กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 812: ป้อมมังกรเพลิง
“ไอสองคนนี้คิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมอันใดอีก” หนานซาน
หวางเยว่ เผยยิ้มเหยียดหยาม เขาคร้านที่จะให้ความ
สนใจพวกมัน
“ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการจัดการเราในพิภพอเวจี
หลังจากเข้าไป จะอันตรายเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับพวกเรา
แล้ว” อู่ อวี้ เอ่ย
“ไม่เห็นจำเป็นต้องกังวล ด้วยมรดกของพวกเราย่อม
เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น
คุกสมุทรวิญญาณหรือว่าพิภพอเวจี ทุกหนแห่งล้วนเป็น
โลกของพวกเรา พวกมันยังคงมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ไม่อาจ
นับเป็นคู่มือเราได้ ข้าล่ะกลัวพวกเรากลายเป็นแสงอัน
เจิดจรัสเสียจริง” หนานซาน หวางเยว่ เอ่ยด้วยท่าที
เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
อย่างไรก็ตามที่มันกล่าวมาก็มีเหตุผล ด้วยเคล็ดวิชาอำ
พรางตัวของมัน ทำให้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถ
ค้นหาตัวมันได้พบ
พวกเขาอยู่ท่ามกลางสายตาเป็นปฏิปักษ์ของเหล่าผู้
พิทักษ์มังกรเพลิง พร้อมกับปีนป่ายขึ้นสู่ ‘เรือรบละออง
ดาว’ ซึ่งนี่ก็เป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้เช่นกัน มันสามารถ
รองรับผู้คนได้จำนวนมาก แต่แน่นอน ความเร็วของมัน
ก็ไม่อาจเทียบเท่ากับเมฆาตลบฟ้าของ อู่ อวี้ ได้อยู่ดี
หลังจากเข้าสู่เรือรบละอองดาว นับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ อู่
อวี้ ออกจากนครเทวะ นครเทวะเป็นสถานที่ที่น่ากลัวยิ่ง
เพียงแค่บินออกจากนครเทวะก็ยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งวัน
และในไม่ช้าพวกเขาก็เข้าสู่อาณาเขตของเมืองบริวาร
ของนครเทวะ ว่ากันว่ารอบนอกของนครเทวะยังมีเมือง
บริวารอยู่รวมกันถึงพันเมือง
จำนวนเมืองมากมายเช่นนี้ล้วนอยู่ภายในอาณาเขตของ
นครเทวะ ซึ่งพลังฟ้าดินภายในสถานที่แห่งนี้ค่อนข้าง
อุดมสมบูรณ์ เรียกได้ว่าพลังฟ้าดินอยู่ในระนาบสูงสุดบน
ดินแดนโบราณเหยียนหวงเลยก็ว่าได้ ถึงจะนำสถานที่
ของปีศาจสมุทรทั้งหลายมารวมตัวกันก็ยังเทียบกันไม่ได้
มีเมืองนับพันเมืองที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่บริเวณนี้ มีทั้ง
เมืองขนาดใหญ่และขนาดเล็ก พร้อมปรากฎยอดฝีมือ
รวมตัวกันอยู่มากมาย แม้จะไม่อาจเทียบกับนครเทวะ
ได้ แต่ยอดฝีมือขั้นค้นหาเต๋าก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้าจะสามารถมองเห็นถึงตำแหน่งใจ
กลางของอาณาจักรโบราณเหยียนหวงว่ารุ่งเรืองถึงเพียง
ไหน!
ผู้ฝึกตนที่รวมตันกันหนาแน่น หัวเมืองต่างๆ รวมถึงวง
เวท ผสมผสานรวมเข้าด้วยกันก่อเกิดเป็นอาณาจักร
โบราณเหยียนหวงอัยเจริญรุ่งเรือง! แม้ว่านี่จะไม่ใช่ยุคที่
รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักรโบราณเหยียนหวง แต่เพียง
เท่านั้นมันก็กลายเป็นอาณาจักรอันดับ 1 บนชมพูทวีป
โลกธาตุแห่งนี้ได้แล้ว และกระทั่งอาณาจักรผู้ฝึกตนอื่นๆ
ก็ไม่อาจจะไล่ตามความรุ่งเรืองเช่นนี้ได้!
อู่ อวี้ รู้สึกสงสัยว่าการที่อาณาจักรโบราณเหยียนหวง
ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ทั้งยังมียอดฝีมือชั้นผู้เยาว์อยู่มากมาย
นับไม่ถ้วน แล้วตนเองจะสามารถโดดเด่นอยู่เหนือผู้คน
มากมายเช่นนี้ได้อย่างไรกัน หากไม่มีมรดกเซียนอมตะฉี
เทียนต้าเซิ่น? ถ้าตัดมรดกเซียนอมตะออกไป เกรงว่า
ยามนี้เขาคงกลายเป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่ไม่ได้โดด
เด่นท่ามกลางกระแสฝูงชนมากมาย และคาดว่าเขาก็คง
จะอยู่ที่เทือกเขาคราม เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขอบเขต
รวบรวมลมปราณทั่วๆไปเท่านั้น
แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง ยามนี้เขาก็ได้ครอบครองมรดกแห่ง
เซียนไปแล้ว แถมเขายังมีอายุไม่ถึง 50 ปี ทว่าก็ได้ยืน
อยู่บนระนาบสูงแห่งดินแดนโบราณเหยียนหวงแล้ว!
ไม่กี่วันมานี้เหล่าผู้พิทักษ์มังกรเพลิงคนอื่นๆ ไม่ได้ให้
ความสนใจ อู่ อวี้ มากมายเท่าใดนัก อู่ อวี้ กับ หนาน
ซาน หวางเยว่ กำลังรออยู่ในมุมๆหนึ่งบนเรือ ซึ่งเวลาก็
ได้ล่วงเลยมาสามวันเต็ม จนในที่สุดก็ถึงปลายทาง เรือ
รบละอองดาวค่อยๆลงจอดอย่างช้าๆ เมื่อเรือรบจอดลง
บนก้อนเมฆ อู่ อวี้ จึงมองเห็นถึงดินแดนที่อยู่เบื้องล่าง
ฝ่าเท้าของเขา ภายใต้คลองจักษุพลันมองเห็นเส้นขอบ
ฟ้าทุกสารทิศ ล้วนเป็นสีดำแดงผสานกัน สีดำมาจาก
ก้อนหินที่ถูกเผาจนไหม้เกรียม ส่วนสีแดงเพลิงก็มาจาก
ลาวาที่กำลังหลั่งไหล ที่แห่งนี้เป็นเพียงแค่พื้นผิวของ
พิภพอเวจี ซึ่งภาพที่เห็นนี้ มันราวกับเป็นวันโลกาวินาศ
อย่างแท้จริง
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อู่ อวี้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับพิภพ
อเวจีเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เขาหันไปกล่าวกับ หนาน
ซาน หวางเยว่ว่า “พิภพอเวจีแห่งนี้มีพื้นที่ที่กว้างขวาง
ยิ่ง ตั้งแต่พื้นผิวลงไป ในส่วนใต้ดินลึกลงไปมันเชื่อมต่อ
กันเป็นเหมือนกับเส้นโลหิต มีกระแสลาวาอัดแน่นอยู่
เต็มใต้ผืนพิภพ ซึ่งพวกมันกองสุมกันจนเกิดเป็น
มหาสมุทรลาวา อย่างน้อยในบันถึงก็ได้กล่าวเอาไว้ว่ายัง
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความลึกของสถานที่แห่งนี้ อย่างไรก็
ตามลาวาเหล่านี้ มันมาจากชั้นใต้ดินที่ไม่มีที่สิ้นสุด แถม
เบื้องล่างยังมีชาวกุ่ยเหยียน ปีศาจบางประเภท และ
สรรพเทวะวิญญาณ อยู่ด้วย ระวังตัวเอาไว้ให้ดี”
“เครือข่ายของลาวาเหล่านี้ไร้ที่สิ้นสุดงั้นรึ? ช่างน่าสนใจ
ยิ่งนัก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชาวเหยียนกุ่ยถึงหลบซ่อน
ตัวมาได้ยาวนานเช่นนี้ ” หนานซาน หวางเย่ว กล่าว
ด้วยความรู้สึกแปลกใจ
“ไม่ผิด ในช่วงเวลาที่นานหลายหมื่นปี ยิ่งผ่านไปชาวกุ่ย
เหยียนก็ยิ่งสามารถปรับตัวกับลาวาได้มากขึ้น เด็กที่เกิด
ออกมาในช่วงเวลานี้ จึงสามารถผสานรวมเข้ากับลาวา
อันแสนร้อนแรงได้ และใช้โอกาสนี้ฝึกฝนเคล็ดวิชาอยู่
ท่ามกลางลาวา แม้ว่าชาวกุ่ยเหยียนจะมีจำนวนไม่เยอะ
ทว่าพวกเขามีพลังสังหารที่ร้ายกาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
พวกเขาเชี่ยวชาญในการซ่อนตัวเป็นหนึ่งเดียวกับลาวา
พวกเราจึงจำเป็นจะต้องระมัดระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น”
หนานซาน หวางเยว่ ตบไปที่บ่าของ อู่ อวี้ อย่างมั่นคง
แล้วกล่าวต่อว่า “วางใจเถอะ ไม่จำเป็นต้องกลัว หาก
เผชิญหน้ากับภัยอันตราย ข้าจะเป็นพี่ชายคอยปกป้อง
เจ้าเอง อย่าได้เกรงใจไปล่ะ”
“ไปไกลๆเลย” อู่ อวี้ ปัดมือ ‘สกปรก’ ของเขาออก เมื่อ
ก้มมองลงไปในยามนี้ จะมองเห็นได้ถึงสีดำและสีแดงตัด
กันบนพื้นดินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา และบนผิวพื้นดิน
ยังมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่ 7 – 8 หลัง อย่างน้อย อู่
อวี้ ก็มีวิสัยทัศน์ในการมองได้กว้างกว่าผู้อื่น สิ่งก่อสร้าง
เหล่านี้ถูกรวมติดเข้าด้วยกัน มันมีขนาดที่มหึมาไม่น้อย
สิ่งปลูกสร้างแต่ละหลังมีลักษณะคล้ายกับป้อมปราการ
ส่วนด้านบนของป้อมปราการนี้มีรูปทรงกลมมน ดู
แข็งแกร่งราวกับไม่มีสิ่งใดทำลายมันได้
ที่แห่งนี้ก็คือฐานที่ตั้งของกองทัพ ว่ากันว่ามีคนอยู่
รวมกันมากกว่า 9,000 คน สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ตรงกลาง
เป็นตำแหน่งที่พิเศษที่สุด มันไม่ใช่ฐานทัพ แต่เป็นแกน
นกลางของวงเวทต้องห้าม ซึ่งตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งจุด
ศูนย์กลางของป้อมปราการทั้ง 9 ส่วน และป้อมปราการ
อื่นๆทั้ง 8 ป้อม ก็แบ่งแยกตั้งอยู่ล้อมรอบทุกทิศทางของ
ป้อมปราการนี้
แต่ละกองทัพก็จะมีฐานทัพอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ เช่น
ป้อมปราการที่เรือรบละอองดาวกำลังจะลงจอดในเวลา
นี้ ก็คือป้อมมังกรเพลิงแห่งกองทัพมังกรเพลิง
ความจริงเมื่อมองพื้นที่ส่วนอื่นบนแผ่นดินอันกว้างขวาง
ผืนนี้ จะเห็นได้ว่าลาวาพวยพุ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง
พื้นที่แห่งนี้ได้ถูกปิดตายโดยสมบูรณ์ ไม่มีทางที่ชาวกุ่ย
เหยียนและเผ่าอื่นๆที่อยู่ข้างในจะออกมาข้างนอกผ่าน
ซอกเหล่านี้ได้ เหล่าบรรพบุรุษของชาวเหยียนหวงสลัก
วาดวงเวทต้องห้ามมากมายนับไม่ถ้วนลงไปบนพื้นผิวนี้
หลังจากที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาหลายปีนับไม่
ถ้วน ทำให้ฐานที่มั่นแข็งแกร่งไร้ที่เปรียบ ยิ่งไปกว่านั้น
ยามใดที่วงเวทนี้ถูกสัมผัส ผู้ที่สัมผัสก็จะถูกสังหารไป
ในทันที!
ในหมู่ป้อมปราการทั้งหลาย ป้อมปราการที่ตั้งอยู่จุด
ศูนย์กลางก็คือแกนหลักของวงเวท ป้อมมังกรเพลิงและ
ป้อมอื่นๆก็เป็นส่วนหนึ่งของวงเวทต้องห้ามนี้ด้วย
เช่นกัน วงเวทต้องห้ามเหล่านี้มีหน้าที่คอยสะกดข่ม
พิภพอเวจีและชาวกุ่ยเหยียน
พิภพอเวจีมีทางเข้าเพียงแค่ 8 ทางเข้าเท่านั้น ซึ่งมันอยู่
ภายในป้อมปราการเหล่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ จึง
จำเป็นจะต้องให้ ซู เฉินหยาง เป็นผู้พามา เขาจึงจะ
สามารถเข้าสู่พิภพอเวจีนี้ได้
ยามที่เรือรบละอองดาวกำลังจะลงจอดเทียบท่า ก็
ปรากฏปากทางเข้าเล็กบนส่วนยอดของป้อมมังกรเพลิง
เพื่อให้เรือรบสามารถลอดผ่านเข้าไปได้ หลังจากที่เรือ
รบลอดผ่านไป ทางเข้านี้ก็จะปิดลงไปดังเดิม เมื่อมองลง
ไปเบื้องล่าง ก็จะเห็นได้ว่าภายในป้อมมังกรเพลิงนี้เป็น
เมืองขนาดใหญ่หนึ่งแห่ง อาคารวิหารแต่ละหลังเป็น
สถานที่ให้ผู้พิทักษ์มังกรเพลิงใช้ในการฝึกตนและ
พักผ่อนเป็นการชั่วคราว ข้างในมีตำหนักเหมือนๆกันนี้
อยู่รวมกันหลายหมื่นหลัง และตรงจุดศูนย์กลางของ
ตำหนักเหล่านี้ก็เป็นพื้นที่ที่มีขนาดหลายร้อยจั้งอันว่าง
เปล่า ซึ่งเป็นบ่อของเปลวเพลิงลาวาปะทุ และที่นั่นเองก็
คือปากทางเข้าของพิภพอเวจี
เรือรบละอองดาวร่อนลงจอดใกล้ๆกับปากทางเข้า
หลังจากที่ ซู เฉินหยาง เก็บเรือรบนี้เข้าไป ทุกคนก็ได้มา
ยืนอยู่บนพื้นดินแล้ว พื้นผิวภายในที่แห่งนี้เต็มไปด้วย
ความร้อนระอุ เนื่องจากว่า อู่ อวี้ ได้ฝึกฝนกายาเพชร
อมตะจึงทำให้ยืนอยู่ในนี้ได้อย่างสบายๆ
หลังจากที่เข้ามาภายในแล้ว เหล่าผู้พิทักษ์มังกรเพลิง
บ้างก็กลายเป็นคึกคัก บ้างก็รู้สึกกังวล ถึงยังไงพวกเขาก็
เป็นเพียงผู้เยาว์ ยังมีหลายคนที่อายุไม่ต่างจาก อู่ อวี้
“ถึงข้าจะพาพวกเจ้ามาถึงนี้ แต่หลังจากนี้พวกเจ้าก็
ไม่ได้อยู่ในการดูแลของข้าแล้ว ทางเข้าอยู่ที่นี่ พวกเจ้า
สามารถเข้าออกได้ตามต้องการ แต่หากคิดที่จะไปจาก
ที่นี่ ก็จะต้องมีคนคอยพาพวกเจ้ากลับไปยังนครเทวะ
เพราะภายในป้อมมังกรเพลแห่งนี้จะเปิดประตูให้กับเรือ
รบที่พวกเขารู้จักเท่านั้น” ซู เฉินหยาง กล่าวกำชับ อู่
อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ ออกมาไม่กี่ประโยค
จากนั้นก็แยกทางกับพวกเขาทั้งคู่
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ก็ไม่คิดที่จะร่วมทางกับพวกมัน เพราะ
นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ที่เขาคิดจะมาที่นี่ เขาเพียงแค่
ต้องการให้ ซู เฉินหยาง พาตัวเองมาภายในป้อมมังกร
เพลิงเท่านั้น
ในส่วนอื่นๆ หลิวหยวน ได้อธิบายให้เขาฟังหมดแล้ว
หลังจากที่เข้ามาก็จดจำตำแหน่งที่ตั้งของทางเข้าเอาไว้
เวลาจะออกก็ให้มายังทางที่เข้าแห่งนี้ ทุกๆ 2 วัน จะมี
คนพากลับไปยังนครเทวะ หากคิดจะออกไปก็สามารถ
กลับไปได้ทุกเมื่อ
“แล้วยันต์เพลิงเหยียนหวงละ?” อู่ อวี้ เอ่ยถามขึ้น
ยันต์ที่ว่านั้นมีความคล้ายคลึงกับ ยันต์แสงทำลาย
รัตติกาล เมื่อเข้ามาอยู่ภายในพิภพอเวจี ก็จะมียอดฝีมือ
ชาวเหยียนหวงที่คอยสอดส่องรักษาความปลอดภัยอยู่
ไม่น้อย ตราบใดที่กระตุ้นยันต์เพลิงเหยียนหวง พวกเขา
ก็จะรีบเร่งไปช่วยเหลือในทันที แน่นอน แม้ว่าการ
ช่วยเหลือในที่แห่งนี้จะไม่ได้เหมือนกับคุกสมุทรวิญญาณ
แต่ก็สามารถรับประกันความปลอดภัยได้กึ่งหนึ่ง ตราบ
ใดที่ผู้พิทักษ์มังกรเพลิงไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในส่วนลึกของ
พิภพอเวจี พวกเขาก็จะมีความปลอดภัยอยู่ในระดับหนึ่ง
ซู เฉินหยาง เอ่ยด้วยท่าทีไม่แยแส “เจ้าไม่ได้เป็นคนของ
กองทัพมังกรเพลิงของพวกข้า แล้วทำไมข้าถึงจะต้อง
มอบยันต์เพลิงของกองทัพมังกรเพลิงให้เจ้าด้วย?”
อู่ อวี้ ยิ้มขึ้นพร้อมกล่าวออกไปว่า “ดูเหมือนว่าเจ้า
อยากจะให้ข้าตกตายภายใต้เงื้อมมือของชาวกุ่ยเหยียน
เจ้าถึงจะพอใจสินะ”
ซู เฉินหยาง เอ่ยตอบ “แต่ไหนแต่ไรไม่เคยกลัวฟ้าดิน
ความกล้าหาญของเจ้าลืมไว้ที่นครเทวะรึยังไง? ถึงมา
กลัวตายอยู่ที่นี่? ข้าเห็นว่าเจ้าไม่จำเป็นจะต้องพกพา
ยันต์เพลิงเหยียนหวงก็เท่านั้น”
แม้ว่ามันไม่มอบยันต์ให้ ทว่า อู่ อวี้ ก็ไม่ได้ต้องการมัน
มากนัก อย่างไรก็ตามเขารู้สึกว่ายันต์แผ่นนั้นไม่ค่อย
จำเป็นสำหรับเขาเท่าไหร่ หากว่าเขาตกอยู่ในอันตราย
คนอื่นก็อาจจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเขาได้ทันอยู่ดี
แม้ว่า หลิวหยวน จะเอ่ยเตือนให้เขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้
ได้รับยันต์เพลิงเหยียนหวงนี้มา แต่นางก็น่าจะคาดเดา
เอาไว้แล้วว่า ซู เฉินหยาง ย่อมต้องไม่มอบมันให้กับเขา
“เช่นนั้นข้าขอตัวลา”
อู่ อวี้ คร้านเกินกว่าจะยุ่งกับมันอีก ไม่ง่ายที่จะมาที่นี่ จึง
ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า ตอนนี้เขาคิดแต่จะให้ร่างอวตาร
แข็งแกร่งขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพียงแต่เมื่อมี
หนานซาน หวางเย่ว อยู่ที่นี่ด้วย เขาจึงครุ่นคิดว่าจะให้
มันรู้ถึงความลับสุดยอดของตนเองดีหรือไม่
หนานซาน หวางเยว่ กำลังคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย มันจึงไม่รู้
ความในใจของ อู่ อวี้ เลยแม้แต่น้อย พวกเขาทั้งคู่ต่างมี
ความกล้าหาญเทียมฟ้า แม้ว่าจะไม่มีทั้งยันต์คุ้มภัยและ
ทั้งประสบการณ์ภายใน แต่พวกเขาก็พุ่งทะยานเข้าไป
ภายในพิภพอเวจีโดยไม่ลังเล
หลังจากที่พวกเขาทั้งคู่เข้าไปข้างในแล้ว ซู เฉินหยาง
และ ซู เฉินอวี้ ก็มองตามลงไป ตัว ซู เฉินอวี้ กล่าว
ออกมาด้วยความรู้สึกกังวล “ท่านพี่ เราไม่เล่นกับพวก
มันแรงไปหน่อยหรือ”
ซู เฉินหยาง กล่าวตอบไปว่า “วางใจเถอะ ทั้งหมดนี้เป็น
ความต้องการของพวกมันเอง ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ
พวกเรา แม้ว่ามันจะมีราชโองการจักรพรรดิโบราณ ก็ไม่
อาจจะสืบสาวมาถึงตัวพวกเราได้อยู่ดี”
“แต่ว่า หากเกิดเรื่องขึ้นแล้วพวกมันตกตายไป มันจะไม่
เป็นเรื่องใหญ่หรือ? เขาเป็นคนที่จักรพรรดิโบราณเห
ยียนหวงแต่งตั้งด้วยตัวพระองค์เองเชียวนะ ” ซู เฉินเห
ยียน ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ
“เจ้าวางใจได้ ราชโองการจักรพรรดิโบราณงั้นหรือ ช่าง
หัวปะไร ฮี่ฮี่ อย่างไรก็ตามข้าสนใจมรดกที่อยู่ภายในร่าง
ของมันมากกว่า แม้ว่ามันจะเป็นราชอารักษ์เล่อ แต่ข้า
คิดว่าท่านจักรพรรดิคงอยากจะมอบมรดกของ อู่ อวี้
ให้กับโอรสเล่อเสียมากกว่า เมื่อถึงเวลานั้นโอรสเล่อจะ
แข็งแกร่งขึ้น ส่วน อู่ อวี้ ก็จะถูกสูบทุกสิ่งอย่างไปจน
หมดและค่อยๆจางหายไปจากสายตาของทุกคนเอง”
“หาก อู่ อวี้ ตายภายในที่แห่งนี้ มันจะไม่เป็นการ
ช่วยเหลือพวกชาวกุ่ยเหยียนงั้นหรือ?” ซู เฉินเหยียน
รู้สึกกังวลมากกว่าเดิม
“มันไม่ได้ตายง่ายๆขนาดนั้นหรอก อย่างมากก็แค่ได้รับ
บาดเจ็บสาหัส วางใจเถอะข้าได้สั่งให้คนติดตามพวกมัน
ทั้งคู่ไปแล้ว และที่สำคัญที่สุดข้าอยากจะรู้นักว่า อู่ อวี้ ผู้
นี้ซุกซ่อนความลับอะไรเอาไว้บ้าง และทำไมถึงต้องการ
มาที่นี่กัน….” ซู เฉินหยาง เอ่ย
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ