กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 811: มิตรภาพและความไว้วางใจ
สิ่งที่ ซู เฉินหยาง กระทำคือ กลยุทธ์ล้อมเวยช่วยจ้าวดึง
กำลังศัตรูแยกออกไป เมื่อมันเห็น ซู เฉินเยวียน จวน
เจียนใกล้สิ้นชีพ โดยมีเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ มันจึง
ตัดสินใจโจมตีทันที
อันที่จริงหลังจากเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว อู่ อวี้ ตั้งใจที่จะ
หยุดมือทันที ไม่ได้คิดที่จะเข่นฆ่าเอาชีวิตฝ่ายตรงข้าม
ถ้า ซู เฉินหยาง คิดให้รอบคอบกว่านี้ก็น่าจะเข้าใจได้ทั้ง
หมดแล้ว
แต่มันไม่ได้ทำเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่ามันตั้งใจลงมืออย่าง
เหี้ยมเกรียม เด็ดขาด โดยไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุด
ไป
ทั้งหมดเกิดขึ้นในอย่างปุบปับกะทันหัน ส่งผลให้หลาย
คนไม่ทันได้ตอบสนอง
ในชั่วเสี้ยวอึดใจ ที่ ซู เฉินเยวียน ปราชัยและเก็บรักษา
ชีวิตเอาไว้ได้ ทว่า ซู เฉินหยาง หาได้ลดความเร็วของตน
ลงแม้แต่น้อย กลับกันมันยิ่งทวีสูงขึ้นอย่างน่าเชื่อ เพียง
ชั่วพริบตา ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันใช้ศาสตราใด ร่างกลืน
สวรรค์พลันแตกกระจายกลายอยู่ข้างกาย อู่ อวี้ !
คล้ายกับร่างอวตารนอกวิถีของ อู่ อวี้ เมื่อถูกโจมตีก็
แตกกระจายกลายเป็นหมอกควัน
แม้แต่พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงก็ยังลอยกระเด็นออกมา
ส่งผลให้ อู่ อวี้ รีบเก็บมันกลับเข้าถุงจักรวาลทันที
เวลานี้ร่างกลืนสวรรค์ กลายเป็นละอองสีทองเรืองแสง
ระยิบระยับ เห็นได้ชัดว่า ซู เฉินหยาง ไม่ได้ใช้แค่เพียง
ศาสตราวิถีแท้โจมตี แต่ยังผสานทั้งพลังอิทธิฤทธิ์และ
เคล็ดวิชาเต๋าในการโจมตีนี้ด้วย จนถึงขนาดสร้างความ
เสียหายร้ายแรงต่อร่างกลืนสวรรค์อย่างไม่อาจฟื้นคืนได้
ไปชั่วขณะ
เวลานี้ภายในดวงตาของ อู่ อวี้ เปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
อย่างท่วมท้น
เขานั้นยังมีความเมตตา แต่น่าเสียดายที่ผู้อื่นหาได้มี
ความเมตตาเยี่ยงเขาไม่
เมื่อสักครู่ ซู เฉินหยาง ไม่ได้คิดยั้งมือแม้แต่น้อยนิด ถ้า
อู่ อวี้ มีการเคลื่อนไหวสักเล็กน้อย คาดว่าคงจะบาดเจ็บ
หนักไม่น้อย เพราะเนื่องจากแม้แต่ร่างกลืนสวรรค์ยังถูก
บดขยี้จนความแข็งแกร่งลดลงไปส่วนหนึ่งเลยทีเดียว
ความแข็งแรงของร่างกายสวรรค์ลดลงอีกครั้งแล้ว
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ความได้เปรียบสูงสุดของ อู่
อวี้ ได้มลายหายไปสิ้น ท้ายสุดแล้วร่างกลืนสวรรค์คือ
กำลังหลัก และ เป็นที่พึ่งได้มากที่สุด
ปัจจุบันความแข็งแกร่งของร่างกลืนสววรค์ เทียบเท่ากับ
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ขั้นที่ 7
แล้วเขาจะไม่โกรธได้อย่างไรกันเล่า?
ในเวลานี้ ซู เฉินหยาง รีบเร่งเข้าไปช่วยเหลือรักษา
น้องชายของตน ที่ตกอยู่ในสภาพงุงงงสับสน นับว่า ซู
เฉินเหยียน พ่ายแพ้อย่างหมดรูปจริง ๆ ถึงแม้จะถูกขึ้น
ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของกองทัพมังกรเพลิง แต่
สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ อู่ อวี้ ทั้งยังตกอยู่ใน
สถานการณ์วิกฤตเป็นตายช่างน่าอัปยศเสียจริง ๆ
ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้ว ซู เฉินหยาง จะเลือกโจมตี เพื่อบีบ
ให้ อู่ อวี้ ถอยกลับไป แต่การต่อสู้ระหว่าง อู่ อวี้ กับ ซู
เฉินเยวียน คนแพ้ชนะความได้เปรียบเสียเปรียบ ทุกคน
ต่างมองเห็นได้อย่างชัดเจน
อย่างไรเสีย อู่ อวี้ ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บดขยี้ ซู เฉินเยวียน
ส่งผลให้บรรดาองครักษ์มังกรเพลิงไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
แต่เมื่อ ซู เฉินหยาง ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือก็ทำให้พวก
มันรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย
ยิ่งพวกมันเห็นร่างกายกลืนของ อู่ อวี้ สลายกลายเป็น
ควันกลับสู่ร่างต้นของ อู่ อวี้ ทำให้พวกมันโล่งอกปีติ
ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
” ดูนั่น! ขุนพลมังกรเพลิง ซัดร่างอวตารของมันจนปลิว
เป็นฝุ่นไปเลย!”
” ข้าเห็นแล้ว การต่อสู้ส่วนใหญ่ของ อู่ อวี้ มักจะพึ่งพา
ร่างอวตาร แต่บัดนี้ร่างอวตารของมันถูกขุนพลมังกร
เพลิงจัดการจนสิ้นฤทธิ์”
” ใช่! คราวนี้ล่ะข้าจะคอยดูซิว่าเจ้า อู่ อวี้ ยังกล้าโอหัง
เหิมเกริมหรือไม่ ในเมื่อตัวช่วยของมันไม่มีแล้ว รับรอง
ว่างานนี้จบไม่สวยแน่! ”
” มันจะคุ้มไหมน้อ กับการสูญเสียที่ต้องแลกกับโอกาส
ได้ไป พิภพอเวจี ? ”
ทุกคนต่างอารมณ์ดี อดไม่ได้ที่จะพูดคุยหัวเราะ
หลิวหยวนยังเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อนางมองเข้าไป
ในดวงตาของ อู่ อวี้ แล้วไม่พบความเศร้าโศกเสียใจใด
ๆ สิ่งนี้จึงทำให้นางรู้สึกโล่งอกอยู่ไม่น้อย
” ในช่วงสุดท้ายคิดว่าเจ้าจะสังหารน้องชายข้าเสียอีก
หากรู้ตั้งแต่ว่าเจ้าจะยั้งมือไม่ได้ต้องการเอาชีวิต คงไม่
สอดมือเข้ามาแทรกแซงเช่นนี้ แต่เมื่อลงมือไปแล้วจึงไม่
อาจย้อนเวลาคืนกลับมาได้ ข้ารู้สึกละอายใจยิ่งนักที่
ทำลายร่างอวตารของเจ้า การต่อสู้ครั้งนี้เจ้าคือฝ่ายชนะ
” ซู เฉินหยาง ที่กำลังค่อย ๆ พยุง ซู เฉินเหยียนขึ้น หัน
มากล่าวกับ อู่ อวี้ ด้วยน้ำเสียงสงบราบเรียบ
อู่ อวี้ กลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว ด้วยเพราะอีกฝ่ายนั้น
กลับขาวเป็นดำยกข้ออ้างทำให้ตนดูดี อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากมันคิดเช่นนั้น ก็ปล่อยให้มันคิดไป อู่ อวี้ จึง
เอ่ยขึ้นว่า “ข้าแค่อยากรู้ว่า สิ่งที่เจ้าเอ่ยขึ้นมาก่อนหน้านี้
คือเรื่องจริง เมื่อข้าชนะมันได้ ข้าจะได้ไปพิภพอเวจีใช่
หรือไม่? ”
มันไม่คิดว่า อู่ อวี้ ต้องสูญเสียขนาดนี้กลับยังมีกะจิตกะ
ใจทวงถามเรื่องไปพิภพอเวจีอยู่อีก มันจึงเปล่งเสียง
หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ ทั้งหมดทั้งมวลเป็น
เพราะว่าน้องชายของมันรนหาเรื่อง สุดท้ายก็พ่ายแพ้
ฝ่ายตรงข้ามอย่างย่อยยับ เมื่อตนระงับสติอารมณ์ลงได้
ก็ตอบกลับมาว่า ” อีก 5 วันต่อจากนี้ข้าจะพาเจ้าไป
นรกอเวจี ให้เจ้ามารอข้าอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ”
หลังจากจบเรื่อง พวกมันก็รู้สึกเกียจคร้านที่จะเสียเวลา
อยู่ที่นี่ต่อ เพราะยิ่งอยู่นานก็เหมือนเป็นการลดค่าของ
ตนเองเสียเปล่า ๆ ดังนั้น ซู เฉินหยาง จึงพา ซู เฉินเย
วียน กลับไปด้วยตนเองแล้วหายไปในพริบตา เหลือ
เพียง อู่ อวี้ , มังกรกระดูกอัคคี, หลิวหยวน เท่านั้น
อู่ อวี้ นำมังกรกระดูกอัคคีกลับไป ทุกคนต่างมองไปที่
มันเป็นตาเดียว ด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างที่สุด
ผู้คนต่างพูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น แล้วก็แยกย้ายกัน
ไป
ถึงคราวที่ อู่ อวี้ ต้องกล่าวอำลาหลิวหยวนอย่างแท้จริง
“ร่างอวตารของท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? ” หลิวหยวน
ไปถามด้วยความกังวล
“ ให้พักสักเล็กน้อย เดี๋ยวก็กลับมาผงาดให้ผู้คนได้ตื่น
ตะลึงเล่นอีกครั้งแล้ว ” อู่ อวี้ ตอบอย่างมั่นใจ
หลิวหยวนยิ้มขึ้นได้อีกครั้ง รอยยิ้มของนางเสมือนดั่ง
สายลมฤดูใบไม้ผลิ นางทอดถอนหายใจแล้วตอบกลับ ”
แล้วข้าจะรอดู”
แม้ว่า อู่ อวี้ จะรู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็อยากจะ
เข้าไปในพิภพอเวจีทันที เพราะอย่างไรเสีย หากเขา
ต้องการกลืนกินแล้ว ไม่สำคัญว่าจะเริ่มจะขั้นที่ 7 หรือ
ขั้นที่ 8 แต่เขาจะกลืนกินจนบรรลุระดับก่อร่างกำเนิด
จิตเทวะขั้นที่ 9!
ซึ่งมันเป็นระดับที่ปลอดภัยมากที่สุด หากเขาขึ้นไปถึง
ขั้นที่ 10 ด้วยความแข็งแกร่งที่มากเกินไป มันอาจส่งผล
กระทบต่อมหาวิถีเต๋าของร่างต้นได้! แน่นอนว่ามัน
อาจจะทำให้ร่างต้นของเขายากจะคืบหน้า หรือ
แม้กระทั่งได้รับผลกระทบจากการกลืนกินกลายเป็นบ้า
คลั่งเสียสติ นับว่าผลที่ได้นั้นไม่คุ้มเสียเลย
อู่ อวี้ เดินทางกลับมายังตำหนักโอรสเล่อ เมื่อเขาเดิน
มาถึงประตูทางเข้าเขตพระราชฐาน วีรกรรมที่เขาสร้าง
เอาไว้ในค่ายมังกรเพลิง ก็แพร่สะพัดมาถึงที่นี่แล้ว
เนื่องจากองครักษ์ผู้คุ้มกันประตูวังของกองทัพมังกร
เพลิงคือขุนพลมังกรฟ้านาม จ้าว เสวียนหยิน เมื่อเห็น อู่
อวี้ มันก็เข้ามาพูดคุยกับเขาด้วยท่าทางแปลก ๆ ว่า ”
ข้าได้ยินข่าววีรกรรมกล้าที่ราชอารักษ์เล่อกระทำในวันนี้
แล้ว นับถือ นับถือ ”
เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันกำลังเยาะเย้ย อู่ อวี้ ที่ร่างกลืน
สวรรค์ของเขาถูกโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
อู่ อวี้ หาได้แยแสมันไม่ เนื่องจากคนผู้นี้ย่อมแข็งแกร่ง
อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามหากกล่าวถึงในแง่ของ
ฐานันดรแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะมียศเป็นถึงขุนพลมังกรฟ้า
ทว่ายศของมันก็มิได้ส่งส่งไปกว่าตำแหน่งของ อู่ อวี้
ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า ” หากใต้เท้าจ้าวยังทำหน้าที่เฝ้า
ประตูอยู่ที่นี่ คงได้แลเห็นการเก็บเกี่ยว เติบโตของข้า
มากขึ้นเรื่อย ๆ ”
นับว่าประโยคนี้ เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงภาคภูมิยิ่ง
นัก ทว่าเขาก็ยังคงยิ้ม พร้อมกับกล่าวออกไปด้วยดวงตา
แข็งกร้าวมั่นใจอย่างถึงที่สุด เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมี
อันแข็งแกร่ง ส่งผลให้หลังจากนั้น สายตาของ จ้าว
เสวียนหยิน ก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา มิได้ตอบสนองใด
ๆ กลับมาอีก
อู่ อวี้ กลับมายังตำหนักโอรสเล่อ
แน่นอนว่าเขาตระหนักถึงสำเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้
ขึ้นอย่างชัดเจนว่า เป็นเพราะต้นกำเนิด ภูมิหลัง
ลักษณะนิสัย และมรดกสมบัติอันล้ำค่า รวมถึงราช
โองการแต่งตั้งจากจักรพรรดิโบราณ ทำให้ภายใน
อาณาจักรเหยีนหวงแห่งนี้ ไม่ว่าผู้ใดหน้าไหน ก็คงรู้สึก
อิจฉาริษยาตนเอง โดยเฉพาะพวกหัวสูงที่ไม่รู้ว่าเขาเป็น
คนยังไง หรือยากจะจัดการมากแค่ไหน ดังนั้นจึงมิใช่
เรื่องแปลกที่พวกมันจะเกลียดตัวเขา ทว่าช่างน่า
เสียดายที่มีราชโองการจักรพรรดิโบราณ จึงทำให้ไม่มี
ผู้ใดทำอะไรกับเขาได้ นับได้ว่าหน้าที่ของ ซู เฉินหยาง
ในวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว
ห้าวันผ่านไป โอรสเล่อก็ยังไม่ออกมาจากปิดด่าน อู่ อวี้
สงสัยว่าเขากำลังหลบซ่อนตนเองอยู่หรือไม่ อย่างไรก็
ตามเขาสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ ทำให้ตนเอง
แข็งแกร่งขึ้นได้
ระหว่างที่ หนานซาน หวางเยว่ กำลังเดินทางกลับ มันก็
ได้ยินวีรกรรมของ อู่ อวี้ ที่สร้างไว้ในกองทัพมังกรเพลิง
ดังนั้นหลังจากกลับมาถึง มันจึงรีบเอ่ยถามขึ้นทันทีว่า ”
เจ้าปรารถนาไปสั่งสมประสบการณ์ในพิภพอเวจีงั้น
หรือ?”
อู่ อวี้ ตอบ “ ใช่ เจ้าจะไปด้วยหรือไม่? ” หนานซาน
หวางเยว่ ชอบบำเพ็ญตนในโลกโลกีย์ ซึ่งแตกต่างจาก อู่
อวี้ อย่างไรก็ตามเขาก็มิได้รังเกียจอันใด เขารู้สึกมี
ความสุข ที่มีเรื่องราวแปลกใหม่ ซึ่งทำให้ทัศนคติและ
ความคิดของเราเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น
“ แน่นอนอยู่แล้ว ข้าจะจากเจ้าไปได้ยังไง ” หนานซาน
หวางเยว่ ร่ำเมรัย พร้อมกับกล่าวขึ้นอย่างเมามาย
อาภรณ์ตรงหน้าอกเปิดกว้าง จนเผยให้เห็นผิวขาวผ่อง
“ ยามนี้เจ้าต้องพึ่งพาตัวตนของข้า หากข้าไปพิภพอเวจี
แล้วเจ้าต้องอยู่ที่นี่เพียงลำพัง โดยไร้ผู้ใดสนับสนุน คงไม่
อาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันน่าเวทนาได้ ” อู่ อวี้
ครุ่นคิดเล็กน้อย และรู้ว่าเหตุผลที่มันต้องการติดตามเขา
ไปเพราะอะไร
” ถูกต้องแล้ว ผู้ติดตามของข้าช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก
ช่างรู้ใจเจ้านายของตนจริง ๆ ” หนานซาน หวางเยว่
เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ อย่างน้อย ๆ ในสายตาของคนอื่น เจ้าก็เป็นคน
ติดตามข้า” อู่ อวี้ รู้สึกเกียจคร้านเกินไปที่จะสนใจมัน
แต่เมื่อคิดดูแล้ว จุดประสงค์ที่เขาต้องการเข้าไปในพิภพ
อเวจี ก็เพื่อทำให้ร่างกลืนสวรรค์แข็งแกร่งขึ้น ซึ่ง หนาน
ซาน หวางเยว่ ก็รู้ความลับเรื่องมรดกฉีเทียนต้าเซิ่นของ
เขาแล้ว หากมันทราบเรื่องร่างกลืนสวรรค์อีก มันก็คงรู้
ความลับของเขาจนหมดไส้หมดพุงเลยทีเดียว จากนั้น
เขาจะกลายเป็นบุคคลไร้ซึ่งความลับ
แล้วเขาจะเชื่อใจมันได้อย่างสมบูรณ์เช่นนั้นหรือ?
นี่เป็นปัญหาที่ต้องนำมาขบคิด
ตลอดระยะหลายวันที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า หนานซาน
หวางเยว่ จะดูสกปรกขึ้นเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปแล้วก็ยัง
ดีกว่าสภาพ …หมูของมัน
ห้าวันต่อมา เขากับหนานซาน หวางเยว่ก็เดินทางมาถึง
ค่ายมังกรเพลิง ข่าวคราวในวันนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้ง
นครเทวะ หากเปรียบเทียบกับคราที่ อู่ อวี้ เอาชนะ
โอรสเหยา นับว่าการต่อสู้กับ ซู เฉินเยวียน จบลงอย่าง
รวดเร็วกว่ามาก
ท่ามกลางความเลือนราง ผู้คนต่างสัมผัสได้ถึง
ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเขา
ภายในกองทัพมังกรเพลิง มีองครักษ์มังกรเพลิงมากมาย
กำลังรออยู่ที่นี่ คาดว่าพวกมัยคงรอเข้าไปในพิภพอเวจี
ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ฝึกตนหนุ่มสาว ซึ่งมีอนาคตอัน
กว้างไกลที่จะกลายเป็นเสาหลักของอาณาจักรโบราณเห
ยียนหวง หากพวกมันอยู่ในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง แต่
ละคนคงกลายเป็นปรมาจารย์หัวหน้าพรรคนิกายระดับ
สูงสุด
สองพี่น้อง ซู เฉินเยวียน กับ ซู เฉินหยาง ติดตามมา
อย่างล่าช้า ซึ่งกลุ่มของพวกมัน มีขุนพลมังกรเพลิงอยู่
นับ 10 คน
“วันนี้ ข้าจะพาทุกคนฝึกฝนขัดเกลาตนในพิภพอเวจี
โดยกำหนดระยะเวลาให้หนึ่งเดือน ส่วนจะกอบโกยได้
มากเท่าไหร่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวของพวกเจ้าเอง เนื่องจาก
นี่หาใช่ครั้งแรกที่พวกเจ้าเข้าไป ดังนั้นข้าจะไม่พูดพร่ำ
ให้มากความ อย่างน้อยเราก็รู้ถึงความสำคัญในการ
แสวงหาประสบการณ์ หากต้องการแต้มผลงาน ก็ขึ้นอยู่
กับว่าพวกเจ้าจะได้รับมากแค่ไหน”
ซู เฉินหยาง เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วในที่สุด
ดวงตาของมันก็กวาดมาที่ อู่ อวี้
มันเห็น หนานซาน หวางเยว่
ซู เฉินเยวียน ที่อยู่ข้าง ๆ มัน เป็นฝ่ายตะโกนขึ้นเสียงดัง
ก่อนว่า ” อู่ อวี้ เราสัญญาว่าจะพาเจ้าไป แต่ข้าไม่บอก
ว่าจะพาเจ้าหมูอัปลักษณ์นี้ไปด้วย จงรีบไสหัวออกไป
เสีย เป็นแค่หมูตัวหนึ่งแท้ ๆ แต่กลับคิดติดตามเราไป
เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ”
การกระทำเช่นนี้ของมันทำให้ หนานซาน หวางเยว่ รู้สึก
รำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง มันจึงเอ่ยขึ้นว่า ” เจ้าหลานชาย
เอ๋ย นอกจากไม่หล่อแล้ว ยังกล้าคุยโวโอ้อวดต่อหน้า
บิดาผู้นี้อีกงั้นรึ เชื่อหรือไม่ว่าหากเจ้าเป็นสตรี บิดาผู้นี้
จะขย่มเจ้า จนต้องอ้อนวอนร้องขอความเมตตาเลย? ”
ซู เฉินเยวียน เป็นสวามีพระธิดาอิง มียศฐาเป็นถึงราช
บุตรเขย ดังนั้นมันจึงไม่อาจทนรับความอัปยศครั้งนี้ได้
ส่งผลให้สติของมันขาดผึงในทันที กล่าวตามตรง หาก
พูดถึงการทะเลาะวิวาทแล้ว หนานซาน หวางเยว่ ก็ไม่
เกรงกลัวผู้ใดหน้าไหนเช่นกัน มันมั่นใจว่าตนสามารถทำ
ให้เจ้าเด็กน้อยนี่ คุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาได้…
ขณะที่ ซู เฉินเยวียน กำลังจะลมมือ ซู เฉินหยางก็หยุด
มันไว้ จากนั้นก็เอ่ยกระซิบสองสามคำข้างหูของมัน เมื่อ
ได้ยินเช่นนั้น ซู เฉินเยวียน ก็แสยะยิ้มชั่วร้าย จากนั้นก็
ไม่แยแส หนานซาน หวางเยว่ อีกต่อไป ซึ่งนี่หมายความ
ว่ามันปล่อยให้เขาไปได้
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ