กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 7 : ราตรีแห่งลอบสังหาร
“ท่านหัวหน้าจ้าว! เมื่อไม่กี่วันนี้เจ้า อู่ อวี้ มันยัง
พิการอยู่เลย แต่เวลานี้มันกลับสามารถใช้มือเปล่า
กับ พลังเถื่อนของมัน ท าลายต้นไม้ต้นใหญ่ขนาดนั้น
ได้ มันต้องโชคดีจนได้รับอะไรบางอย่างมาจาก
เทือกเขาหยานหลี่ของเราเป็นแน่ มิเช่นนั้นแล้วมันคง
ไม่อาจแสดงเรื่องปาฏิหาริย์เช่นนี้ได้แน่ !” ผู้รับใช้ที่มี
ไฝเม็ดโตติดอยู่บนริมฝีปากของมันจนดูน่าขนลุก
ก าลังพูดยุแยงจ้าวชวนอยู่
“เจ้าพูดถูก ข้าเองก็คิดเช่นนั้น!” จ้าวชวนตอบด้วย
สายตาที่เปล่งประกายแห่งความยินดี และ ความ
ตื่นเต้นออกมาจากดวงตาทั้งคู่ของมัน ผู้รับใช้รีบหัน
กลับไปหา อู่ อวี้ ทันที พร้อมกับล้อมตัวของเขา
เอาไว้
“พวกท่านต้องการสิ่งใด” อู่ อวี้ กวาดสายตาไปมา
มองพวกที่ล้อมตัวเขาอยู่ โดยเฉพาะจ้าวชวน ผู้ที่ท า
ให้เขากลายเป็นแพะรับบาป เขาไม่มีวันลืมเหตุการณ์
เมื่อ 10 วันก่อน มันท าให้เขาเกือบจะเอาชีวิตไม่
รอด!
“พวกข้าแค่อยากรู้เท่านั้น เจ้าไม่พิการแล้วอย่างนั้น
หรือ? เพราะเหตุใดเจ้าถึงแข็งแกร่ง มีพลังเช่นนี้ได้ ?
เจ้าลอบเข้าไปในพื้นที่ของพวกข้า แล้วแอบขโมย
เคล็ดการบ่มเพาะของเรามาใช่หรือไม่ ?”
จ้าวชวน นั่นเดิมนิสัยของเขาก็เป็นคนต่ าช้าอยู่แล้ว
เขาจึงกล้าที่จะกล่าวออกมาอย่างผ่าเผยเช่นนี้ ซึ่ง อู่
อวี้ รู้ดีว่าเจ้าพวกนี้ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอัน
มหาศาลของเขาภายในตัว พวกมันจึงอยากรู้ว่าเขา
เปลี่ยนแปลงเช่นไรบ้าง หากสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อ
พวกมัน คนอย่างพวกมันจะไม่รีรอ ที่จะฉกฉวยมา
เป็นของตนเอง
“อู่ อวี้ ไอ้เจ้าหัวขโมยไร้ยางอาย! เจ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่
ใจ รีบส่งของที่เจ้าขโมยไปคืนกลับมาให้พวกข้า
เดี๋ยวนี้ ข้าจะไม่โต้เถียงกับเจ้าให้มากความ เจ้าควร
จะรู้ว่าควรท าสิ่งใด” ดวงตาของจ้าวชวนหรี่เล็กลง
แสดงถึงความโลภภายในตัวของมัน ๆ อยู่ในนิกาย
กระบี่สวรรค์มาเป็นเวลานานแล้ว หากมีโอกาสมัน
ย่อมไม่ลังเลคว้าสิ่งนั้นมา ต่อให้ต้องฉกฉวย หรือ
แย่งชิงก็ตาม มันจะต้องได้สิ่งนั้นมาครอบครองให้จง
ได้
“ประการแรกข้าไม่เคยขโมยอะไรมา และประการที่
สองข้าไม่มีอะไรต้องมอบให้แก่เจ้า” อู่ อวี้ รู้ว่าพลัง
ของจ้าวชวนอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 4 ซึ่งต่างจากตัว
เขา 2 ขั้น นั่นหมายความว่าจ้าวชวนย่อมมีพลัง
มากกว่าเขาถึง 2 เท่า มีพลังเทียบเท่าอาชากับศึก
20 ตัว
“หัวหน้าจ้าวฆ่ามันเสียเลยจะได้จบๆ!” ผู้รับใช้ที่อยู่
ข้างกายมันพูดขึ้น
“เอาอย่างที่เจ้าว่า ข้าจะให้โอกาสเจ้าสังหารมัน
จัดการซะ!” จ้าว ชวนได้โบกมือออกไป เพื่อจะท าให้
เห็นว่าเขาไม่ได้มีความอดทนมากนัก หากว่าอีกฝ่าย
มีสมบัติอะไรบางอย่างจริง เขาจะต้องได้มันมาอยู่ใน
ก ามือของตนให้จงได้
“ขอขอบคุณ ท่านหัวหน้าจ้าว!” ฉับพลัน ผู้รับใช้ร่าง
ก าย าก็ม้วนตัวกระโจนเข้าใส่ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว
พลังรุนแรง และ ดุเดือดของพวกมันถาโถมเข้าหา อู่
อวี้ อย่างหนักหน่วง เห็นได้ชัดว่าพลังของพวกมัน
เทียบเท่าอาชาศึกเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ทว่ามันก็มาก
เพียงพอที่จะบดขยี้ต้นไม้ให้แหลกเป็นเสี่ยง ๆ ลงได้!
“เหอะ!”
แม้ผู้รับใช้เหล่านี้จะมีพลังมากเพียงใดก็ตาม แต่ทุก
การโจมตีของพวกมันกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ อู่ อวี้
วิ่งพุ่งตัวไปข้างหน้า กล้ามเนื้อของเขาโป่งพอง เต็ม
เปี่ยมไปด้วยพลังมหาศาลทันใดนั้น! เขาก็เตะเข้าไป
บนหน้าอกของผู้รับใช้คนหนึ่ง
* โครมมม!!! * ผลกระทบจากพลังมหาศาลนั้นได้
สร้างรอยร้าว และ การแตกหักของกระดูกซี่โครง
กระดูกซี่โครงยุบตัวลงในทันที ร่างของมันลอย
กระเด็นไปตามพลังเตะ มันส่งเสียงกรีดร้องออกมา
ด้วยความเจ็บปวดจวนเจียนใกล้ตาย อั่ก อั่ก
โอ๊ยยยย 〜 〜
“แข็งแกร่ง!” จ้าวชวนรีบเข้าไปตรวจสอบคนที่ได้รับ
บาดเจ็บ
“แค่มันได้สิ่งนั้นมา ก็ท าให้มันแข็งแกร่งมากมายถึง
เพียงนี้เชียวหรือ ?”
ขณะที่มันก าลังครุ่นคิดอยู่นั้น ยังเหลือลูกน้องของมัน
อีก 4 คนที่ยังคงโจมตี อู่ อวี้ อยู่ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่
ในขั้นเดียวกันกับ อู่ อวี้ แต่เป็นเพราะ อู่ อวี้ ได้
ฝึกฝน ‘กายาเพชรอมตะ’ เขาจึงยืนหยัดรับหมัดได้
อย่างไร้ปัญหา ผู้รับใช้ทุกคนถูกเขาโต้กลับได้ทุก
กระบวนท่า จนในที่สุดพวกมันต้องถอยร่นกลับไป
และ กระอักเลือดออกมาพร้อม ๆ กัน อั่ก
พรวดดด!!! บางคนแขนขาหัก และ ไม่อาจลุกขึ้นยืน
กลับมาได้อีกครั้ง บัดนี้เรี่ยวแรงของพวกมันไม่
หลงเหลืออีกแม้แต่น้อย
“ถึงตาเจ้าแล้ว!”
เพียงชั่วพริบตา เหล่าลูกน้องของ จ้าวชวนต่างกะพา
กันไปนอนกองบนพื้นกันหมด เหลือเพียงแค่จ้าว
ชวน คนเดียวเท่านั้น ซึ่งในตอนนี้แววตาของ อู่ อวี้ ก็
ก าลังร้อนผ่าวไปด้วยไฟแผดเผาอันรุนแรง
การแก้แค้น … อ๊ากกกกกก! มันช่างรู้สึกน่ายินดีอะไร
เช่นนี้!
นับตั้งแต่สวรรค์เมตตา ให้โอกาสข้าผู้นี้ได้เกิดใหม่อีก
ครั้ง ใยเขาต้องปราณี แล้วละเว้นความแค้น แก่
ผู้กระท าชั่วช้าต่อเขาเมื่อครั้งอดีตด้วยเล่า? จ้าวชวน
ผู้นี้ไม่เพียงแต่จะท าให้เขาเกือบตาย แต่มันยังคิดชั่ว
คิดจะแย่งชิงมรดกล้ าค่าที่เขาได้รับมา แล้วเหตุใดเขา
ต้องอ่อนข้อ ให้กับไอ้คนชั่วช้าเลวทรามพวกนี้ด้วย ?
เหงื่อแสนเย็นเฉียบไหลลงมาจากใบหน้าของจ้าวชวน
ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ แต่
กระบวนท่าที่ อู่ อวี้ ใช้ออกมาในแต่ละครั้งนั้น มัน
ดุดันและดูรุนแรงอย่างมากนั่นเอง จึงท าให้ จ้าวชวน
ค่อนข้างจะที่เกิดความกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
“หมัดมังกรพยัคฆ์ค าราม!”
อู่ อวี้ วิ่งพุ่งตัวไปข้างหน้า 3 ก้าว แต่ละก้าวเปี่ยมล้น
ไปด้วยพลัง ซึ่งเห็นได้ชัดจากร่องรอยที่ปรากฏอยู่บน
พื้นดิน และ เมื่อก้าวที่ 3 มาถึง ทันใดนั้นพลัง
มหาศาลของพยัคฆ์ก็ปรากฎออกมาให้เห็น พลังของ
พยัคฆ์ถูกระเบิดออก พร้อมกับเสียงร้องค ารามดัง
กึกก้องกัมปนาท เสียงนั้นอัดกระแทกเข้าใส่หูของ
จ้าวชวนอย่างรุนแรง โฮกกกกกก!!!!!
เพียงแค่ชั่วพริบตา หมัดพยัคฆ์ก็มาถึงใบหน้าของจ้าว
ชวน บัดนี้ชะตาชีวิตของจ้าวชวนเสมือนกับตะเกียง
ที่ขาดน้ ามัน จ้าวชวนรีบชักกระบี่ของตนเองขึ้นมา
เพื่อผลักให้ อู่ อวี่ ถอยร่นกลับไป
“เจ้าคิดว่า จ้าวชวนผู้นี้ ซึ่ง…เป็นถึงผู้พิทักษ์ประตู
ของสวนสัตว์สวรรค์ จะอ่อนแอเช่นนั้นหรือ?”
ในจิตใจของจ้าวชวน มีมากมายหลายวิธีที่จะสังหาร
อู่ อวี้
“สังหารมันนนน!” เหล่าผู้รับใช้ที่นอนบาดเจ็บอยู่บน
พื้นดินร้องตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน ด้วยความเกลียด
ชังต่อ อู่ อวี้ ที่อัดแน่นอยู่เต็มหัวใจของพวกมัน
“เจ้ากล้าท าร้ายสหายร่วมงานของข้า จนพวกมัน
ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ถือว่าสมควรตาย! วันนี้ข้า
จะลงโทษเจ้าแทนท่านซู ซ่างเซียนเอง เจ้าจงชดใช้
ด้วยชีวิต” จ้าวชวนกล่าวด้วยน้ าเสียงโหดเหี้ยม
กระบี่โลหะในมือของมัน เปล่งแสงเจิดจ้าท่ามกลาง
ความมืดมิดในยามราตรี สิ่งที่ปรากฎมันท าให้ อู่ อวี้
รู้สึกเย็นเยือกเข้าไปจนถึงกระดูก
จ้าวชวนอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 4 แสดงว่ามันย่อมอยู่
ขั้น 4 ของการสละร่างด้วย “ภายในแข็งแกร่ง”
เท่ากับว่าอวัยวะภายในของมันจะแข็งแกร่งขึ้น
หลังจากหลอมรวมกล้ามเนื้อไปแล้ว ลมหายใจขอมัน
ยังคงสงบ และ ผ่อนคลาย เสียงที่เปล่งออกมาราว
กับพยัคฆ์ค าราม ราวกับว่ามันเป็นราชาอันยิ่งใหญ่
แห่งพงไพร คู่ดวงตาที่คมกริบเย็นยะเยือกก าลังจับ
จ้องเหยื่อ กระบี่โลหะแทนเขี้ยวอันแหลมคมของมัน
“แข็งแกร่ง” หากต่อสู้ด้วยวรยุทธเดิมที่เขามีอยู่ เขา
คงเอาชนะจ้าวชวนได้ไม่ยากเย็นนัก แต่เวลานี้พลัง
ของเขาไม่ได้เหมือนในอดีตแล้ว เท่ากับว่าจ้าวชวน
แข็งแกร่งกว่าเขาถึง 20 อาชาศึก!
“ในเมื่อเจ้าเป็นลูกกะจ๊อกของไอ้แก่ เสิ่น อู๋เต้า แสดง
ว่ามันย่อมรู้เห็นเรื่องของเจ้า ฉะนั้นหลังจากที่ฆ่าได้
ปลิดชีพเจ้าแล้ว ข้าจะไปถลกหนังด าๆ ของมัน ข้าจะ
บดกระดูกแล้วควักไส้ของมันออกมาให้แร้งกากิน !”
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าคนพิการอย่างมันจะเปลี่ยนแปลงได้
มากขนาดนี้ แต่การที่มันได้มาพบเจอกับท่านหัวหน้า
จ้าว ก็ถือว่าเป็นโชคชะตาที่เลวร้ายยิ่งส าหรับมัน
แล้ว! หัวหน้าจ้าวอย่าด่วนสังหารมันเร็วเกินไปนัก
พวกเราอยากเห็นมันทุรนทุรายจนอยากจะตายแต่ไม่
สามารถตายได้!”
อู่ อวี้ ยังคงสงบเงียบ และ สุขุม นั่นก็เพราะว่าเขา
ตระหนักได้ว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบต่อ จ้าวชวน
อยู่ แต่กระนั้น ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เขาก็ไม่
สามารถที่จะตายลงได้เด็ดขาด
* ชิ้ง ชิ้ง! *
กระบี่ยาวของจ้าวชวน กวัดแกว่งไปมาท่ามกลาง
ความมืด ทุกการเคลื่อนไหวล้วนโหดเหี้ยม กระหาย
โลหิต!
“เพลงกระบี่ยอดเยี่ยมของจ้าวชวนนี้ จัดอยู่ในขั้น
กลาง ‘เพลงกระบี่ดอกแพร์พิรุณคลั่ง’ ผู้ที่สามารถ
ฝึกฝนกระบวนท่านี้ได้ จ าต้องเป็นผู้รับใช้ของศิษย์
ชั้นสูงเท่านั้น ซึ่งภายในอาณาจักรบูรพาเย่ว อู่
กระบวนท่าขั้นกลางเช่นนี้อาจเป็นสมบัติล้ าค่าของ
อาณาจักร แต่ส าหรับนิกายกระบี่สวรรค์แล้ว มันเป็น
เพียงแค่เศษขยะที่พวกเขาแสดงความเมตตาแก่ผู้รับ
ใช้
“ความแข็งแกร่งของจ้าวชวน มีมากกว่าข้าสองเท่า
อีกทั้งมันยังมีกระบวนท่าชั้นกลางอีกด้วย!”
อู่ อวี้ ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าการต่อสู้นี้มันจะ
อันตรายถึงขั้นวิกฤตเช่นนี้ ซึ่งการต่อสู้นี้สามารถชี้
เป็นชี้ตายได้เลยว่าจะอยู่หรือจะไป
“ตายยยยซะ!”
ทันใดนั้นเอง จ้าวชวนก็พุ่งตัวใส่ อู่ อวี้ ยามเมื่อมัน
กวัดแกว่งกระบี่ เงากระบี่พริ้วไหวอยู่ทั่วอากาศ
พร้อมกับเจตนาฆ่ารุนแรงแผ่ออกมาอย่างน่า
เหลือเชื่อ
“รุนแรงยิ่งนัก!”
กระบี่ของจ้าวชวนพุ่งตรงไปยังกลางหน้าผากของ อู่
อวี้
“หลบหลีก!”
ในมือของอู่ อวี้ ไร้ซึ่งอาวุธโต้กลับได้ หนทางเดียวที่มี
อยู่นั่นก็คือการหลบหลีก เขารีบเข้าสู่กระบวนท่า
‘ก้าวปีศาจวานร’ เขาหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว แล้ว
พุ่งต้วเข้าไปในป่า แม้ตัวของเขาเองก็แทบไม่อยากจะ
เชื่อว่า กระบวนท่าก้าวปีศาจวานร จะมี
ประสิทธิภาพมากถึงเพียงนี้ ซึ่งมันได้ช่วยเขาหลบ
หลีก จากเพลงกระบี่ของจ้าวชวนได้หลายต่อหลาย
กระบวนท่า
“ไอคนพิการอย่างแกมันไม่มีฝีมืออะไรหรอก แกมัน
ก็มีดีแค่หนีเท่านั้นแหละ!” จ้าวชวนถอนหายใจ
ออกมาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด “ในเมื่อเป็นสวะ
มาช้านาน เจ้าก็จงเป็นต่อไปซะ”
* ฉัวะ ฉัวะ! *
กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ถูกตัดด้วยคมกระบี่ของจ้าว
ชวน ใบไม้ และ กิ่งก้านปลิวว่อนตามสายลม ในที่สุด
มันก็ร่วงลงสู่พื้น และ กระจัดกระจายไปทั่วพื้นดิน
ร่องรอยของคมกระบี่ปรากฎอยู่บนกิ่งไม้ทุกกิ่งก้าน
เรียบเนียนไร้ที่ติ ซึ่งบ่งบอกถึงความช านาญในเพลง
กระบี่ของคนผู้นั้น
“ดอกแพร์ร่ายร า!”
จ้าวชวนไล่ล่า อู่ อวี้ อย่างไม่ลดละ เงาของกระบี่
กลายเป็นดอกแพร์เห็นได้อย่างเด่นชัด คลื่นกระบี่บด
บังการมองเห็นของ อู่ อวี้ ยังคงใช้กระบวนท่าก้าว
ปีศาจวานรอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีบางกระบวนท่า
ของกระบี่ ที่หลุดรอดเข้ามาจนเกือบถึงตัวเขา ใน
ระยะที่เรียกว่า แค่เส้นยาแดงผ่าแปด เวลานี้เขาไม่
อาจท าสิ่งใดได้นอกจากหลบหลีก แล้วปล่อยให้จ้าว
ชวนไล่ล่าโจมตีตัวเขาต่อไป การหลบหลีกจากการ
โจมตีนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย หากเขาหลบหลีกไม่
ทันท่วงที แขนของเขาคงถูกจ้าวชวนตัดจนขาด
สะบั้น!
“เหอะ!”
จ้าวชวนผู้สงบนิ่ง บัดนี้มันไม่สงบนิ่งอีกต่อไป มันรีบ
พุ่งตัวไปข้างหน้า จากนั้นก็ใช้กระบี่เฉือนลงไปบนขา
ของ อู่ อวี้ ลึกเข้าไปจนถึงกระดูก จนสามารถ
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า * ฉัวะ!! *
หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่ากระดูกของ อู่ อวี้ มีแสงสี
ทองเปล่งประกายออกมา แท้จริงแล้วกระดูกของเขา
ได้กลายเป็นทองค าไปแล้ว ซึ่งในที่สุดกระดูกของเขา
ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นเปลวเพลิงสีทอง หรือที่เรียกว่า
‘เพลิงสีทองผลาญกระดูก’ อย่างสมบูสรณ์!
“วิเศษ เจ้าอู่อวี้มันก าลังถอดใจแล้ว!” จ้าวชวนและ
คนอื่นๆก าลังยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข
“ตายซะ!”
จ้าวชวนพุ่งกระบี่ไปข้างหน้า โดยใช้กระบวนท่า
‘กระบี่ดอกแพร์พิรุณคลั่ง’ กระบี่มากมายพุ่งตกลง
มาจากฟากฟ้า ราวกับหยาดพิรุณที่ล่วงหล่นลงมา
เป้าหมายของมันคือศีรษะของ อู่ อวี้ เนื่องจาก
ความรวดเร็ว กอรปกับการโจมตีแบบกะทันหัน ท า
ให้เขาไม่มีเวลามากพอที่จะชะลอความรุนแรง หรือ
หลบหนีออกจากมัน เวลาการต่อสู้ผ่านไปได้ 2 ก้าน
ธูปแล้ว ร่างของอู่ อวี้ เต็มไปด้วยบาดแผล และ
คราบเลือดเกรอะกรังทั่วกาย อาภรณ์ของเขาที่สวม
ใส่อยู่นั้น ราวกับว่ามันถูกย้อมด้วยสีแดงของโลหิต
ท าให้จ้าวชวนเปล่งเสียงหัวเราะสุดอ ามหิตออกมา
นับตั้งแต่ที่ อู่ อวี้ เริ่มถูกโจมตี สีหน้า และ ท่าทาง
ของเขาไม่แสดงถึงความเจ็บปวดแต่อย่างใด ราวกับ
ว่าคนที่ได้รับบาดเจ็บนั้นไม่ใช่ตัวของเขา
แท้จริงแล้วจ้าวชวนไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า การ
ต่อสู้ระหว่างมันกับ อู่ อวี้ จะยืดเยื้อมาถึง 2 ก้านธูป
[1] ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างประหลาดใจที่ยังเห็น อู่ อวี้
ยืนหยัดอยู่ได้
“ข้าคงต้องจบการต่อสู้ครั้งนี้เสียที.” จ้าวชวนแผ่รังสี
กดดันออกมา เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาได้เพิ่มพลัง
และ ความเร็วอัดเข้าไปในกระบี่ ซึ่งมันเกือบจะปลิด
ชีพของ อู่ อวี้ อีกครั้ง ระหว่างที่พวกเขาโจมตีเข้าใส่
กันและกัน
สิ่งที่มันยังไม่ได้สังเกตเห็นนั่นก็คือ ภายในดวงตาของ
อู่ อวี้ เปล่งประกายแสงสีทองออกมา
“เพลงกระบี่ทะลวงใจ !” จ้าวชวนพุ่งตัวไปข้างหน้า
พร้อมกับกระบี่ที่ถืออยู่ในมือของมัน ท่าทางของมัน
ราวกับอสรพิษที่ก าลังพุ่งเข้าฉกหัวใจของ อู่ อวี้ เขา
รีบสร้างเกราะป้องกันขึ้นบริเวณหน้าอก ด้วยทักษะ
การควบคุมที่สมบูรณ์แบบ
ทันใดนั้นดวงตาของอู่ อวี้ ก็เกิดประกายแสงเจิดจ้า
ขึ้นมา ความเจิดจ้าของมันมากเสียจน ท าให้จ้าวชวน
ต้องหรี่ตาหลบ ในเวลานั้นยิ่งท าให้โทสะของเขา
ทวีคูณมากขึ้น อู่ อวี้ ร้องค ารามกึกก้องก่อนกระท า
สิ่งที่ไม่คาดฝัน
ฉับพลัน เขาใช้มือข้างซ้ายคว้ากระบี่ของจ้าวชวน
เพื่อสกัดการโจมตีนั้นไว้
คมกระบี่เฉือนลึกเข้าไปในเนื้อ และ ผิวหนังของเขา
จนมันแทบจะขาดออกจากกัน แต่น่าเสียดายที่ แม้
กระบี่จะแหลมคมมากเพียงใด แต่มันก็ไม่สามารถตัด
ผ่านกระดูกของเขาได้ ต่อให้มันสามารถตัดผ่านเนื้อ
หนัง และ เส้นเอ็นของเขาได้ก็ตามที
หลังจากที่เขาต้องเผชิญกับราตรีแห่งการต่อสู้ เปลว
เพลิงสีทองก็ถือก าเนิดขึ้นบนกระดูกของเขา ลึกลงไป
ภายใต้เนื้อหนัง
“มังกรฟ้าแหวกสมุทร!”
ในระหว่างจับกระบี่ของจ้าวชวนอยู่ เขารู้ดีว่าตนเอง
มีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากการโจมตีครั้ง
นี้ไม่อาจสังหารจ้าวชวนได้ คงจะเป็นตัวเขาเองที่ต้อง
ตาย!
* กรรรรร!!!!! *
เสียงค ารามของ อู่ อวี้ นั้นเต็มไปด้วยแรงโทสะมันคือ
เสียงค ารามของมังกรที่สั่นสะเทือนไปทั้งมหาสมุทร!
* ย๊ากกกก! *
อู่ อวี้ รีบคว้าโอกาสนี้ โจมตีเป็นครั้งที่ 2 เขาใช้มือ
ข้างขวาก าหมัดแน่น แล้วปล่อยกระบวนท่า หมัด
มังกรพยัคฆ์ค าราม ออกไป โดยการโคจรลมปราณ
ทั้งหมดไหลเวียนเข้ามารวมกันในจุดเดียว พลัง
เหล่านี้เขาได้สั่งสมมาเป็นเวลา 2 ก้านธูปแล้ว และ
เมื่อพลังของเขาระเบิดออก หมัดของเขาก็กลายเป็น
มังกรที่ก าลังเกรี้ยวกราด พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของจ้าว
ชวน ตู้ม!! ในตอนนี้มันอยู่ในสภาพเบิกตากว้างด้วย
ความไม่อยากเชื่อ บัดนี้มือที่เคยก าฝักกระบี่เอาไว้
แน่นก็เริ่มคลายลงในที่สุด และแล้วร่างของมันก็ทรุด
ลงไปกองกับพื้น
ปิดฉากการต่อสู้ด้วยการโจมตีเดียว!
“แฮ่ก แฮ่ก……” อู่ อวี้ หอบถี่
หลังจากจบการต่อสู้ สภาพของเขาไม่ได้ชวนมองนัก
มือข้างซ้ายเกือบฉีกขาด และ มีบาดแผลอยู่ทั่ว
ร่างกายของเขา กระบี่ของจ้าวชวนยังคงปักคามือ
ของ อู่ อวี้ โลหิตสีแดงสดไหลลงอาบใบมีด
“ทันทีที่กระดูกของข้ามีเพลิงสีทองออกมา มันก็เป็น
สัญญาณว่าข้าได้มาอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 3แล้ว!”
การต่อสู้อันแสนตื่นเต้นของเขาในวันนี้ มันได้สั่งสม
ประสบการณ์ และ ความช านาญของเขาให้มีมากขึ้น
ควบคู่ไปกับประสบการณ์ในอดีต เช่นเดียวกับจ้าว
ชวนที่เหมือนมาช่วยให้เขาเข้าถึงขั้น 3 ได้อย่างไม่
ยากเย็นนัก แล้วมันก็คือเหตุผลว่าท าไม ตัวเขาถึง
สามารถเอาชนะจ้าวชวนได้
แท้จริงแล้วในวันนี้ เขาไม่ปรารถนาจะสังหารผู้ใด แต่
เพราะจ้าวชวนนั้นบีบบังคับให้เขาไร้ซึ่งทางเลือก ใน
นิกายกระบี่สวรรค์มีกฎข้อห้ามข้อ 1 ว่า เหล่าผู้รับใช้
ห้ามเข่นฆ่ากันเอง หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎ มันผู้นั้นจะ
ได้รับโทษทัณฑ์อย่างหนัก
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นโดยใช้เวลาเพียงแค่ 2 ก้านธูป
เดิมทีจ้าวชวนมีอ านาจเหนือผู้รับใช้ทั้งมวล แต่ทันที
ที่ อู่ อวี้ ต่อสู้แบบแลกชีวิต โดยใช้มือเปล่าสกัดกั้น
กระบี่ของจ้าวชวน จากนั้นเขาก็โต้กลับ และ ปลิด
ชีพมัน ด้วยหมัดที่ชกเข้าใส่ศีรษะ
“หัวหน้าจ้าวววว …”
ผู้รับใช้ทั้งหมดตกตะลึงกับภาพที่เห็น ใบหน้าของ
พวกมันซีดเผือดไร้ซึ่งสีเลือด ขณะจ้องมองไปยังร่าง
ของ อู่ อวี้ ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ จ้าวชวนเป็นทั้ง
ลูกพี่ และ หัวหน้าที่พวกมันให้ความเคารพนับถือ
เป็นอย่างยิ่ง แต่บัดนี้มันกลับต้องมาตายด้วยน้ ามือ
ของคนพิการอย่างเขา !
“อะ …อู่ อวี้ !เจ้าไม่รอดแน่! เจ้าสังหารหัวหน้าจ้าว
ซึ่งฝ่าฝืนกฎของนิกาย และ โทษของย่อมถึงตาย!”
ผู้รับใช้พูดอย่างติด ๆ ขัด ๆ ราวกับคนติดอ่าง แต่สิ่ง
หนึ่งที่พวกมันไม่รู้นั่นก็คือ ค าพูดของมันน ามาซึ่งจุด
จบของตัวเอง
“เจ้าเป็นผู้หนึ่งที่กล่าวว่า หลังจากข้านั้นตาย เจ้าจะ
ไปถลกผิวหนังด า ๆ ของท่านลุงเสิ่น จะบดขยี้
กระดูก และ ควักไส้ออกมาให้แร้งกากินใช่หรือไม่ ?”
จากนั้น อู่ อวี้ ก็คว้ากระบี่เดินตรงเข้าไปหาพวกมัน
“ขะ … ข้า …” ผู้รับใช้เห็นแววตาแห่งความเกลียด
ชัง และความโกรธแค้นแผ่ออกมาจากแววตาของ อู่
อวี้ ร่างของพวกมันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
สุดขีด “ มะ ไม่ … ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น!”
* ฉัวะ! *
อู่ อวี้ สังหารผู้รับใช้ทีละคน ๆ ด้วยกระบี่
ตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่บนโลกนี้ การฆ่าฟัน หรือ
การลอบสังหาร ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ส าหรับการสังหารผู้คนของ อู่ อวี้ นั้น เขาจักฆ่า
เฉพาะบุคคล 2 ประเภทเท่านั้น
ประเภทแรกคือ พวกชั่วช้าอย่างเช่น เจ้าปีศาจ
อสรพิษ ก่อนหน้านี้
ประเภทที่สองคือ ศัตรูที่มีความแค้น อย่างเช่น
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน
หากผู้ใดมีจิตใจเมตตาให้แก่ศัตรู คนผู้นั้นก าลังน าพา
หายนะมาสู่ตนเอง แม้ผู้รับใช้จะจากไปอย่างไม่มีวัน
กลับ แต่ก็ไร้ซึ่งหลักฐาน หรือ ข้อพิสูจน์ในการเข่นฆ่า
ครั้งนี้ ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกินกว่าจะ
จับมือผู้ใดดมได้
หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น อู่ อวี้ ก็มองลงบนพื้นดิน
เพราะเวลานี้มันถูกพรมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
“โลกใบนี้มันช่างอ ามหิต และ โหดเหี้ยมยิ่งนักข้า
จะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อจะได้ปกป้องตนเอง แล้วอยู่
ต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีนี่แหละคือความจริงอันแน่แท้
“ผู้แข็งแกร่งย่อมกลืนกินผู้อ่อนแอกว่า” มันคือ
จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อให้กาลเวลาผัน
เปลี่ยนไปมากเพียงใด แต่ค า ๆ นี้ยังใช้ได้เสมอ ไม่ว่า
คนผู้นั้นจะเป็นมนุษย์ หรือ สัตว์เดรัจฉานก็ตาม
หากเขาเดินออกจากป่านี้ไป ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าตัว
เขาคือฆาตรกรผู้สังหารคนทั้งหมดที่นี่
“ท่านราชันย์วานรผู้หาญกล้าต่อกรพระพุทธองค์ ข้า
ขอคารวะอย่างสุดซึ้ง ที่ท่านเมตตาให้โอกาสข้าผู้นี้ได้
เกิดใหม่อีกครั้ง!”
ในราตรีอันมืดมิด อู่ อวี้ ได้ปักกระบี่ลงสู่พื้นดิน
เมื่อใดที่เขาแข็งแกร่ง เขาจะกลับมารับมันไป เขาจะ
ใช้มันปลิดชีพศัตรูคนต่อไปด้วยกระบวนท่า ‘กระบี่
สังหารปลาวาฬแห่งบูรพาสมุทร’
หลังจากเข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้น 3 เขาสังเกตเห็นว่า
ความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายของเขานั้นได้เพิ่ม
สูงขึ้น แม้ไม่ได้เยียวยารักษาด้วยโอสถ หรือ สมุนไพร
ใด ๆ บาดแผลทั่วร่างกายของเขาจะหายเป็นปลิดทิ้ง
ในช่วงเวลาแค่ 2 – 3 วัน
“ช่างเป็นวันดีอะไรเช่นนี้ ข้าฝึกปรือจนมาถึง
ระดับชั้นฟ้าขั้น 3 และ สละร่างขั้น 3 แถมยังได้
สะสางบัญชีอีก!”
เนื่องจากคราบเลือดเกาะเกรอะกรัง อยู่ทั่วตาม
ร่างกาย อู่ อวี้ จ าต้องใช้เวลากว่าครึ่งวัน ในการช าระ
ล้างท าความสะอาดคราบเลือดเหล่านี้ออกไปจนหมด
สิ้น ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับบ้าน ราตรีนี้มันช่าง
เป็นค่ าคืนที่เงียบสงัด เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมอื้อ
อึงไปทั่วทั้งป่า อู่ อวี้ ยืนอยู่นอกหน้าต่างห้องของ
ชายชราผู้มีนามว่า เสิ่น อู๋เต้า เขามองผ่านม่านตา
ข่ายแสนบางเบา เขาเห็นท่านลุงเสิ่น ก าลังนอน
เหยียดยาวไม่กระดุกกระดิกราวกับขอนไม้ก็ไม่ปาน
“ข้าหวังว่านับแต่นี้ไป ท่านลุงจะใช้ชีวิตในช่วงบั้น
ปลายอย่างมีความสุข”
“เมื่อใดก็ตามที่ข้าสามารถเข้าสู่นิกายกระบี่สวรรค์ได้
หากวันนั้นมาถึง มันจะต้องเป็นวันที่ท่านลุงมี
ความสุขมากที่สุดในชีวิต! จากนั้นอู่ อวี้ ก็ก าหมัดของ
ตัวเองแน่น
ยามนี้เป็นเวลาดึกสงัดมากแล้ว อู่ อวี้ เหนื่อยล้าจาก
การฝึกปรือ และ การต่อสู้กับจ้าวชวน เขาจึงกลับไป
นอนพักผ่อนในห้องพักตนเอง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ทันได้สังเกตเห็นนั่นก็คือ หญิง
สาวในชุดสีขาว นางสะกดรอยตามเขามากว่าครึ่งวัน
แล้ว แม่นางผู้นี้ได้เห็นเหตุการณ์ฉากต่อสู้ระหว่างเขา
กับจ้าวชวน และ ผู้รับใช้คนอื่น ๆ
ซึ่งแม่นางผู้นี้คือซู หยานหลี่ นั้นเป็นถึงชนชั้นเทพ
เซียน (ซ่างเซียน) แล้วเหตุใดเล่า อู่ อวี้ จึงจะรับรู้ถึง
ตัวตนของนางได้?
…………………………………..
[1] 2 ก้านธูป เท่ากับ 30 นาที
ღゝ◡╹)ノ♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ