กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 8 : ต าหนักนิกายกระบี่สวรรค์
“ อู่ อวี้ !” เสิ่น อู๋เต้า รีบเรียกเขาด้วยความร้อนรน
เมื่อถึงรุ่งอรุณ อู่ อวี้ ก าลังเตรียมตัวจะออกจากบ้าน
เพื่อไปฝึกปรือวิชาเพลิงสีทองผลาญกระดูกต่อให้จบ
“มีอะไรหรือท่านลุง?”
“ข้าได้ยินมาว่า เมื่อคืนนี้จ้าวชวนกับลูกน้องของมัน
ถูกสังหาร บนเทือกเขาหยานหลี่ ! เวลานี้บน
เทือกเขาเต็มไปด้วยความโกลาหล! ข้าได้ยินข่าวแว่ว
หูมาว่าอาจเป็นฝีมือของอสูรบางตัว หรือไม่ก็อาจจะ
เป็นฝีมือของปีศาจที่อยู่โลกภายนอกแอบเข้ามาใน
เทือกเขาคราม เพื่อเข้ามาแก้แค้นชาวสวรรค์! เหล่า
ผู้รับใช้ต่างหวาดกลัวไอ้ปีศาจชั่วนั่น!”
“โอ้ววว เป็นเช่นนี้นี่เอง”
‘เฮ้อ … โลกนี้ก าลังตกอยู่ในความวุ่นวายแล้ว’ เสิ่น
อู๋เต้า จ้องมองมาทาง อู่ อวี้ ด้วยน้ าเสียงจริงจัง
“สองสามวันมานี้ด้านนอกคงโกลาหลยิ่งนัก ข้าว่า
เจ้าอย่าไปเที่ยวเล่นไกลนักเลย เวลาพักผ่อนของเจ้า
เหลือไม่มากแล้ว อีกไม่นานบาดแผลของเจ้าก็คงหาย
สนิท ฉะนั้นเจ้าควรกลับไปที่ห้องตัวเอง แล้วใช้เวลา
ที่เหลือพักผ่อนให้เต็มที่จะดีกว่า
ท่านลุงเสิ่นมีเมตตากับข้ายิ่งนัก หากไม่ได้ท่านช่วย
เอาไว้ ป่านนี้ข้าคงไม่อาจกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง
เป็นแน่
“แต่ข้ายังอยากเดินยืดเส้นยืดสายอยู่ ท่านไม่ต้อง
กังวลไปนะท่านลุง ข้าจะไม่ไปไหนไกล จะอยู่แค่
บริเวณหลังเขาเท่านั้น” อู่ อวี้ ยืนยันหนักแน่น อันที่
จริงแล้วหลายต่อหลายครั้งเขาอยากจะเล่าทุกสิ่งทุก
อย่างที่เกิดขึ้น ให้ชายชราฟังทั้งหมด เขาอยากเล่า
ความจริงถึงเหตุการณ์ที่ตัวเขาประสบมาเมื่อคืนนี้
แต่หลังจากคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาจึงตัดสินใจไม่
บอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้ลุงเสิ่นฟัง เหตุผลก็เพราะว่า
เขาอยากให้ท่านรู้สึกประหลาดใจในวันที่เขาเข้าสอบ
คัดเลือก มันคงจะเป็นความภาคภูมิใจอย่างที่สุด ที่
จะมีสายตานับพันเป็นสักขีพยาน
ไม่นานนักเขาก็เดินทางมาถึง บริเวณด้านหลังของ
เทือกเขา อู่ อวี้ เดินลัดเลาะผ่านหลังคาของต้นไม้ ที่
แผ่กิ่งก้านสาขาออกมา ผ่านผืนป่าอันเขียวขจี และ
แสงแดดอันอบอุ่นของดวงตะวัน ซึ่งอาจจะพบเห็น
ได้ในทิศบูรพา
ต่อให้ยามนี้มีผู้ใดก าลังบินอยู่บนท้องนภา แล้วคนผู้
นั้นมองลงมายังพื้นดิน ก็จะเห็นเพียงแค่เมฆหมอกสี
ขาว ที่แผ่ปกคลุมกินรัศมีไปทั่วพื้นที่ของเทือกเขา
คราม ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเรียกได้ว่า
เป็นเทือกเขาอันไร้ขอบเขตสิ้นสุด
หมอกสวรรค์ก าลังลอยล่องอยู่บนท้องนภา สายรุ้ง
เจ็ดสีทอประกายแสงสดใส ยามเมื่อมันต้องแสง
ตะวัน
เวลานี้กระเรียนสวรรค์ก าลังร่ายร าอยู่บนท้องนภา
อีกทั้งยังมีสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดนับไม่ถ้วน
ก าลังเดินตรวจตราทั่วทั้งผืนป่า
กระบี่มากมายพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงมา ยามเมื่อ
ใบมีดกระทบกับแสงแดด ก็เกิดแสงสะท้อนประกาย
วิบวับขึ้น หลังจากนั้นทุกอย่างที่อยู่ในมือของชาว
สวรรค์ก็เปลี่ยนไป บ้างกลายเป็นดอกไม้ บ้าง
กลายเป็นสัตว์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันไปนับพันตัว
ณ เวลานี้ อู่ อวี้ ก าลังอยู่ในสถานที่ ๆ แสงตะวันสาด
ส่องเข้ามาไม่ถึง เขาก าลังนั่งบ่มเพาะพลังด้วยแผ่น
หลังอันเปลือยเปล่า หากมองลึกลงไปใต้เนื้อหนังของ
เขาแล้ว จะเห็นว่ากระดูกของเขากลายเป็นสีทอง
ผมยาวสยายของเขาถูกมัดรวบตึงเป็นทรงหางม้า
ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลาของเขาเวลานี้มันได้มี
แสงสีทองส่องประกายระยิบระยับออกมา
หลังจากเข้าฝึกฝนจนส าเร็จในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 1
แล้ว เลือดเนื้อผิวหนังของเขาก็ถือก าเนิดขึ้นมาใหม่
ผิวพรรณของเขานั่นขาวเรียบเนียน อีกทั้งยังมีแสงสี
ทองเปล่งออกมา มันก าลังไหลเวียนอยู่ทั่วร่างของ
เขา ราวกลับว่าบรรยากาศโดยรอบนั้นต้องมนต์
สะกด เมื่อมันได้เห็นรูปโฉมอันงดงามของบุรุษหนุ่มผู้
นี้
ดวงตาดูซุกซนเป็นธรรมชาติ ยิ่งท าให้ชวนมองมาก
ยิ่งขึ้นซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็นผลพวงมาจากการที่เขา
ฝึกปรือจน เข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 1
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญลักษณ์ “卍” สวัสติกะ บน
แผ่นหลังของเขานั้นโดดเด่นเป็นประกายอย่าง
ยิ่งยวด พอเมื่อมันผสานเข้ากับแสงแดดจนสะท้อน
ออกมานั้น มันก็ราวกับเป็นแสงรัสมีสีทองอร่ามของ
ดวงอาทิตย์ที่แผ่ไพศาลออกมาจากร่างกายของเขาก็
ไม่ปาน
“วัชระหลอมรวมกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นวัชระ เพลิงสี
ทองผลาญกระดูก …
ณ เวลานี้ อู่ อวี้ ถือได้ว่าอยู่ในช่วงแรกของ กายา
เพชรอมตะแล้ว!
ซึ่งหลังจากที่เขาได้ฝึกฝนส าเร็จแล้ว มันก็ได้ท าให้
พลังในการต่อสู้ของเขาทวีคูณมากยิ่งขึ้น !
“แม้เวลานี้ข้าจะอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 3 และ สละ
ร่างขั้นที่ 3 แต่ข้าก็มีพลังวัตรแข็งแกร่งเท่าอาชาศึก
50 ตัว ซึ่งเทียบเท่ากับระดับชั้นฟ้าขั้น 5 แล้ว แถม
พลังการต่อสู้ในปัจจุบันของข้า เทียบเท่ากับพลังใน
อดีตก่อนที่ข้าจะกลืนกินผงพรากวิญญาณเข้าไปเสีย
อีก! ไม่สิข้าคิดว่ามันแข็งแกร่งกว่าตอนนั้นเสียด้วย
ซ้ า!”
แม้ อู่ อวี้ จะอยู่ภายใต้แสงแดดก็ตาม แต่เขาก็อด
ไม่ได้ที่ยิ้มแฉ่งขึ้นมาราวกับคนบ้า
เพียงผ่านไปแค่ 10 วันเท่านั้น แต่ตัวเขากลับ
สามารถเข้าถึงระดับนี้แล้ว!
แม้ว่าประสบการณ์เมื่อครั้งอดีต จะเป็นปัจจัยส าคัญ
ในการฝึกปรือ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า กายาเพชรอมตะ
นั้นมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการส่งเสริมด้านพลัง อู่ อวี้
รู้สึกว่าตนเองนั้นโชคดีอย่างเหลือล้น ที่จับพลัดจับผลู
ได้มาครอบครองมรดกอันน่าเหลือเชื่อนี้
“หากเรื่องมรดกชิ้นนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคาดว่า
ความโลภคงจะครอบง าอาณาจักรเทพสวรรค์จนเกิด
ความปั่นป่วน เช่นนั้นแล้วข้าคงต้องระวังตัวมากกว่า
นี้ คงต้องแสร้งท าว่าตัวเองมีพลังอยู่ในระดับต่ า เพื่อ
หลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ เราต้องอดทนรอจนกว่า
จะถึงวันสอบคัดเลือก”
‘ ข้าไม่รู้ว่าหากฝึกฝนถึงระดับลึกซึ้งมากไปกว่านี้ ข้า
จะสามารถประมือกับผู้มีพลังระดับแก่นสวรรค์ได้
หรือไม่ …’
เจตนารมณ์ของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ จาก
เดิมเขาปรารถนาให้อาณาจักรของเขามั่นคงสงบสุข
เขาจึงก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกยุทธ ซึ่งแตกต่างจาก
ศึกสงครามบนนิกายกระบี่สวรรค์อย่างสิ้นเชิง อยู่ที่นี่
เขาต้องไร้ความปราณี และ โหดเหี้ยมเพื่อจะมีชีวิต
รอด
เวลา 10 วันที่เหลือ เขาวางแผนฝึกปรือเพื่อเข้าถึงใน
ขั้นต่อไป ซึ่งพลังของเขาในตอนนี้ยังไงก็คงไม่
เพียงพอต่อการเข้าร่วมทดสอบเพื่อกลายเป็นศิษย์
ของนิกายกระบี่สวรรค์เป็นแน่แท้
“แม้ว่าตัวข้าจะมีมรดก แต่การเข้าสู่นิกายกระบี่
สวรรค์ก็เป็นเรื่องส าคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะท าให้
ข้ามีทรัพยากรมากเพียงพอในการฝึกตน และ
ทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมผลักดันพลังยุทธ์ให้
ก้าวล้ าหน้าต่อไป ” แม้ว่า อู่ อวี้ จะเป็นรัชทายาท
แห่งอาณาจักรบูรพา เย่ว อู่ แต่เขาก็ตระหนักถึงกฎ
ข้อนี้เป็นอย่างดี
ขั้น 4 ของกายาเพชรอมตะ คือผู้ฝึกตนจะต้องบ่ม
เพาะพลังไปให้ถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 4 และ สละร่างขั้น
4 ในขั้นตอนนี้มีชื่อเรียกว่า “ภายในแข็งแกร่ง”
ภายในแข็งแกร่ง หมายถึง การเสริมสร้างอวัยวะ
ภายในร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น อวัยวะภายในนั้น
เปรียบเสมือนรากฐานของลมปราณ ส่วนโลหิต
เปรียบเสมือนดั่งเสาหลักคอยค้ าชูร่างกาย ซึ่งเป็น
ส่วนส าคัญต่อร่างกายมาก ฉะนั้นหลังจากผู้ฝึกตนบ่ม
เพาะพลังของตนเอง จนถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 4
ลมปราณ และ โลหิตที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายจะ
แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ผู้ที่สามารถมาถึงในระดับ และ ขั้นตอนนี้ได้ หาก
เป็นภายในอาณาจักรมนุษย์ คนผู้นั้นอาจจะเรียกได้
ว่าเป็นยอดฝีมืออันดับ 1 เลยก็ว่าได้ ระดับพลังของ
ขั้น “ภายในแข็งแกร่ง” เรียกได้ว่าแตกต่างกว่าขั้นที่
3 และ 4 อย่างเห็นได้ชัด
ขั้นที่ 4 นี้มีชื่อว่า : อวัยวะเบญจเทพทั้งห้า
“ คือการปลูกฝังแก่นเทพทองค า เข้าไปในอวัยวะทั้ง
ห้า ได้แก่ แก่นเทพทองแดง แก่นเทพทองม่วง แก่น
เทพทองเหลือง แก่นเทพทองขาว แก่นเทพทองด า
ไล่ไปตามล าดับ”
‘ทั้งหมดมีห้าขั้นตอน!’
1 ชื่อเรียกแทนการปลูกฝังเสร็จสิ้นใน 1 ขั้นตอนของ
อวัยวะเบญจเทพทั้งห้า อวัยวะทั้ง 5 ที่ถูกปลูกฝัง
แก่นเทพลงไปแต่ละชิ้น จะเสมือนกับแหล่งสะสม
พลังลมปราณ และ โลหิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ร่างกาย
จะเสมือนดั่งศูนย์กลางจักรวาล อวัยวะภายใน
แข็งแกร่งราวกับสัตว์ป่า เมื่อฝึกปรือไปถึงจุดหนึ่งมัน
จะแข็งแกร่งยิ่งกว่ากระดูก
ในบันทึกแนะน าไว้ว่า ผู้ฝึกตนต้องเริ่มต้นจากการ
ก าหนดลมหายใจ โดยผู้ฝึกจะต้องสูดดมอากาศเข้า
ไป แล้วกักเก็บมันเอาไว้ภายใน อู่ อวี้ ปฏิบัติตาม
ค าแนะน า แต่เขาก็ต้องพบกับความประหลาดใจ
เมื่ออากาศที่เขาสูดดมเข้าไปนั้นแตกต่างจาก
เดิม จากอากาศที่เคยบางเบา กลับกลายเป็นเฉียบ
คมดั่งคมมีดอันลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ ทันใดนั้นคม
มีดอากาศก็เริ่มบดขยี้อวัยวะทั้งหมดภายในร่างเขา
ความเจ็บปวดที่เขาได้รับเรียกได้ว่าสุดจะทานทน อั่ก
ๆ อ้ากกกกก!!!!
“ข้าต้องอดทน เพราะนี่เป็นโอกาสเดียวที่จะท าให้ข้า
เข้าสู่นิกายกระบี่สวรรค์!”
ขั้นตอนการปลูกฝังเรียกได้ว่ายากเย็นแสนสาหัส
ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เขาได้รับ ท าให้ความคิด
อยากจะยอมแพ้ผุดขึ้นมา แต่เพราะความปรารถนา
อันแรงกล้าว่าจะต้องเข้านิกายกระบี่สวรรค์ให้จงได้
นั้นไม่เคยเสื่อมคลาย ท าให้ถึงแม้หัวใจของเขาจะถูก
บดขยี้จนแหลกเป็นชิ้น ๆ นับหมื่นครั้ง เขาก็จะกัด
ฟันสู้แล้วอดทนต่อไป
ความอดทนของ อู่ อวี้ เรียกได้ว่าอยู่ในขั้นที่น่ากลัว
อย่างไรก็ตามผู้ฝึกเคล็ดวิชากายาเพขรอมตะได้นั้น
จะต้องควบคุมจิตใจให้สงบนิ่ง เพื่อบรรเทาความ
เจ็บปวดที่ได้รับ จึงจะประสบความส าเร็จในการฝึก
นั้น
แม้ว่าขั้นตอน ‘ตัดทองค า’ ที่อยู่ภายในร่างกายจะใช้
เวลาสั้น ๆ เพียงแค่ 10 วันเท่านั้น แต่ทว่าอวัยวะ
ภายในทุกส่วนกลับถูกฉีกกระชากนับล้าน ๆ ครั้ง ใน
แต่ละครั้งที่อวัยวะถูกเฉือนตัด การงอกขึ้นมาใหม่ก็
จะยิ่งยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้สภาพอวัยวะ
ภายในปัจจุบันกลายเป็นทองค า สุกเปล่งปลั่งไปด้วย
แสงสีทอง เวลานี้อวัยวะภายในของเขา แข็งแกร่ง
เสียยิ่งกว่าวาฬยักษ์! แข็งแกร่งจนถึงขนาดที่ว่า เพียง
แค่เขาพ่นลมหายใจออกมา ก็สามารถบดขยี้ต้นไม้จน
แหลกเป็นเสี่ยง ๆ !
เมื่อใดก็ตามที่ขั้นตอนตัดทองค าประสบความส าเร็จ
เมื่อนั้นถึงเรียกได้ว่าแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกของ อู่ อวี้ เสมือนดั่งพยัคฆ์
ค าราม เสียงค ารามนั้นดังกึกก้องราวสายฟ้าฟาด ผู้
ได้ยินเชื่อว่าเสียงนี้เกิดมาจากอสูรยักษ์โบราณ มิใช่
มนุษย์ร่างกายเล็กกระจ้อยร่อยเยี่ยงนี้ แม้แต่
สัญลักษณ์สวัสติกะ “卍” ที่อยู่กลางแผ่นหลังของ
เขา ก็ยิ่งสว่างเจิดจ้ามากขึ้นได้เรื่อย ๆ …
ตู้มมมม!
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ได้พ่นลมหายใจออกมา ซึ่งเพียงแค่
พ่นลมหายใจออกมาก็ได้ท าให้ผืนป่าต้นไม้และภูเขา
ถึงกับสั่นสะเทือน
“ อวัยวะเบญจเทพทั้งห้า บรรลุอย่างสมบูรณ์ ! ใน
ที่สุดข้าก็เข้าถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 4 และ สละร่างขั้น 4
แล้ว!”
หลังจากบรรลุในการฝึก เขากลับไม่สัมผัสถึงพลังอัน
แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย แต่เขากลับรู้สึกหิว
กระหายอย่างสุดขีด
“ข้าต้องกิน!”
อู่ อวี้ วิ่งพล่านอยู่ในป่าราวกับคนคลุ้มคลั่ง เขาฆ่าหมู
ป่าน้ าหนักกว่า 2,000 จิน ลงได้อย่างง่ายดาย
จากนั้นก็เอามันมาย่างไฟ เขากินมันนานกว่าครึ่งวัน
หากมีผู้ใดพบเห็นก็คงประหลาดใจไม่น้อย หลังจาก
กินมื้ออาหารเสร็จสิ้น เขาได้เหลือบมองไปยังเศษ
กระดูกกองโตของหมูป่า เขาครุ่นคิดว่าเพราะเหตุใด
ความหิวกระหายในอาหารของเขา จึงเพิ่มมากขึ้น
เพียงนี้?
“ผู้ฝึกตนต้องการทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้าง
พลังของตนเองในทุก ๆ วัน เวลานี้เขาไม่มีทรัพยากร
ส าหรับผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง เขามีเพียงทรัพยากรณ์
ของมนุษย์ที่พอใช้ประทังไปได้เท่านั้น มีข่าวลือหนา
หูถึงเรื่องสมุนไพรสวรรค์ และ โอสถสวรรค์บางชนิด
หากผู้ฝึกตนได้ลิ้มรสเพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถอยู่
ได้ถึงครึ่งเดือน โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ
ในที่สุดข้าก็ประสบความส าเร็จแล้ว!
ความอัปยศอดสูที่เขาต้องแบกรับ ในที่สุดมันก็ถูกยก
ออกไปจากอกในวันนี้ หลังจากหัวใจ และ ร่างกาย
ของเขาแข็งแกร่ง มันก็ท าให้เขายิ้มได้บ่อยขึ้น เขาดื่ม
ด่ าไปกับสายลมของช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งก าลังพัดผ่าน
ใบหน้าของเขา
มันเป็นความประทับใจอันยากจะลืมเลือน หาก
เปรียบเทียบกับบรรดาผู้รับใช้สาวก หากเขาไม่สวม
เครื่องแต่งกายของผู้รับใช้ คงจะมีผู้เข้าใจผิดว่าเขา
นั้นเป็นศิษย์นอกเป็นแน่
“วิเศษนัก ไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่าพลังวัตรของข้า
จะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าอาชาศึก 130 ตัว
แม้แต่ผู้กล้าแกร่งในเพลงยุทธระดับชั้นฟ้าขั้น 6 ก็ยัง
มิอาจเทียบพลังกับข้าผู้อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 4 ได้
ทั้งพละก าลัง และ ความแข็งแกร่งทางด้านร่างกาย
มันทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนเวลานี้เพียงคมมีด
ธรรมดาคงไม่อาจตัดผ่านผิวหนังของข้าได้ ” อู่ อวี้
ยิ้มอย่างมีความสุขอย่างที่สุด
ขณะนี้เขามั่นใจเต็มสิบส่วนแล้ว ว่าสามารถผ่านการ
ทดสอบได้แน่ เขาจึงอยากจะพักผ่อนหย่อนใจ ด้วย
การเดินเล่นชมธรรมชาติ
เหลือเวลาอีก 3 วัน ก็จะถึงก าหนดสอบ อู่ อวี้ ไม่
อยากใช้เวลาที่เหลือหมดไปกับการฝึกปรืออีก หลาย
วันมานี้ท่านลุงเสิ่นจะห่วงกังวลทุกครั้ง เมื่อเขาหาย
ออกจากบ้านแทบทั้งเดือน ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้
ท่านลุงต้องเป็นกังวลมากไปกว่านี้ เพราะบัดนี้ตัว
เขาได้ฝึกปรือจนบรรลุสู่ระดับชั้นฟ้าขั้น 4 เสร็จสิ้น
แล้ว
อู่ อวี้ เดินกลับไปยังสถานที่ ๆ เขาสังหารจ้าวชวน
เพื่อขุดกระบี่น ากลับบ้าน เตรียมตัวส าหรับการต่อสู้
ที่จะมาถึงในอีก 3 วันข้างหน้า
ทุกอย่างพร้อมแล้ว
“ในที่สุดเจ้าก็ยอมปล่อยวางมันไปได้! ถ้าเช่นนั้นใน
วันพรุ่งนี้เจ้าจงตามข้าไปที่สวนสัตว์สวรรค์ ช่วย
สะสางงานที่จ าเป็นต้องท า”
เนื่องจาก เสิ่น อู๋เต้า มีอายุมากแล้วจึงท าให้วิสัยทัศน์
ในการมองเห็นของชายชราไม่ค่อยแจ่มชัดนัก ชาย
ชราจึงไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่าง
มหาศาลของ อู่ อวี้ ดั่งเช่นเวลาตอนนี้ อู่ อวี้ ก าลัง
ย่างก้าวราวกับพยัคฆ์ร้าย
“ การท างานจะต้องคอยระวังตัวเองให้ดี เป็นเพราะ
จ้าวชวน ประมาทเกินไป จึงได้จบชีวิตลงเช่นนี้” เสิ่น
อู๋เต้า ดูเสียใจกับการตายของจ้าวชวน ทั้ง ๆ ที่เขาได้
กระท าท าสิ่งเลวร้ายต่อ อู่ อวี้ เอาไว้จนยากที่จะอภัย
“การสอบคัดเลือกจะเริ่มขึ้นอีกใน 3 วันข้างหน้าเจ้า
อยากไปดูหรือไม่ ?” อู่ อวี้ ถามขึ้นในระหว่างกินมื้อ
เย็น
“แน่นอน!” เพราะมันเป็นวันส าคัญที่สุดของ เสิ่น อู๋
เต้า เขาจะไปชมทุกครั้งไม่เคยพลาด เนื่องจากมัน
เป็นความใฝ่ฝันเมื่อครั้งอดีตของชายชรา แม้ว่าเขา
จะไม่มีวาสนาได้เข้าไปในนิกายกระบี่สวรรค์ก็ตาม
เพียงเขาได้มองเห็นเด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ผ่านการ
ทดสอบ เขาก็รู้สึกปีติยิ่งแล้ว
“ตกลงท่านลุง” อู่ อวี้ ยังแอบกังวลว่า ท่านลุงจะไม่
ยอมไป
สิ่งที่ อู่ อวี้ ยังไม่ล่วงรู้ก็คือ ซู หยานหลี่ นางได้
เดินทางมาถึงเทือกเขาครามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
เทือกเขาหลักนั้นมีนามว่า “ เทือกเขาคราม ”!
คงต้องขยายความว่า ชื่อที่เรียกขานกันอยู่นี้ไม่ใช่ชื่อ
เดิมของมัน หลังจากนิกายกระบี่สวรรค์ได้ค้นพบ
สถานที่แห่งนี้ พวกเขาจึงตั้งชื่อของมันขึ้นมาใหม่ว่า
“เทือกเขาคราม” เหตุที่เจ้านิกายตั้งชื่อนี้ให้แก่มันก็
เพราะว่า เทือกเขาลูกนี้มียอดแหลมสูงเทียมฟ้า ราว
กับว่ามันแทงทะลุไปสู่สวรรค์
ด้านบนของเทือกเขาตรงส่วนใจกลางของมัน มี
สายรุ้งหมุนวนท่ามกลางเมฆหมอกที่ล่องลอยบนท้อง
นภา เค้าโครงร่างของพระราชวังสวรรค์อันยิ่งใหญ่
มหาศาลถูกตั้งอยู่ที่นั่น สถานที่แห่งนั้นก็คือ “วังเทพ
สวรรค์” มันเป็นที่พ านักของเจ้านิกาย และ ยังเป็นที่
บ่มเพาะพลังของเขาอีกด้วย
อันตรายมากมายรายล้อมวัง สัตว์ยักษ์มากมายก าลัง
บินฉวัดเฉวียนอยู่บนท้องนภา พร้อมกับคมมีดแวว
วับดูอ ามหิต ทั้งสายอัสนีบาตอันโกธรเกรี้ยว ฟาด
ผ่านสายฟ้าอันคดเคี้ยวราวกับอสรพิษก็ไม่ปาน หาก
มีผู้ใดรุกรานวังนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้านิกายคง
ไม่ได้ตายดีเป็นแน่ แม้แต่ผู้พิทักษ์อาวุโสก็ไม่สามารถ
ย่างกรายเข้ามาโดยพละการได้ หากไม่ได้รับอนุญาต
จากท่านเจ้านิกาย
ณ เวลานี้ ซู หยานหลี่ นางได้อยู่หน้าทางเข้า “ วัง
เทพสวรรค์” แล้ว
“ท่านอาจารย์ศิษย์หยานหลี่ขอเข้าพบ!” เสียงคมชัด
ของ ซู หยานหลี่ ดังขึ้น
ชุดคลุมพริ้วไสวที่นางสวมใส่อยู่นั้น ราวกลับหมอก
สวรรค์อันไร้ตัวตน ยิ่งท าให้นางเสมือนดั่งเทพธิดาจุติ
ลงมาจากสรวงสวรรค์
ทันทีที่เอ่ยปาก อัสนีบาตคดเคี้ยวราวอสรพิษก็
หยุดชะงักอย่างฉับพลัน เมฆหมอกค่อย ๆ จางลงเผย
ให้เห็นเส้นทางมุ่งไปสู่พระราชวัง
เพียงชั่วพริบตานางก็มาถึงพระราชวัง
ณ ห้องโถง
บนก าแพงรอบตัวของนางถูกประดับประดาด้วย
กระบี่ 81 เล่มพร้อมกับอักขระเรืองแสงบนกระบี่
ทั้งหมด
พวกมันล้วนแต่เป็นศาสตราวุธของผู้ฝึกตนทั้งสิ้น
กึ่กกึก กึ่กกึก กึ่กกึก !!!
กระบี่สวรรค์ก าลังดิ้นรนราวกับสัตว์ป่าที่โดนกับดัก
ของพราน มันพยายามดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้น
จากก าแพงพลังแห่งนี้ให้จงได้ แต่ก็ไร้ประโยชน์
“ ศิษย์ได้สะกดรอยตาม อู่ อวี้ เป็นเวลากว่าครึ่ง
เดือนแล้ว นับตั้งแต่เขาสังหารจ้าวชวน นี่คือข้อมูล
ทั้งหมดที่ศิษย์ได้มา”
ซู หยานหลี่ ก้มหัวคารวะ
เจ้านิกายเฟิงซัวหยา ก าลังยืนตกในห้วงภวังค์อยู่บน
แท่น เขาหวนนึกถึงครั้งแรกที่ตัวเขาได้พบกับ อู่ อวี้
“อาจารย์จะให้ข้าจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้
อย่างไร ข้าควรแย่งชิงมรดกจากเขามาหรือไม่ ? ดั่ง
ค าโบราณกล่าวไว้ว่า ‘ผู้นั้นย่อมไม่ผิด หากซ่อน
หยกของตนเอาไว้ได้’ ดั่งค าสอนที่ท่านอาจารย์บอก
ไว้ว่า ผู้ฝึกตนก็คือเต๋าแห่งการปล้นชิง”
เฟิงซัวหยาหันกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ซู
หยานหลี่ตื่นกลัวเมื่อเห็นดังนั้น นางรีบถอยหลังห่าง
ออกมาสามก้าวทันที
“หยานหลี่ เต๋าของข้า เฟิง ซัวหยา เป็นเต๋าอันดับ
หนึ่งแห่งเทือกเขาคราม ส่วนตัวเจ้าเองก็มีมรดกอัน
ถือว่าสุดยอดยิ่งแล้ว เหตุใดเล่าเจ้าถึงได้โลภมาก คิด
แย่งชิงมรดก ได้แม้กระทั่งผู้รับใช้ของตน ? ในฐานะผู้
ฝึกวิถีแห่งเต๋า และ ฐานะอาจารย์ของเจ้า ข้าขอ
รับประกันว่า สักวันเจ้าจะก้าวเข้าสู่สร้างแกนนภา
และ ต้องเหนือกว่าข้า!”
ซู หยานหลี่ เข้าใจในที่สุด
นางก้มหัวคารวะด้วยดวงตาเปล่งประกาย เห็นได้
อย่างชัดเจนว่านางก าลังขึ้นคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง
จนกระทั่งเจ้านิกายตะโกนเรียกนางถึงหลุดออกจาก
ภวังค์
“ จากนี้ไปศิษย์หยานหลี่จะมุ่งมั่นฝึกปรือ จนบรรลุ
วิถีเต๋าแห่งกระบี่สวรรค์ ท่านอาจารย์”
“ เยี่ยม ! ศิษย์ของข้าย่อมเหมือนข้า ต้องทะเยอยาน
มุ่งมั่น และ เป็นผู้เฝ้ามองลงไปทั่วใต้หล้า! วิถีแห่งผู้
ฝึกตนนั้นเป็นเส้นทางแสนเหี้ยมโหดอ ามหิต แต่เจ้าก็
มิอาจละทิ้งจิตส านึกของเจ้า! หากเจ้าท าเช่นนั้น
ความรู้สึกผิดบาปจะตามกัดกินหัวใจเจ้า และ
เส้นทางแห่งผู้ฝึกตนของเจ้าจะไม่ราบรื่นอีกต่อไป!”
“ส าหรับนิกายกระบี่สวรรค์ของข้า หากเขามีวาสนา
ได้รับมรดกจากผู้อาวุโสก็จงปล่อยไป หากเขา
สามารถเก็บรักษามันไว้ได้ แล้วกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ล้ า
เลิศ นั่นก็ถือว่าเป็นโชคชะตาของเขาผู้นั้น แต่หาก
เขาไม่สามารถเก็บรักษามันไว้ได้ จนท าให้ตนเองต้อง
ถึงแก่ความตาย นั่นก็สมควรยิ่งแล้ว เจ้าเป็นศิษย์ของ
ข้า เจ้าควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนคิดแย่งชิงมรดก
ของผู้ใด และ หากเจ้าต้องการจะแย่งชิงมรดกของ
ผู้ใดผู้หนึ่ง เจ้าจะต้องแย่งชิงมันจากผู้แข็งแกร่ง
เท่านั้น นั่นถึงจะเรียกว่าวิถีแห่งเต๋า !
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
“เอาล่ะ เจ้าออกไปได้”
หลังจากนั้นเจ้านิกายสะบัดมือ กระบี่ที่อยู่โดยรอบก็
สั่นสะเทือนยังรุนแรง ทันทีที่มันได้สัมผัสกับพลัง
สวรรค์
เป็นเวลาเดียวกันที่ อู่ อวี้ และ เสิ่น อู๋เต้า เดินทาง
มาถึงสวนสวรรค์ เนื่องจากครบก าหนดที่ ซู หยานห
ลี่ ให้เขาได้พักรักษาตัวเป็นเวลา 1 เดือน ดังนั้นตาม
กฎแล้วพวกเขาจึงต้องกลับมาท างานในวันนี้
ในวันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตลอดทั้งวันพวกเขาทั้ง
สองเพลิดเพลินไปกับการพูดคุยกัน
ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องของกระเรียน
สวรรค์ แกว๊ก แกว๊ก 〜 〜 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่ง
บอกว่ามีแขกมาเยือนหุบเขาแห่งนี้ ผู้รับใช้รีบวิ่งเข้า
ไปรับหน้า ส่วนอู่อวี้ยังคงชะเง้อคอมองเพื่อดูว่าผู้ใด
มา หลังจากเห็นว่าเป็นผู้ใดทุกคนก็รีบหดหัวกลับ
ทันที ผู้มาเยือนผู้นั้นก็คือ ซือตู๋ จิน กับ เหล่าสหาย
เซียนทั้งหลาย
“ อู่ อวี้ เจ้ารีบไปซ่อนตัวเร็ว!” เสิ่น อู๋เต้ากล่าวอย่าง
ร้อนรน นั่นก็เพราะซือตู๋ จิน คิดว่าอู่อวี้นั้นได้ตาย
ไปแล้ว! หาก ซือตู๋ จิน พบเห็นอู่อวี้เข้าคงมีเรื่องไม่ดี
เกิดขึ้นเป็นแน่
แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะอู่อวี้นั้นดูโดดเด่น
เกินไป ซือตู๋ จินจึงสังเกตเห็นเขา
…………………………………..
ღゝ◡╹)ノ♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ