กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 809: ซู เฉินหยาง
แม้แต่โอรสเหยา อู่ อวี้ ก็บดขยี้มันอย่างไม่ไว้หน้าต่อ
หน้าธารกำนัลมาแล้ว โดยไม่สนว่าชายผู้นี้มีศักดิ์ฐานะ
ใด
แม้จะอ้างว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่ง หรือมีฐานันดรอยู่ใน
เหยียนหวงจะเป็นราชบุตรเขย แต่ก็ยังยากที่จะเทียบกับ
โอรสเหยาได้ อย่างไรก็ตามเขารู้ว่าพวกมันกำลังหาเรื่อง
ตนเองอยู่ ทว่าด้วยสถานะเป็นถึงราชอารักษ์เล่อผู้ได้รับ
การแต่งตั้งจากราชโองการจักรพรรดิโบราณ ดังนั้นเขา
จึงไม่จำเป็นต้องสุภาพกับพวกมัน
ส่วนประโยคที่เขาพูดว่า ‘แล้วจะทำไม’ ? ทำให้
องครักษ์มังกรเพลิงฉับพลันเกิดโทสะในทันที ปัจจุบัน
ผู้คนที่ปิดล้อม อู่ อวี้ อยู่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย แม้แต่
จำนวนของขุนพลมังกรซอ่นก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน
ซู เฉินเยวียน กลัวจะถูกมองว่ามาข่มเหงรังแก อู่ อวี้
เวลานี้มันจึงไม่มีท่าทีโกรธเคืองอันใด แต่ใช้ความโกรธ
เคืองของเหล่าองครักษ์มังกรเพลิงเป็นเครื่องมือเสมือนตี
วัวกระทบคราด โดยเอ่ยคำพูดเที่ยงธรรมด้วยน้ำเสียง
กล้าแข็งขึ้นว่า ” ในค่ายมังกรเพลิงไม่เคยมีคนนอกกล้า
สร้างปัญหา! การที่เจ้าแสดงท่าทีโอหังท้าทายเช่นนี้ ก็
เสมือนดั่งต่อต้านท้ายกองทัพมังกรเพลิงทั้งหมด ยั่วยุ
ปลุกปั่นเหล่าทหารกล้าของค่ายมังกรเพลิง เจ้าแน่ใจ
แล้วใช่หรือไม่ ว่าจะกระทำเช่นนี้จริง ๆ ? ”
นับว่ามันเฉลียวฉลาดมากทีเดียว ที่ยืมมือทหารจากค่าย
มังกรเพลิง เพื่อสยบ อู่ อวี้
อู่ อวี้ คาดการเอาไว้ คนผู้นี้ต้องการแก้แค้นระบายความ
โกรธเคืองแทนโอรสเหยา ซึ่งตัวมันน่าจะเป็นสมัคร
พรรคของโอรสเหยา ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีเหตุผลใดที่มันผู้
นี้จะมาหาเรื่อง อู่ อวี้
เมื่อ ซู เฉินเยวียน กล่าวเสร็จสิ้นก็ไม่คิดว่า หลิวหยวน
จะยิ้มพร้อมเอ่ยขึ้น “ ช่างน่าขันยิ่งนัก ข้าไม่เห็นว่ามี
ผู้ใดมาแสดงท่าทีโอหังต่ำช้าอยู่ภายในค่ายมังกรเพลิง
แม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นพระโอรสพระธิดา หรือเหล่าเชื้อ
พระวงศ์คนอื่น ๆ ล้วนแข็งแกร่งฝีมือล้ำเลิศ คงไม่มีผู้ใด
ทำหูตายาวมาสนใจเรื่องการดูถูกองครักษ์มังกรเพลิงตัว
เล็กๆ หรอกกระมั้ง สิ่งนี้หาใช่เรื่องที่ควรค่าแก่การใส่ใจ
มาก หากตัวเจ้าเองอยากมาหาเรื่องราชอารักษ์ ก็ไม่ควร
ใช้กองทัพมังกรเพลิงมาเป็นเครื่องมือกดดันราชอารักษ์
เล่อ ”
หลิวหยวนเป็นขุนพลมังกรซ่อน ถึงแม้ว่า ซู เฉินเยวียน
จะมีพลังฝีมือเหนือกว่า ทว่าทั้งสองก็มีตำแหน่งเดียวกัน
นอกจากนี้สิ่งที่นางเอ่ยมาทั้งหมดล้วนเป็นความจริงทุก
ประการ จน ซู เฉินเยวียน สำลักคำพูดตนเองเลยทีเดียว
ไม่คาดคิดว่านางจะไม่ไว้หน้ามันแม้แต่น้อย จนมันอยู่ใน
อาการน้ำท่วมปากพูดอะไรไม่ออก
หลังจากได้รับความช่วยเหลือ อู่ อวี้ ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า ”
ไม่ต้องชี้แจงแถลงไขมากนักก็ได้ ถ้าเป็นข้าคงไม่กล้ายืม
มือของพวกเด็ก ๆ มาทำงานสกปรก ๆ ให้หรอก
ทั้งหมดทั้งมวลอาจเป็นเพราะว่าเจ้าคงเกรงกลัวข้ามาก
สินะ หากเจ้าใจกล้าสักหน่อย คงจะลุกขึ้นมาพูดด้วย
ตนเองแล้วว่า ข้าต่างหากที่ต้องการจัดการกับเจ้า ”
หลิวหยวน กับ อู่ อวี้ เข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ฝ่ายหนึ่ง
กระทุ้งฝ่ายหนึ่งขยี้ คำพูดของพวกเขาทั้งสองเสมือนเป็น
การกระตุกหนวด ซู เฉินเยวียน ชัด ๆ
ด้วยเพราะ อู่ อวี้ กำลังจะไปจากที่นี่แล้ว เขาจึงไม่รู้ว่า
คนผู้นี้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ รวมถึงไม่ทันได้คิดว่าจะใช้
วิธีไหนรับมือจัดการกับมัน ถึงแม้ว่าก่อนที่เขาจะมายัง
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้
ก่อนแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมันเกินความ
คาดหมายจริง ๆ
สิ่งเดียวที่ยังไม่แน่ชัดก็คือ อีกฝ่ายมีจุดประสงค์อันใดถึง
เล็งเป้าหมายมาที่เขาเช่นนี้
ผู้ใดจะไปรู้ว่ามันต้องการอันใด?
หรือว่าเป็นเช่นเดียวกับองครักษ์มังกรเพลิงคนอื่น ๆ ที่
ไม่พอใจที่เขาได้รับแต้มผลงาน 500,000 ของกองทัพ
มังกรเพลิง?
ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะว่า นับตั้งแต่อยู่ไหนกองทัพ
มังกรเพลิง มันต้องพยายามอย่างหนักมาหลายปี แต่
แต้มผลงานของมันยังไม่ถึงหนึ่งล้านแต้มเลยด้วยซ้ำ
เวลานี้มันยังถูก อู่ อวี้ กับ หลิวหยวนเยาะเย้ยเข้าให้อีก
ส่งผลให้ใบหน้าของ ซู เฉินเยวียน ขาวซีดบอกบุญไม่รับ
เลยทีเดียว
ไม่รู้ว่าเดิมมันตระเตรียมวางแผนไว้เช่นไร แต่ที่แน่ ๆ
ตอนนี้ อู่ อวี้ เอื้อนเอ่ยวาจาเพียงไม่กี่คำ มันก็ถูกต้อน
ซะจนมุมกลายเป็นอยู่ในกำมือของ อู่ อวี้ เสียเอง
ส่วนหลิวหยวน ตามกฎของกองทัพแล้ว ห้ามมิให้ค่าย
ทหารต่อสู้กันเองอย่างเด็ดขาด มันจึงหมดหนทางที่จะ
ทำอันใดได้
สำหรับ อู่ อวี้ ตราบใดที่เขารู้สึกว่าคู่ต่อสู้ของตน
สมน้ำสมเนื้อ เขาย่อมไม่มีวันปฏิเสธโอกาสดี ๆ เช่นนี้อยู่
แล้ว ทั้งหมดก็เพื่อขัดเกลาฝีมือการต่อสู้ของตนเอง
ขณะนี้ผู้คนกำลังรอคอยคำตอบสนองของ ซู เฉินเยวียน
ทันใดนั้นแรงกดดันจากภายนอกก็เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
รู้สึกได้ถึงแรงกดดันใหม่ที่เข้ามา เมื่อเงยหน้าแหงนมอง
ขึ้นไปบนท้องฟ้าก็เห็นชายผู้หนึ่งลอยคว้างอยู่กลาง
อากาศ มันสวมใส่ชุดเกราะที่ดูแตกต่างออกไปกำลังถลา
ลงมา ท่ามกลางสีทองมีมังกรสีแดงฉานปรากฏอยู่ บัดนี้
มังกรเหล่านั้นกำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงเผาผลาญ
ความแข็งแกร่งนั้นเกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการได้ แรง
กดดันที่แผ่ออกมาให้ความรู้สึกถึงพลังอำนาจอันน่ายำ
เกรง ชุดเกราะชายผู้นี้สวมใส่คือ ศารตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ!
ในกองทัพมังกรเพลิงมีเพียงระดับ ‘ขุนพลมังกรซ่อน’
เท่านั้นที่จะสวมใส่ชุดเต๋าระดับศาสตราเต๋าวิถีแท้ แต่
ของชายผู้กลับนี้เป็นเกราะระดับศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ แสดงว่าชายผู้นี้มียศตำแหน่งอยู่เหนือระดับ
ขุนพลมังกรซ่อน นั่นก็คือระดับขุนพลมังกรเพลิง
เมื่อ อู่ อวี้ สังเกตดูรูปร่างหน้าตาของคนผู้นี้ เขาก็พบว่า
มีความคล้ายคลึงกับ ซู เฉินเยวียน เป็นอย่างมาก คาด
ว่าพวกมันทั้งสองน่าจะเป็นญาติพี่น้องกัน หรือไม่ก็
เกี่ยวข้องกันทางใดทางหนึ่ง
หลังจากองครักษ์มังกรเพลิง และ หลิวหยวน เห็นมันผู้นี้
ปรากฏกาย ทั้งหมดก็รีบนั่งคุกเข่าลงกับพื้นแล้วพูดขึ้น
อย่างพร้อมเพียงกันโดยเสียงที่ดังฟังชัดว่า ” คารวะ
ขุนพลมังกรเพลิง!”
มันเป็นขุนพลมังกรเพลิงจริง ๆ
ในเวลาเดียวกันนั้นสีหน้าของ หลิวหยวน ก็เปลี่ยนไป
เล็กน้อย นางรีบพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว ” คนผู้นี้เป็นพี่ชาย
ของซู เฉินเยวียน มีนามว่า ซู เฉินหยาง ฝึกฝนบำเพ็ญ
ตนมานานกว่า 150 ปี เมื่อ 20 ที่ผ่านมาพลังฝีมือของ
มันก้าวสู่ระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า จนกลายเป็นหนึ่ง
ในขุนพลมังกรเพลิงของกองทัพมังกรเพลิง ”
นับว่าตัวตนของมัน ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของ
อู่ อวี้
ในฐานะราชอารักษ์เล่อ ตัวตนของเขาย่อมสูงส่งยิ่งกว่า
ขุนพลมังกรเพลิง แน่นอนว่าเขาหาได้แยแสมันแม้แต่
น้อย ยามนี้เขากับ ซู เฉินหยาง กำลังเผชิญหน้ากัน โดย
ที่ฝ่ายตรงข้ามปลดปล่อยอำนาจบารมีอันมหาศาลสะกด
ข่มลงมา อย่างไรก็ตามอาศัยเพียงแค่อาณาจักรฝึกตน
การจะสยบ อู่ อวี้ ลงอย่างราบคาบ ยังนับว่าห่างไกล ไม่
ต้องสงสัยเลยว่า มันมาถึงนี่ เพราะต้องการช่วยเหลือ
น้องชายของตน
“ นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดผู้คนถึงมารวมตัวกันเช่นนี้?”
ซู เฉินหยาง มอง อู่ อวี้ จากนั้นก็หันไปจ้องน้องชายของ
ตนพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นอย่างจริงจัง
ซู เฉินเยวียน เรียบเรียงคำพูดจากนั้นก็ตอบกลับไปว่า ”
เรียนขุนพลมังกรเพลิง อู่ อวี้ อาศัยว่าตนเป็นราชอารักษ์
เล่อ วางอำนาจบาตรใหญ่สร้างความวุ่นวายในค่ายมังกร
เพลิง ทั้งยังลงมือทำร้ายองค์รักษ์มังกรเพลิงจนได้รับ
บาดเจ็บ ข้าจึงต้องออกหน้าปกป้ององค์รักษ์มังกร
เพลิง!”
ปรากฏว่ามันไม่ได้ใช้ถ้อยคำหยาบคายเสมือนตอนที่
พูดคุยกับ อู่ อวี้ กลับกันเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่ชายของตน
มันกลับใช้วาทศิลป์เอ่ยวาจาโจมตีตนเอง
หลังจากฟัง ซู เฉินเยวียน สายมาของมันแปรเปลี่ยนเบน
มาทาง อู่ อวี้ จากนั้นก็ถามขึ้นว่า ” ราชอารักษ์เล่อ… ที่
ซูเฉินเยวียนกล่าวเป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่ ”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดเล็กน้อย อาณาจักรจิตเทวะก็เป็นเรื่อง
หนึ่ง ส่วนอาณาจักรค้นหาเต๋าก็นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อ
ไปถึงค้นหาเต๋า ก็นับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็น
เซียนอมตะ เท่ากับว่ามันเหนือขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งใน
ยามนี้เขาไม่มีทางเผชิญหน้ากับคนเช่นนี้ได้ ดังนั้น อู่ อวี้
จึงกล่าวตอบไปว่า ” พบเจอคนกำลังดูถูกผู้อื่นอยู่ ไม่ว่า
อยู่แห่งหนใดข้าก็จะลงมือ หากไม่ได้อยู่ในค่ายทหารนี้
ข้าคงสังหารมันทิ้งไปแล้ว ด้วยตัวตนของข้าในฐานะราช
อารักษ์เล่อ การสั่งสอนบทเรียนให้กับองครักษ์มังกร
เพลิงผู้หนึ่ง ยังขออนุญาตจากเจ้าด้วยงั้นหรือ? ”
ซู เฉินหยางเป็นคนฉลาด อันที่จริงแล้วก่อนจะมาที่นี่
มันก็รู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงหันไปมอง ซู เฉิน
เยวียน อีกครั้งพร้อมกับเอ่ยถามว่า ” เจ้าก็คิดว่า ราช
อารักษ์เล่อไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้ใช่หรือไม่?”
ซู เฉินเยวียน กล่าวประสานงานกับพี่ชายทันทีว่า ” ก็แค่
พวกคนเถื่อนจากดินแดนรกร้าง ที่ได้รับโชควาสนาใหญ่
หลวง จนหลงตัวคิดว่าเป็นหงส์เพลิงที่กำลังโบยบินขึ้นสู่
ฟากฟ้า ด้วยสมบัติที่มี ยังไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง
เมื่อไหร่ เอาสิข้ากำลังดูถูกเจ้าอยู่ ไหนบอกไม่ว่าจะอยู่
แห่งหนใดก็จะลงมือ เจ้ากล้าทำอะไรข้าหรือไม่? ”
ชัดเจนว่าซูเฉินเยวียนต้องการท้าทาย อู่ อวี้ ยามนี้มันใช้
ดวงตาที่สาดประกายแสงเจิดจ้า จับจ้องไปยัง อู่ อวี้
ประกายเพลิงที่ลุกท่วมออกมาจากตัวของมัน
แพร่กระจายออกไปทั่วทุกแห่งหน
ส่วนใหญ่แล้วผู้ฝึกตนหนุ่มสาว โดยเฉพาะในค่ายทหาร
ล้วนเป็นพวกเลือดร้อนแทบทั้งสิ้น! ถือเป็นเรื่องปกติ
ธรรมดายิ่ง ที่พวกมันจะสาดประเคนพลังอิทธิฤทธิ์ วิชา
เวทอภินิหารเข้าใส่กันโดยไม่พูดอะไรสักคำ! เมื่อเห็น ซู
เฉินเยวียน แสดงความแข็งแกร่งเช่นนี้ ผู้คนที่อยู่
โดยรอบก็พากันโห่ร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง
อาจเป็นเพราะแรงผลักดันยุยงในช่วงเวลานี้ จึงทำให้มัน
หาญกล้าท้าทายตน
อู่ อวี้ ยิ้ม
“ อู่ อวี้ อย่าได้ตอบรับพวกมันเด็ดขาด ซู เฉินหยาง
เป็นพวกไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ข้าเกรงว่ามันจะ
โจมตีท่าน” หลิวหยวนกล่าวกับ อู่ อวี้ ด้วยความเป็น
ห่วงกังวล เมื่อมองย้อนกลับไป สามารถแลเห็นได้ว่าสี
หน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความวิตกยิ่ง
” เป็นความผิดของข้าเอง ที่ทำให้พวกมันมีข้ออ้าง
ขัดขวางท่าน คาดว่าซูเฉินหยางคงเดิมพันกับน้องชาย
ของมันไว้ ว่าวันนี้จะหยุดความโอหังของท่านได้หรือไม่
ทั้งมันย่อมช่วยเหลือน้องชายตนเองอย่างแน่แท้”
หลังจาก หลิวหยวน เห็นซูเฉินหยาง นางก็รู้สึกวิตก
กังวลเป็นอย่างยิ่ง
” วางใจเถิด ไม่มีอันใด ” อู่ อวี้ ยิ้มให้นาง จากนั้นสีหน้า
ของเขากับเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งเดือดดาลถึงขีด
สุด ไม่ว่าจะเป็นองครักษ์มังกรเพลิง หรือเจ้าสองพี่น้อง
นั่น อำนาจบารมีตลอดแรงกดดันสะกดข่ม หาได้ด้อย
กว่าพวกมันแม้แต่น้อย เขายิ้มจากนั้นก็กล่าวว่า ” ขอ
อภัยด้วย ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการท้าทายข้าเพื่อสร้างชื่อ
ให้แก่ตนเอง เพราะอย่างไรเสียตัวเจ้าก็เป็นแค่พวกไร้
ชื่อเสียงเรียงนาม เสียเวลาเปล่า เหตุใดข้าต้องยอมรับคำ
ท้าทายจากพวกไร้ชื่อด้วย? ”
หลังจากเขาเห็นว่าขุนพลมังกรซ่อนปรากฏตัว อู่ อวี้ ก็
รู้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังคิดอะไรอยู่ ทางฝั่งของหลิว
หยวน เมื่อได้ยิน อู่ อวี้ กล่าวออกไปเช่นนี้ นางก็รู้สึก
วิตกกังวลมากยิ่งขึ้น
ตอนที่อยู่ใน อู่ อวี้ จักรวรรดิเป่ยหมิง หากเขาต้องการ
จะไป แม้แต่เหล่าองค์หญิงองค์ชายยังไม่อาจหยุดยั้งเขา
ได้ ครั้นตอนที่เขาต่อสู้กับโอรสเหยา สาเหตุที่ตนหายตัว
ไปในชั่วพริบตา ก็ยังไม่มีผู้ใดเข้าใจ ดังนั้นพวกมันจึง
ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า หาก อู่ อวี้ ต้องการจะไป
พวกมันก็ไม่มีทางหยุดยั้งเขาได้
“ผายลม!” ด้วยเพราะ ซู เฉินเยวียน ยังเยาว์นัก เมื่อได้
ยิน อู่ อวี้ กล่าวว่าพวกไร้ชื่อเสียงเรียงนาม มันจึงรู้สึกไม่
พอใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ซู เฉินหยาง ที่อยู่
ด้านข้างหยุดยั้งมันไว้ก่อน จากนั้นมันหันมาเอ่ยถามว่า
“เจ้ากล่าวเช่นนี้ เพราะต้องการอะไรใช่หรือไม่?”
อู่ อวี้ ตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมาว่า ” น่ารำคาญนัก
วันนี้มีพวกไร้ชื่อเสียงเรียงนามคิดท้าทายข้า ข้าจึงรู้สึก
เกียจคร้านที่จะต้องมานั่งพูดจายอกย้อนให้เสียเวลา
เช่นกัน สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำ นับว่าง่ายดายยิ่ง แค่ปฏิบัติ
ตามเงื่อนไขของข้า มิฉะนั้นข้าจะไม่ยอมสู้ สิ่งที่ข้า
ต้องการคือเข้าไปหาประสบการณ์ใน ‘พิภพอเวจี’ พี่ชาย
ของเจ้าเป็นถึงขุนพลมังกรเพลิง คงมิได้ไร้อำนาจจนถึง
ขนาดอนุมัติเรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาคุยกัน ”
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ถามหลิวหยวนว่า ผู้ใดที่ช่วยให้เขาเข้า
ไปในพิภพอเวจีได้ นางบอกว่าขุนพลมังกรเพลิงสามารถ
กระทำได้ เดิมที อู่ อวี้ คิดไปหาชวีอิ๋น แต่เขาก็ไม่แน่ใจ
ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่แล้วขุนพลมังกรเพลิงก็ปรากฏ
กายขึ้นอย่างฉับพลัน เขาจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็
ใช้ปัญหาของตนตั้งเงื่อนไขนี้ขึ้นมา นับได้ว่าเป็น
แผนการที่สมบูรณ์แบบยิ่ง
พอเอ่ยถึงพิภพอเวจีฝ่ายตรงข้ามก็ดูตกตะลึงอยู่ไม่น้อย
สำหรับพวกมันการไปที่พิภพอเวจีเป็นเรื่องที่ยากมาก มี
เพียงยศหัวหน้ากองพันขึ้นไป ที่สามารถเข้าไปได้
ตลอดเวลา อู่ อวี้ พูดจาอ้อมค้อมตะล่อมอยู่พักหนึ่ง
ทว่าจุดประสงค์ทั้งหมดก็คือพิภพอเวจี
สองพี่น้อง ซู เฉินเยวียน และ ซู เฉินหยาง ต่างมองหน้า
กันกัน สายตาของ ซู เฉินเยวียน ดุร้ายเป็นประกาย
เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้นี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับมัน ส่วน
ทางฝั่ง ซู เฉินหยาง เพียงแค่ทำตามสัญญาเล็ก ๆ น้อย
ๆ ก็สิ้นเรื่อง ดูเหมือนพี่น้องคู่นี้จะรวมหัวกันหาเรื่อง อู่
อวี้ อย่างโจ่งแจ้งเลยก็ว่าได้ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็หาได้ใส่ใจกับ
เรื่องนี้ไม่ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในวันที่เขาต่อสู้กับ
โอรสเหยา มันได้ศึกษาวิธีการต่อสู้ของเขามาเป็นอย่างดี
ฉะนั้นในวันนี้มันจึงมั่นใจเป็นอย่างมาก
ดังนั้น ซู เฉินหยาง จึงเอ่ยขึ้นว่า “ตกลง! ข้ายอมรับ
เงื่อนไข ทุกคนที่นี่เป็นพยาน หากเจ้าชนะ ข้าจะจัดการ
เรื่องนั้นให้เจ้า นับเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับข้า ”
” ดี ตกลงตามนั้น เอาล่ะจงถอยไปเสีย ข้าจะสั่งสอนเจ้า
ไร้ชื่อเสียหน่อย ว่าความสามารถที่แท้จริงเป็นเช่นไร ” อู่
อวี้ กล่าวขึ้นอย่างอาจหาญ
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ