กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 64 : มังกรเพลิงคะนอง
“ ฮ่าวเทียน เป็นศิษย์ของพรรคจงหยวน สมควร
จะมีเคล็ดวิถีบ่มเพาะของขั้นหลอมรวมลมปราณ
เนื่องด้วยเคล็ดวิชาแห่งพรรคจงหยวนนั้นแข็งแกร่ง
มากกว่านิกายอื่น ๆ ทั่วไป เมื่อผนวกเข้ากับพลัง
ศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่งจากวิถีบ่มเพาะ จึงท าให้มันมี
ความแข็งแกร่งและดุดันเป็นอย่างยิ่ง”
“ ข้าที่ไม่มีวิถีบ่มเพาะของขั้นหลอมรวมลมปราณ
ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ครึ่งๆกลางๆเช่นนี้ ยังห่างชั้นกับ
ยอดฝีมือหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3 อยู่พอสมควร
และพลังของมันน่าจะสูงกว่าข้าถึง 5 เท่าด้วยกัน”
ท าให้ศึกชี้เป็นชี้ตายในครั้งนี้ อาวุธหลักของ อู่ อวี้ ก็
ยังคงเป็น กายาเพชรอมตะ เช่นเคย
ท่ามกลางสายตานับหมื่นนับแสนก าลังจับจ้องไปยัง
การต่อสู้ระหว่าง อู่ อวี้ และ ฮ่าวเทียน!
เมื่อ ฮ่าวเทียน สูญเสียลูกชายไปนั้น ดวงตาของมัน
แดงก่ าด้วยเพลิงโทสะอันเกรี้ยวกราด
“รีบมาช่วยข้าเร็ว!”
เมื่อเห็นลูกชายของตนต้องตกตายไปต่อหน้าต่อตา
หยวนซี แทบคุ้มคลั่งจนเสียสติ แม้จะเห็นภาพอันน่า
เศร้าสลดแต่บรรดาพรรคพวกของนาง ก็ไม่มีผู้ใดกล้า
สอดมือเข้าไปช่วยนางแม้แต่ผู้เดียว ไม่ว่าจะเป็นจอม
พล อู๋ หรือ คนอื่น ๆ พวกมันต่างทรุดเข่าลงกับพื้นดิน
และ ไม่กล้าขยับเขยื้อนร่างกายแม้แต่น้อย
ส่วน ฮ่าวเทียน เองก็จดจ่ออยู่กับการต่อสู้ระหว่าง อู่
อวี้ ท าให้มันไม่มีเวลามาสนใจนาง
การที่ อู่ อวี้ สังหาร หยวนฮ่าว นั่นเพราะเขาต้องการ
ให้ หยวนซี ได้เห็นลูกชายของตนเองนั้นตกตายลงไป
ต่อหน้าต่อตา และ เขาปรารถนาจะให้นางได้เห็น
ความตายของ ฮ่าวเทียน ที่เป็นดั่งต านานว่าจะตก
ตายไปเช่นไร!
“หวา!”
ขณะที่ทั้งคู่ก าลังต่อสู้อยู่บนก าแพงสูงนั้น เหล่าฝูงชน
ด้านล่างต่างพากันร้องอุทานออกมา จนเสียงดังสนั่น
หวั่นไหว
พวกเขาเหล่านั้นต่างพากันก้าวถอยหลังออกมาด้วย
ความกลัว
“อู่ อวี้! อู่ อวี้!”
แต่ก็มีอีกหลายคนส่งเสียงตะโกนเรียกนาม อู่ อวี้
ออกมาด้วยความฮึกเหิม!
ด้วยพลังของสนับสนุนของเหล่าฝูงชน ที่พร้อมใจกัน
ส่งเสียงตะโกนเรียกเช่นนี้ ก็ถือเป็นพลังอย่างหนึ่ง
เช่นกัน!
“สามหาว! รอให้ อู่ อวี้ ตายเสียก่อนเถิด ข้าจะจับ
เจ้าพวกที่ร้องตะโกนมาจับแยกชิ้นส่วนเสียให้หมด!”
หยวนซี ได้ก่นด่าสาปแช่งออกมา แต่ด้วยเสียงที่เล็ก
จ้อยของนาง ท าให้ไม่มีผู้ใดสามารถได้ยินเสียงของ
นางได้
ฮ่าวเทียน เต็มไปด้วยเพลิงโทสะอันเกรี้ยวกราด มัน
ได้ก าแส้หางม้าเอาไว้แน่น พร้อมกับปลดปล่อยจิต
สังหารอันรุนแรงออกมาด้วยเช่นกัน
ส่วน อู่ อวี้ ได้ปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาเคลือบ
พลองพิชิตมารเอาไว้ แม้จะเป็น บัญญัติก่อก าเนิด
ระดับ1 เท่านั้น แต่จากการคาดเดาแล้ว การโจมตี
ของ อู่ อวี้ ที่ถูกเคลือบด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์เอาไว้นั้น
จะต้องมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลยิ่งกว่าเดิมถึง 2
เท่าอย่างแน่นอนที่สุด ซึ่งจะหมายความว่า พลังวัตร
ของ อู่ อวี้ ในตอนนี้จะมีถึง 15,000 อาชาศึก!!
เพียงแค่การโจมตีเดียว ก็สามารถท าให้แผ่นดิน
สั่นสะเทือน!
“พรรคจงหยวนของข้าได้ฝึกฝนวิถีแห่งเต๋าดั้งเดิม
การที่เจ้าได้เข้ามาเป็นศิษย์ของนิกายกระบี่สวรรค์ ก็
นับเป็นโชควาสนาของเจ้ายิ่งแล้ว แต่เจ้ากับไม่เอาอ่าว
ร่ าเรียนวิชามาครึ่ง ๆ กลาง ๆ เช่นนี้” ฮ่าวเทียน
กล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
“เหอะ”
ศาสตราเต๋าทั้งสองได้ขับเคี่ยวปะทะกันหลายครั้ง
หลายครา ขณะแส้หางม้าที่แปรเปลี่ยนกลายเป็น
อสรพิษ พุ่งเลื้อยลัดเลี้ยวไปมาบนฟากฟ้า ทันใดนั้น
แส้นี้ก็กลายเป็นห่าพิรุณกระหน่ าโจมตีเข้าใส่ อู่ อวี้
ชุดใหญ่ แต่การโจมตีได้กลับถูก อู่ อวี้ ปัดป้องได้หมด!
“ฮ่าวเทียน……”
แววตาของ อู่ อวี้ ราวกับดวงอาทิตย์ที่ก าลังเผาไหม้
จับจ้องมองไปยัง ฮ่าวเทียน ด้วยความเคียดแค้น
แม้ว่าลูกชายของ ฮ่าวเทียน จะตายไป แต่มันยังคง
ความสงบเยือกเย็นอยู่ได้ มันจึงไม่จ าเป็นต้องคิดอะไร
ให้มากความ เพราะในตอนนี้เป้าหมายของมันมีเพียง
หนึ่งเดียว นั่นก็คือสังหาร อู่ อวี้ เท่านั้น!!
“แก่นเพลิงคราม!!”
ฉับพลัน ฮ่าวเทียน ได้ใช้วิชาแห่งเต๋า ‘แก่นเพลิง
คราม’ ออกมา มันที่ยืนลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้าได้
แสยะยิ้มออกมา จากนั้นมันได้ขยับนิ้วประทับลงบน
แส้หางม้า ฉับพลันแส้นั้นก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นแส้เพลิง
เมฆา ปรากฎเป็นอสรพิษยักษ์สีเงินออกมาแหวกว่าย
บนท้องฟ้า
แม้กระทั่งฝูงชนที่ยืนอยู่ ณ จุดห่างไกล ก็ยังสัมผัสได้
ถึงเพลิงความร้อนมหาศาลที่แผ่ออกมา จากตัวของ
แส้เพลิงเมฆานี้
“ท่านเทพเซียนเริ่มลงมือแล้ว ช่างน่ากลัวเสียจริง!”
“องค์ชาย อู่ อวี้ จะต้องชนะอย่างแน่นอน”
เหล่ามวลประชาที่ส่งก าลังใจให้อยู่ด้านล่างพากันก า
หมัดแน่น ต่างกล่าวออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า
อยากจะให้ อู่ อวี้ เป็นผู้คว้าชัยชนะในศึกนี้!
จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังของ อู่ อวี้ ดู
เหมือนว่าจะสามารถส่งไปถึงจนผู้คนเหล่านี้ จน
สามารถสัมผัสได้!!
“ถึงเจ้าจะเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณอย่าง
สมบูรณ์แล้ว แต่ส าหรับข้าแล้ว เจ้ามันก็แค่เด็กอมมือ
เท่านั้น!!”
“อู่ อวี้ ข้าฝึกฝนบ่มเพาะพลังมา 153 ปี แต่เจ้า
ฝึกฝนมาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น ความต่างชั้นของพวก
เรา เจ้าน่าจะเข้าใจดี!”
“วันนี้เจ้าโง่เขลารีบร้อนเผด็จศึกเกินไป! ด้วย
ความสามารถของเจ้า หากรออีกเพียงไม่กี่ปี ข้าก็จะ
ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าแล้วแท้ ๆ ”
ฮ่าวเทียน หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันมั่นใจใน
ประสบการณ์ที่อยู่บนเส้นทางแห่งการฝึกฝนบ่มเพาะ
อย่างเต็มเปี่ยม
แน่นอน เมื่อ ฮ่าวเทียน กล่าวออกมาเช่นนี้ เหล่าผู้คน
ที่อยู่ในที่นี่ต่างเกิดความกังวลขึ้นมา ไม่เว้นแม้แต่ อู่
หยู๋ ที่อยู่นอกนครหลวงเดียวเช่นกัน!
“อย่างนั้นรึ!?”
ด้วยท่ามกลางเปลวไฟที่พุ่งถาโถมเข้าโจมตี อู่ อวี้
อย่างดุเดือดนั้น ท าให้เกิดประกายไฟลุกโชนขึ้นมาจน
เหล่าฝูงชนไม่สามารถมองการต่อสู้ได้ชัดนัก
“ กระทั่งวิชาเต๋าก็ยังไม่มี แต่กลับริอาจหาญกล้า
มาเผชิญหน้ากับข้า ช่างน่าขัน!”
เมื่อ ฮ่าวเทียน ใช้วิชาเต๋าออกมา ได้ปรากฏอสรพิษ
ยักษ์สีเงินพุ่งเข้าโจมตี อู่ อวี้ อย่างไม่หยุดหย่อน ท า
ให้พระราชวัง และ บ้านเรือนใกล้เคียงต่างถูกเผาไหม้
กลายเป็นจุล
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ณ ประตูวัง เมื่อได้เห็น ฮ่าวเทียน
เผด็จศึกเช่นนี้แล้ว หยวนซี ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้า
คลั่ง
ตอนนี้เหล่าประชาชนของ นครหลวงเย่วอู่ ต่างก็พา
กันขมวดคิ้วด้วยความเคร่งเครียด
ฟู่วว!
อสรพิษยักษ์สีเงินได้ประจักษ์อยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้!
ขณะที่ อู่ อวี้ เกือบจะถูกเปลวไฟของอสรพิษยักษ์
กลืนกิน เหล่าฝูงชนต่างพากันลุ้นระทึกแทบจะกลั้น
หายใจ แต่ อู่ อวี้ กลับไม่มีสีหน้าหวาดกลัวใด ๆ
ทั้งสิ้น พลองพิชิตมารที่อยู่ในมือ พลังจากสวรรค์ และ
ปฐพี ได้ผสานรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
จากนั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ก็ปะทุขึ้น ฉับพลันร่างกายของ
เขาระเบิดพลังมหาศาลพวยพุ่งออกมาอย่างล้นหลาม
พลองเทวะทะลวงจิต!
พลองที่ฟาดออกไปนั้น ได้ฟาดลงตรงกลางหัวของ
อสรพิษยักษ์สีเงินเป็นเส้นตรงผ่ายาวลงมา!!
ตู้มมมม!!
อสรพิษยักษ์สีเงินได้กรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน
ขณะนี้หัวอสรพิษได้ยุบลงไปตามน้ าหนักของพลองที่
ฟาดทุบเข้าใส่ ส่งผลให้อสรพิษสลายร่างกลายเป็น
หยาดพิรุณเปลวเพลิงกระจายตัวออกไปในทันที
ท่ามกลางพิรุณเปลวเพลิงนี้ พลองพิชิตมารของ อู่ อวี้
ได้ส่องแสงสว่างเจิดจ้าออกมาราวกับดวงอาทิตย์ หนึ่ง
คนหนึ่งพลอง พิชิตโลกหล้า!!
“เป็นพลังที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
ในตอนนี้จิตใจของ ฮ่าวเทียน ก าลังสั่นสะท้านอย่าง
รุนแรง มันอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ
มากมายนัก เพราะยังไรเสีย อู่ อวี้ คงไม่มีวิชาเต๋า มัน
จึงเรียก แส้เพลิงเมฆา ออกมาอีกครั้ง พร้อมกล่าวขึ้น
ว่า “มีพลังอยู่แค่หางอึ่ง แต่ริอาจจะมาก าจัดข้า ช่าง
ฝันกลางวันเสียจริง อู่ อวี้ เอ๋ย ข้าจะให้เจ้าได้
ประจักษ์เอง ว่าพลังของวิธีแห่งเต๋าที่แท้จริงมันเป็น
เช่นไร!”
แค่ ฮ่าวเทียน เปล่งเสียงออกมา ก็ท าให้ทั่วทั้งนคร
หลวงถึงกับสั่นสะเทือนไปทั่ว
“ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก….”
“อู่ อวี้ จะสามารถรับมือมันได้หรือไม่ !”
“หากเขาสามารถอดทนต่อไปเรื่อย ๆ ก็คงดี แต่
เมื่อเทียบกับปีศาจเฒ่าอย่าง ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน
แล้ว องค์ชาย อู่ อวี้ ก็ยังดูอ่อนประสบการณ์กว่ามาก
นัก ”
“แน่นอนว่า องค์ชาย อู่ อวี้ จะต้องไม่ตกตายอยู่
แล้ว!!”
แม้ว่าเหล่าผู้คนจะภาวนาให้ อู่ อวี้ ชนะ แต่การต่อสู้นี้
มันรุนแรงเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการไปมากโข
และ ต่อหน้าวิชาแห่งเต๋าของ ฮ่าวเทียน ถึงเหล่าผู้คน
จะไม่เข้าใจก็ตามที แต่พวกเขารู้สึกว่า อู่ อวี้ ก าลัง
เป็นฝ่ายถูกกดดันอยู่ และหากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
เกรงว่าเขาคงจะไม่มีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างแน่นอน!
ส่วน หยวนซี ที่มีสภาพเป็นตายเท่ากันอยู่บนก าแพง
เมืองนั้น นางเหลือเวลาไม่มากแล้ว แต่ถึงกระนั้นนาง
ก็ยังแสยะรอยยิ้มอันน่าหวาดกลัวไว้บนหน้า นางคอย
สาปแช่ง อู่ อวี้ !
“ท่านอาจารย์ รีบฉีกมันเป็นชิ้น ๆ เพื่อล้างแค้น
ให้แก่ หยวนฮ่าวด้วย! ”
“และ อู่ หยู๋ ยังไงก็หนีไม่พ้นแน่!”
ตูม ตูม ตูม !!!
ค าสาปแช่งของ หยวนซี นั้น มาพร้อมกับการ
พังทลายของพระราชวัง และ บ้านเรือนใกล้เคียง
หลายแห่ง
โฮกกกกกก!!
ขณะเดียวกัน อู่ อวี้ ก็ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า
ร่างเซียนวานรจ าแลง!!
แม้ในยามนี้จะเป็นช่วงยามราตรี แต่ทั่วทั้งนครหลวง
กลับเหมือนอยู่ในช่วงเวลากลางวัน ที่มีพระอาทิตย์
สาดส่องเจิดจ้าในยามค่ าคืนอันมืดมิดนี้ ซึ่งแสงเจิดจ้า
นี้มันสว่างจนเหล่าฝูงชนต้องหรี่ตาลง!
ในตอนนี้ สายตาของเหล่าฝูงชนได้เห็น อู่ อวี้ มี
ร่างกายก าย าขึ้น ความสูงของเขาหากวัดด้วยสายตา
แล้วอยู่ที่ราว ๆ 7 ฉือ ! ซึ่งสูงกว่า ฮ่าวเทียน ถึง 3
ช่วงตัวเลยทีเดียว ท าให้ในตอนนี้ ฮ่าวเทียน ดูราวกับ
เด็กน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้า อู่ อวี้
เส้นขนสีทองที่ประกายแสงอันเจิดจรัส
เครื่องหมาย สวัสติกะ ‘卍’ ที่ด้านหลังได้เปล่ง
ประกายออกมาอย่างเด่นชัดสง่า
วานรสีทองควงพลองพิชิตมาร ได้ระเบิดพลังอัน
รุนแรงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์!
“ฮ่าวเทียน!”
ดวงตาราวกับดวงอาทิตย์ที่ก าลังเผาไหม้ของ อู่ อวี้
จับจ้องไปยัง ฮ่าวเทียน อย่างไม่วางตาราวกับว่าตัว
มันก าลังจะถูกแผดเผาไปด้วยการจ้องมองนี้!
“กลายร่างเป็นสัตว์แล้วจะท าอะไรได้?”
ฮ่าวเทียน ยิ้มเยาะออกมา ศึกครั้งนี้มันใช้เคล็ดวิชา
มากมายออกไป และ ในทุกครั้งมันก็สามารถสะกด
ข่ม อู่ อวี้ ได้อย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นมันจึงมั่นใจในศึก
ครั้งนี้อย่างเต็มเปี่ยม
“ช่างมันเถอะ ในเมื่อเจ้ามันรนหาที่ตายเอง ฉะนั้น
ข้าก็จะสนองให้เจ้าได้ตายสมใจอยาก!”
รอยยิ้มอย่างมั่นใจของ ฮ่าวเทียน เช่นนี้ ท าให้เหล่าฝูง
ชนภายในนครหลวงต่างพากันงุนงงสับสัน ในตอนนี้
พวกเขารู้สึกสิ้นหวังอย่างบอกไม่ถูก แถมยังมีลาง
สังหรณ์ว่าศึกในครานี้ พวกเขาอาจจะสูญเสีย องค์
ชาย อู่ อวี้ ไปอีกด้วย….
คนหนึ่งฝึกฝนบ่มเพาะในวิถีแห่งเต๋ามากว่าร้อยปี กับ
อีกคนฝึกฝนบ่มเพาะมาเพียง 1 ปี ช่องว่างนี้มันกว้าง
ใหญ่จนเหลือคณานับ
เหล่าผู้คนมากมายไม่อาจสะกดกลั้นน้ าตาแห่งความ
สิ้นหวังนี้ เอาไว้ได้อีก
ส่วน หยวนซี นางนั้นหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ด้วยเสียงอันแหลมเล็กราวกับเข็มหมุดที่เสียดแทงเข้า
ไปในหัวใจของผู้คน ผมเผ้ายุ่งเหยิงที่แผ่สยายปลิวไสว
ไปตามกระแสลมยามค่ าคืนเช่นนี้ มันท าให้นางมี
รูปลักษณ์เฉกเช่นปีศาจในยามราตรีก็มิปาน
ฟู่!
ฮ่าวเทียน ได้ก าหนดลมหายใจเพื่อท าสมาธิ จากนั้นก็
สะบัดแส้เพลิงเมฆาที่อยู่ในมือออกไป ส่วนมืออีกข้าง
ได้บีบอัดพลัง พร้อมกับปลดปล่อยเคล็ดวิชาแห่งเต๋า
ออกมาในเวลาเดียวกัน!
ในตอนนี้แววตาของ ฮ่าวเทียน ยังคงสงบนิ่ง แต่รอบ
ๆ ตัวของมันนั้นกลับปรากฎพายุหมุนรุนแรงล้อมรอบ
ตัวมันเอาไว้
ท่ามกลางพายุนั้น เปลวไฟก็ได้ลุกโชนขึ้นมาอย่าง
ฉับพลัน!!
มันคือวิชาแห่งเต๋าที่มีความแข็งแกร่ง และ ลึกซึ้ง
มากกว่าแก่นเพลิงครามหลายเท่าตัวนัก เพียงแค่ใช้
ออกมา ก็สามารถรู้ได้แล้วว่ามันไม่ธรรมดา เพราะสิ่ง
ปลูกสร้างรอบ ๆ ตัวของ ฮ่าวเทียน ไม่ว่าจะเป็นหิน
ก าแพง หรือ บ้านเรือนต่าง ๆ ได้ถูกท าลายจนป่นปี้
ตูม ตูม ตูม !!
พายุแห่งเปลวเพลิงที่ปะทุขึ้นมานี้ มันท าให้ทั่วทั้งนคร
หลวงเย่วอู่ ถึงกับสั่นสะเทือนจนฝูงชนแทบจะล้มทั้ง
ยืน
“อู่ อวี้ จงลิ้มลอง ‘มังกรเพลิงคะนอง’ของข้าซะ!”
เมื่อ ฮ่าวเทียน ได้เอาจริงแล้ว พลังของมันก็รุดหน้า
ขึ้นสูงมาก ที่ อู่หยู๋ กังวลนั้นใช่ว่าไม่มีเหตุผล เพราะ
ในที่สุด ฮ่าวเทียน ก็ได้แสดงพลังแห่งการฝึกตนที่เฝ้า
บ่มเพาะมากว่า 100 ปี ออกมาแล้ว โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่ง วิชาแห่งเต๋า ‘มังกรเพลิงคะนอง’ ที่มีพลังท าลาย
ล้างอันน่ากลัว!
อู่ อวี้ ที่กลายร่างเป็นเซียนวานรนั้น ค่อย ๆ ร่อนลง
มาจากบนอากาศอย่างช้า ๆ
เปลวไฟของ มังกรเพลิงคะนอง ได้ขยายตัวใหญ่ขึ้น
อย่างต่อเนื่อง เกรงว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ประชาชน
ชาวนครหลวงเย่วอู่ อาจจะได้รับผลกระทบจนต้อง
บาดเจ็บล้มตายกันเป็นจ านวนมากแน่นอน
“ จงตายซะ อู่ อวี้”
ท่ามกลางพายุแห่งเปลวเพลิงนี้ ฮ่าวเทียน ได้ยืนผม
พลิ้วปลิวไสวอยู่ มุมปากของมันเผยอขึ้นจนเห็นได้ถึง
รอยยิ้มอันแสนจะดูถูกเหยียดหยามของมัน
รอยยิ้มนี้เป็นรอยยิ้มเหมือนในคืนที่ตัวมันได้บังคับให้
อู่ อวี้ สละราชบัลลังก์
ตั้งแต่ต้นจวบจนปัจจุบัน ฮ่าวเทียน ได้ยืนอยู่ในจุดที่
สูงกว่า และ ตัวมันนั้นได้ก้มลงมามอง อู่ อวี้ ด้วย
ความดูถูก
“ เจ้ากลับมาแล้วยังไง? ได้กลายเป็นศิษย์ของ
นิกาย เฟิง ซัวหยา แล้วยังไง? ข้า ฮ่าวเทียน ผู้นี้
ต่างหากคือผู้ก าหนดชะตาชีวิตของเจ้าอย่างแท้จริง
ในวันนี้เจ้าได้ถูกก าหนดให้มาตกตาย ภายในพายุแห่ง
เปลวเพลิงของข้า!”
เสียงของ ฮ่าวเทียน ที่เปล่งออกมานั้น ราวกับเป็น
เทพผู้พิพากษาแห่งโลกหล้า ซึ่งมันท าให้เหล่าฝูงชนที่
อยู่ด้านล่าง เมื่อได้ยินค ากล่าวนี้ต่างก็พากันหวาดกลัว
กันถ้วนหน้า
“อย่างนั้นรึ?”
ขณะนี้ วานรสีทองได้ก าลังประจันหน้ากับพายุเปลว
เพลิงอยู่!!
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ