
เซียว อี้หลี คิดว่าภายใต้ค่ายกลอันน่าสะพรึงกลัวนี้
พวกมันไม่สามารถดึงพลังอำนาจจาก แก่นแท้
ตำหนักม่วง ออกมาใช้ได้อย่างสิ้นเชิง เท่ากับว่าหาก
พวกมันตกอยู่ในอันตราย อีกทั้งยังไม่สามารถออกไป
จาก เส้นทางเซียนบรรพกาล นี้ได้ ถึงแม้ว่าในการ
เดินทางครั้งนี้จะมีสมบัติวิเศษอยู่มากมาย แต่
อันตรายที่ต้องแบกรับก็ถือว่าใหญ่หลวงเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยความไร้สิ้นหนทาง นางจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” เราไม่ควรอยู่ในสถานที่แห่งนี้
นานเกินไป รีบออกไปเร็วเข้า! ”
ด้วยความแข็งแกร่งทางกายเนื้อของพวกมัน ถึงแม้ว่า
จะไม่น่าเกรงกลัวเท่า อู่ อวี้ แต่การที่ พลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงถูกสะกด ก็มิใช่เรื่องยากเย็นอันใดที่จะ
ทะยานออกจากสุสาน
เมื่อ เซียว อี้หลี ตัดสินใจถอนตัว พรรคพวกของนาง
อีก 3 คนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เดิมทีพวก
มันกังวลว่าภายใต้สถานการณ์อันตรายเช่นนี้ เซียว อี้
หลี จะปรารถนาจะเดินลึกเข้าไปอีก
“ไป!”
เมื่อรู้ว่าพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงถูกผนึก คนทั้ง 4 ก็
มองไปยังทางเข้า เตรียมพร้อมจะกระโจนออกไป
แล้ววิ่งหลบหนีไปจากที่นี่ทันที
เนื่องจากว่าท้ายสุดแล้ว ภายในสถานที่แห่งนี้
แม้กระทั่งยันต์สื่อสารยังไม่สามารถใช้งานได้ แล้วจะ
ทำเช่นไรหากพวกมันตกตาย?
อย่างไรก็ตามอันที่จริง อู่ อวี้ แล้ว ยืนอยู่ข้างนอก อีก
ทั้งยังได้ยินคำพูดของพวกมันอย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินเสียงพวกมันกล่าว เขาก็รู้สึกตกตะลึงเป็น
อย่างยิ่ง จากนั้นก็คิดขึ้นในใจว่า “มีวงเวทเช่นนี้อยู่
จริง ๆ งั้นรึ? ”
เขาเคยคิดเพ้อฝัน ว่าหากมีสถานที่ ที่ยึดเพียงความ
แข็งแกร่งของกายเนื้อ ตัวเขาจะต้องเป็นดั่งราชาในที่
แห่งนั้นอย่างแน่นอน! ไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้!
ต่อให้เป็นปีศาจเข้ามา มันก็จะถูกบดขยี้ทำลายด้วย
น้ำมือของตน
แน่นอนว่ามันเป็นเพียงจินตนาการของเขาเท่านั้น
เนื่องจาก อู่ อวี้ ไม่เคยพบเห็นบันทึกของค่ายกลวง
เวท ที่มีความสามารถในการสะกดปิดผนึก พลังแก่น
แท้ตำหนักม่วง ของผู้อื่นอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้มาก่อน
แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะวาดวงเวทเช่นนี้ขึ้นมาได้
มันจะต้องเป็นวงเวทที่ลึกล้ำซับซ้อน และ มีระดับสูง
เป็นอย่างยิ่ง คงไม่มีมหาเวทฟั้าดินสามัญอันใด
สามารถเปรียบเทียบกับมันได้
แม้แต่ในชมพูทวีปโลกธาตุ คาดว่าคงมีวงเวทไม่มาก
นักที่สามารถทำเช่นนี้ได้ ต่อให้สามารถทำได้ ก็คง
เป็นเพียงแค่วงเวทระดับต่ำ ที่ไม่รู้ว่าจะสามารถปิด
ผนึกพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงได้หมดจดหรือไม่
“ ข้าเคยได้ยินว่ามีวงเวทเช่นนี้อยู่ แต่ไม่คิดว่าจะมี
จริง ๆ ทั้งยังปรากฏขึ้นภายในเส้นทางเซียนบรรพ
กาลแห่งนี้ด้วย คาดว่าผู้สร้างสุสานนี้คงไม่ต้องการให้
ผู้ใดรบกวน ดังนั้นถึงวาดค่ายกลเช่นนี้เอาไว้ และ
เพื่อไม่ให้มีผู้ใดเข้ามารบกวน แน่นอนว่าอาจมีวงเวท
ชนิดอื่นอยู่อีก อย่างไรก็ตามเนื่องจากเวลาที่ล่วงเลย
มาอย่างยาวนาน วงเวทเหล่านั้นจึงเสื่อมสภาพ
พังทลายลง คงเป็นเพราะความเสถียรภาพและมั่นคง
วงเวทนี้จึงสามารถดำรงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน ” หมิ
งซวงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ด้วยท่าทางของผู้อาวุโส
มากประสบการณ์
” ถ้าข้าลงไปมันจะอันตรายไหม? ” อู่ อวี้ กล่าว
” ก็น่าจะได้ แต่ข้าไม่แนะนำให้เจ้าลงไป แม้แต่ยันต์
เซียนบรรพกาลยังไม่สามารถใช้งานได้ นี่มันเท่ากับ
รนหาที่ตายชัด ๆ ”
อู่ อวี้ ยิ้ม พร้อมกับจ้องมองไปยังคนทั้ง 4 ด้านล่าง
แล้วกล่าวขึ้นว่า ” อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ ถือเป็นโอกาส
ครั้งสำคัญในชีวิตของข้า ข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่าคำ
สัตย์สาบานที่พึ่งกล่าวออกไป จะมีโอกาสได้แก้แค้น
รวดเร็วถึงเพียงนี้!”
สำหรับเขาแล้ว ผู้คนที่อยู่ด้านล่าง คือคนที่เขาเกลียด
ชังมากที่สุดภายใน เส้นทางเซียนบรรพกาล แห่งนี้!
พวกมันแย่งชิง ศิลามณีกำเนิดวารี ของ อู่ อวี้ ที่ตั้งใจ
จะมอบให้กับ ลั่วผิน ทั้งยังเอาครอบครัวและผู้คนใน
ทวีปแห่งทวยเทพของ อู่ อวี้ มาข่มขู่ ทำให้เขาต้อง
ส่งมอบศิลามณีให้แก่พวกมันอย่างไร้ทางเลือก
ในขณะนี้ คนทั้ง 4 อาจกำลังคิดจะหลบหนีขึ้นมา
เนื่องจากว่าพวกมันรู้สึกไม่ปลอดภัย เมื่ออยู่ภายใน
สุสานแห่งนี้ ถึงแม้จะมีขุมทรัพย์อยู่ข้างใน แต่การปิด
ผนึก พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง ก็ทำให้พวกมันรู้สึก
หวาดกลัวลึกลงไปจนถึงกระดูกเช่นกัน
หลังจากบรรลุถึงระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
ถึงแม้ว่าจิตเทวะจะไม่ถูกทำลายลงไป อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากสูญเสียกายเนื้อ ทั้งยังอยู่ในรูปแบบจิต
วิญญาณที่เปราะบางมาก ถือเป็นเรื่องยากที่จะ
ต่อต้านการโจมตีหรือภัยคุกคามใด ๆ หากไม่ระวังตัว
อาจสูญสลายกลายเป็นฝุนผงเอาได้ง่าย ๆ
พวกมันกลัวตาย
ในเวลานี้พวกมันพากันกระโดดขึ้นไปทีละคน ๆ
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ย่อมไม่ปล่อยพวกมันขึ้นมาอย่าง
แน่นอน เขาปรากฏขึ้นเหนือปากโพรง พร้อมทั้งปิด
กั้นทางออกของพวกมัน อย่างมิได้พูดพร่ำทำเพลงใด
ๆ
“ ท่านทั้งหลาย ไหน ๆ ก็เข้ามาแล้ว ทำไมไม่อยู่ต่อ
เล่า? ” อู่ อวี้ รู้ดีว่าหากพลาดโอกาสนี้ คงยากที่จะ
แย่งชิงศิลามณีกำเนิดวารีคืนมาได้อีก!
ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไปเด็ดขาด
เมื่อเห็น อู่ อวี้ ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน คนทั้ง 4
ก็รู้สึกว่ากลัวไปจนถึงจิตวิญญาณ เมื่อพวกมันแลเห็น
อู่ อวี้ ได้อย่างชัดเจน พวกมันก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้น
อย่างมีโทสะว่า ” อู่ อวี้ จงออกไปเดี๋ยวนี้ อย่ามา
ขวางทางเรา! ”
” ข้ารู้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ เจ้ามีความก้าวหน้าขึ้น
บางส่วน แต่พวกเราทั้ง 4 สามารถส่งเจ้าไปลงนรก
ได้อย่างง่ายดาย! ”
” จงไสหัวไปซะ! ” เซียว อี้หลี รู้สึกรำคาญใจเป็น
อย่างยิ่ง อันที่จริงแล้วนางคิดว่านี่เป็นร่างอวตารของ
อู่ อวี้ เนื่องจากว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางได้
พบเจอกับร่างอวตารของเขามากมาย
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยิ้ม พร้อมกับจ้องมองไปที่พวก
มันแล้วกล่าวว่า ” ข้ามาที่นี่ในวันนี้ ก็เพราะว่าเห็น
พวกเจ้าตกอยู่ในหลุมฝังศพของตนเอง นับเป็น
โอกาสหนึ่งในล้านที่สวรรค์ประทาน แน่นอนว่าตัวข้า
อู่ อวี้ ไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าออกไปอยู่แล้ว ”
เซียว อี้หลี ตระหนักได้ในทันที ว่านี่คือร่างต้นของ อู่
อวี้
นางมิอาจอดทนได้อีกต่อไป จากนั้นก็หันไปพยักหน้า
กับคนทั้ง 3 แล้ว กล่าวว่า “ฝั่าออกไป!”
” รับทราบ ข้าจัดการมันเอง!” บุรุษคนเดียวที่
เหลืออยู่ ท่ามกลางทั้ง 4 รวบรวมพลังจะกายเนื้อ
ทั้งหมด ทะยานขึ้นจากพื้นดิน พร้อมทั้งเรียนกำปัน
เข้าใส่ อู่ อวี้
เคร้ง!
หมัดกระแทกเข้าใส่ใบหน้าของ อู่ อวี้ ตามมาด้วย
เสียงที่ดังขึ้นราวกับว่ามันชกเข้าใส่เหล็กกล้า บุรุษผู้
นั้นกรีดร้องขึ้นอย่างเจ็บปวด กำหมัดของตนเอง
เอาไว้ในระหว่างที่ร่วงอัดกระแทก พร้อมทั้งจ้องมอง
ไปยัง อู่ อวี้ ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
มันโจมตีเข้าใส่ อู่ อวี้ แต่กลับกลายเป็นฝั่ายที่ต้องตก
เลือดเสียเอง
นิ้วทั้ง 5 แทบจะแตกหัก
เมื่อพวกมันเห็นเช่นนั้น ก็นึกขึ้นมาได้ในทันที อู่ อวี้
ได้พึ่งพาความแข็งแกร่งทางกายเนื้อของตน จน
สามารถต่อสู้ห้ำหั่นได้กับผู้ที่มีความแข็งแกร่งอยู่ใน
ระดับ ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
คิ้วของ เซียว อี้หลี ขมวดเข้าหากัน ในระหว่างที่
ตระหนักว่าตนนั้นไม่สามารถออกไปได้ อู่ อวี้ ถือเป็น
ศัตรูตัวฉกาจอย่างแท้จริง ส่งผลให้จิตใจของ
หม่นหมองลง จากนั้นก็เอ่ยถามขึ้นว่า ” อู่ อวี้ เจ้า
ต้องการอะไร ”
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ