กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 754: เรือนผมสีขาวดวงตาสีโลหิต
อู่ อวี้ ประเมินว่าร่างกลืนสวรรค์ขอเขาดูค่อนข้างมี
เสถียรภาพ และมีการเชื่อมโยงกับจิตเทวะอย่างดีเยี่ยม
ถึงแม้ว่ายามนี้จิตเทวะจะผสานเข้าไปในร่างใหม่แล้ว
แต่ อู่ อวี้ ก็ยังเป็นผู้ควบคุมมัน กล่าวได้ว่าบัดนี้ถือ
เป็นการกำเนิดใหม่อย่างสมบูรณ์ของสรรพเทวะ
วิญญาณ
ซึ่งบรรพชนมารกลืนสวรรค์ก็ไม่ใช่ผู้ควบคุมมันอีก
ต่อไป
อู่ อวี้ รู้สึกว่า ร่างอสูรกลืนสวรรค์ที่กำเนิดขึ้นมาใหม่นี้
อันที่จริงแล้วมันยังอ่อนแอมาก
อ่อนแอขนาดไหนนั้นงั้นหรือ?
อาจกล่าวได้ว่า สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอมากที่สุดในดินแดน
โบราณเหยียนหวง ก็สามารถบดขยี้เขาได้แล้ว
ด้วยความอ่อนแอของร่างกายจิตเทวะดวงที่ 2 หากไม่
มี อู่ อวี้ ร่างต้นคอยเฝ้าปกป้องคุ้มกัน มันแทบเป็นไป
ไม่ได้เลยที่จะมีชีวิตรอดในโลกนี้ได้
” หากดูสิ่งนี้แล้ว ก็สามารถบอกได้ว่าลิขิตสวรรค์นั้น
ยุติธรรมยิ่ง เนื่องจากสวรรค์ได้มอบความสามารถใน
การกลืนกินอันน่าสะพรึงกลัวมากที่สุดให้แก่บรรพชน
มารกลืนสวรรค์ แต่ก็ทำให้มันมีจุดเริ่มต้นที่ต่ำสุด
เช่นเดียวกัน ภายในหน้าประวัติศาสตร์ของโลกนี้
อาจจะมีอสูรกลืนสวรรค์อยู่มากมายนับไม่ถ้วน ทว่า
เนื่องจากจุดเริ่มต้นที่อ่อนแอมากเกินไป จึงทำให้พวก
มันตกตายไปก่อนจะแข็งแกร่ง มีเพียงบรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ตนเดียวเท่านั้น ที่หลงเหลือเรื่องราวที่ทิ้ง
ไว้ภายในกระแสประวัติศาสตร์อันยาวนาน ” อู่ อวี้
กล่าวขึ้นอย่างสลดใจ
“ สิ่งที่เจ้ากล่าวก็นับว่าสมเหตุสมผล ลิขิตสวรรค์นั้น
ยุติธรรมเสมอ ยิ่งเป็นความสามารถที่ทรงพลังมาก
เท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น อย่างไรก็ตาม
ระหว่างที่เจ้ามัวมาพูดอยู่นี้ เดี๋ยวก็ไม่สำเร็จกันพอดี!”
หมิงซวง กล่าวขึ้นด้วยความกังวลเป็นอย่างยิ่ง
เหตุที่นางรู้สึกวิตกกังวลและตรึงเครียด กับเรื่องของ
จิตเทวะดวงที่ 2 มากกว่า อู่ อวี้ เนื่องจากว่านางทราบ
ดีว่าอำนาจทำลายล้างของบรรพชนมารกลืนสวรรค์น่า
สะพรึงกลัวมากเพียงใด
มันคือปีศาจที่บดขยี้ทำลายล้างไปทั้งโลกา จนเหล่า
เทพเซียนต้องจุติลงมาเพื่อสะกดมันไว้
“ ใกล้แล้ว รอฟักออกมาจากไข่เท่านั้น ” อู่ อวี้ กล่าว
ขณะมองไปยังความมืดมิดอันอ้างว้างไร้ขอบเขต
ภายในคุกสมุทรวิญญาณแห่งนี้
ยามนี้ภายในเปลือกไข่ ร่างกลืนสวรรค์แรกกำเนิด
กำลังโบกเท้าโบกมือ ใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดที่มี
เพื่อกะเทาะเปลือกไข่ออกมา
เนื่องจากว่าร่างกลืนสวรรค์ในยามนี้ ยังมีอำนาจน้อย
เกินไป ดังนั้นเขาจึงต้องพยายามอย่างหนักครั้งแล้ว
ครั้งเล่า ใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดที่มีตีเข้าใส่เปลือก
นับครั้งไม่ถ้วน
ซึ่งร่างต้นของ อู่ อวี้ ไม่สามารถช่วยเหลืออันใดได้
แม้แต่น้อย ทั้งหมดที่ทำได้ คือรอให้ชีวิตที่อยู่ภายใน
กะเทาะเปลือกออกมาสู่ภายนอกเท่านั้น
อู่ อวี้ กับหมิงซวงต่างหันมามองหน้ากันและกัน รอ
คอยให้ร่างกลืนสวรรค์ปรากฏออกมา
ระหว่างที่กำลังกะเทาะเปลือกไข่ออกมา อู่ อวี้ ก็
ควบคุมร่างกายที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ได้สมบูรณ์แบบ
มากยิ่งขึ้น
ด้วยการโจมตีนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดจิตเทวะกับสรรพ
เทวะวิญญาณก็ผสานเข้ากับร่างกำเนิดใหม่ได้ดียิ่งขึ้น
หลักจากผ่านไปนับพันครั้ง ความเชี่ยวชาญในการ
ควบคุมร่างกายใหม่นี้ของ อู่ อวี้ ก็ยกระดับสูงขึ้น จน
แทบไม่ต่างไปจากการควบคุมร่างกายตนเอง
และในเวลานี้ ด้วยความพยายามอย่างหนักกับร่างกาย
ที่แสนอ่อนแอของเขา ในที่สุดก็ได้รับผลตอบแทน ร่าง
กลืนสวรรค์ที่อยู่ภายในเปลือกไข่ ทันใดนั้นก็มีเสียง
แตกหักดังมาให้ได้ยิน เปลือกไข่เริ่มปรากฏรอยปริแตก
เป็นครั้งแรก
ซึ่งหมายความว่าไข่เริ่มแตกแล้ว
หลังจากรอยแตกปรากฏขึ้น ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ก็
ง่ายดายมาก ร่างกลืนสวรรค์ของเขาได้พยายามอย่าง
หนัก เร่งความเร็วของกำปั้นที่อัดกระแทกเข้าใส่
เปลือก จนกระทั่งปรากฏเป็นรอยแตกร้าวแผ่ขยาย
ออกไป
ชั่วขณะนี้เอง ในท้ายสุดร่างกำเนิดใหม่ของเขา ก็
มองเห็นแสงเดือนแสงตะวันของโลกใหม่ แน่นอนว่า
เป็นโลกภายในถุงจักรวาล
กระบวนการนี้เป็นเสมือนดั่งการกำเนิดใหม่
สิ่งสำคัญที่สุดหลังจากนี้ คือเขาต้องนำร่างออกจากถุง
จักรวาลทันที บัดนี้ร่างกลืนสวรรค์กำลังพยายามฉีก
กระชากเปลือกไข่ จากนั้นก็ดันร่างของตนเองออกมา
อาจเป็นเพราะพลังชีวิตของเขาในยามนี้ถือว่าเล็กน้อย
จนเกินไป ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับถุงจักรวาลจึง
ไม่ใหญ่มากนัก นอกจากนี้ถุงจักรวาลของ อู่ อวี้ ก็อยู่
ในระดับศาสตราเต๋าวิถีแท้อีกด้วย
ชั่วขณะนี้เอง อู่ อวี้ ก็ลงมืออย่างรวดเร็ว โดยการนำ
ร่างกลืนสวรรค์ออกมาจากถุงจักรวาลทันที
เนื่องจากว่าเขาเป็นผู้ควบคุมมิติภายในถุง ดังนั้นการ
นำสิ่งใดออกมาจึงถือเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง ไม่
จำเป็นต้องพูดพร่ำ ก็สามารถนำสิ่งนั้นออกมาได้ทันที
“สำเร็จแล้ว” เมื่อร่างกลืนสวรรค์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ของ อู่ อวี้ หมิงซวงก็กล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น
แน่นอนว่ายามนี้ หมิงซวงก็สามารถมองเห็นร่างกลืน
สวรรค์เช่นกัน
ซึ่งบัดนี้ผู้คนภายในคุกสมุทรวิญญาณ กำลังไล่ล่าเข่น
ฆ่าสังหารปีศาจ หากไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จึงถือ
เป็นเรื่องยากที่จะดึงดูดความสนใจของผู้อื่นเข้ามาได้
ระหว่างที่ร่างกายกลืนสวรรค์อันแสนมหัศจรรย์
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ แท้จริงแล้วมีคนไม่มาก
นักที่สังเกตเห็น
ถึงแม้ว่าจะมีใครสังเกตเห็น แต่ก็มิได้สงสัยอันใด
เนื่องจากว่าคนทั้งหมดในที่แห่งนี้ ยกเว้นตัว อู่ อวี้ เอง
ไม่มีผู้ใดทราบถึงการดำรงอยู่ของบรรพชนมารกลืน
สวรรค์และจิตเทวะดวงที่ 2 คนทั่วคงคิดว่า อู่ อวี้
กำลังเปลี่ยนแปลงร่างอวตาร
เมื่อออกมาโลกภายนอกเป็นครั้งแรก ร่างกลืนสวรรค์
จิตเทวะดวงที่สอง ก็เป็นเพียงแค่หมอกทมิฬเท่านั้น
ซึ่งถ้าผู้คนภายนอกมองผ่านเครื่องกำเนิดภาพ จะไม่
เห็นสิ่งใดเลย เนื่องจากว่าในท้ายสุดแล้ว ที่แห่งนี้คือ
ทะเลอันมืดมิด
อู่ อวี้ ต้องการให้ร่างที่ 2 ของเขา ดูเหมือนกับตนเอง
ดังนั้นกลุ่มหมอกจึงเริ่มทำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ
เบื้องหน้า อู่ อวี้ เพียงชั่วพริบตา มันก็มีรูปลักษณ์
เสมือนกับเขาทุกประการ
อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่ารูปลักษณ์พื้นฐานของบรรพ
ชนมารกลืนสวรรค์ยังคงอยู่ หรือนี่คือคุณสมบัติดังเดิม
ของอสูรกลืนสวรรค์ เหมือนกับ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา
เกศาของร่างกลืนสวรรค์จะเป็นสีขาวหิมะ ซึ่งแต่ละ
เส้นส่องประกายสีเงินจาง ๆ ทำให้รูปลักษณ์ของเขาดู
ค่อนน่าสะพรึงกลัว
นอกจากผม ยังมีดวงตา ซึ่งมันแตกต่างจากดวงตาสีดำ
ขลับของ อู่ อวี้ เป็นสีโลหิต
นัยน์ตาแดงโลหิต ราวกับเลือดบริสุทธิ์ กระทั่ง อู่ อวี้
มองไปยังร่างกลืนสวรรค์ ยังบังเกิดเป็นความรู้สึก
หวาดกลัวขึ้นในจิตใจของเขาบางส่วน เป็นความ
หวาดกลัวต่อร่างกลืนสวรรค์
แต่แน่นอนว่าเป็นความรู้สึกเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น
เนื่องจากว่าแท้จริงแล้วยังไงมันก็คือร่างกายของ อู่ อวี้
คงต้องกล่าวว่า เรือนผมสีขาวกับดวงตาสีโลหิต แผ่
กลิ่นอายผิดแผกออกมานี้ ทำให้ความรู้สึกแตกต่าง
จากร่างต้นอย่างสิ้นเชิง
ร่างต้นของเขาดูดุดันและอบอุ่น สายตากระด้างแข็ง
กร้าว เมื่อเปลี่ยนเป็นร่างจำแลงเซียนวานร ยิ่งทำให้ให้
เขาดูหยิ่งทะนง อหังการมากขึ้น เปี่ยมล้นไปด้วย
อำนาจบารมีของบุรุษ ซึ่งมันก็เป็นผลจากกายาเพชร
อมตะของเขาด้วย
แต่ร่างกายของบรรพชนมารกลับแตกต่างออกไป
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะดูเหมือนกัน เพียงแต่มีเรือนผมสี
ขาวและดวงตาสีโลหิต ทว่ากลิ่นอายที่ปลดปล่อย
ออกมานั้นกลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งเย็นชา ดู
ลึกลับ กระหายเลือด มืดทมิฬ เสมือนดั่งมารอสูร ราว
กับมือสังหารที่หลบซ่อนตัวอยู่ภายในความมืด
โดยเฉพาะดวงตาคู่สีโลหิต นับเป็นเรื่องยากสำหรับคน
ผู้อื่นที่จะมองเขาตรง ๆ ได้
อู่ อวี้ คิดว่านี่เป็นผลมาจากอสูรกลืนสวรรค์ ซึ่งถือว่านี่
เป็นรูปแบบร่างกายของตัวมันเอง
ด้วยความสามารถในการกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
หนึ่งดูแข็งกร้าวอบอุ่น ส่วนอีกหนึ่งดูลึกลับเย็นชา
ร่างกายทั้งสองกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นับว่า
น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
” ทั้งหล่อเหลาและดูเย็น ดูดีกว่าร่างต้นของเจ้าตั้ง
เยอะ ข้าชอบร่างนี้!” หลังจากหมิงซวงเห็นร่างของ
บรรพชนมาร ซึ่งมีเรือนผมสีขาวกับดวงตาคู่สีโลหิต
นางก็ฉีกยิ้มกว้างไปถึงหู โดยไม่สนว่ามันจะถูกต้อง
หรือไม่
อันที่จริงถ้านี่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งในร่างของเขา อู่ อวี้ ยัง
แอบคิดเลยว่า เขากำลังมอง เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา อยู่
นางที่ปรากฏตัวขึ้นในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ และ
ร่างกายกลืนสวรรค์ที่อยู่เบื้องหน้าของเขา มีเรือนผมสี
ขาวกับดวงตาสีโลหิต และกลิ่นอายที่แทบจะ
เหมือนกับนางอย่างสมบูรณ์ นับเป็นความรู้สึกที่น่า
สะพรึงกลัวยิ่ง
แต่แน่นอน อู่ อวี้ สามารถควบคุมตนเองได้ ไม่
เหมือนกับนาง
ภายในคุกสมุทรวิญญาณ อู่ อวี้ ให้ร่างกลืนสวรรค์
สวมใส่ชุดเกราะศาสตราวิถีแท้ปกคลุมร่าง จากนั้นก็
ผลัดเปลี่ยนผ้าผ่อนเป็นชุดนักพรตสีขาว เมื่ออยู่กับ
เรือนผมสีขาวและดวงตาสีโลหิต ยิ่งทำให้กลิ่นอายของ
เขาดูโดดเด่นขึ้นอย่างประหลาด หากได้เห็นเพียงแว๊
บแรกจะต้องจดจำได้ไม่ลืม
เหมือนว่าร่างกลืนสวรรค์กับร่างอวตารตนอื่น ๆ จะดู
แตกต่างกันเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าร่างอวตารนั้นมี
ลักษณะเหมือนกับ อู่ อวี้ ทุกประการ
แน่นอนว่า อู่ อวี้ มิได้กังวลในสิ่งที่คนด้านนอก
มองเห็นผ่านเครื่องกำเนิดภาพ
“ ลองทดสอบความสามารถของเจ้าดู นี่คือสิ่งสำคัญ
ที่สุดในยามนี้ จงดูว่าช่วงเวลาที่ร่างกลืนสวรรค์อ่อนแอ
มันสามารถกลืนกินสิ่งใด แล้วเปลี่ยนมาเป็นพลัง
อำนาจของตนเองได้บ้าง ” หมิงซวง กล่าวอย่างเร่งรีบ
กังวล
ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้จริง ๆ
หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็ควบคุมร่างกายใหม่ อันที่จริงแล้ว
ร่างกายนี้ปรารถนาสิ่งใด ตัวเขาย่อมรู้สึกได้
โดยทั่วไปแล้วเมื่อมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมา ย่อมมีความ
อยากอาหาร ซึ่งนับเป็นสัญชาตญาณ โดยเฉพาะ
ความอยากอาหารในร่างกายของเขา ถือเป็น
สัญชาตญาณกลืนกินที่ช่วยกระตุ้นให้ อู่ อวี้ คิดทำ
เช่นนั้น
อู่ อวี้ รู้สึกว่าตนเองหิวมาก แต่ในท้ายที่สุดแล้ว
ตนเองอยากกินอะไร เขาก็ยังไม่แน่ใจนัก หรือเขา
อาจจะรู้ได้เมื่อเห็นมันเท่านั้น
ในถุงจักรวาลของเขา ยังพอมีเม็ดยาโอสถกับ
วิญญาณเซียนอยู่บ้าง ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจนักว่าร่างกลืน
สวรรค์จะกินมันหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องลองนำมันมา
ก่อน
“ข้าจะลองดู” อู่ อวี้ ก็ต้องการทราบคำตอบโดยเร็ว
ที่สุด
ทันใดนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นร่างต้นของเขาหรือร่างกลืน
สวรรค์ ล้วนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหวาดกลัวที่แผ่ซ่าน
ขึ้นมา
พลันปรากฎเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ดังขึ้นมาจาก
ภายในร่างต้นของ อู่ อวี้
เสียงกรีดร้องด้วยโทสะที่ดังขึ้นอย่างฉับพลันนี้ ได้
นำพาความรู้สึกน่าขนลุกมาด้วย
“อู่ อวี้ เจ้าหาญกล้าช่วงชิงความหวังในการเกิดใหม่
ของข้า เจ้ามันน่ารังเกียจ เจ้าสุนัขน่าสมเพช หากวัน
ใดข้าออกไปจากที่นี่ได้ ข้าจะนำร่างที่สมควรเป็นของ
ข้ากลับคืนมา ข้าจะทำให้เจ้าทนทุกข์ทรมาน
เพลิดเพลินกับความเจ็บปวดไปชั่วนิรันดร์ เจ้าได้กระ
ก็ทำสิ่งต้องห้าม แตะสัมผัสกับเกล็ดย้อนของข้า ข้า
จะเกลียดชังเจ้าตลอดไป และต้องชดใช้ด้วยความ
ตายเท่านั้น! ”
นี่คือเสียงของ เทียนไห่อวี้ ฝูเหยา นอกจากนี้ยังเป็น
เสียงของบรรพชนมารมารกลืนสวรรค์อีกด้วย
มันกล่าวประโยคนี้ออกมา ด้วยโทสะที่พุ่งทะยานขึ้น
ไปถึงสวรรค์ ทั้งโกรธเกรี้ยวสิ้นหวัง และบ้าคลั่ง
เกลียดชังถึงขีดสุด
ความเกลียดชังของมัน แน่นอนว่า อู่ อวี้ ย่อมสัมผัส
ได้อย่างชัดเจน เขาตระหนักดีว่าระหว่างที่ตน
ครอบครองร่างกลืนสวรรค์ สำหรับบรรพชนมารกลืน
สวรรค์ นี่คือความหวังตลอด 5 กาลสมัยของมัน
หรืออาจจะยาวนานยิ่งกว่านั้น
มันได้เตรียมการมานับแสนปี ตลอดเวลามีเพียง
ความหวังที่จะเกิดใหม่ ทว่ายามนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับ
ตกเป็นของ อู่ อวี้ อาจกล่าวได้ว่าสิ่งนี้นับเป็นความ
เกลียดชังตลอด 600,000 ปี
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าวัน
หนึ่งบรรพชนมารกลืนสวรรค์ หลบหนีออกมาจาก
การควบคุมของพลองทองสมปรารถนาได้ มันย่อม
นำพาภัยพิบัติกลับมาสู่โลกนี้ อีกทั้งนางต้องหาวิธี
ตอบโต้เขาอย่างแน่นอน
อย่างที่กล่าว มันตั้งใจจะทำให้ อู่ อวี้ ทุกข์ทรมานไป
ตราบชั่วนิรันดร์ คงจะจินตนาการได้ว่า การทรมาน
จากบรรพชนมารกลืนสวรรค์ จะโหดเหี้ยมมาก
เพียงใด
อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงขั้นนี้ อู่ อวี้ ก็ไม่มีทางให้ถอย
อีกต่อไป หลังจากได้ยินคำเตือนของบรรพชนมาร
แน่นอนว่ามันย่อมทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง
ทว่าเต๋าของเขา ตือการยอมตายดีกว่ายอมแพ้ ใน
เมื่อมาไกลถึงขนาดนี้ ก็ไม่มีที่ว่างสำหรับความเสียใจ
อีกต่อไป
คราแรกที่บรรพชนมารกลืนสวรรค์ถือกำเนิดขึ้นมา
ใหม่ ตัวมันยังอ่อนแอเกินกว่าจะช่วยเหลือตนเองได้
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เขาก็มีร่างกายและความสามารถ
ของมันแล้ว
” เข้าใจแล้ว ข้าจะรอดู ” หลังจาก อู่ อวี้ เงียบไปครู่
หนึ่ง เขาก็ตอบบรรพชนารกลับไป
ทว่าหลังจากนั้นบรรพชนมารกลืนสวรรค์ก็เงียบไป
ไม่อาจรู้ได้ว่ามันได้ยินคำตอบของ อู่ อวี้ หรือไม่
“มีอะไรเช่นนั้นหรือ?” เมื่อหมิงซวงเห็นว่าอยู่ ๆ สี
หน้าของของเขาก็ซีดเผือดลง นางก็รู้สึกประหลาดใจ
เล็กน้อย แล้วคิดว่าเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นกับร่าง
กลืนสวรรค์หรือไม่
อู่ อวี้ จึงบอกเล่าสถานการณ์ให้นางฟังอีกครั้ง
” การฝึกฝนบำเพ็ญตน เพื่อบรรลุกลายเป็นเซียน
อมตะ ย่อมพานพบกับอุปสรรคขวากหนามและ
ความท้าทายอยู่เสมอ เจ้าได้เลือกเฟ้นความสามารถ
ที่ดีที่สุด จึงมิใช่เรื่องแปลกที่จะต้องแบกรับความ
เสี่ยงอย่างใหญ่หลวง ข้ารู้ดีว่าเจ้ามีคำตอบอยู่ในใจ
แล้ว หากในอนาคตเกิดปัญหาอันใดขึ้น ถ้าข้ามีชีวิต
รอดจนสามารถถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ข้าจะเผชิญหน้า
กับมันไปพร้อมเจ้า หลังจากทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ข้า
พยายามทำเพื่อตอบแทนเจ้า ” หมิงซวงกล่าวอย่าง
จริงจัง
” มั่นใจได้ ข้ามีคำตอบในใจอยู่แล้ว ” เสียงที่เต็มไป
ด้วยความโกรธเกรี้ยวของบรรพชนมารกลืนสวรรค์
หาได้ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อ อู่ อวี้ ไม่ และสิ่งที่เขา
ต้องการในตอนนี้ก็คือ ทดสอบความสามารถของร่าง
กลืนสวรรค์ ซึ่งก่อนอื่นต้องเริ่มจากการดูว่า มัน
สามารถกลืนกินวิญญาณเซียนกับโอสถสมุนไพร เพื่อ
มาใช้ยกระดับตนเองได้หรือไม่
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ