กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 640 : วิกฤตอยางที่ไมเคยเปนมากอน
เส้นทางเซียนบรรพกาลก็มักจะมีกลยุทธิ์เช่นนี้
สถานที่ที่ไม่อยากจะให้คนเข้าไปง่ายๆ จะมีการ
วางค่ายกลจำกัดขอบเขตเอาไว้ และด้วยระดับ
ของ อู่ อวี้ และคนอื่นๆ ย่อมไม่มีทางสามารถ
ทำลายได้
เช่นเดียวกับที่ภายในสุสานที่มีค่ายกลผนึกแก่นแท้
ตำหนักม่วงของทุกคน
สำหรับบนเวทีเซียนเหลียวก็มีค่ายกลกำแพงที่มอง
ไม่เห็นอยู่ หากอยู่ภายนอกย่อมไม่มีทางที่จะรู้ถึง
ตัวตนของมัน แต่พอเข้ามาก็สายไปเสียแล้ว
เนื่องจากว่าเข้าได้แต่ออกไม่ได้
แน่นอนว่ายังมีทางเลือกอื่นอยู่ นั่นคือใช้ยันต์เซียน
บรรพกาลเพื่อหลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็ไม่ได้กังวลใจ ยังไงแล้ว
เขาสามารถออกไปได้เมื่อเขาต้องการ
“ที่แห่งนี้ไม่มีการผนึกพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง จึง
สามารถใช้ยันต์เซียนบรรพกาลได้”
บันไดของยอดเขาทั้ง 3 ดูเหมือนว่ามันจะถูกผนึก
เอาไว้ อาจไม่มีหนทางที่จะปีนขึ้นไป
สำหรับยอดเขาทั้ง 4 ที่มีวิหารตั้งอยู่ มันเสี่ยงมาก
เกินไป อาจจะมีโอกาสถึง 8 ใน 10 ส่วนที่จะต้อง
ตกตายไป อู่ อวี้ รู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นจะต้องเสี่ยง
ชีวีตไปเช่นนั้น
“ส่วนการใช้ยันต์เซียนบรรพกาลในการออกไป นั่น
จะเป็นวิธีสุดท้าย ในตอนนี้ยังไม่จำเป็นจะต้องรีบ
ร้อน”
ดังนั้นเขาจึงเริ่มผ่อนคลายลงมา หากกระทั่งเขายัง
ไม่อาจคว้าสิ่งใดมาได้ การที่คนอื่นจะเก็บเกี่ยว
สมบัติภายในที่แห่งนี้ย่อมยากเย็นกว่าเขาอย่าง
แน่นอน เขารู้ดีว่าคนอื่นๆต้องเผชิญหน้ากับ
อสรพิษอัสนีขย้ำ จึงไม่อาจจะบุ่มบ่ามทำอะไรโดย
ไม่คิดได้
หากถูกอสรพิษอัสนีขย้ำเจาะทะลวงเข้าสู่ร่างกาย
เช่นนั้นย่อมอันตรายร้ายแรงแล้ว
เนื่องจากอสรพิษอัสนีขย้ำเหล่านั้น มันวิ่งพล่านไป
มาตลอดเวลา ทั้งยังจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาที่
หิวโหย นี่จึงกลายเป็นภาพอันน่าสยดสยองยิ่ง
ยามนี้ อู่ อวี้ ยังคงรั้งอยู่ที่นี่เพื่อดูว่าจะเกิดการ
เปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือไม่
เขากำลังคิดว่า “หากคนอื่นเข้ามาถึง ข้าควรจะ
เอ่ยเตือนว่าถ้าเข้ามาแล้วจะไม่สามารถกลับ
ออกมาได้ดีหรือไม่?”
“หากว่าข้าเอ่ยเตือนไป อาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ที่ยืน
หยัดเป็นคนสุดท้ายอาจจะมีเพียงข้า บางทีพวกมัน
อาจจะมีวิธีอื่น และข้าก็ทำได้เพียงแค่รออยู่บนนี้
เท่านั้น”
“และหากข้าไม่เตือนในตอนที่พวกมันเข้ามาถึง
พื้นที่แคบๆแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์ชาย
น้อยและผู้ติดตามของมัน ก็อาจจะกลายเป็น
ปัญหาได้ เพราะว่าพวกมันหมายปองศาสตราเต๋า
วิถีแท้สุดยอดวิญญาณของข้าอยู่”
ทางเลือกมีเพียงแค่ 2 ทาง
แต่อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กลับคิดว่ายังไงมันก็ไร้
ประโยชน์อยู่ดี
เพราะว่าเมื่อพวกมันยืนอยู่ที่ด้านนอกของเวที
เซียนเหลียว พวกมันอาจจะมองไม่เห็น อู่ อวี้ และ
อสรพิษอัสนีขย้ำที่อยู่บนบันไดทั้ง 4 แห่งก็เป็นได้
เพราะ อู่ อวี้ จำได้ว่าในตอนที่เขาขึ้นมาถึงที่แห่งนี้
เขาก็มองไม่เห็นถึงบันไดที่ไต่ไปสู่ยอดเขาทั้ง 4 ว่า
มันมีอสรพิษอัสนีขย้ำอยู่มากมายเช่นนี้เช่นกัน
กลุ่มคนที่เร็วที่สุดเป็นองค์ชายเฟิง กับ ชิงอู่ หยุน
ซื่อ พวกมันไล่ตามหลัง อู่ อวี้ มาอย่างรวดเร็ว ใน
ตอนที่พวกมันเพิ่งจะมาถึงแล้วมองเห็นเวทีเซียน
เหลียวนี้ จึงทำให้หลงลืม อู่ อวี้ ไปชั่วขณะ
ก่อนที่พวกมันจะขึ้นมาถึง อู่ อวี้ ได้ยืนอยู่เบื้อง
หน้าพวกมันกล่าวว่า “พวกท่านทำไมชักช้าถึง
เพียงนี้ ข้ามารอจนจะหลับไปแล้วสองรอบ”
หลังจากที่กล่าวจบ อู่ อวี้ ก็พบว่ามีบางสิ่งมัน
ผิดปกติ พวกมันไม่มองมาที่เขาเลย แม้กระทั่งไม่
ฟังคำพูดของเขาเลยสักคำ ทั้ง 2 คนระมัดระวังตัว
กันและกัน ทันใดนั้นก็เร่งมุ่งหน้าขึ้นไปเวทีเซียน
เหลียวโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ
อู่ อวี้ คิดที่จะขวางพวกมันเอาไว้ แต่ก็ไม่ทันเสีย
แล้ว………
เมื่อพวกมันขึ้นมาแล้ว ก็สังเกตเห็น อู่ อวี้ ที่อยู่
เบื้องหน้าของตนทันที ทั้ง 2 คนรู้สึกตะลึงงัน แทบ
จะเอ่ยถามออกมาพร้อมกันว่า “อู่ อวี้ เจ้าขึ้นมา
อยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทำไมข้าถึงไม่เห็นเจ้า?”
ด้วยระยะทางที่ใกล้ขนาดนี้ พวกมันกลับมองไม่
เห็น อู่ อวี้ ดังนั้นพวกมันทั้งคู่จึงรู้สึกอับอายยิ่ง
อู่ อวี้ ถอยออกมารักษาระยะห่างกับพวกมัน ผู้ที่
ยังคงหลงเหลืออยู่บนเส้นทางเซียนบรรพกาล ล้วน
แล้วแต่เป็นยอดฝีมือแทบไม่ต่างกับ โอรสเล่อ จึง
เป็นเรื่องไม่ดีนักที่จะอยู่ใกล้กับพวกเขา
“บนเวทีเซียนเหลียวนี้ เป็นสถานที่ที่เข้ามาแล้วจะ
กลับออกไปไม่ได้ ข้ากำลังจะกล่าวกับพวกเจ้าใน
ตอนที่ยังอยู่ด้านนอก แต่พวกเจ้าทั้ง 2 คนไม่เห็น
และไม่ได้ยินข้าด้วย”
เมื่อพวกมันได้ยินคำพูดของ อู่ อวี้ เช่นนี้จึงเหลือบ
ไปเห็น อสรพิษอัสนีขย้ำ ที่เบียดเสียดกันอย่าง
หนาแน่นบนบันไดที่นำไปสู่ยอดเขาทั้ง 4 ยามนี้
พวกมันจึงเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด
“อะไรนะ!”
“ออกไปไม่ได้?”
พวกมันที่เพิ่งขึ้นมา แต่ยามนี้แทบจะรีบมุ่งออกไป
ในเวลาเดียวกัน ทว่าทั้ง 2 กลับกระแทกเข้ากับ
กำแพง ทั่วทั้งกำแพงสั่นกระเพื่อม และถูกดีด
ออกมาในเวลาเดียวกัน ล้มกลิ้งไปบนพื้นอยู่หลาย
ตลบ แรงดีดกระแทกกลับของกำแพงนี้นับว่าเอา
เรื่องไม่น้อย
“บัดซบ มีกำแพงที่มองไม่เห็นตั้งอยู่ น่าจะเป็นค่าย
กลประเภทหนึ่ง!”
“ช่องว่างมีเพียงแค่ 4 จุด นั่นคือบันไดที่นำไปสู่
วิหารเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม อสรพิษอัสนีขย้ำ มี
จำนวนมากเกินไป!” องค์ชายเฟิง ขมวดคิ้ว
ชิงอู่ หยุนซื่อ ยันกายลุกขึ้นมายืน มันมองไปรอบๆ
จากนั้นกล่าวขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าเส้นทางเซียน
บรรพกาลแห่งนี้ไม่คิดที่จะให้ข้าได้รับสมบัติเลยสัก
ชิ้น ด้วยอสรพิษอัสนีขย้ำที่มีจำนวนมากเช่นนี้
หากต้องการฝั่าขึ้นไปอาจถึงตาย โชคยังดีที่
อสรพิษอัสนีขย้ำ เหล่านั้นไม่ได้ลงมือ มิฉะนั้นพวก
เราคงเป็นเพียงปลาในอวนเท่านั้น”
องค์ชายเฟิง กล่าวเสริม “ถึงแม้ว่ายามนี้พวกมัน
จะยังไม่โจมตีมา แต่ก็ไม่แน่เสมอไปใช่หรือไม่?”
อู่ อวี้ ก็ไม่แน่ใจว่า อสรพิษอัสนีขย้ำ เหล่านี้จะจู่
โจมเข้ามาหรือไม่ หากมันจู่โจมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น
ใครก็ตามก็คงทำได้เพียงแค่บดขยี้ยันต์เซียนบรรพ
กาลเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้
แน่นอนว่าอาจจะกัดฟันแล้วฝั่าบันไดไป สำหรับ อู่
อวี้ อาจจะมีความหวัง
“หยุดคิดเรื่องสมบัติเสียเถอะ”
ทั้ง 2 คนรีบตัดใจจากการเข้าไปในวิหารอย่าง
รวดเร็ว พวกมันเปลี่ยนเปั้าหมายไปที่ อู่ อวี้ พร้อม
กันโดยไม่ได้นัดหมาย
เห็นได้ชัดว่าสำหรับพวกมันแล้ว ยังมีสมบัติที่อยู่
ใกล้ตัวอยู่ ซึ่งมันอยู่บนร่างของ อู่ อวี้
หากมันได้รับศาสตราวิถีแท้สุดยอดจิตวิญญาณมา
การที่พวกมันจะออกไปจากเส้นทางเซียนบรรพ
กาลเลยก็ถือว่าไม่ขาดทุนแล้ว
ยามนี้มีผู้คนอยู่ไม่มากนัก ทั้ง 2 คนต่างรู้ดีว่าอีก
ฝั่าย อู่ อวี้ เป็นศัตรูเพียงหนึ่งเดียวของตน จึง
เตรียมพร้อมที่จะเสี่ยงดวงดู พวกมันต่างก็วางแผน
ให้ อู่ อวี้ ยอมมอบศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณออกมา จากนั้นก็จะทำการต่อสู้แย่งชิงกัน
ทีหลัง
แต่น่าเสียดายที่ด้านหลังของพวกมันก็มีคนอื่นได้
มาถึงแล้ว
องค์หญิงโย่วเสี่ย ก็มุ่งความสนใจไปที่เวทีเซียน
เหลียว พร้อมพุ่งขึ้นมาโดยไม่กล่าวสิ่งใด
หลังจากที่นางเข้ามาแล้ว จึงสังเกตเห็นว่าข้างหน้า
มีคนอยู่ 3 คน จึงทำให้นางรู้สึกประหลาดใจ
“พวกเจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใด? ทำไมก่อนหน้านี้ข้า
ถึงมองไม่เห็นพวกเจ้าเลย?” องค์หญิงโย่วเสี่ยเบิก
ตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ยังไม่มีผู้ใดให้คำตอบนาง ก็มีอีกคนมาถึงนั่นคือ
ปีศาจมังกรเหมันต์พิสุทธิ์เก้าดารา และมันยังคิดว่า
ตนเองเป็นผู้ที่มาถึงเร็วที่สุด แต่หลังจากที่มันก้าว
เข้ามาแล้วกลับเห็นคนเหล่านี้ จึงเอ่ยถามขึ้น “ข้า
ไม่เห็นพวกเจ้าได้อย่างไร?”
องค์ชายเฟิง ยิ้มเย็นยะเยือกแล้วกล่าวขึ้นว่า “เห็น
ได้ชัดว่าเมื่อเข้ามาภายในนี้แล้วการจะกลับออกไป
ย่อมเป็นไปไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่แห่งนี้ก็
ไม่ให้คนที่อยู่ด้านในเอ่ยเตือนคนด้านนอกอีกด้วย”
ชิงอู่ หยุนซื่อ เอ่ยขึ้น “ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก คนที่เข้า
ร่วมการแย่งชิงสมบัติ ยิ่งมายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของ องค์ชายเฟิง องค์หญิงโย่ว
เสี่ยจึงมองไปรอบๆด้วยท่าทีระมัดระวัง ในไม่ช้า
พวกมันก็รับรู้ได้ถึงการคงอยู่ของ อสรพิษขย้ำอัสนี
และกำแพงที่มองไม่เห็น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงตก
อยู่ภายใต้ความเงียบ ท่ามกลางความเงียบนี้พวก
มันก็จับจ้องมาที่ อู่ อวี้ เป็นสายคาเดียว
สถานที่ที่ถูกผิดผนึกเช่นนี้ ทั้งยังไม่อาจเข้าไปในตัว
วิหารได้ ดูเหมือนว่าศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณของ อู่ อวี้ จะกลายเป็นสมบัติเพียงอย่าง
เดียวที่พวกมันสามารถแย่งชิงมาได้
อย่างไรก็ตามพวกมันก็เกรงว่า อู่ อวี้ จะหลบหนีไป
ในทันที ดังนั้นพวกมันทั้ง 4 คนจึงคิดหาวิธีไป
พลางและกระชับวงล้อม
อู่ อวี้ ได้คาดการณ์มาก่อนหน้าแล้วว่ามันจะต้อง
กลายเป็นเช่นนี้ ในเมื่อพวกมันไม่อาจจะเข้าไปใน
ตัววิหารได้ เขาก็จะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของ
พวกมัน
“พวกเจ้าอย่าได้สร้างความลำบากใจให้กับข้า ข้า
ได้มอบ ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ชิ้นนี้
ให้กับ องค์ชายน้อย ไปแล้ว หากพวกเจ้าคิดที่จะ
คุกคามข้าในตอนนี้มันก็เปล่าประโยชน์ ข้ายังรัก
ตัวกลัวตาย และไม่กล้าที่จะต่อต้านองค์ชายน้อย”
เขาสามารถใช้ได้เพียงแค่แผนถ่วงเวลาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม องค์ชายน้อย ก็ยังคงถูก อสรพิษ
อัสนีขย้ำ ไล่ล่าติดตามอยู่ คาดว่าคงไม่อาจจะปีน
ขึ้นมาถึงบนนี้ได้ในเร็ววัน
“เจ้าแน่ใจหรือ? หากเจ้าหลอกลวงพวกเรา ผลที่
ตามมามันย่อมร้ายแรงกว่าที่เจ้าคาดคิด!” มังกร
เหมันต์พิสุทธิ์เก้าดารา เอ่ยข่มขู่เสียงดัง
อู่ อวี้ โบกมือกล่าวว่า ”ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ มีเพียงแค่ชิ้นเดียว แต่คนที่อยากได้มัน
กลับมีมากถึงเพียงนี้ ข้าไม่อาจจะทำอะไรได้ และ
อีกอย่าง ข้าก็ถือว่าเป็นคนของ อาณาจักรโบราณ
เหยียนหวง เช่นกัน แน่นอนว่าไม่อาจมอบให้พวก
เจ้าได้”
ใบหน้าของ องค์หญิงโย่วเสี่ย กลายเป็นเย็นชา
พลางส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “อู่ อวี้ การที่เจ้าเป็น
เช่นนี้มันทำให้ข้ารู้สึกผิดหวังในตัวเจ้ามาก ก่อน
หน้านี้ข้ายังสามารถปกปั้องเจ้า แต่เจ้ากลับตอบ
แทนข้าเช่นนี้หรือ”
องค์หญิงโย่วเสี่ย กำลังเสแสร้งทำเป็นตีสนิท แต่ อู่
อวี้ ไม่หลงกลนาง หากเขาต้องการพึ่งพิงนาง ก็
จะต้องไปที่ จักรพรรดิเปั่ยหมิง แต่มันก็ไม่อาจจะ
เป็นเรื่องที่ดี
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกยิ่งหดหู่คือ เขาเห็นว่า องค์
ชายน้อย กำลังมุ่งหน้ามา ไม่คิดว่าคนผู้นี้จะเด็ด
เดี่ยวถึงเพียงนี้ ถึงแม้จะดูเหมือนว่ามันจะอยู่ใน
สภาพที่น่าสังเวชอย่างมากก็ตามที แต่มันก็ยังยืน
หยัดหมายมั่นจนมาถึงที่แห่งนี้ได้ เมื่อมันมองเห็น
เวทีเซียนเหลียว มันก็รีบตรงดิ่งมาในทันที พร้อม
กับมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของทุกคน
“พวกเจ้า?”
องค์ชายน้อยรู้สึกตกตะลึง
อย่างไรก็ตามมันมุ่งความสนใจมาที่ อู่ อวี้ อย่าง
รวดเร็ว และกล่าวด้วยโทสะที่เดือดดาลว่า “อู่ อวี้
เจ้าบังอาจหลบหนีข้ารึ? เจ้าน่าจะรู้ดีหากไม่อยู่ใน
สายตาข้าแล้วมันจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง! อย่าคิดว่า
เจ้ามีความสามารถแล้วจะมากระตุ้นโทสะข้าได้นะ
บนโลกของผู้ฝึกตนนี้ หากเจ้าอยู่ตัวคนเดียว ก็ไม่
นับว่ามีคุณค่าใดๆ!”
การปรากฏตัวของมันได้สร้างปัญหาให้กับ อู่ อวี้
อย่างยิ่ง
“พวกท่านก็น่าจะเห็นถึงการโจมตีของ อสรพิษ
อัสนีขย้ำ เหล่านี้แล้ว ยามที่ข้ากำลังหลบเลี่ยงพวก
มัน หันกลับมาอีกทีก็ไม่เห็นพวกท่านแล้ว ท่านไม่
อาจกล่าวโทษข้าได้” อู่ อวี้ กล่าว
ยามนี้ องค์ชายน้อย เพิ่งจะสังเกตเห็นถึง
สถานการณ์โดยรอบ มันจึงเร่งรีบมาอยู่ข้างกาย อู่
อวี้ สำหรับคนอื่นๆต่างพากันมองมาดูสีหน้าอัน
ละโมบ จากนั้นก็พากันเอ่ยถามขึ้นว่า “มันเกิด
เรื่องอันใดขึ้นที่นี่!”
แต่ขณะที่มันยังไม่ทันได้กล่าวจบ มังกรเหมันต์
พิสุทธิ์เก้าดารา กลับเอ่ยถามขึ้นมาก่อน “องค์ชาย
น้อย อู่ อวี้ ได้กล่าวว่า ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ มันอยู่ในมือของท่าน เป็นเรื่องจริง
หรือไม่?”
สีหน้าขององค์ชายน้อยเปลี่ยนไป พร้อมกล่าว
ออกมาด้วยน้ำเสียงเดือดาล “พายลมไร้สาระอัน
ใด!” มันหันหน้าไปมอง อู่ อวี้ ด้วยสีหน้าที่ดุร้าย
กล่าวว่า “ที่เจ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอะไร?”
องค์หญิงโย่วเสี่ย เอ่ยขึ้น “เอาล่ะ ทุกคนหยุดเส
แสร้งกันได้แล้ว ไม่ว่าใครก็คิดอยากครอบครอง
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ของเขากัน
ทั้งนั้น ข้าว่าก่อนอื่นต้องชิง ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ มาให้ได้เสียก่อน อย่าให้เขานำมัน
ออกไปจาก เส้นทางเซียนบรรพกาลแห่ง นี้ได้ แล้ว
จากนั้นพวกเราค่อยมาตัดสินว่าผู้ใดควรที่จะได้รับ
มันไป”
“ตกลง” องค์ชายเฟิงและคนอื่นๆตกลงเห็นด้วย
อย่างรวดเร็ว
องค์ชายน้อยเอ่ยขึ้น “ข้าขอคัดค้าน! ศาสตราเต๋า
วิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ชิ้นนี้เป็นของ อาณาจักร
โบราณเหยียนหวง ของข้า ทำไมจะต้องมอบมัน
ให้กับพวกเจ้าด้วย! อู่ อวี้ กลับไปที่ อาณาจักร
โบราณเหยียนหวง กับข้าเร็วเข้า”
หลังจากที่เอ่ยขานรับ แต่ละคนก็ค่อยๆขยับก้าว
เข้ามาเรื่อยๆ บัดนี้จำนวนคนที่อยู่บนเวทีเซียน
เหลียวเพิ่มขึ้นมาจนถึง 10 คน
นอกจาก อู่ อวี้ แล้ว คนอื่นล้วนแข็งแกร่งกว่า องค์
ชายน้อย
“เมื่อเข้ามาภายในนี้แล้วจะไม่สามารถออกไปได้?”
ยามนี้คนที่เข้ามาถึงคนล่าสุดซึ่งอยู่ในขอบเขตก่อ
ร่างกำเนิดจิตเทวะระดับที่ 4 ยามที่ย่างก้าวเข้า
มาแล้วสังเกตเห็นถึงยอดฝีมือทั้งหลาย จึงคิดที่จะ
ล่าถอยกลับไป แต่ทว่ามันก็ถูกกำแพงที่มองไม่เห็น
หยุดเอาไว้
“ทุกคนต่างคิดแย่งชิง ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ ทว่าตัวข้าคงไม่มีคุณสมบัติในการเข้า
ร่วม เช่นนั้นขอตัวลา” เมื่อเห็นว่าไม่มีวิธีที่จะ
ออกไปจากที่แห่งนี้ และก็ไม่อาจจะไปแย่งชิงเก็บ
เกี่ยวได้เช่นเดียวกับผู้อื่นๆ คนผู้นั้นจึงเตรียมตัวที่
จะบดขยี้ ยันต์เซียนบรรพกาล เพื่อจะออกไปจาก
เส้นทางเซียนบรรพกาล
ยันต์เซียนบรรพกาลของเขาถูกบดขยี้แล้ว จากนั้น
เขาก็ได้หลับตาลงเตรียมตัวที่จะจากไป
ทันใดนั้นดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงบางอย่าง คนผู้
นั้นจึงเปิดเปลือกตาขึ้น และยังคงเห็น องค์ชายเฟิง
องค์หญิงโย่วเสี่ย ชิงอู่ หยุนซื่อ กับคนอื่นๆอยู่
ทุกคนต่างก็ตกตะลึง
คนผู้นั้นกล่าวขึ้นอย่างตกใจว่า “ข้าบดขยี้ยันต์ไป
แล้วไม่ใช่หรือ?”
อย่างไรก็ตามเรื่องที่เกิดนี้ไม่น่าเป็นไปได้ ก็เขาบด
ขยี้ ยันต์เซียนบรรพกาล ไปแล้วนี่ แล้วทำไมถึง
เป็นเช่นนี้
ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือ ยันต์เซียน
บรรพกาล มิอาจใช้ได้….
ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึก
มาก่อน
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ