กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 641 : เหยื่ออันโอชะ
ก่อนหน้าที่คนผู้นี้จะบดขยี้กระตุ้นการใช้งาน ยันต์
เซียนบรรพกาล ภายในเวทีเซียนเหลียวแห่งนี้มีคน
อยู่ทั้งหมด 10 คน
การกระตุ้นใช้งานยันต์เซียนบรรพกาล ก่อให้เกิด
แสงส่องสว่างเจิดจ้าออกมา แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ คน
ผู้นี้ควรที่จะหายไปจากเบื้องหน้าของทุกคน แต่
ทว่าเขายังคงยืนอยู่ที่เดิมและเบิกตากว้างขึ้น
และกำแพงที่ครอบคลุมรอบด้านของเวทีเซียนเห
ลี้ยว ไม่ได้ถูกการโจมตีใดๆ แต่กลับเกิดระลอกจน
กระเพื่อมไปทั่วโดม และค่อยๆสงบลงในที่สุด
ชายผู้นั้นลืมตาขึ้นและหันไปมองรอบๆ แล้วกล่าว
ด้วยความตื่นตระหนก “ไม่นะ! ข้าใช้งานยันต์
เซียนบรรพกาลแล้วนี่! มันบ้าอะไรเนี่ย……”
ยันต์เซียนบรรพกาลของเขาหายไปแล้ว ทว่าคน
กลับยังอยู่ที่เดิม
เห็นได้ชัดว่า หากไม่มีผู้ใดมอบยันต์เซียนบรรพ
กาลให้กับเขา ก็ย่อมไม่สามารถจากไปได้
“กล่าวได้ว่าเมื่ออยู่บนเวทีเซียนเหลียวแห่งนี้จะถูก
ปิดผนึกโดยค่ายกลกำแพง ต่อให้ใช้ ยันต์เซียน
บรรพกาล ก็ไม่อาจจะออกไปจากที่นี่ได้ ยันต์เซียน
บรรพกาลของพวกเราไร้ประโยชน์ในยามนี้ หรือ
กล่าวได้ว่าพวกเราถูกกักขังเอาไว้ในที่แห่งนี้อย่าง
สมบูรณ์”
องค์หญิงโย่วเสี่ย เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
และไม่สบายใจ
“มันกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร! แล้วข้าจะออกไป
จากที่นี่ได้ยังไง!? แล้วถ้าไม่ออกจากเวทีเซียน
เหลียวแห่งนี้ แล้วจะออกจากเส้นทางเซียนบรรพ
กาลได้ยังไง!” ทันใดนั้นใบหน้าของชายผู้นี้พลันซีด
ขาว คนกรีดร้องตะโกนออกมา
“หวิง จื๋อซุน เจ้าอย่าเอะอะโดวายไป พวกเราก็ถูก
ขังติดอยู่ที่นี่ด้วยกันหมดนั่นแหละ!” องค์ชายน้อย
เอ่ยออกมา
“พวกท่านติดอยู่ในที่แห่งนี้ แต่หากออกจากเวที
แห่งนี้ได้ ก็สามารถออกไปจากเส้นทางเซียนบรรพ
กาลนี้ได้ แต่ข้าทำไม่ได้แล้ว!” ชายที่มีนามว่า หวัง
จื๋อซุน เต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนกรีดร้อง
โวยวาย เขาสูญเสียความนึกคิดของตนเองไปจน
สิ้น
อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเรื่องของเขา ยามนี้ทุกคนต่าง
ก็มีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น จึงไม่มีผู้ใดสนใจอีกต่อไป
ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีผู้ใดขึ้นมายังเวทีเซียนเหลียวแห่ง
นี้อีก คาดว่าคนนับ 100 น่าจะถูก อสรพิษอัสนี
ขย้ำ โจมตีจึงต้องออกไปจากเส้นทางเซียนบรรพ
กาล และก็มีบางคนต้องสิ้นชีพไป
โดยทั่วไปแล้วหากไม่ได้อยู่ในขั้นก่อร่างกำเนิดจิต
เทวะระดับที่ 4 ก็ไม่สามารถปีนขึ้นมาถึงเวทีเซียน
เหลียวแห่งนี้ได้
อาจกล่าวได้ว่าคนทั้งหมดที่เหลืออยู่บน เส้นทาง
เซียนบรรพกาล ก็คือคนทั้ง 10 ที่อยู่บนเวทีเซียน
เหลียวแห่งนี้
หลังจากถูกย้ายมาในที่แห่งนี้ คนจำนวนมากกลับ
ต้องจากไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งยามที่ อู่ อวี้ เพิ่งจะ
มาถึงเขาก็รู้สึกว่า อสรพิษอัสนีขย้ำ ค่อนข้างจะน่า
กลัวทีเดียว คาดว่าคนปกติคงต้องหลบหนีออกไป
ในทันที
คนทั้ง 10 นอกจากเขาและ หวัง จื๋อซุนแล้ว คน
อื่นๆที่เหลือทั้ง 8 ต่างเป็นคนที่มีบทบาทอย่างยิ่ง
บน ชมพูทวีปโลกธาตุ ทั้งหมดเป็นผู้เยาว์สุดยอด
อัจฉริยะ เป็นตัวตนที่ทัดเทียมกับ โอรสเล่อ
แน่นอน หวัง จื๋อซุน ก็เป็นอัจฉริยะ แต่เขาก็ยัง
อ่อนด้อยกว่าคนอื่นๆอีกแปดคนที่เหลืออยู่ที่นี่
นอกจาก องค์หญิงโย่วเสี่ย , องค์ชายเฟิง , ชิงอู๋
หยุนซื่อ , องค์ชายน้อย , มังกรเหมันต์พิสุทธิ์เก้า
ดารา , พญาอินทรีทองแปดปีกทั้ง 6 คนแล้ว ยังมี
อยู่อีก 2 คน 1 เป็นปีศาจ อีก 1 เป็นมนุษย์ พวก
มันก็ล้วนเป็นตัวตนที่สามารถสั่นคลอนชมพูทวีป
โลกธาตุได้เช่นกัน
หนึ่งในนั้นเป็นปีศาจต้นไม้ที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งมันคือ
‘ต้นไม้จักรพรรดิสวรรค์!’ เผ่าพันธุ์ต้นไม้จักรพรรดิ
สวรรค์ เป็นเผ่าพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดบนดินแดน
โบราณเหยียนหวง และเป็นตระกูลต้นไม้ปีศาจที่
น่าหวาดกลัวที่สุด ในด้านพลังอำนาจ มันสามารถ
ควบคุมต้นไม้ปีศาจ ดอกไม้ปีศาจ และปีศาจที่เป็น
ต้นพืชได้ทั้งหมด ขุมอำนาจของมันไม่ได้ด้อยไป
กว่าจักรวรรดิเปั่ยหมิง ราชวงศ์ทะยานฟั้า หรือว่า
จักรวรรดิของผู้ฝึกตนเลยแม้แต่น้อย
ต้นไม้จักรพรรดิสวรรค์ โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึกตนจะไม่
เรียกขานเช่นนั้น แต่จะเป็นอีกชื่อซึ่งก็คือ ‘ต้นไม้
หวนแสง’ แต่กระนั้นพวกมันก็ยังถูกรู้จักในนาม
‘ต้นไม้จักรพรรดิสวรรค์’ อยู่ดี
ส่วนอีกคน เป็นผู้ฝึกตนกระบี่ มันถือกระบี่ยาว 1
เล่ม และยืนอยู่ในระยะไกล มีบรรยากาศที่
คล้ายคลึงกับ เซียนกระบี่เทียนซู ยามที่ไม่
เคลื่อนไหวก็หนักแน่นดังภูเขาไท่ซาน แต่เมื่อใดที่
ชักกระบี่ออกมา พลังอำนาจของมันย่อมสามารถ
ทำให้ฟั้าสะท้าน ดินสะเทือน
ว่าวกันว่าภายในดินแดนโบราณเหยียนหวง มี
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่แห่งหนึ่ง มันเป็นพื้นที่เล็กๆ
แต่ก็มีกำลังเทียมเท่ากับขุมอำนาจ เนื่องจากคนที่
อยู่ในนั้นเป็นทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ กระบี่
คือป็นชีวิตของพวกเขา และนั่นเองจึงทำให้มีนิสัย
ที่เย็นชาติดตัวมาด้วย ในประวัติศาสตร์ปรากฏว่า
บรรพบุรุษหลายคนจากที่แห่งนี้ได้กลายเป็นเซียน
อมตะ!
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของกระบี่ มีชื่อเรียกว่า ‘วิถีกระบี่
นิรันดร์’
คนผู้นี้คือผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ มีนามว่า ‘เฟิง เจี้ย
นชิง’ แน่นอนว่าคนผู้นี้ย่อมมาจาก วิถีกระบี่นิ
รันดร์ หลังจากที่เข้ามาบนเส้นทางเซียนบรรพกาล
มันจะอยู่อย่างลึกลับไม่เปิดเผย จึงทำให้ไม่สามารถ
สังเกตเห็น
คนทั้ง 10 คนถูกกักขังอยู่บนเวทีเซียนเหลียว ไม่
อาจหลบหนีไปไหนได้ แม้แต่ยันต์เซียนบรรพกาลก็
ใช้ไม่ได้
ทางออกเพียงทางเดียว ดูเหมือนว่าจะเป็นวิหารทั้ง
4 หลังที่เหล่า อสรพิษอัสนีขย้ำ คอยเฝั้าอยู่
หากไม่ฝั่าออกไป คาดว่าจะต้องติดอยู่ในที่แห่งนี้ไป
ตลอดกาล เนื่องจากว่ายันต์เซียนบรรพกาลมี
ขีดจำกัดของมันอยู่ หากผ่านไป 1 ปีแล้วมันก็จะ
หายไปตลอดกาล เมื่อถึงเวลานั้นคนที่ติดอยู่อาจจะ
ตายไปในทันที หรือว่าจะต้องติดอยู่ไปชั่วกัปชั่ว
กัลป ถูกกักขังอยู่ภายในโลกที่เป็นเอกเทศน์แห่งนี้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทุกคนจึงรู้สึกหวาดกลัว
“ตอนนี้พวกเราต้องหาทางที่จะทำลายกำแพงนี้
ออกไปเสียก่อน มิฉะนั้นมันอาจจะทำให้ชีวิตพวก
เราตกอยู่ในอันตราย” องค์ชายเฟิง กล่าว
“การทำลายกำแพงเหล่านี้ พูดมันง่ายแต่ทำได้ยาก
บนเส้นทางเซียนบรรพกาล มีค่ายกลถูกจัดตั้ง
เอาไว้มากมาย และมักจะไม่มีทางเลือกทำลาย
ตรงๆไว้ให้เราเลือกเลย ข้าคิดว่าพวกเราคงทำได้
เพียงแค่มุ่งหน้าขึ้นไป” ชิงอู๋ หยุนซื่อ หัวเราะเย็น
เยียบ
ในความเป็นจริงทุกคนก็กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก มี
เพียงแค่ หวัง จื๋อซุน ที่สูญเสียยันต์เซียนบรรพกาล
ไปแล้ว ซึ่งยามนี้มันกำลังร่ำไห้ออกมาด้วยสภาพที่
น่าสังเวช มันรู้ดีว่าคนที่อยู่บนเส้นทางเซียนบรรพ
กาลในตอนนี้มีไม่มากนัก แม้ว่าพวกเขาจะทำลาย
กำแพงได้ แต่มันก็จะต้องติดอยู่ในที่แห่งนี้ไปตลอด
กาล
อู่ อวี้ รู้สึกถึงลางร้ายบางอย่าง
“ยันต์เซียนบรรพกาล ไม่อาจจะใช้ได้แล้ว พวกมัน
ก็ไม่ต้องกังวลว่าข้าจะหลบหนี และหากถึงเวลาว่า
ใครจะเป็นผู้ครอบครอง ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ เช่นนั้นข้าคงจะหนีไม่พ้น!”
ก่อนหน้านี้ ทุกคนรู้ว่าเขามี ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ แต่ก็ยังไม่ลงมือ เนื่องจากพวกมัน
เพียงแค่ข่มขู่ เพราะกลัวว่า อู่ อวี้ จะหนีไป
บนเส้นทาง เซียนบรรพกาล เรื่องนี้ถือเป็นเรื่อง
ชวนปวดหัวมากที่สุด
อย่างไรก็ตามกำแพงของเวทีเซียนเหลียวนี้ มันก็
เป็นเหมือนกับฝันร้าย เพราะแม้แต่จะใช้ยันต์เซียน
บรรพกาล ก็ยังไม่สามารถฝั่าออกไปได้!
มันจะต้องมีมหาสมบัติบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้อยู่
อย่างแน่นอน
ตอนแรกพวกมันรู้สึกหดหู่ที่ตนเองไม่สามารถ
ออกไปจากที่นี่ได้ จากนั้นจึงมองไปรอบๆ สุดท้าย
แววตาของแต่ละคน แทบจะรวมกันอยู่บนร่างของ
อู่ อวี้ ในเวลาเดียวกัน
ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีความคิดเช่นเดียวกัน!
นี่เป็นโอกาสอันดีในการแย่งชิงศาสตราเต๋าวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณ!
จนถึงตอนนี้ คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับสิ่งใดเลย!
หากสามารถชิง ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ มาได้ นั่นก็ถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวครั้ง
ยิ่งใหญ่แล้ว
ยามนี้ องค์หญิงโย่วเสี่ย , องค์ชายเฟิง , มังกร
เหมันต์พิสุทธิ์เก้าดาราและคนอื่นๆ จับจ้องมาที่ อู่
อวี้ ด้วยใบหน้าที่น่ากลัว พวกมันคิดอยากจะลงมือ
ในทันที แต่เห็นได้ชัดว่า พวกมันรู้ว่าคนอื่นก็คิด
เช่นเดียวกัน เพื่อหลีกเหลี่ยงการถูกรุมล้อมโจมตี
ทุกคนจึงทำได้เพียงแค่อดทนไปก่อน
องค์ชายน้อย ตกตะลึง มันรีบมายืนอยู่เบื้องหน้า
ของ อู่ อวี้ กล่าวออกมาว่า “ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ เป็นของ อาณาจักรโบราณเหยียน
หวง พวกเจ้าหยุดคิดที่จะเข้ามาแย่งชิงมันเสีย!
มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
องค์หญิงโย่วเสี่ย ยิ้มขึ้นและกล่าวว่า “องค์ชาย
น้อย ท่านอย่าได้ข่มขู่พวกข้าเลย นี่เป็นถึง
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ มันสามารถเกิด
สงครามใหญ่เพื่อแย่งชิงได้เลยทีเดียว ทางที่ดีที่สุด
ท่านควรคิดเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนไว้ บนเส้นทางเซียน
บรรพกาลแห่งนี้ ท่านไม่สามารถข่มขู่ได้ทุกคน
ยามนี้ ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดจิตวิญญาณ ยังไม่
ถูกนำออกไปภายนอก หมายความว่ายามนี้ใครก็
สามารถครอบครองมันได้ ท่านลองคิดดูสิท่าน
เพียงคนเดียวกับพวกเราที่จำนวนมากมายเช่นนี้
ใครจะต้องฟังใคร?”
องค์ชายน้อย เต็มไปด้วยความหดหู่ มันกัดฟัน
กรอดแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าไม่คิดที่จะหาหนทาง
ในการออกไปจากสถานที่บ้าๆนี่ก่อนหรอกหรือ?”
องค์ชายเฟิง ยิ้มขึ้น กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่สถานที่บ้าๆ
หากออกไปจากสถานที่บ้าๆ พวกข้าก็จะต้องคอย
กังวลว่า อู่ อวี้ อาจจะหนีไปพร้อมกั บศาสตราเต๋า
วิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ได้ เรื่องจากนี่เป็นโอกาสที่
หาได้ยากยิ่ง มันเป็นถึง ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ แล้วมันตกอยู่ในมือของเจ้าคนที่ไร้
ชื่อเสียงเรียงนามนี้ได้อย่างไร!”
ชิงอู๋ หยุนซื่อ ก็กล่าวต่อว่า “องค์ชายน้อย ยามนี้
หากท่านคิดที่จะฮุบกลืนทุกอย่างไว้คนเดียว ข้าว่า
ท่านคงไร้เดียงสาเกินไปหน่อยละมั้ง”
แม้ว่าคนอื่นจะไม่ได้พูดมากนัก แต่นอกจาก หวัง
จื๋อซุน แล้ว ทุกคนก็ยืนยันขันแข็งพร้อมกับรุมล้อม
อู่ อวี้ และ องค์ชายน้อย เอาไว้ พวกมันกังวลอยู่
ว่า อู่ อวี้ อาจจะขึ้นบันไดฝั่าเหล่า อสรพิษอัสนี
ขย้ำ ดังนั้นก่อนอื่นพวกมันจึงใช้ 4 คนขวางกั้น
รอบด้านของ อู่ อวี้ เอาไว้
“เมื่ออยู่ในเวทีเซียนเหลียวแห่งนี้ เจ้าก็ไม่อาจจะ
หนีรอดพ้นเงื้อมมือของพวกข้าไปได้แล้ว อู่ อวี้”
มังกรเหมันต์พิสุทธิ์เก้าดาราเอ่ย
อู่ อวี้ ยอมรับว่าเสถานการณ์บัดนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว
และเขากำลังตกอยู่ในช่วงวิกฤต
ถือเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดเสียด้วย
องค์ชายน้อย ก็รู้ว่ามันจะกลายเป็นเรื่องที่ร้ายแรง
จึงกล่าวไปว่า “ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
มีเพียงชิ้นเดียว ส่วนพวกเรามีถึง 8 คนพวกเจ้าจะ
แบ่งกันอย่างไร? และจะใช้วิธีใด!”
นี่เป็นวิธีที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งภายในขึ้น
จากคำพูดเหล่านี้จึงเห็นว่า อู่ อวี้ กับ หวัง จื๋อซุน
ไม่ได้อยู่ในสายตาของคนทั้ง 8
ทุกคนพากันเงียบ
ก่อนหน้านี้ องค์หญิงโย่วเสี่ย ยังคงทำตัวตีสนิทกับ
อู่ อวี้ แต่เมื่อสมบัติล้ำค่าอยู่เบื้องหน้านาง นางก็
เปลี่ยนสีหน้าไปในทันที พร้อมกล่าวว่า “ด้วย
สถานะของพวกเราและตำแหน่งของพวกเราพวก
เราควรที่จะเลือกวิธีที่ยุติธรรม ทุกคนโปรดจง
มั่นใจ ผู้ที่จะได้รับสมบัติชิ้นี้ ทั้งหมดจะต้องขึ้นอยู่
กับความสามารถของตนเอง ตอนนี้พวกเรามีกัน
อยู่ 8 คนพอดี พวกเราก็ต่อสู้กัน เพื่อตัดสิน 4 คน
แรก ผู้ที่ชนะก็จะมาทำการต่อสู้ตัวต่อตัวอีกครั้ง
เพื่อหา 2 คน และทั้ง 2 คนนี้ก็จะทำการต่อสู้ใน
รอบสุดท้าย หากใครก็ตามที่สามารถคว้าชัยชนะ
ได้ในท้ายที่สุด ผู้นั้นก็สามารถครอบครอง ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ชิ้นนี้ไป ด้วยความ
ยุติธรรมเช่นนี้ ทุกคนจึงมีโอกาสเท่ากันทุกคน และ
จะไม่เกิดเป็นความวุ่นวาย อีกทั้งยังไม่ทำให้พวก
เราต้องบาดเจ็บด้วย ทุกท่านคิดว่าเป็นเช่นไร?”
องค์หญิงโย่วเสี่ย กล้าที่จะเสนอวิธีที่ยุติธรรมเช่นนี้
กล่าวได้ว่านางจะต้องมีความกล้าหาญที่มหาศาล
และมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะต่อเนื่องได้ถึงสาม
ครั้ง ทั้งยังมั่นใจว่าตนเองเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมาก
ที่สุดภายในกลุ่ม
แน่นอนว่าท่ามกลางคนกลุ่มนี้ ทุกคนต่างก็เป็นคน
ที่เย่อหยิ่ง ผู้เดียวที่ไม่คิดเช่นนั้นคือ องค์ชายน้อย
ในใจของมันรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของตนเอง
ท่ามกลางคนกลุ่มนี้ มันถือว่าเป็นคนที่อ่อนแอที่สุด
มีผู้ฝึกตน 3 คน ปีศาจ 3 ตัว และผู้ฝึกตนนอกรีต
อยู่อีก 2 คน
หากไม่ใช่วิธีการเช่นนี้ย่อมเกิดเป็นความวุ่นวาย
เนื่องจากว่าทุกคนก็ล้วนต้องการที่จะครอบครอง
สมบัติชิ้นนี้จนเกิดเป็นการต่อสู้ตะลุมบอน เกรงว่า
เลวร้ายที่สุดคงบาดเจ็บสาหัสและตกตาย
และเมื่อเกิดการตะลุมบอน ผู้ใดที่ชิงสมบัติมาได้
คนอื่นๆก็คงไม่ยินยอม
มันอาจจะเกิดเป็นการสังหารวนไปวนมาไม่มีที่
สิ้นสุด
ทั้ง 8 คนกำลังครุ่นคิด แต่ทันใดนั้น องค์ชายเฟิง ก็
กล่าวขึ้นว่า “วิเศษ ข้าชอบวิธีนี้ หากเป็นวิธีนี้ผู้ใด
ได้รับสมบัติชิ้นนี้ไปข้าก็สามารถยอมรับได้”
ในความเป็นจริงตอนนี้ทุกคนยังคงรักษาระยะห่าง
กันอยู่ และพวกมันต่างมีชื่อเสียงเลื่องลือ แต่ทว่า
น้อยครั้งนักที่จะเคยได้ต่อสู้กันเอง ในใจของทุกคน
จึงคิดว่านี่เป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุด
ชิงอู๋ หยุนซื้อ ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับ องค์ชายเฟิง
ยามนี้มันจ้องมองไปที่องค์ชายเฟิงด้วยสายตาที่ท้า
ทาย พร้อมกล่าวว่า “วิธีนี้ก็ไม่เลว มันสามารถ
หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บและล้มตายโดยไร้
ความหมายได้ แต่ว่าพวกเราจะตัดสินเลือกคู่ต่อสู้
กันอย่างไร?”
องค์หญิงโย่วเซี่ย เอ่ยว่า “พวกเราทั้ง 8 คน หากมี
5 คนที่เห็นด้วย งั้นเราก็ใช้วิธีนี้ ก่อนอื่นเราต้อง
ตัดสินวิธีการเสียก่อน สำหรับคู่ต่อสู้เพียงแค่เรื่อง
รอง ยังไงก็ย่อมสรรหาวิธีการอันยุติธรรมมาได้อยู่
แล้ว”
อันดับต่อไปจะต้องให้คนอื่นๆแสดงความคิดเห็น
ออกมา มังกรเหมันต์พิสุทธิ์เก้าดาราและพญา
อินทรีทองแปดปีกซึ่งปีศาจทั้ง 2 ตัวต่างกำลัง
ครุ่นคิด ซึ่งรู้สึกว่ามันไม่น่าจะมีปัญหาอันใดจึงตอบ
ตกลง ส่วนต้นไม้จักรพรรดิสวรรค์พยักหน้าตอบรับ
โดยทันควัน ท้ายที่สุด เฟิง เจี้ยนชิง ที่ดูเหมือนนัก
พเนจรผู้เดียวดาย อีกทั้งยังเป็นคนจาก วิถีกระบี่นิ
รันดร์ ย่อมไม่ปฎิเสธเมื่อเผชิญความท้าทายเช่นนี้
สุดท้ายจึงเหลือเพียงแค่ องค์ชายน้อย
อย่างไรก็ตามความเห็นของมันก็ไม่ได้สำคัญอีก
ต่อไป เพราะว่ามีคนเห็นด้วยถึง 7 คนแล้ว
ในความเป็นจริงคนที่สำคัญที่สุดคือ อู่ อวี้ แต่
สำหรับพวกมันทั้ง 8 คนแล้ว ความเห็นของ อู่ อวี้
หาได้สลักสำคัญแต่อย่างใด จึงไม่มีผู้ใดที่จะสนใจ
เขา
ยามนี้ อู่ อวี้ เป็นเพียงแค่เหยื่อของพวกมันทั้ง 8
คน
ในเมื่อเป็นเหยื่อแล้วจะมีปากมีเสียงอันใด
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ