กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 798: โอรสเหยา และ คุนหวู่สามจิต
ฝูงชนรวมตัวกันอย่างคึกคักอยู่บริเวณประตูเขต
พระราชวังแห่งนครเทวะ แม้จะมีคนมากมายแต่ก็
สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่าคนไหนเป็นทหารจาก
กองทัพมังกรเพลิง
นอกจากทหารที่สวมใส่ชุดเกราะมังกรเพลิงคะนองศึก ก็
ยังมีชุดเกราะอยู่อีกหลากหลายรูปแบบ
มีคนกล่าวว่าภายในนครเทวะมีกองทัพใหญ่คอย
ประจำการอยู่ถึง 5 กองทัพ
ซึ่งนี่คือข้อแตกต่างระหว่างอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
กับจักรวรรดิเป่ยหมิง 5 กองทัพใหญ่ที่อยู่นี่ ไม่ว่าจะเป็น
กองทัพใดก็ไม่ได้อ่อนแอไปกว่ากองทัพหมิงไห่แห่ง
จักรวรรดิเป่ยหมิงเลย
ซึ่งกองทัพมังกรเพลิงก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อมองไปเบื้องหน้าก็จะเห็นกองทัพที่รับหน้าที่มา
ประจำการอยู่ภายในเขตพระราชวังของวันนี้ได้ บนร่าง
ของพวกเขาสวมใส่ชุดเกราะศาสตราเต๋าวิถีแท้ ซึ่งมี
ลักษณะแตกต่างไปจากชุดเกราะของกองทัพมังกรเพลิง
อย่างชัดเจน จึงเห็นได้ชัดว่านี่เป็นอีกกองทัพหนึ่งที่มา
ประจำการ
ชวีอิ๋น นับว่าเป็นบุคคลระดับสูง ยามนี้เขาจึงพา อู่ อวี้
กับ หนานซาน หวางเย่ว มุ่งหน้าเข้าสู่ประตูเมืองได้
อย่างไม่ติดขัด
พื้นที่ของเขตพระราชวังนั้นดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ทำให้ในยาม
ปกติจะไม่ค่อยจะมีผู้คนสัญจรไปมา เพราะหากไม่ได้รับ
การแต่งตั้ง คนส่วนใหญ่ก็จะไม่สามารถผ่านเข้าไปได้
ดังนั้นกองทัพที่มาประจำการอยู่ที่นี่จึงไม่ค่อยได้ทำงาน
มากนัก
ด้วยเพราะความหวาดกลัวของเหล่าผู้คนที่อาจถูก
ลงโทษได้
“ผู้บัญชาการชวี”
ในขณะที่ ชวีอิ๋น กำลังเดินเข้าไปใกล้กับประตูเขต
พระราชวัง ก็มีนายพลคนหนึ่งออกมาต้อนรับ นายพลผู้
นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ เขาสวมใส่ชุดเกราะทองคำ บนตัวของ
ชุดเกราะมีลวดลายของมังกรเทวะสีทองอยู่ ดูแล้วช่าง
น่าเกรงขามยิ่ง
“ข้าน้อยเป็นขุนพลมังกรฟ้าแห่งกองทัพมังกรทอง มี
นามว่า จ้าว เสวียนอิ้น ยินดีที่ได้พบท่านผู้บัญชาการ
วันนี้ข้าน้อยประจำการอยู่ที่ประตูเขตพระราชวัง ส่วน
ท่านผู้นี้น่าจะเป็น อู่ อวี้ กระมัง ราชโองกรจอม
จักรพรรดิโบราณมีรับสั่งเอาไว้ว่า อู่ อวี้ สามารถเข้าสู่
เขตพระราชวังได้ทันที”
“จ้าว เสวียนอิ้น ยินดีที่ได้พบ”
ชวีอิ๋น พยักหน้าตอบรับ
กองทัพมังกรทองเป็นหนึ่งกองทัพใหญ่ที่ประจำการใน
นครเทวะ ส่วนตำแหน่งขุนพลมังกรฟ้าเป็นรองเพียงแค่
ผู้บัญชาการกองทัพเท่านั้น ทว่าความแข็งแกร่งของ
ขุนพลมังกรฟ้ากลับสามารถเทียบเท่ากับขุนพลเทียนหมิ
งแห่งกองทัพหมิงไห่ได้เลย
หลังจากที่พวกเขาทั้งสองคนทักทายกันเสร็จสรรพ
ชวีอิ๋น จึงพา อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ เดินผ่าน
ประตูไปทันที
จ้าว เสวียนอิ้น กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าลำบากใจ “สำหรับ
อู่ อวี้ แล้วเขาสามารถผ่านไปได้ไม่มีปัญหา เพียงแค่ว่า
ปีศาจตนนี้คือใคร? เนื่องจากว่าปีศาจไม่อาจเข้าไป
ภายในเขตขพระราชวังได้”
หลังจากกล่าวจบก็ชี้ไปยัง หนานซาน หวางเยว่
ชวีอิ๋น ได้ยินจึงรู้สึกไม่พอใจ เขากล่าวออกมาด้วยสีหน้า
เย็นชาว่า “มันคือผู้ติดตามของ อู่ อวี้ ยามนี้ เขาได้
กลายเป็นราชอารักษ์เล่อแล้ว เจ้าหมายความว่าต้องการ
ให้ผู้ติดตามของเขาแยกตัวออกไปงั้นรึ? นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก
ที่ข้ามายังเขตพระราชวังแห่งนี้ ภายในนี้มีปีศาจอยู่
เท่าไหร่? ทำไมข้าจะไม่รู้”
อันที่จริง หนานซาน หวางเยว่ จะเข้าเขตพระราชวังได้
หรือไม่ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขา แต่เขารู้ว่าหากไม่ปล่อย
ให้มันเข้าไป อู่ อวี้ จะต้องก่อเรื่องแน่นอน เขาเพียง
ต้องการให้เรื่องนี้จบลงอย่างไม่มีปัญหาอะไรเท่านั้น ไม่
มีอะไรมากกว่านี้
อันที่จริง จ้าว เสวียนอี้น ไม่อยากจะมีปัญหา แต่
เนื่องจากว่าอีกฝ่ายแข็งกร้าวเช่นนี้มา ก็ต้องจำยอม คน
เร่งกล่าวสวนในทันที “ที่แท้เป็นผู้ติดตามของราช
อารักษ์เล่อนี่เอง แน่นอนว่าย่อมสามารถติดตามราช
อารักษ์เล่อได้ ข้าก็เพียงแค่ลองถามถึงศักดิ์ฐานะของมัน
ดูเท่านั้นเอง ท่านผู้บัญชาการชวี อย่าได้ใส่ใจเลย”
จ้าว เสวียนอิ้น ผู้นับนี้ว่ารู้จักปรับตัว ดังนั้น ชวีอิ๋น จึง
เกียจคร้านที่จะหาเรื่องให้ปวดหัว เมื่อ จ้าว เสวียนอิ้น
ยอมปล่อยเช่นนี้แล้ว เขาก็พา อู่ อวี้ เดินผ่านประตูไป
ในทันที เมื่อทหารแห่งกองทัพมังกรทองอื่นๆเห็นจึง
เปิดทางให้แก่พวกเขาโดยง่าย
ความจริงพวกมันยังได้ลอบสังเกต อู่ อวี้ และ หนาน
ซาน หวางเยว่ ที่ผ่านไปอยู่หลายครั้งหลายครา
เมื่อมาถึงที่นี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกว่ามีผู้ที่มุ่งความสนใจมายังตัว
เขามีค่อนข้างมากทีเดียว
เนื่องจากว่าที่ประตูนี้ได้ยินข่าวคราวการมาถึงของ อู่ อวี้
จึงมีคนจำนวนไม่น้อยเดินทางไปรอ
ในไม่ช้าเขาก็ได้เข้าสู่เขตพระราชวัง แต่ครู่ต่อมาพลันก็
ปรากฏเสียงดังขึ้นมาหนึ่งสายจากภายในเขตพระราชวัง
มีบางคคนกำลังจะเดินทางออกมาข้างนอก หลังจากที่
ชวีอิ๋น เห็นว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าคือใคร เขาก็รีบหลบไป
อยู่ด้านข้าง และให้อีกฝ่ายเดินผ่านไป
ในจุดนี้ อู่ อวี้ ก็พอจะมองออกว่าผู้ที่ออกมานี้จะต้องมี
สถานะที่สูงส่งกว่า ชวีอิ๋น
ภายในนครเทวะเหยียนหวง ผู้ที่มีสถานะสูงกว่า ชวีอิ๋น
นับว่ามีอยู่ไม่มากไม่น้อย
อู่ อวี้ จึงรู้สึกอยากรู้ว่าสุดท้ายคนผู้นี้คือใครกัน
โดยทั่วไปแล้วคนที่อยู่ในเขตพระราชวังนั้นมีอยู่ไม่มาก
ทว่าอยู่ๆการที่ตนเพิ่งจะเข้ามาแล้วมีคนออกมาพอดี ถือ
ว่าเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
ดังนั้นน่าจะเป็นไปได้ว่า อีกฝ่ายออกมาเพื่อที่จะมาพบ
ตัวเขาโดยตรง
อีกอย่าง อู่ อวี้ ก็ได้สังเกตเห็นว่าภายในคนกลุ่มนี้ ยังมี
ปีศาจอยู่อีกหนึ่งตัว ซึ่งปีศาจตนนั้นแปลงกายมาอยู่ใน
รูปร่างของมนุษย์ แม้มันจะสวมใส่ชุดสีดำขนาดใหญ่ แต่
ก็ไม่อาจจะปิดบังกล้ามเนื้ออันทรงพลังของมันได้ เขา
มองเห็นถึงผมสีทองของปีศาจตัวนั้น ซึ่งมันค้อมหน้าลง
และเดินอย่างนอบน้อมอยู่เบื้องหลัง
คนที่เดินนำหน้ามัน เป็นชายหนุ่มที่มีอายุยังไม่ถึงร้อยปี
เห็นได้ชัดว่าเขาสมควรเป็นคนจากเชื้อพระวงศ์เหยียน
หวง ไม่ว่าจะเป็นสายตา บุคลิก หรือบรรยากาศที่
ปลดปล่อยออกมาล้วนดูโดดเด่นเหนือกว่าคนธรรมดา
ทั่วๆไป อย่างน้อยน่าจะเทียบได้กับองค์ชายโย่วเหยียน
และองค์ชายโย่วหยาง แห่งจักรวรรดิเป่ยหมิง และมัน
ถือเป็นชาวเหยียนหวงที่มีความความทระนงและ
แข็งแกร่งผู้หนึ่งก็ว่าได้ ดังนั้นสายตาของบุรุษหนุ่มผู้นี้จึง
แผ่แรงกดดันอันหนักหน่วง ทำให้คนที่พบเห็นต้อง
เคารพยังเกรง และหลีกทางให้
อู่ อวี้ สังเกตเห็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนยิ่งบนหน้าผากของ
อีกฝ่าย เขาจำได้ว่าบนหน้าผากของโอรสเล่อ ก็มี
ตัวอักษรคำว่า เล่อ(楽) สีทองปรากฎ นี่ก็คือตรา
ประทับที่ติดตัวลูกหลานของจักรพรรดิโบราณเหยียน
หวง และบนหน้าผากตรงช่วงระหว่างคิ้วของคนผู้นี้ก็มี
สัญลักษณ์สีทองอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นตัวอักษรคำว่า
‘เหยา(垚)’
“ผู้บัญชาการกองทัพมังกรเพลิง นำ อู่ อวี้ กลับมาตาม
ราชโองการจักรพรรดิโบราณ ถวายบังคมโอรสเหยา”
ยามที่ อู่ อวี้ มองเห็นคนผู้นี้ได้ชัดเจน ชวีอิ๋น ที่อยู่
ด้านข้างก็เอ่ยคำทักทายกับอีกฝ่ายไปแล้ว
เหยา มีความหมายว่าขุนเขาอันสูงใหญ่ยากจะสั่นคลอน
แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็เป็นโอรสเช่นกัน และเห็นได้ชัดว่า
เป็นเสด็จพี่ของโอรสเล่อ จักรพรรดิโบราณเหยียนหวงมี
ทายาทอยู่เยอะมากเกินไป จึงทำให้การแข่งขันภายใน
ราชวงศ์เหยียนหวงนั้นค่อนข้างดุเดือด ซึ่งโอรสที่อยู่ใน
ระนาบสูงสุดและอายุมากที่สุดนั้น ได้อยู่ในขอบเขตที่
เกือบสำเร็จกลายเป็นเซียนอมตะ แต่ก็ไม่ได้บ่งบอกว่า
โอรสเหยา หรือว่าโอรสเล่อจะเป็นโอรสที่ไม่สูงศักดิ์แต่
อย่างใด
ในฐานะที่เป็นทายาทที่แข็งแกร่งที่สุดบนดินแดนโบราณ
เหยียนหวง พวกเขาจึงเกิดมาเหนือกว่าผู้อื่น แม้แต่องค์
หญิงหรือองค์ชายจากอาณาจักรผู้ฝึกตนแห่งอื่นก็ยังต้อง
ยำเกรง
รวมถึง โอรสเหยา ที่แม้แต่ ชวีอิ๋น ก็ยังต้องแสดงความ
เคารพอีกฝ่าย เพราะนี้คือสิ่งที่สมควรจะปฏิบัติต่อเหล่า
เชื้อพระวงศ์เหยียนหวงโดยไม่มีข้อแม้!
หลังจากที่ โอรสเหยา ได้ยิน สายตาของมันก็มองกวาด
ผ่าน อู่ อวี้ ร่างกลืนสวรรค์ และ หนานซาน หวางเยว่
ไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นมันยังเหลือบมอง อู่ อวี้ กับร่าง
กลืนสวรรค์ของเขาอีกหลายครา แต่กระก็ไม่ได้แสดงสี
หน้าอะไรออกมา มันเอามือไขว้หลังและเดินผ่าน ชวีอิ๋น
และคนอื่นๆไป ทว่าในขณะที่มันเดินเข้ามาใกล้ เสียง
ของมันก็ดังขึ้น “เจ้ายังไม่ต้องรีบร้อนเข้าไป ข้ามี
บางอย่างอยากจะถามเจ้าสักหน่อย”
ชวีอิ๋น แสดงสีหน้าไม่เข้าใจขึ้นพร้อมกับเอ่ยถาม “โอรส
เหยา อู่ อวี้ ได้รับราชโองการจักรพรรดิโบราณโดยตรง
ข้าจึงต้องพาเขาไปรายงานตัวที่คฤหาสน์โอรสเล่อ
นับตั้งแต่วินาทีที่เขาได้รับราชโองกร เขาก็กลายเป็นราช
อารักษ์เล่อ แล้ว”
โอรสเหยาพลันหยุดก้าวเดินต่อ เขามีร่างกายที่ค่อนข้าง
สูงใหญ่ ดังนั้นจึงวางตัวสูงส่ง และแฝงไปด้วยสายตาอัน
ดูถูก คนกล่าวออกมาอย่างองอาจว่า “นี่ข้ายังกล่าวไม่
ชัดเจนอีกหรือ เป็นราชอารักษ์เล่อแล้วยังไง มันต้องมา
กับข้า”
คนผู้นี้ช่างหยิ่งผยองยิ่ง นี่ทำให้ ชวีอิ๋น ถึงกับพูดไม่ออก
เขาไม่ชอบที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ทว่า โอรสเหยา
นั้นมีท่าทีแข็งกร้าว และไม่ยอมให้โอกาสเขา และ ชวีอิ๋น
ยังไม่ต้องการที่จะผิดใจกับโอรสเหยา เขาจึงส่งสายตาว่า
ให้ตามมันไป
ที่ด้านนอกของประตูเป็นลานกว้างขนาดใหญ่หนึ่ง มัน
เป็นลานกว้างที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งยามนี้ที่แห่งนี้
ก็มีคนยืนอยู่ไม่มากแล้ว เนื่องจากว่า อู่ อวี้ ได้เข้ามาใน
เขตพระราชวัง ฝูงชนจึงกระจายตัวไปอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากว่าไม่สามารนถมองเห็นสิ่งใดได้อีก และ
ฉับพลัน สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่คาดคิดก็บังเกิด เสี้ยว
พริบตา โอรสเหยา ก็ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายอันรุนแรง
ออกมาจนถึงกับผลักให้ อู่ อวี้ กับ ชวีอิ๋น ต้องล่าถอย
ออกมา
อู่ อวี้ รู้สึกฉงนเป็นอย่างยิ่ง เขาเป็นคนที่ได้รับราช
โองการจักรพรรดิโบราณเชียวนะ ยังมิวายโดนหาเรื่อง
อีกหรือ? ดูเหมือนว่าโอรสเหยาผู้นี้จะไม่เกรงกลัวแม้แต่
น้อย แล้วการที่มันมาหาเรื่องตนตั้งแต่แรกเช่นนี้ มัน
ต้องการสิ่งใดกันแน่?
แต่ในไม่ช้าโอรสเหยาก็สร้างความสับสนให้ อู่ อวี้ กับคน
อื่นๆ
มันมองไปที่ฝูงชนซึ่งมารวมตัวกันอยู่หน้าประตูเขต
พระราชวัง นี่เป็นแหล่งแพร่กระจายข่าวชั้นดี เมื่อทุกคน
เห็นท่าทีเช่นนี้ จึงเร่งกระจายข่าวไปทั่วนครเทวะ เดิมที
หลายคนไม่ได้ให้ความสนใจ แต่เมื่อได้ยินว่า โอรสเหยา
ขัดขวาง อู่ อวี้ ไม่ให้เข้าไป ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทางเพื่อ
มาดูว่ามันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้น
โอรสเหยากำลังจ้องมองไปที่ร่างทั้งสองของ อู่ อวี้
ภายใต้สายตาของสาธารณชน มันก็ได้กล่าวออกมาดัง
กึกก้อง “ข้าได้กล่าวไปหลายครั้งแล้วว่าต้องการคุนหวู่
สามจิตให้กลายมาเป็นราชอารักษ์ของข้า จนถึงตอนนี้
กลับยังไม่ผ่านการพิจารณาของ เสด็จอาหยง ว่ากันว่า
ราชอารักษ์เล่อสามารถเอาชนะองค์ชายโย่วเหยียน
ภายในสงครามชิงอำนาจแดนเหนือ ทว่าข้าและคนอื่นๆ
ในนครเทวะ หาได้รับชมการต่อสู้นั้นด้วยตาตนเอง
แม้ว่าจะได้รับการรับประกันจากเสด็จพ่อ ทว่าพวกเรา
ทุกคนก็ยังอยากจะรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจ้า
เป็นประจักษ์แก่สายตา! ดังนั้นจึงขอเชิญ ชวีอิ๋น ให้เป็น
กรรมการตัดสิน หากว่าคุนหวู่สามจิตสามารถเอาชนะ อู่
อวี้ ได้ ครั้งหน้าข้าจะไปรายงานเรื่องราชอารักษ์กับ
เสด็จอาหยง และใต้เท้าชวี ก็ต้องไปช่วยกล่าวสนับสนุน
ข้าด้วย ท่านเพียงแค่บอกเขาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในวันนี้
ก็เพียงพอแล้ว”
เมื่อ อู่ อวี้ ยินก็เข้าใจถึงความต้องการของมัน
คุนหวู่สามจิตที่มันกล่าวถึงก็น่าจะเป็นปีศาจที่อยู่ข้าง
กายมันในยามนี้
โอรสเหยาต้องการที่จะให้ปีศาจตนนี้กลายมาเป็นราช
อารักษ์ของตนเอง บางทีทั้งสองนั้นอาจมีความสัมพันธ์ที่
ดีต่อกัน แต่ผู้ที่สามารถแต่งตั้งราชอารักษ์ได้ นอกจาก
จักรพรรดิโบราณเหยียนหวงแล้ว คงจะมีก็แต่ เสด็จ
อาหยงที่จะมีอำนาจเช่นนี้ ยามปกติจักรพรรดิโบราณเห
ยียนหวง จะไม่สนใจจัดการเรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้
ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วจึงเป็น เสด็จอาหยง ที่คอยตัดการ
เรื่องต่างๆในราชสำนัก
ข้อเสนอของโอรสเหยาที่จะให้ คุนหวู่สามจิตกลายเป็น
ราชอารักษ์ ไม่ผ่านการพิจารณาของ เสด็จอาหยงมา
หลายครั้งหลายครา ทว่าวันนี้ อู่ อวี้ กลับได้กลายเป็น
ราชอารักษ์ของโอรสเล่อแทนโดยมิได้มีใครร้องขอ เห็น
ได้ชัดว่ามันจึงคิดใช้ อู่ อวี้ มาพิสูจน์พรสวรรค์ของ
คุนหวู่สามจิต เพื่อให้ เสด็จอาหยงมั่นใจในฝีมือของมัน
คุนหวู่สามจิต น่าจะเป็นปีศาจที่แข็งแกร่งและเป็น
ผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์ของมัน ยามนี้ อู่ อวี้ จึงตัดสินใจใช้
เนตรเพลิงสอดส่อง จึงเห็นถึงร่างเดิมของมันในทันที มัน
เป็นราชสีห์ทองอร่าม ที่สำคัญคือราชสีห์ตนนี้มีศีรษะ
ขนาดใหญ่ และมีถึงสามหัว! ปีศาจตนนี้มีสายเลือด
ระดับที่ค่อนข้างสูง ถือเป็นปีศาจสายเลือดหายากอย่าง
ไม่ต้องสงสัย เพราะอัตราการเกิดของมันค่อนข้างต่ำยิ่ง!
หมิงซวง เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ปีศาจตนนี้ มีชื่อ
ว่า ‘คุนหวู่สามจิต ’ สายโลหิตของมันนับว่าสูงยิ่ง มันมี
ศักยภาพในการเติบโตเพื่อให้กลายเป็นราชัน นับว่า
สายเลือดของมันคู่ควรที่จะมาอยู่ในนครเทวะโดยแท้
เฮ้อ…เพิ่งจะเข้ามาที่นี่ก็ได้พบกับปีศาจเช่น ‘คุนหวู่สาม
จิต’ แล้ว”
เนื่องจากว่าปีศาจตนนี้มีสถานะที่สูงส่งยิ่ง ซึ่งสามารถ
รับประกันได้เลยว่าโอรสเหยาได้ไตร่ตรองมาดีแล้ว มัน
ต้องการที่จะให้คุนหวู่สามจิตกลายมาเป็นราชอารักษ์
เหยา การที่ เสด็จอาหยง ไม่เห็นด้วยจึงทำให้ตัวมันรู้สึก
ไม่พอใจ
หลังจากที่ ชวีอิ๋น รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย เขาก็กล่าว
ออกมาอย่างสลด “โอรสเหยา ตั้งแต่สมัยโบราณ การที่
จะให้ปีศาจกลายมาเป็นราชอารักษ์…….”
“หุบปาก ข้าได้ตรวจสอบแล้วว่าเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิด
ขึ้นมาก่อน แม้ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักแต่ก็มีปรากฎ!!
แล้วทำไมข้าจึงจะทำไม่ได้?” โอรสเหยา เอ่ยขัดอย่าง
หมดความอดทน จากนั้นก็จ้องมองไปยัง อู่ อวี้ ด้วย
สายตาอันเดือดดาล
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ