กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 757: ร่างอวตารวิถี 10,000 ตน!!
แม้ว่าสงครามชิงอำนาจแดนเหนือจะมีระยะเวลาเพียง
แค่ครึ่งปี ซึ่งนี่ก็ได้ผ่านมาแล้วประมาณหนึ่งเดือน
แต่ อู่ อวี้ ยังคงสงบจิตสงบใจได้อยู่ เขามุ่งเน้นศึกษา
ไปที่วงเวทโจมตีทั้ง 2 วงเวทนี้
และยามที่เขาศึกษาก็ไม่ได้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ คนอื่น
อาจจะอาศัยช่วงเวลานี้ทิ้งห่างนำเขาไปอย่างรวดเร็ว
แต่ว่า อู่ อวี้ ก็ยังเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่าเขาจะ
สามารถระเบิดพลังในช่วงท้าย ทะยานเข้าสู่ 10
อันดับแรกได้สำเร็จ
ทางด้านของร่างกลืนสวรรค์ ซึ่งยังคงทำการกลืนกิน
ปีศาจอยู่ คาดว่าอาจจะต้องการเวลาอีกสักพักจึงจะ
สามารถย่อยสลายพวกมันได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าในยามนี้ ร่างกลืน
สวรรค์อาจจะเติบโตได้เทียบเท่ากับขอบเขตแกนนภา
ระดับที่ 10 หรืออาจจะเติบโตได้ถึงตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 1 แล้วก็เป็นได้
ความจริงแล้วคุกสมุทรวิญญาณเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับ
การเจริญเติบโตของร่างกลืนสวรรค์มากที่สุด
เนื่องจากว่าภายในสถานที่แห่งนี้มีปีศาจจำนวน
มหาศาลที่เขาสามารถสังหารเข่นฆ่าได้มากมาย แต่
หากอยู่ภายในจักรวรรดิเป่ยหมิง ก็คงไม่มีปีศาจมา
รวมตัวอยู่เช่นเดียวกับที่แห่งนี้มากเท่าไหร่
เขายังมีเวลาเหลืออยู่อีก 5 เดือนกว่า แต่ด้วยความเร็ว
นี้ ยิ่งร่างกลืนสวรรค์กลืนกินไปมากเท่าไหร่ก็จะยิ่ง
แข็งแกร่งขึ้น หากผ่านไปอีกสักหนึ่งเดือนร่างกลืน
สวรรค์ก็อาจจะบรรลุถึงระดับชั้นเดียวกับร่างหลักของ
อู่ อวี้ เลยก็เป็นได้
ในช่วงเวลานี้ร่างหลักของเขาได้เริ่มต้นศึกษาวงเวท
โจมตีของพลองหมื่นมังกร ส่วนร่างกลืนสวรรค์ก็ยังคง
ทำการย่อยสลายไปอย่างต่อเนื่อง
ในขณะนี้ อู่ อวี้ อยู่ในมุมที่ค่อนข้างลับตาคน ไม่ว่าจะ
เป็นปีศาจว่าผู้ฝึกตนก็ไม่ได้ผ่านมาเส้นทางนี้มากเท่าใด
นัก ที่แห่งนี้ก็จัดว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างสงบ
“โอกาสอันดีเช่นนี้ เขากลับเอาแต่ฝึกตน นับว่า
เสียเวลาโดยแท้ ก่อนที่จะเข้ามาสู่คุกสมุทรวิญญาณ
เขาควรจะยกระดับตนเองให้ไปยังอาณาจักรที่สูงที่สุด
เสียก่อน และใช้เวลาครึ่งปีที่มีทำไล่จัดการเหล่าปีศาจ
นั่นจึงจะถูกต้อง” ผู้ชมสงครามชิงอำนาจแดนนเหนือที่
อยู่ภายนอก ล้วนมุ่งความสนใจไปที่ อู่ อวี้
“เดิมทีข้าคิดว่าเขาจะยังพอมีหวังอยู่ ว่าเมื่อถึง
ช่วงเวลาสุดท้ายเขาจะสามารถเข้าสู่ 100 อันดับ
รายชื่อแรกได้ เพราะเขามีความสามารถที่น่าทึ่ง แต่
หากดูจากตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าคงคิดผิด”
“ใช่แล้ว เขาได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปหลายวันแล้ว
ปล่อยให้คนจำนวนมากแซงหน้าทิ้งห่างตัวเองไป”
แต่เมื่อเห็น อู่ อวี้ กำลังทำการฝึกตนอยู่ คนที่ให้ความ
สนใจในตัวเขายิ่งมายิ่งน้อยลงไป เพราะยามนี้เหล่า
ยอดฝีมืออายุน้อยจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ก็กำลัง
ทำการต่อสู้กับปีศาจ อย่างดุเดือด
ช่วงชุลมุนนี้ ทางฝั่งของคนจากอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวงก็มีคนจำนวนมากกำลังจับจ้องมองไปที่ อู่ อวี้
ซึ่งบัดนี้ทุกคนกำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับเคล็ดวิชาพิเศษ
ต่างๆที่ อู่ อวี้ สำแดงในตอนก่อนหน้านี้
พวกเขาต่างซักถามกันและกัน ว่ารู้หรือไม่ว่าเคล็ดวิชา
ที่เขาแสดงออกมานั้นเป็นเคล็ดวิชาของทวีปแห่งทวย
เทพตงเสิ้งในสมัยโบราณหรือไม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้ใด
ล่วงรู้ได้เลย
ชวีอิ้น และผู้อาวุโสที่อยู่ด้านข้างมักจะพูดคุยกัน
เกี่ยวกับเรื่องของ อู่ อวี้
ยามนี้เมื่อเห็นว่า อู่ อวี้ นั่งลงฝึกตน มันจึงกล่าวว่า
“เจ้าเด็กผู้นี้ช่างน่าสนใจจริงๆ ข้าคาดว่าจุดประสงค์ที่
เขาเข้าร่วมในสงครามชิงอำนาจแดนเหนือไม่ได้อยู่ที่
ของรางวัล เขาอาจจะมีเป้าหมายที่จะทำให้ตนเอง
แข็งแกร่งขึ้น และบางทีนี่ก็อาจจะเป็นเป้าหมายที่เขา
มายังจักรวรรดิเป่ยหมิงแห่งนี้”
“ข้าได้ยินมาว่าในตอนแรกเขาคิดที่จะไปยังอาณาจักร
โบราณเหยียนหวง แต่เขาคงรู้สึกกังวลเมื่อไปถึง
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงแล้วจะไม่มีที่พึ่งพิง และ
อาจจะถูกผู้อื่นวางแผนประทุษร้ายได้ ดังนั้นเขาจึง
เลือกมาที่จักรวรรดิเป่ยหมิง เนื่องจากว่าท้ายที่สุดแล้ว
เขาจะได้รับการปกป้องจากองค์หญิงโย่วเสี่ย หลังจาก
สิ้นสุดสงครามชิงอำนาจแดนเหนือนี้แล้ว พวกเรา
สามารถคิดหาวิธีเพื่อให้ได้รับความเชื่อใจจากเขา ให้
พวกเราพาเขากลับไป ผู้เยาว์เช่นนี้แม้ว่าเราจะไม่มีวิธี
ที่จะได้รับสมบัติบนร่างเขามา แต่พวกเราสามารถ
ปลูกฝังเขาให้ทำงานรับใช้อาณาจักรโบราณเหยียน
หวงของเราได้ ซึ่งนั่นก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว” ผู้
อาวุโสคนหนึ่งอยู่ที่ด้านข้างเอ่ยขึ้น
“แต่คนจากทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง แม้จะถือว่าเป็น
คนตระกูลเหยียนหวงเรา กระนั้นเคล็ดวิชาที่เขา
สำแดงออกมากลับแปลกประหลาดมากเกินไป หากว่า
ไปที่อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ถึงเราจะไม่ทำอะไร
แต่คนอื่นย่อมคิดจัดการไม่ลังเล แต่จะให้เขาอยู่ที่
จักรวรรดิเป่ยหมิงแห่งนี้จนเป็นคนของตระกูลเป่ยหมิง
ไปก็น่าเสียดาย” ชวีอิ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เฮ้ออ”
ในยามที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือกัน เวลาก็ผันผ่าน
ไปเรื่อยๆ ในตอนที่ อู่ อวี้ เริ่มคุ้นเคยกับวงเวทโจมตี
บนศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ร่างอวตารของ
เขาก็เติบโตขึ้น
หลังจากผ่านไปประมาณ 10 วัน เขาก็สามารถควบคุม
วงเวทโจมตี 10 กว่าวงเวทที่อยู่บนพลองหมื่นมังกรได้
อย่างคล่องแคล่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 วงเวทหลัก
ส่วนร่างกลืนสวรรค์ก็ได้ย่อยสลายปีศาจทั้งหมดไปเป็น
ที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ซึ่งยามนี้มันมีพลังมากกว่าที่เขาจินตานาการเอาไว้
ปีศาจที่อยู่ในขอบเขตจิตเทวะระดับที่ 6 ตัวนี้ทำให้ร่าง
กลืนสวรรค์ ไต่เต้ามาถึงขอบเขตตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 2 แล้ว
ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งเดือนแต่กลับฝึกตนมาถึงขอบเขต
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 2 แล้ว เรียกได้ว่ามัน
ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้บนชมพูทวีปโลกธาตุมา
ก่อน
ตอนนี้ร่างกลืนสวรรค์ของเขาไม่ได้เปราะบางจนจะ
สามารถตกตายไปได้ง่ายดายอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็
ยังพอสามารถปกป้องตนเองได้อยู่ในระดับหนึ่ง
แน่นอนว่าต่อจากนี้เป้าหมายของ อู่ อวี้ ก็ยังคง
ต้องการให้มันแข็งแกร่งขึ้นภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว
หลังจากที่ศึกษาวงเวทโจมตีของพลองหมื่นมังกรเสร็จ
แล้ว ก็ถึงเวลาที่ร่างอวตารนอกวิถีสมควรจะต้อง
ยกระดับไปอยู่ในขอบเขตใหม่ก้าวหน้าไปอีกขั้น
อู่ อวี้ ได้ศึกษาเกี่ยวกับระดับขั้นใหม่ของร่างอวตาร
นอกวิถีมาเป็นเวลานานแล้ว ที่ขาดก็มีเพียงต้องฝ่า
ทะลวงเข้าสู่อาณาจักรจิตเทวะให้ได้เสียก่อนเท่านั้น
แต่ตอนนี้เขาได้อยู่ในขอบเขตจิตเทวะเป็นที่เรียบร้อย
ตามหลักเหตุผลเขาก็น่าจะสามารถเรียกร่างอวตาร
ออกมาได้อีกถึงเก้าพันกว่าร่าง
ระหว่างร่างอวตารนอกวิถี 1,000 ร่างกับ 10,000 ร่าง
นั้นมีข้อแตกต่างค่อนข้างมหาศาล ร่างอวตารที่เพิ่ม
ขึ้นมาอีก 9,000 ร่าง จะอ่อนแอกว่าอยู่เล็กน้อย
แต่หากลองจินตนาการดู ร่างอวตารทั้งหมด 10,000
ร่างสำแดงเคล็ดวิชาออกมาในเวลาเดียวกัน แม้ว่าจะ
อยู่เพียงแค่ตำหนักม่วงทะเลมรกตก็ตาม แต่หากผนึก
พลังอำนาจของเคล็ดวิชาเต๋าเข้าด้วยกัน มันจะต้อง
เกิดเป็นฉากที่น่าหวั่งพรั่นพรึงอย่างยิ่งเป็นแน่
“ภายใต้การเติบโตของร่างอวตารนอกวิถี เคล็ดวิชา
เต๋าทั้งหมดที่อยู่ในมือย่อมสามารถระเบิดพลังอำนาจ
ได้มากกว่าเคล็ดอิทธิฤทธิ์เสียอีก เกรงว่าคงจะไม่ด้อย
ไปกว่าวิธีการโจมตีในรูปแบบอื่นของข้าเลย”
อู่ อวี้ กำลังเฝ้ารอคอยช่วงเวลานี้ รอคอยจะได้เห็น
ผลลัพธ์จากการที่ร่างอวตารทั้งหมดหนึ่งหมื่นร่างของ
เขาสำแดงเคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวลและเคล็ดคช
สารเทวะสะท้านอเวจีออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
หลังจากที่เขามีร่างอวตารนอกวิถีถึงหนึ่งหมื่นร่าง
ความเหนือชั้นของเคล็ดอิทธิฤทธิ์นี้ ก็จะสะท้อนให้เห็น
ว่ามันไม่ได้อ่อนแอกว่าเคล็ดอิทธิฤทธิ์อื่นๆอีก 3 เคล็ด
วิชาของ อู่ อวี้ เลย
เขาใช้เวลาอีกประมาณ 5-6 วันจมดิ่งเข้าสู่การทำ
ความเข้าใจเคล็ดอิทธิฤทธิ์ร่างอวตารนอกวิถีอย่าง
สมบูรณ์
กระบวนการนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น ร่างอวตารของ
เขาไม่ได้มีความคืบหน้ามาเป็นเวลานาน หลังจากที่เขา
มีจิตเทวะที่แข็งแกร่ง การจะควบคุมร่างอวตารทั้งหมด
นี้ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป พลังควบคุม
จิตเทวะของ อู่ อวี้ นับว่าค่อนข้างทรงพลังยิ่ง กล่าวได้
ว่าไม่อ่อนแอไปกว่าต้วนอี้ และคนอื่นๆเลย
หลังจากเวลาได้ล่วงเลยไปถึง 6 วัน ก็พลันปรากฎร่าง
อวตารถึง 10,000 ร่างรายล้อมอยู่รอบกายของเขา
ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือ หากว่าเขาต้องการจะเรียก
ร่างอวตารทั้งหมดออกมา ก็จำเป็นจะต้องถอนขน
วานรที่อยู่บนร่างออกมาถึงหนึ่งหมื่นเส้น…………..
ฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าได้ถูกเครื่องกำเนิด
ภาพฉายออกให้คนแปดแสนคนที่อยู่ภายนอกได้เห็น
กันอย่างชัดเจน
เนื่องจากว่าขอบเขตรัศมีของเครื่องกำเนิดภาพนั้นมี
จำกัด ดังนั้นคนที่อยู่ภายนอกจึงไม่อาจเห็นร่างอวตาร
ทั้งหมดของเขาที่มีมากมายถึง 10,000 ร่าง เห็นได้
เพียงแค่ 2,000 – 3,000 ร่างเท่านั้น แต่การที่มีร่าง
อวตารของ อู่ อวี้ มาอยู่รวมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
เช่นนี้ ก็ทำให้คนที่อยู่ภายนอกต่างตกตะลึงจนอ้าปาก
ค้าง
“เคล็ดอิทธิฤทธิ์ร่างอวตารของ อู่ อวี้ นี่ช่างน่าทึ่งเกิน
กว่าจะจินตนาการได้จริงๆ ข้าฝึกตนมาจวบจนถึงทุก
วันนี้ก็ยังไม่เคยได้ยินว่าจะมีเคล็ดอิทธิฤทธิ์ร่างอวตาร
แบบนี้อยู่เลยสักครั้ง เป็นไปได้ว่าเคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์
ร่างอวตารเช่นนี้อาจจะติด 1 ใน 10 อันดับแรกภายใน
ดินแดนโบราณเหยียนหวง ไม่สิ…เป็นไปได้ว่ามัน
อาจจะติดแม้กระทั่ง 1 ใน 3 อันดับแรกเลยเสียด้วย
ซ้ำ” หลังจากที่ โย่วชาง ได้เห็น อู่ อวี้ เขาก็กล่าว
ออกมาด้วยความอารมณ์อันลึกซึ้ง
“น่าสนใจ มันช่างน่าสนใจจริงๆ ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้
เห็นร่างอวตารทั้งหมดของเขาสำแดงเคล็ดวิชาเต๋า
ออกมาพร้อมกัน ยามนี้มีร่างอวตารมากกว่า 2,000
ร่าง หากได้สำแดงเคล็ดวิชาเต๋าออกมาในเวลาเดียวกัน
เคล็ดวิชาเต๋านั้นก็อาจจะบรรลุถึงพลังอำนาจระดับสุด
ยอด เคล็ดร่างอวตารนี้ทำให้ผู้คนทั้งหลายต้องมอง
ด้วยความอิจฉาได้โดยแท้จริง”
การสนทนาเกี่ยวกับ อู่ อวี้ ถูกจุดประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง
แน่นอนว่าผู้ที่อยากจะได้มันมาครอบครองก็มากยิ่งขึ้น
กว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ก็ไม่รู้สึกเสียใจที่ตนเองเข้าร่วม
สงครามชิงอำนาจแดนเหนือในครั้งนี้และเปิดเผยเคล็ด
อิทธิฤทธิ์วิเศษต่างๆออกมาต่อหน้าทุกคน
อย่างน้อยเขาก็สามารถฝ่าทะลวงเข้าสู่อาณาจักรจิตเท
วะและแบ่งแยกจิตเทวะดวงที่ 2 ออกมาได้ การเก็บ
เกี่ยวเช่นนี้มันอยู่เหนือกว่าที่เขาวาดฝันเอาไว้
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ได้พบกับปัญหาใหม่ นั่นก็คือ ร่าง
อวตารนับหมื่นของเขาจำเป็นจะต้องป้อนเม็ดยาจิตเท
วะเป็นจำนวนมหาศาล
ยามนี้ร่างอวตารทั้งหมดของเขาก็ยังจำเป็นที่จะต้องฝ่า
ทะลวงสู่ขอบเขตจิตเทวะให้ได้
แม้ว่าพวกมันจะไม่ได้มีจิตเทวะที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม
เพียงแค่แก่นแท้ตำหนักม่วงก็ยังสามารถเพิ่มพูนความ
แข็งแกร่งให้กับตัวเขาได้
อู่ อวี้ ขาดแคลนเม็ดยาจิตเทวะจำนวนมหาศาล เขา
ลองประเมินจำนวนของเม็ดยาจิตเทวะที่เขาจะต้องใช้
ในการบริโภคดู ก็คาดว่าน่าจะมากกว่าผู้อื่นนับพันเท่า
เม็ดยาจิตเทวะถือเป็นตัวแทนความมั่งคั่งของผู้ฝึกตน
อู่ อวี้ ในตอนนี้ช่างน่าเวทนาอย่างแท้จริง….
หากเขาไม่มีเม็ดยาจิตเทวะ ร่างอวตารของเขาก็อาจจะ
ไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ไม่อาจจะไต่ไปถึงขีดจำกัดที่
แข็งแกร่งของพวกมันได้
“มีเพียงแค่วิธีเดียวเท่านั้น” หลังจากที่เขายกระดับ
ร่างอวตารนอกวิถีเข้าสู่ระดับชั้นใหม่แล้ว อู่ อวี้ ก็คิด
วิธีการบางอย่างออก ซึ่งนั่นคือการไปปล้นชิงเม็ดยาจิต
เทวะของผู้อื่น
แม้ว่าวิธีนี้อาจจะต้องล่วงเกินผู้อื่นทำให้ต้องถูกเพ่งเล็ง
มากขึ้น แต่เมื่อเดิมผู้ที่เข้าร่วมสงครามชิงอำนาจแดน
เหนือนี้ มักมีการผิดใจกันเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละ
คนล้วนมีอำนาจบารมีมากพอ แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่ได้สนใจ
หากจะต้องถูกเพ่งเล็งมากขึ้นกว่าเดิม
เขารู้ว่ามีคนจำนวนมากกำลังจับจ้องมองมาที่เขา ซึ่ง
สำหรับเขาแล้วมันค่อนข้างเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว
“หากว่ากำลังของข้าสามารถฝ่าฝันอุปสรรคภายใน
สงครามชิงอำนาจแดนเหนือนี้ไปได้ หลังจากที่ออกไป
จากที่นี่ เกรงว่าข้าคงจะถูกทุกคนเพ่งเล็งโจมตี เมื่อถึง
เวลานั้นก็อาจจะไม่มีผู้ใดคอยให้ความช่วยเหลือข้าได้
อีกต่อไปอยู่ดี”
เขารู้สึกว่าการฝึกตนจำเป็นจะต้องมีความกล้าหาญทุบ
หม้อข้าวตนเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้เป้าหมายต่อไปของเขาก็คือการสังหาร
ปีศาจ เพื่อเก็บสะสมตาข่ายวิญญาณมรณะ
นอกจากนี้ก็เพื่อเก็บเกี่ยวทรัพยากรสำหรับการ
เจริญเติบโตของร่างกลืนสวรรค์ได้อีกด้วย และในเวลา
เดียวกันก็ต้องพยายามแย่งชิงถุงจักรวาลของผู้ฝึกตน
ให้ได้
กล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนหรือว่าปีศาจภายในคุก
สมุทรวิญญาณแห่งนี้ล้วนกลายเป็นเป้าหมายของเขา
ในยามนี้แล้ว
นี่มันบ้าไปแล้ว….
การที่ร่างอวตารนับหมื่นกระจัดกระจายไปทั่วคุก
สมุทรวิญญาณแห่งนี้ ช่างเป็นภาพเห็นการที่สั่น
สะท้านยิ่ง
มันแทบจะทำให้เครื่องกำเนิดภาพทุกชิ้นสามารถ
มองเห็นร่างอวตารของ อู่ อวี้ ได้อย่างน้อยหนึ่งร่าง
ในตอนแรก อู่ อวี้ ไม่คิดจะใช้วิธีนี้แต่อย่างใด แต่เมื่อ
ถือว่าไม่ผิดกฏ เขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป
“ไปล่าพวกมันซะ!”
อู่ อวี้ ยังคงใช้ร่างอวตารหมื่นร่างล่อปีศาจและค้นหาผู้
ฝึกตนที่เขามีความสามารถในการจัดการได้
ชาวตระกูลเป่ยหมิงที่พบเจอในสถานที่แห่งนี้ เดิมที
แล้วพวกมันล้วนเกลียดชังเขา ซึ่งประจวบเหมาะ เขา
จะได้ใช้เวลานี้สั่งสอนพวกมันเสีย
ยามนี้เขาจำเป็นต้องเลี้ยงดูร่างอวตารจำนวนมาก
นอกจากนี้ก็ยังรวมถึงร่างกลืนสวรรค์อีกด้วย
หลังจากที่เขายกระดับถึงอาณาจักรจิตเทวะแล้ว
จำนวนปีศาจที่ อู่ อวี้ สามารถสังหารได้ก็มีเพิ่มขึ้นอีก
มาก
ด้วยความเร็วและประสิทธิภาพของเขาที่เพิ่มขึ้นมาก็
ทำให้ในช่วงระยะเวลาสิบวัน เขาจะสามารถสังหาร
ปีศาจได้อย่างน้อยวันละ 3 ตัว เพียงแค่สิบวัน เขาก็
สามารถรวบรวมตาข่ายวิญญาณมรณะได้มากกว่า 50
ชิ้น ยิ่งไปกว่านั้นความเร็วของเขาก็ยังคงเพิ่มขึ้นมา
อย่างต่อเนื่อง
ด้วยการที่พบเจอปีศาจ 3 ตัวในทุกๆวัน จึงทำให้เขา
สามารถชดเชยเวลาสิบวันที่อยู่ภายในคุกสมุทร
วิญญาณก่อนหน้านี้ได้ ช่องว่างระหว่าง อู่ อวี้ กับคน
อื่นๆก็เริ่มลดน้อยถอยลง
ในช่วงสิบวันนี้เขาไม่ได้พบเห็นผู้ฝึกตนชาวเป่ยหมิงคน
อื่นๆ อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ก็คาดว่าอีกไม่นานก็จะได้
พบแล้ว
ปีศาจมากกว่า 30 ตัว ได้ถูกร่างกลืนสวรรค์ของเขา
เขมือบกลืนเข้าไป ยิ่งเวลาผันผ่านไปนานมากเท่าไหร่
ความเร็วในการกลืนกินของมันก็เพิ่มมากขึ้น
ถึงตอนนี้เขาใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยามในการกลืน
กินและย่อยสลายศพของปีศาจอาณาจักรจิตเทวะ
ระดับที่ 7
ทำให้บัดนี้ร่างกลืนสวรรค์ของเขามีความแข็งแกร่ง
เทียบเท่ากับอาณาจักรจิตเทวะระดับที่ 8 เป็นที่
เรียบร้อย
และในวันหนึ่ง อู่ อวี้ ก็ได้พบกับคนสองคนที่คุ้นเคย….
กง เสิ่นจุน และ อินเสวียน พวกมันทั้งคู่ออกเดินทาง
ไปด้วยกัน จึงได้พบกับร่างอวตารของ อู่ อวี้ โดย
บังเอิญ
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ