กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 799: สู้เคียงบ่าเคียงไหล่
เวลานี้ปีศาจ ‘คุนหวู่สามจิต’ ถอดผ้าคลุมเปิดเผย
รูปลักษณ์แท้จริง ใบหน้าของมันดูดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง มี
เขี้ยวคู่ยาวงอกออกมาเสมือนดั่งราชสีห์ก็มิปาน แรง
กดดันที่แผ่ออกมาให้ความรู้สึกราวกับว่ามันเป็นคนของ
ราชวงศ์เหยียนหวง
เมื่อผู้คนที่อยู่โดยรอบได้ยินคำพูดของ ‘โอรสเหยา’ พวก
มันก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นแล้ว
ฎีกาที่โอรสเหยายื่นขอปลด ‘ราชอารักษ์เล่อ’ มิได้รับการ
ยินยอม จึงทำให้มันมีโทสะเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้คน
ในนครเทวะเหยียนหวงต่างทราบกันดีว่า โอรสในช่วง
อายุนี้ ทุกคนก็ล้วนมีราชอารักษ์กันหมดแล้ว
ยามนี้แม้แต่โอรสเล่อผู้อ่อนเยาว์กว่ามัน ก็ยังมีราช
อารักษ์ส่วนตัวแล้ว แถมจักรพรรดิโบราณเหยียนหวงยัง
เป็นผู้แต่งตั้งเขาด้วยพระองค์เอง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้มัน
ค่อนข้างรู้สึกไม่พอใจ ‘เสด็จอาหยง’ อยู่บ้าง
หลังจากทั้งหมด ในกรณีของ อู่ อวี้ นั้น ไม่มีการ
สอบสวนพื้นเพเบื้องหลัง หรือมีการทดสอบใด ๆ แม้แต่
น้อย เพิ่งมาถึงก็ถูกแต่งตั้งเป็นราชอารักษ์แล้ว ฉไน
‘เสด็จอาหยง’ ถึงไม่พยายามเพื่อตนเองบ้าง?
มันมิได้แย่แสแม้แต่น้อยว่า อู่ อวี้ มาที่นี่แล้ว จะวิเศษ
วิโสมากเพียงใด เพราะโอรสเหยาก็ปรารถนาจะแสดง
อำนาจฝืนชะตาฟ้าของ ‘คุนหวู่สามจิต’ ให้ประจักษ์แก่
สายตาของผู้คนในนครเทวะเหยียนหวง เชื่อว่าเมื่อทุก
คนเห็นความสามารถของคุนหวู่สามจิต จะเห็นพ้อง
ต้องกันว่าปีศาจที่มีความสามารถเช่นนี้ สมควรได้รับการ
แต่งตั้งให้มีฐานันดรเหมาะสมกับความสามารถ
นอกจากนี้ยังถือเป็นวิธีกดดัน ‘เสด็จอาหยง’ ไปในตัว
ด้วย เพราะอย่างไรเสด็จอาหยง ก็หาใช่จักรพรรดิ
โบราณเหยียนหวง และเขาก็มีอำนาจอยู่ในช่วงเวลานี้
เท่านั้น ในทุก ๆ 10 ปีจะมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจอีก
ครั้ง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็จะเป็นพี่น้องของจักรพรรดิ
โบราณที่เข้ามาแทนที่
โอรสเหยาไม่จำเป็นต้องทำให้เขาพอใจ มันเพียงแค่
ต้องการให้เขาเห็นด้วยเท่านั้น
ซึ่งการปรากฏตัวของ อู่ อวี้ ในเวลานี้ ก็ถือเป็นโอกาส
แสดงความสามารถของ ‘คุนหวู่สามจิต’ ให้เป็นที่
ประจักษ์
ดังนั้นการที่มันปรากฏตัวขึ้นที่นี่ จึงมิใช่การตัดสินใจ
อย่างไร้สติ แต่เป็นสิ่งที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นมันต้องเป็นผู้ชนะ
แน่นอนว่า ชวีอิ๋น รับรู้ถึงข้อเรียกร้องของเขาเช่นกัน
หากในเวลานี้มันขัดขวางโอรสเหยา เป็นไปได้ว่าอีกฝ่าย
จะจดจำความแค้นนี้ไว้ แล้วมาสร้างปัญหาให้แก่ตนใน
อนาคต เท่ากับว่าได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นมันจึงผลักการ
ตัดสินใจในครั้งนี้ให้แก่ อู่ อวี้ พร้อมกับถามเอ่ย อู่ อวี้
ขึ้นว่า ” จากสถานการณ์ในยามนี้ เจ้ายินดีจะแสดงความ
รุ่งโรจน์ในฐานะอันดับ 1 แห่งสงครามชิงอำนาจแดน
เหนือ ต่อหน้าฝูงชนหรือไม่? กล่าวได้ว่า ยามนี้ถึงเวลา
แล้วที่เจ้าจะพิสูจน์ให้ผู้คนในอาณาจักรเหยียนหวง
รับทราบเป็นที่ประจักษ์ว่า เจ้ามีความสามารถคู่ควรกับ
ราชโองการจักรพรรดิโบราณ”
จากคำกล่าวนี้ เห็นได้ชัดว่ามันต้องการให้ อู่ อวี้ ยอมรับ
การท้าทาย
ท้ายสุดแล้ว มันทราบดีว่าหาก อู่ อวี้ ต้องการอยู่รอด
ภายในนครเทวะแห่งนี้ เขาก็จำเป็นต้องมีอำนาจ แค่
ชื่อเสียงจากจักรวรรดิเป่ยหมิงยังไม่เพียงพอ มันต้องการ
ให้ชาวเหยียนหวง ประจักษ์ถึงความสามารถของ อู่ อวี้
ด้วยตาตนเอง!
หากชนะ ก็ถือเป็นเรื่องดีกับเขาในอนาคต ผู้คนมากมาย
จะพากันกริ่งเกรง แต่ถ้าปราชัย เขาก็จะกลายเป็นก้อน
ศิลาทองคำให้โอรสเหยาก้าวเหยียบ
อู่ อวี้ แลเห็นว่าการแสดงออกของคนทั้งสองนั้นแตกต่าง
กันอยู่บ้าง มันคือความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี
อีกทั้งยังยินดีจะอุทิศตนเพื่ออีกฝ่าย เป็นเสมือนดั่ง
สัมพันธ์ระหว่าง เจียง จุนหลิน กับ หยวนเฉินใน
อาณาจักรบูรพาเย่วอู่
นี่คือการข้ามผ่านเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ … อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้
ถือเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่ผู้ฝึกตน เนื่องจากผู้ฝึกตนให้
ความสนใจกับการช่วยเหลือเกื้อกูลและสื่อสารกันใน
ระดับจิตวิญญาณ บางคนอาจพบเจอกับผู้มีใจเดียวกัน
โดยที่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเพศตรงข้าม ดังนั้นไม่ว่าจะ
เกี่ยวดองเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กันหรือไม่ ก็สามารถอาศัย
อยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิตแบบเดียวกับสหายเต๋าเคียงคู่ได้
โดยทั่วไปแล้วสิ่งนี้ถือเป็นอิสระของผู้ฝึกตน ไม่มีผู้ใดมา
คอยขีดกั้นหรือขัดขวาง ทว่าโอรสเหยาถือกำเนิดขึ้นใน
ราชวงศ์เหยียนหวง ดังนั้นจึงกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสน
เข็ญเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นสายตาของฝูงชนที่จับจ้องไปยังโอรสเหยา จึง
แตกต่างออกไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าโอรสเหยานั้นผิด
แผกจากโอรสคนอื่น ๆ อย่างไรก็ตามสำหรับโอรสเหยา
เหตุการณ์ในวันนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญกับมันเป็นอย่างยิ่ง
ส่งผลให้ยามนี้ผู้คนจึงต่างเฝ้ารอคำตอบของ อู่ อวี้
แรงกดดันยิ่งใหญ่กลืนกินทุกสรรพสิ่งกดทับลงมาบนร่าง
อู่ อวี้!
ดวงตาของโอรสเหยายามนี้ ประดุจดั่งมีเปลวเพลิงลุก
โชนอยู่ภายใน
สรรพสิ่งเงียบสงบราวกับความตาย
แม้สถานการณ์ของ อู่ อวี้ ยามนี้จะค่อนข้างสุ่มเสี่ยง แต่
เขาก็ยังยิ้มแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสุขุมสงบนิ่งว่า ”
ขอประทานอภัย กระหม่อมว่าไม่เห็นจำเป็นต้องใช้
ปีศาจมาทดสอบความแข็งแกร่งของกระหม่อมเลย ใน
เมื่อจักรพรรดิแต่งตั้งให้กระหม่อมเป็นราชอารักษ์เล่อ
แล้วไฉนโอรสเหยาต้องบีบบังคับให้ข้าต่อสู้ด้วยเล่า? ”
ถ้าอีกฝ่าย ต้องการใช้เขาเป็นเครื่องมือบรรลุ
วัตถุประสงค์บางอย่าง ดังนั้นหากเขาตกลง ก็คงจะ
ง่ายดายเกินไป
ผู้คนได้ยินกิตติศัพท์อันเลื่องลือของ อู่ อวี้ ชาวเมืองต่าง
คาดเดาว่าเขาจะตอบตกลง แต่คำตอบของเขากลับ
ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทำให้พวกมันคาดไม่ถึง
แน่นอนว่าผู้คนอยากดูการต่อสู้อันน่าตื่นเต้น จึงทำให้
ยามนี้ผู้คนจำนวนมากต่างร้องตะโกนว่า “อย่าลีลาให้
มากนัก รีบ ๆ ตอบตกลงไปซะสิ!”
“มีคนรอชมการต่อสู้อยู่ตั้งมากมาย เจ้าอย่าปอดแหกขี้
ขลาดไปหน่อยเลย!”
” อู่ อวี้ เจ้าผู้ทรงเกียรติในจักรวรรดิเป่ยหมิงมิใช่รึไง
แต่ไหงพอมาถึงอาณาจักรโบราณเหยียนหวง ถึงได้
กลายเป็นพวกไก่อ่อนเช่นนี้! ”
ทั้งเสียงหัวเราะเสียงโห่ร้องตะโกนดังกึกก้อง ความ
ปรารถนาของพวกมันทั้งหมดกลายเป็นแรงกดดันสะกด
ข่มมายังร่างของ อู่ อวี้ อย่างใหญ่หลวง ทั้งหมดเป็น
เพราะฝูงชนอยากดูการต่อสู้อันตื่นเต้นดุเดือด เมื่อเขา
ปฏิเสธพวกมันจึงไม่พอใจ จากนั้นก็ใช้วิธียัวยุกดดันเพื่อ
กระตุ้น อู่ อวี้ ลุกขึ้นมาต่อสู้ให้จงได้
ชวีอิ๋น ได้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับนครเทวะแล้ว
เขายังต้องพิสูจน์ความแข็งแกร่งว่าเหมาะสมกับตำแหน่ง
ที่ได้รับหรือไม่ ที่นี่คือเหยียนหวง เกียรติยศศักดิ์ศรีที่
สร้างไว้ในเป่ยหมิงหาได้เกี่ยวข้องอันใดกันไม่ ฉะนั้นคน
ในเหยียนหวงจะตัดสินจากสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น ฉะนั้น
ก่อนที่ อู่ อวี้ จะได้ต่อสู้ พวกมันจึงกระตือรือร้นอยากจะ
รู้ว่า อู่ อวี้ มีความสามารถเช่นไรบ้าง!
ระหว่างที่หลายคนกำลังโห่ร้องตะโกนด้วยเสียงดังลั่น อู่
อวี้ ก็กล่าวเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างสงบว่า ” โอรส
เหยามิต้องกังวล ข้ามีผู้ติดตามคนหนึ่ง ที่ปรารถนาจะ
ต่อสู้กับ ‘คุนหวู่สามจิต’ ของท่านเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้
เขาก็เป็นปีศาจเช่นเดียวกัน นามว่า ‘ หนานซาน หวาง
เยว่ ‘ เขาเป็นถึงพี่น้องของตัวข้า อู่ อวี้ ดังนั้นฝีไม้ลายมือ
ย่อมไม่ได้ด้อยกว่าข้าอย่างแน่นอน หากโอรสเหยา
ปรารถนาให้ข้าแสดงฝีมือ เขาก็ทำได้เช่นกัน หากไม่เชื่อ
ท่านก็ลองดู ”
เมื่อเขาเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ผู้คนจำนวนมากก็ส่งเสียง
ฮือฮาไปตาม ๆ กัน ผู้คนต่างจ้องมองหน้า อู่ อวี้ อย่าง
พูดไม่ออก เพราะในที่สุดแล้วเขาก็ไม่ยอมรับคำท้า
ประลอง แต่เขากลับใช้วิธีนี้ตอบรับโอรสเหยา ซึ่งถือเป็น
การดูถูกหยามเกียรติโอรสเหยาอย่างรุนแรงยิ่ง ยามนี้ช
วีอิ๋นก็รู้สึกหดหู่อยู่ไม่น้อย ในใจก็อยากจะห้ามปราม อู่
อวี้ แต่ก็สายเกินไปแล้ว
สิ่งนี้เป็นเสมือนดั่งการสุมไฟในกองเพลิง ให้ลุกโหม
กระหน่ำมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามโอรสเหยาฝึกฝนมาอย่างลึกซึ้ง ฉะนั้นเวลา
นี้จึงไม่โกรธเคืองอันใด มันรู้ว่า อู่ อวี้ ไม่ใช่คนที่จะ
จัดการได้ง่าย ๆ คนเร่งเฟ้นสมองครุ่นคิดหาวิธี จากนั้นก็
จ้องมองไปที่ อู่ อวี้ แล้วพูดว่า ” ถ้าคุนหวู่สามจิต
สามารถเอาชนะผู้ติดตามของเจ้าได้ เจ้าคงต้องลงมือ
ด้วยตนเอง มัวแต่หลบซ่อนตัวอยู่หลังปีศาจ หาใช่พิสัย
ของวีรบุรุษผู้กล้า สมดั่งกิตติศัพท์อันเลื่องลือของเจ้า! ”
สิ่งที่มันหมายถึงก็คือ ถ้าคุนหวู่สามจิตสามารถเอาชนะ
หนานซานหวางเยว่ได้ เมื่อถึงเวลานั้น อู่ อวี้ ก็ไม่มีทาง
หลีกเลี่ยงการต่อสู้ได้
ที่จริงแล้วคำกล่าวของ อู่ อวี้ ก่อนหน้านี้ เป็นสิ่งที่
หนานซาน หวางเยว่ เสนอกับตนเอง มันปรารถนา
อยากจะต่อสู้กับ ‘คุนหวู่สามจิต’ ผู้มีสายโลหิตชั้นสูงเป็น
อย่างยิ่ง มันเป็นเพียงหมูป่าธรรมดาพี่มีสายโลหิตต่ำ
ต้อยถึงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับคุนหวู่สามจิตแล้ว
เสมือนดั่งฟ้ากับเหว
ด้วยเหตุนี้มันจึงรู้สึกไม่พอใจ และตั้งใจใช้มรดกเซียน
อมตะเพื่อต่อสู่กับสายโลหิตชั้นสูงนี้ อาจจะเรียกได้ว่า
เป็นความเห็นแก่ตัวของมันส่วนหนึ่งก็ได้ ตอนที่มันยังวัย
เยาว์ ต้องการสร้างชื่อเสียงในดินแดนโบราณเหยียนหวง
ให้แก่ตน! ก่อนหน้านี้ มันไร้ซึ่งผู้สนับสนุน ต้องอยู่อย่าง
โดดเดี่ยวเดียวดาย ดังนั้นจึงมิกล้าเปิดเผยความสามารถ
ของตน แต่ตอนนี้แตกต่างออกไป อู่ อวี้ ได้ประกาศว่า
มันเป็นผู้ติดตามของเขา อู่ อวี้ ได้รับราชโองการ
จักรพรรดิโบราณ เท่ากับว่าเวลานี้เป็นโอกาสของมันที่
จะแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่
“ ข้าจะเอาชนะไอ้คุนหวู่สามจิตตัวโตนี้ให้ได้” หนาน
ซาน หวางเยว่ กระตือรือร้นเป็นอย่างมาก อู่ อวี้ ยังไม่
เคยเห็นความสามารถของมันอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึง
ปล่อยให้มันเป็นผู้รับหน้าแทน
หากหนานซาน หวางเยว่เป็นผู้ชนะ เขาก็สามารถ
ประกาศศักดาของตนเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องลงมือ
อย่างไรก็ตามเมื่อโอรสเหยาจ้องมองมายังตนเอง ภายใน
หัวใจของ อู่ อวี้ ก็รู้สึกสั่นไหวไม่น้อย อันที่จริงเขาเป็น
คนที่ชอบการต่อสู้มาก ๆ โดยเฉพาะเป็นการต่อสู้ที่
ดุเดือด โลหิตภายในกายเขายิ่งเดือดพล่านอย่างบ้าคลั่ง
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขาถือไพ่เหนือกว่า เพราะมีราช
โองการจักรพรรดิโบราณ ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้อง
กังวลใด ๆ ฉับพลันเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังก้อง
ตอบกลับโอรสเหยาไปว่า ” ดูเหมือนว่าคงไม่จำเป็นต้อง
ถึงมือข้า เพียงแค่พี่น้องของข้าก็มากเกินพอ เชิญคุนหวู่
สามจิตแสดงความสามารถเต็มที่ ถ้าโอรสเหยาต้องการ
ทดสอบตัวข้า อู่ อวี้ ว่ามีความสามารถมากน้อยเท่าไร
เช่นนั้นไม่เปิดการประลองสองคู่ไปเลยเล่า ไม่คิดน่ามัน
สนใจกว่างั้นหรือ? ”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อู่ อวี้ กระทำเช่นนี้ ก็เพื่อยกระดับ
ศักดิ์ศรีของตนเองสูงขึ้น พอ ๆ กับโอรสเหยา อันที่จริง
โอรสเหยาไม่ได้มีปัญหาที่จะต่อสู้กับ อู่ อวี้ มันเพียง
ต้องการใช้ อู่ อวี้ เป็นบันไดก้าวเหยียบให้ คุนหวู่สามจิต
มีโอกาสได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์แก่เสด็จ
อาหยงของตน ดังนั้นเมื่อ อู่ อวี้ ประกาศสงครามกับมัน
ซึ่งเป็นเสมือนดั่งการราดน้ำมันบนกองเพลิง โอรสเหยา
จึงรู้สึกตกตะลึงจนนิ่งอี้งไปเลยทีเดียว
ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น แม้แต่ชวีอิ๋นรวมถึงผู้คนมากมายที่
อยู่โดยรอบ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน บางคนมอง
อู่ อวี้ อย่างไม่อยากเชื่อ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปครู่หนึ่ง
ชวีอิ๋นผู้มีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วสุด ก็รีบเอ่ยขึ้นว่า ”
โอหัง! อู่ อวี้ โอรสเหยาหาใช่คนที่จะอาจหาญท้าทาย
ด้วยได้!? ”
คำพูดของ อู่ อวี้ ได้พัฒนาก้าวนำหน้าโอรสเหยาไปหนึ่ง
ก้าว ก่อนหน้านี้โอรสเหยาควบคุมสถานการณ์ แต่
ตอนนี้สถานการณ์ได้กลับตาลปัตรไปอีกครั้ง
ดวงตาของ อู่ อวี้ ลุกเป็นไฟ ร่างกลืนสวรรค์จ้องมองไป
ที่โอรสเหยา สายตาพร้อมห้ำหั่นต่อสู้ เนื่องจากอยู่เบื้อง
หน้าธารกำนัล โอรสเหยาจึงไม่มีทางให้ถอยหนี ในเมื่อ
อู่ อวี้ กล่าวประโยคนี้ออกมา ในช่วงเวลาและ
สถานการณ์เหมาะสมมากที่สุด เป็นการยากที่โอรสเหยา
จะปฏิเสธได้ เพราะอันที่จริงมันคือผู้ที่ไปยั่วยุท้าทาย อู่
อวี้ ก่อน แล้วยามนี้มันกำลังถูกยั่วยุกลับ ดังนั้นจึงไม่
อาจพลิกลิ้นปฏิเสธได้!
ยิ่งกว่านั้นโอรสเหยาขุ่นเคืองใจอยู่ไม่น้อย ความโกรธนี้
ทำให้มันหัวเราะออกมาพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า ” ย่อมได้!!
เจ้านี่ช่างโอหังไม่เบาจริง ๆ มิน่าเล่า…เจ้าถึงสามารถ
สร้างชื่อเสียงจนโด่งดังในสงครามชิงอำนาจแดนเหนือได้
ความกล้าหาญของเจ้าช่างน่าชื่นชมเสียจริง ๆ แต่เจ้าคง
จะนึกไม่ถึงว่า ก่อนที่เจ้าจะรุ่งโรจน์อยู่ในเหยียนหวง เจ้า
อาจจะร่วงหล่นราวใบไม้ร่วงไปเสียก่อน ดีไม่ดีการล้ม
ครั้งนี้เจ้าอาจจะไม่มีปัญญาลุกขึ้นมาเลยก็ได้? แค่สายตา
ไม่อาจสังหารคนได้ ยิ่งถ้ามีความเมตตาในการต่อสู้ การ
ต่อสู้นี้ก็คงจะไม่สนุก ”
” โอรสเหยาอย่าได้กังวลในเรื่องนี้ ชีวิตจะเป็นตายร้ายดี
เยี่ยงไรตัวข้า อู่ อวี้ ขอแบกรับมันไว้เอง แน่นอนว่า
หนานซานหวางเยว่ก็เช่นกัน ”
เขาหันไปมอง หนานซาน หวางเยว่ ในวันนี้พวกเขาทั้ง
สองได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน เป็นสงครามของเขากับ
หนานซาน หวางเยว่ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็ไม่ต้องการให้อีกฝ่าย
ชนะ แล้วเขาเป็นผู้พ่ายแพ้
กล่าวตามตรง โอรสเหยาคือหนึ่งในอัจฉริยะ ซึ่งมี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในอาณาจักรก่อร่างกำเนิดจิตเทวะขั้น
ที่ 10 ความแข็งแกร่งของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าองค์ชาย
โยว่เหยียน ทว่ายามนี้ร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ ได้รับ
บาดเจ็บจากการต่อสู้ครั้งล่าสุดจนความแข็งแกร่ง
ถดถอย ดังนั้นที่พึ่งสุดท้ายของเขาก็คือพิมานจักรพรรดิ
เป่ยหมิง
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยินดีที่จะสู้ท้าทายเหนือขีดจำกัด
สำหรับเขาไม่ว่าผลการต่อสู้จะเป็นเช่นไร แค่ต่อสู้อย่าง
กล้าหาญก็พอ!
ต่อให้พ่ายแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ