กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 758: ลงดาบอย่างต่อเนื่อง
“อู่ อวี้ นั่นเจ้ารึ?” เมื่อ กง เสิ่นจุน กับ อินเสวียน
มองเห็นร่างอวตารของ อู่ อวี้ พวกมันก็เปิดปากเอ่ย
ขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความรังเกียจและรู้สึก
ไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
พวกมันล้วนรู้ดีว่า อู่ อวี้ ได้ใช้ร่างอวตารออกมาเพื่อทำ
การล่อปีศาจ
ทั้งยังได้ยินมาว่านี่เป็นวิธีการที่มีประสิทธภาพยิ่ง
นอกจากนั้นตาข่ายวิญญาณมรณะที่เขาได้รับมาก็ยังมี
จำนวนมากกว่าพวกมันทั้งคู่ เรื่องนี้จึงทำให้พวกมัน
รู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก
หลังจากที่ร่างอวตารของ อู่ อวี้ พบเจอพวกมัน ร่าง
หลักของเขาก็เร่งรีบเดินทางมาโดยพลัน
ร่างหลักกำลังบังคับขี่เมฆาตลบฟ้า ทะลวงฝ่าลมและ
คลื่นทะยานดุจกระสุนปืนใหญ่ แม้ว่า อู่ อวี้ จะเหยียด
เอนกายนอนพักผ่อน เมฆาตาลบฟ้าก็ยังสามารถนำ
เขามาอยู่ ณ เบื้องหน้าของพวกมันทั้งสองได้ภายใน
เวลาอันรวดเร็ว
ในชั่วพริบตา อู่ อวี้ ก็ปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าพวกมัน
ทั้งคู่
การที่จู่ๆอีกร่างกลับปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้ กง
เสิ่นจุน และ อินเสวียน จึงรู้ว่านี่จะต้องเป็นร่างจริง
ของ อู่ อวี้ อย่างแน่นอน
พวกมันรู้สึกถูกคุกคาม แต่ในไม่ช้าก็ทำจิตใจให้สงบลง
จากนั้น กง เสิ่นจุน ก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ก้อง
กังวาลว่า “ที่แห่งนี้คือคุกสมุทรวิญญาณ ด้านนอกมี
คนคอยจับตาดูอยู่เกือบล้าน เจ้ากล้า?”
แม้ว่าครั้งที่แล้วมันจะพ่ายแพ้ต่อ อู่ อวี้ แต่มันก็ยังเจ็บ
แค้นไม่น้อย ถึงจะหวั่นเกรงบ้างก็ตาม แต่จิตใจแห่ง
ความคับแค้นกลับทวีมากกว่า..
ส่วน อินเสวียน ที่มันได้พ่ายแพ้ให้กับ อู่ อวี้ ความ
แข็งแกร่งของมันนับว่าอ่อนแอที่สุดภายในคุกสมุทร
วิญญาณแห่งนี้เลยก็ว่าได้ การที่มันสามารถอยู่มาได้
จนถึงตอนนี้เนื่องจากว่ามันได้รับความช่วยเหลือจาก
กง เสิ่นจุน
“เรื่องของ อินอิง ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับพวกเจ้าเลย”
เมื่อ อู่ อวี้ เผชิญหน้ากับพวกมัน คนกลับเผยอเป็น
รอยยิ้มโค้งโก่ง เป็นรอยยิ้มที่ดูไม่มีพิษภัยอะไร แต่กลับ
ทำให้พวกมันทั้งคู่รู้สึกหวาดกลัว
“ไปเถอะ พวกเราอย่าได้ไปสนใจมันเลย” กง เสิ่นจุน
ไม่กลัวที่จะต้องขายขี้หน้าผู้อื่น มันจึงรีบจูง อินเสวียน
ให้ออกจากที่แห่งนี้ไปในทันที
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ย่อมไม่มีทางปล่อยพวกมันไป
“หากเจ้าอยากจะไปก็ย่อมได้ แต่ว่าพวกเจ้าจะต้องทิ้ง
สมบัติแล้วค่อยจากไป” ในขณะที่กล่าว อู่ อวี้ ก็ได้ใช้
ร่างจำแลงเซียนวานร แปลงกลายเป็นวานรสีทอง
พร้อมกับดึงเส้นขนออกมา 1 กำมือ ซึ่งมันมีจำนวน
หลายพันเส้น หลังจากนั้นเขาก็ทำการเป่าออกไป
ภายในชั่วเสี้ยววิพลันปรากฏร่างอวตารเข้าปกคลุมไป
ทั่วทุกที่
เซียนวานรทั้งหมด ส่งเสียงแผดร้องคำรามข่มขู่ ดวงตา
แต่ละคู่ที่ร้อนแรงดั่งเพลิง กำลังจับจ้องไปที่พวกมันทั้ง
คู่อย่างเอาเป็นเอาตาย
กลุ่มร่างอวตารมากมายที่ปรากฎออกมาเป็นเพียงแค่
ส่วนน้อยเท่านั้น เนื่องจากมีจำนวนมากเกินคณานับ
ส่วนใหญ่ร่างอวตารจะถูกจำกัดวงอยู่ภายในเงามืดที่
พวกมันมองไม่เห็น แต่ถึงจะเห็นเพียงแค่จำนวนน้อย
เท่านี้ มันก็รู้สึกหวาดกลัวจนขาสั่นแล้ว
ร่างจำแลงเซียนวานรที่เต็มไปด้วยความดุร้าย ทำให้ผู้
ที่ได้มองต้องขนลุกชูชัน
“คิดจะทำอะไร? เจ้ากล้าลงมือกับพวกข้าเช่นนั้นรึ?
เจ้าไม่คิดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อแล้วงั้นรึ? เจ้าคิดว่าข้า กง
เสิ่นจุน ผู้นี้เกรงกลัวเจ้า?” กง เสิ่นจุน ได้รัวคำถาม
ออกมาอย่างลนลาน แต่ละประโยคที่กล่าวออกมาล้วน
ตะกุกตะกัก กล่าวได้ว่ามันตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย
ทีเดียว
“หึหึ” อู่ อวี้ เกียจคร้านที่จะเอื้อนเอ่ยกับพวกมันให้
มากความ เขาต้องการจะจบทุกสิ่งทุกอย่างอย่าง
รวดเร็ว ไม่ต้องการให้ผู้อื่นเห็นฉากเบื้องหน้าให้มาก
เกินไปนัก ดังนั้นจึงเร่งจัดการในทันที
สำหรับ อู่ อวี้ แล้วการจะเอาชนะพวกมันทั้งคู่
ในตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือก็ไม่ปาน
แม้ว่าตอนนี้ร่างอวตารหลายพันของเขายังไม่แข็งแกร่ง
แต่พวกมันก็สามารถใช้เคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวลกับ
เคล็ดคชสารเทวะสะท้านอเวจีได้แล้ว
อย่างไรก็ตามการจะจัดการกับพวกมันทั้งคู่ แค่เคล็ด
เขตแดนโลหิตกำสรวลก็น่าจะเพียงพอ
ร่างอวตารหลายพันร่างสำแดงออกด้วยเคล็ดเขตแดน
โลหิตกำสรวลออกมาอย่างพร้อมเพรียง ฉาก
เหตุการณ์เบื้องหน้านับว่าอลังการงานสร้างเป็นอย่าง
ยิ่ง ยามนี้ อู่ อวี้ จะต้องคอยควบคุมพวกมันเอาไว้โดย
การแบ่งจิตสมาธิขั้นสูง เพราะหากพลั้งมือสังหารพวก
มันทั้งคู่ไปจะต้องเกิดเป็นปัญหาใหญ่ตามมาอย่าง
แน่นอน
ดังนั้นในครานี้เขาจึงอาศัยเพียงแค่การรวมพลังกันของ
ร่างอวตารเพียงเท่านั้น ร่างหลักของเขาไม่ได้ร่วมวง
สำแดงเคล็ดวิชาเต๋าออกมาด้วย
ถึงกระนั้นร่างอวตารหลายพันร่างที่สำแดงเคล็ดเขต
แดนโลหิตกำสรวลออกมาพร้อมกัน การโจมตีทาง
เสียงซึ่งจู่โจมเข้าไปยังแก้วหูและจิตเทวะโดยตรง ทำ
ให้ใบหน้าของ กง เสิ่นจุน และ อินเสวียน แปรเปลี่ยน
เป็นซีดขาว ร่างกายสั่นสะท้านจนนอนฟุบลงไปและส่ง
เสียงร้องครวญครางออกมา
เมื่อต้องอยู่ภายใต้เคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวล พวกมัน
นับว่าไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้านอย่างแท้จริง ทำได้เพียง
แค่กลิ้งไปมาอยู่ภายในเขตแดนมหาสมุทร ร่ำไห้อย่าง
น่าสังเวช
บางทีพวกมันอาจจะยังไม่กล้าทำใจเชื่อว่า อู่ อวี้ กล้า
ลงมือกับพวกมันภายในที่แห่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันก็
รู้สึกเจ็บปวดเสียใจอย่างสุดซึ้ง บางครั้งที่พวกมันหันมา
จับจ้อง กลับสามารถมองเห็นเพียงแววตาอันแสนเย็น
ชาของ อู่ อวี้ ซึ่งทำให้ขนทั่วทั้งร่างของพวกมันลุกชัน
ขึ้นในทันตา
สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายคือ ยามนี้ อู่ อวี้ มา
ปรากฏตัวอยู่ข้างกายพวกมัน จากนั้นก็เอื้อมมือไปคว้า
หยิบถุงจักรวาลของพวกมันทั้งคู่
“เจ้า!”
สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกสั่นสะท้านและด้านชาอย่างที่สุด
เพราะเมื่อ อู่ อวี้ ฉกชิงไป เขากลับได้ทำการเปิดถุง
จักรวาลของพวกมันออกมาต่อหน้าทันที
“ข้าจะนำเม็ดยาจิตเทวะของพวกเจ้าไป ส่วนสิ่งของ
อย่างอื่นข้าไม่สนใจ” จากนั้น อู่ อวี้ ได้คืนถุงจักรวาล
ให้กับพวกมันกลับไป
ยามนี้เคล็ดเขตแดนโลหิตกำสรวลได้สิ้นสุดลง ในที่สุด
พวกมันก็ไม่ได้รู้สึกทรมานอีกต่อไป แต่ว่าวินาทีนี้หัว
สมองของพวกมันกลายเป็นขาวโพลน มันนำถุง
จักรวาลของตนเองกลับไป จากนั้นก็จ้องมองไปที่ อู่
อวี้ แต่มิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
ภายในช่วงเวลาสั้นๆ อู่ อวี้ ได้ทำการเก็บร่างอวตาร
ทั้งหมดกลับคืนไปในทันที จากนั้นเขาก็หายไปจาก
ครรลองจักษุของพวกมัน จนกระทั่งถึงตอนนี้ พวกมัน
จึงได้สติและตระหนักได้ว่าตนเองได้รับความอัปยศอด
สูที่รุนแรง พวกมันคำรามออกมาด้วยโทสะ ก่นด่า
สาปแช่ง อู่ อวี้ แต่ถึงอย่างนั้น อู่ อวี้ ก็ไม่ได้ยินคำพูด
พวกนี้เลยสักคำ
“อู่ อวี้ ข้าขอสาบานต่อสวรรรค์ หลังจากออกไปแล้ว
ข้าจะต้องทำให้เจ้าต้องอ้อนวอนขอความเมตตา ต้อง
ทำให้เจ้าได้รับความเจ็บปวดทรมานมากกว่าที่ข้าต้อง
พบเจอในวันนี้นับสิบเท่า!” กง เสิ่นจุน แผดเสียง
คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
ไม่ว่ามันจะก่นได้ไปเท่าไหร่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะ อู่ อวี้
ได้พุ่งทะยานจากไปไกลแล้ว
หากนำเม็ดยาจิตเทวะไปแล้ว ก็ย่อมไม่มีทางที่เขาจะ
ส่งคืนให้พวกมันไป
“บังอาจปล้นเม็ดยาจิตเทวะของพวกข้า มันคิดว่า
จักรวรรดิเป่ยหมิงเป็นบ้านของมันเองหรืออย่างไรกัน!
ที่แห่งนี้คือถิ่นของพวกข้า แล้วจะปล่อยให้มันมารังแก
เช่นนี้ได้อย่างไร!” อินเสวียน กล่าวออกมาพร้อมกับกำ
หมัดแน่นและกัดฟันกรอด
ในความเป็นจริงก็ไม่ได้มีแต่พวกมัน ผู้ที่อยู่ด้านนอกอีก
หลายแสนคนก็กำลังให้ความสนใจกับสถานการณ์ที่
เกิดขึ้นที่นี่ ทุกคนต่างรู้สึกว่าสิ่งที่ อู่ อวี้ ทำช่างเป็นสิ่ง
ที่เหนือความคาดหมายไปอย่างสิ้นเชิง
“เจ้า อู่ อวี้ ผู้นี้ช่างเป็นคนกล้าบ้าบิ่นเหลือเกิน
อัจฉริยะทั้งสองที่มันลงมือจู่โจม คนหนึ่งเป็นบุตรชาย
ของท่านราชครูกรมอาญา อีกคนก็เป็นถึงหลานชาย
ของ อิน กั๋วกง แต่ อู่ อวี้ ยังอาจหาญแย่งชิงเม็ดยาจิต
เทวะของพวกมันไปโต้งๆเช่นนี้อีก!”
“ไร้เหตุผลสิ้นดี เจ้าเด็กนี่คิดว่าตระกูลอินของข้าไร้
น้ำยาหรืออย่างไร!” เมื่อเห็นฉากเหตุการณ์เบื้องหน้า
อินติ่ง ก็โกรธเกรี้ยวจนหน้าเปลี่ยนสี อู่ อวี้ ทำให้
ตระกูลอินของมันเป็นที่ขายขี้หน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“รอไว้ให้สงครามชิงอำนาจแดนเหนือครั้งนี้สิ้นสุดลง
เสียก่อน ข้าจะไปสั่งสอนเจ้า อู่ อวี้ ด้วยตัวเอง”
สุดท้าย อินติ่ง ก็ได้ตัดสินใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง
แม้ว่าระหว่างผู้เข้าร่วมสงครามชิงอำนาจแดนเหนืออยู่
นับพันคนจะเกิดความขัดแย้งขึ้นมาบ่อยๆ แต่ อู่ อวี้
กลับทำการช่วงชิงเม็ดยาจิตเทวะของพวกมันไปหน้า
ด้านๆ แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ย่อมได้รับ
ผลกระทบตามมา โดยเฉพาะตระกูลอินและผู้ที่
เกี่ยวข้องกับตำหนักราชครูกรมอาญา ตอนนี้ใบหน้า
พวกมันล้วนกลายเป็นเขียวคล้ำ
“ดูเหมือนว่าหลังจากที่ อู่ อวี้ คนนี้ได้ทำการฝึกตนใน
ช่วงเวลาสั้นๆ จะทำให้ความแข็งแกร่งมันเพิ่มขึ้นมา
อย่างเห็นได้ชัด คาดว่าหลังจากนี้จะต้องเกิดเหตุการณ์
ที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้อีกมากมาย” ชวี่อิ้น เอ่ยออกมา
ด้วยทีท่าคาดหวัง
ภายในคุกสมุทรวิญญาณแห่งนี้ อู่ อวี้ ได้ทำการบัญชา
ร่างอวตารทั้งหมดให้มาอยู่รวมกัน นอกจากร่างกลืน
สวรรค์ ร่างอวตารร่างอื่นๆก็มาอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว
ตอนนี้เขาได้รับเม็ดยาจิตเทวะมาจำนวนไม่น้อย ทว่า
หลังจากเผชิญหน้ากับร่างอวตารนับหมื่น กลับ
กลายเป็นน้ำน้อยที่ช่วยลดดับกระหายเพียงเท่านั้น
“หากคิดจะฝึกฝนร่างอวตารทั้งหมดเหล่านี้ ก็ต้องการ
เม็ดยาจิตเทวะอีกจำนวนมหาศาล ความแข็งแกร่งของ
ร่างอวตารก็คือความแข็งแกร่งของข้า เช่นนั้นข้าคง
ต้องแย่งชิงเม็ดยามาให้ได้มากกว่านี้ ” อู่ อวี้ ได้ติดสิน
ใจแล้วหากว่าเขาพบเจอปีศาจก็จะฆ่าสังหารในทันที
และหากพบเจอกับผู้ฝึกตนเขาจะเข้าช่วงชิงโดยไม่คิด
สิ่งใดทั้งสิ้น
หลังจากที่ดูดซับเม็ดยาจิตเทวะเข้าไปแล้ว ร่างอวตาร
ทั้งหมดก็ได้ยกระดับขึ้นมาอีกเล็กน้อย จากนั้นเขาเริ่ม
ดำเนินการตามแผนการอย่างรวดเร็ว การแสดงออก
ของเขามันเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดคิดของคน
จำนวนมากไปไกลแล้ว
ภายในระยะเวลาครึ่งเดือน เขาเก็บเกี่ยวกำไรมาได้
มากมาย ตอนนี้จำนวนของตาข่ายวิญญาณมรณะของ
เขาก็สะสมได้เกือบจะ 100 ชิ้นแล้ว เนื่องจากว่าใน
ยามนี้ร่างกลืนสวรรค์เริ่มอิ่มตัว อู่ อวี้ จึงไม่ได้ไปสัมผัส
เข้ากับซากศพของปีศาจอีก
ความรู้สึกของเขาในตอนนี้เริ่มสัมผัสได้ว่าจิตเทวะทั้ง
2 ของเขาเริ่มจะสมดุลกันแล้ว หากจิตเทวะของร่าง
กลืนสวรรค์อยู่ในขอบเขตที่เหนือกว่าจิตเทวะของร่าง
หลัก คาดว่าจะเกิดเป็นความละโมภไคร่กลืนกินทุกสิ่ง
เข้าครอบงำเป็นแน่
ในช่วงเวลาสั้นๆนี้ เขาแย่งชิงถุงจักรวาลของผู้ฝึกตน
มาแล้วถึง 18 คน ซึ่งสิ่งที่ได้มาก็เพื่อใช้เลี้ยงร่างอวตาร
ทั้งหมดของเขา ยามนี้ร่างอวตารส่วนใหญ่ของเขา
ได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว ด้วยเหตุนี้ตัวเขาจึงอยู่ในสภาวะ
ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างที่ควรจะเป็นเสียที
แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ตอนนี้เขาครอบครองพละกำลัง
ความแข็งแกร่งที่เทียบเท่าได้กับอาณาจักรจิตเทวะ
ระดับที่ 8 !!
แน่นอนว่าการที่ใช้วิธีการเช่นนี้อาจจะทำให้ถูกเพ่งเล็ง
มากเป็นพิเศษ เขาได้ดึงดูดความสนใจของทุกคนราว
กับไฟลามทุ่ง ภายในคุกสมุทรวิญญาณมีคนจำนวน
มากที่รู้ว่า อู่ อวี้ ได้ทำเรื่องที่เลวร้ายที่สุดออกมา
มีหลายคนได้ทำการติดต่อสื่อสารกันผ่านยันต์สื่อสาร
กล่าวว่าหากพบเจอกับ อู่ อวี้ จะทำให้เขาต้องจ่าย
ราคากับสิ่งที่เขาทำลงไป ตอนนี้ภายในคุกสมุทร
วิญญาณแห่งนี้ อู่ อวี้ จึงกลายเป็นผู้ที่ทุกคนต่างหมาย
ปองคิดไล่ล่าเขา
แต่ที่น่าหัวเราะก็คือว่าไม่มีแม้แต่สักคนเดียวที่พบเจอ
กับร่างจริงของ อู่ อวี้ แต่ถึงหากพบเข้า ก็ไม่อาจไล่
ตามทันอยู่ดี อย่างมากก็ทำได้เพียงก่นด่าตามหลัง จึง
ทำได้เพียงระบายโทสะกับร่างอวาตารที่พบเจอเท่านั้น
นับว่าไร้ประโยชน์อยู่ดี…
เขาเลือกทำวิธีการที่ร้ายกาจเช่นนี้ ทุกคนจึงต่างพากัน
เกลียดชังเขา แต่ภายในสงครามชิงอำนาจแดนเหนือ
การจะมีชื่อเสียงได้มันก็ขึ้นอยู่กับจำนวนตาข่าย
วิญญาณมรณะที่เก็บสะสมได้ หลังจากที่เขามีร่าง
อวตารถึงหมื่นร่างทำให้ประสิทธิภาพยิ่งน่ากลัวขึ้น
เรื่อยๆ ทุกๆวันเขาจะได้รับตาข่ายวิญญาณมรณะมา
เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่คงตัว แต่มันกลับทวีมบเพิ่มขึ้น
ในทุกๆวัน!!
พริบตาเดียวระยะเวลาของสงครามชิงอำนาจแดน
เหนือก็เหลืออยู่เพียงแค่ 4 เดือน ยามนี้ อู่ อวี้ สะสม
ตาข่ายวิญญาณมรณะได้มากกว่า 140 ชิ้นแล้ว
ด้วยจำนวนเท่านี้ทำให้เขาสามารถพุ่งทะยานเข้าสู่ 30
อันดับรายชื่อแรกได้ ในเดือนนี้ผู้คนด้านนอกแปดแสน
คนที่ได้ให้ความสนใจ อู่ อวี้ ก็ถูกความกล้าบ้าบิ่นของ
เขาทำให้ต้องรู้สึกประหลาดใจอยู่หลายครั้งหลายครา
ผู้เข้าร่วมคนอื่นๆอีกเก้าร้อยชีวิตต่างพากันกัดฟันด้วย
โทสะ หากว่าพวกเขาไม่ต้องมาคอยแข่งขันกันเอง
คาดว่าพวกเขาคงจะร่วมมือกันเพื่อจัดการกับ อู่ อวี้
ไปแล้ว
อู่ อวี้ รู้สึกยินดีไม่น้อยที่ได้เห็นพวกมันเกลียดชังและ
ก่นด่าสาปแช่งตัวเขา แต่ก็มิอาจทำอันใดเขาได้
อาจจะกล่าวได้ว่าเขาได้กลายเป็นเป้าหมายของคน
หลายคนจนไม่มีผู้ใดอาจจะเทียบเคียงได้
แต่เขารู้สึกว่าเวลาที่เหลืออีก 4 เดือนที่เหลือ จึงจะ
เป็นเวทีของเขาอย่างแท้จริง หากว่ามันกลายเป็น
เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทำไมเขาจะไม่คิดว่าตนมีคุณสมบัติ
ทะยานเข้าสู่ 10 รายชื่อกันเล่า? หรือแม้กระทั่งอาจจะ
กลายเป็นอันดับที่หนึ่งก็ยังมีหวัง ซุ้มประตูจักรพรรดิที่
เป็นของรางวัลสำหรับอันดับที่หนึ่งเป็นถึงศาสตราเต๋า
ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับศาสตราเต๋าวิถีแท้วิญญาณ
นภา ผู้ฝึกคนทั้งหนึ่งพันคนล้วนใฝ่ฝันอยากได้มันมา
ครอบครอง ก่อนหน้านี้เขาไม่กล้าที่จะคิดเข้าสู่ 10
อันดับแรกหรือว่าอันดับที่หนึ่งเลยแม้แต่น้อย แต่
ในตอนนี้เขามีความกล้าพอที่จะคิดเช่นนั้นแล้ว
ผนวกกับร่างอวตารนอกวิถีทั้งหนึ่งหมื่นร่าง และ
กระทั่งร่างกลืนสวรรค์ก็ยังอาจจะแข็งแกร่งกว่าร่าง
หลัก อู่ อวี้ ความคิดนี้จึงยิ่งเด่นชัด กระทั่งยามนี้เขา
ค่อยๆค้นพบพลังรบของร่างกลืนสวรรค์อย่างช้าๆ จน
รู้สึกขนลุกเองเสียแล้ว
ขณะนี้เขากำลังทำการควาญหาปีศาจอยู่ แต่ฉับพลัน
นั้นเขาก็พบกับเงาร่างที่คุ้นเคย อู่ อวี้ จำได้ว่าในตอนที่
เขากำลังจะจัดการปีศาจตนแรก ก็เป็นสตรีนางนี้ที่
หมายเข้ามาแย่งชิงเหยื่อของเขา และยามนี้เขายังไม่รู้
ว่านางก็คือ หลานอวี้ แห่ง นครเหมันต์อัคคีบูรพา
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ