กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 859: ตะเกียงแก้ว
อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะเข้าไปใกล้ๆเพื่อมองดู
แน่นอนว่ายิ่งเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งตรวจพบได้
ว่ากระโหลกศีรษะนี้เป็นของจริง แม้ว่ามันจะมีสีดำทมิฬ
สนิทราวกับน้ำหมึก แต่โครงร่างของหัวกระโหลกนี้
น่าจะเป็นเหมือนกับคนทั่วๆไป ไม่ได้เป็นรูปแกะสลัก
หรือว่าจะถูกหลอมขึ้นมา มันมีลักษณะที่เหมือนกับ
เติบโตตามธรรมชาติ
ถ้ำโลหิตอเวจีมีขนาดประมาณนครเซียนเหมันต์ และ
‘ถ้ำปีศาจพยายม’ ก็มีขนาดใหญ่กว่า ถ้ำโลหิตอเวจีนับ
10 เท่า โดยพื้นฐานแล้วน่าจะมีขนาดใกล้เคียงกับนครห
มิง กำแพงเมืองกระดูกที่มีขนาดใหญ่โตเช่นนี้ กล่าวได้
ว่ามันเขย่าขวัญ อู่ อวี้ เข้าอย่างแรง
โลกแห่งนี้เป็นสถานที่ที่กว้างขวางยิ่ง อย่างน้อยก็ยัง
มากกว่าที่ อู่ อวี้ จินตนาการเอาไว้
ทั้ง เส้นทางเซียนบรรพกาล พิภพต่างมิติ พิภพอเวจี
และ สถานที่อื่นๆ คาดว่าบนชมพูทวีปโลกธาตุจะมี
สถานที่นี้อยู่อีกไม่น้อย นอกจากนี้ยังมีมรดกตกทอดอีก
มายมายนับไม่ถ้วนจากผู้ฝึกตนโบราณรวมถึงสมบัติจาก
อาณาจักรโบราณที่ล่มสลายไป เมื่อดูจากบันทึกก็ยังมี
อีกหลายสิ่งที่ยังไม่ถูกค้นพบ
แม้ว่าถ้ำปีศาจพยายมแห่งนี้จะดูแปลกประหลาด แต่ดู
จากประวัติศาสตร์ของถ้ำโลหิตอเวจีนี้แล้ว การจะเข้าไป
โดยไม่ระมัดระวังอาจจะเป็นไปไม่ได้ และมันอาจจะ
ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นหลังจากที่สังเกตการณ์
ดูสักพักแล้ว อู่ อวี้ จึงเตรียมตัวที่จะจากไป ออกเดิน
ทางอ้อมถ้ำปีศาจพยายเพื่อที่จะเดินทางไปต่อ
ช่องว่างตรงส่วนหู ตา จมูก ปาก ของถ้ำปีศาจพยายม
เป็นปากทางเข้าถ้ำ เห็นได้ว่ามียอดฝีมือชาวกุ่ยเหยียน
มากมายกำลังเฝ้ายามอยู่ หากคิดจะเข้าไปข้างใน อย่าง
น้อยก็น่าจะเข้าได้ยากลำบากมากกว่าถ้ำโลหิตอเวจี ที่
แห่งนี้คือฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุดของชาวกุ่ยเหยียน ไม่รู้
ว่ามีการจัดตั้งวงเวทป้องกันและวงเวทโจมตีในบริเวณ
โดยรอบเอาไว้มากมายเท่าไหร่
“ไม่รู้ว่าบิดาของ เย่ซีซี ที่เป็นถึงเจ้าประมุขแห่งถ้ำปีศาจ
พญายม จะมีความแข็งแกร่งอยู่ถึงระดับไหน? ผู้ฝึกตน
นอกรีตไม่อาจสำเร็จกลายเป็นเซียนได้ ทว่าสุดสายของ
พวกมันคือเทพมาร ไม่รู้ว่าบุคคลเช่นนั้นจะสำเร็จ
กลายเป็นจอมมารแล้วหรือยัง?”
อู่ อวี้ รู้สึกสงสัยในเรื่องนี้ไม่น้อย
ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดบนชมพูทวีปโลกธาตุ สมควรเป็น
ตัวตนผู้นำทั้งหลาย
และทาง ลั่วผิน ก็ได้มาถึงในระดับนี้แล้วด้วย
แน่นอนว่าสัตว์สวรรค์ก็สามารถสำเร็จกลายเป็นเซียนได้
ส่วนปีศาจนั้นจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน หลังจากที่
ปีศาจบางกลุ่มเอาตัวรอดจากการลงทัณฑ์ของสวรรค์ได้
พวกมันก็ลงไปอยู่ในนรก เพื่อสำเร็จกลายเป็นเทพปีศาจ
และก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะยกระดับตัวเองให้ไปอยู่
บนสวรรค์ได้ หลังจากนั้นพวกมันจะกลายเป็นสัตว์
สวรรค์ที่แท้จริง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว
สัตว์สวรรค์ในโลกมนุษย์ กับสัตว์สวรรค์ที่อยู่บนสวรรค์
แน่นอนว่าไม่ใช่ตัวตนที่อยู่ในระดับเดียวกัน
สัตว์สวรรค์ที่อยู่ในโลกมนุษย์ ล้วนขึ้นอยู่กับสายเลือด
ยิ่งกว่านั้นจำนวนของมันก็มีไม่เยอะเท่าไหร่
เซียนอมตะ เทพมาร เทพปีศาจ สัตว์สวรรค์ ล้วนเป็น
ตัวตนที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกมนุษย์ทั้งสิ้น ซึ่งมันก็
ยังเป็นเป้าหมายของ อู่ อวี้ ด้วยเช่นกัน!
“หลังจากที่ผ่านถ้ำปีศาจพยายมไปแล้ว ก็คงจะไม่เจอ
กับผู้ฝึกตนชาวกุ่ยเหยียนอีกแล้วกระมัง อุณหภูมิที่
ร้อนแรงของลาวาเช่นนี้ ชาวกุ่ยเหยียนที่ยังไม่ถึงขั้น
ค้นหาเต๋าย่อมไม่มีทางที่จะเข้ามาได้”
เมื่อดำดิ่งลงไปอีกสักครู่ใหญ่ๆ ก็ไม่พบกับวงเวทกับดัก
อีกแล้ว เนื่องจากว่าชาวกุ่ยเหยียนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้อง
จัดตั้งการป้องกันใดๆในที่แห่งนี้ ศัตรูของพวกมันมีเพียง
แค่ชาวเหยียนหวงเท่านั้น ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ก็นับว่าเป็น
เหมือนกับสวนหลังบ้านของพวกมัน
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะทนสถานที่
แห่งนี้ได้จริงๆ เขาถึงกับต้องใช้ออกกายาเพชรอมตะ
ผสานรวมเข้ากับพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง จึงพอที่จะช่วย
ให้ฝืนรั้งอยู่ที่นี่ได้
เขาอยากจะรู้ว่าที่พิภพอเวจีแห่งนี้มีความลึกมากขนาด
ไหน แล้วหากเขาลงไปลึกกว่านี้ จะยิ่งร้อนจนขนาดที่ถึง
ขีดจำกัดของตนเองเลยหรือไม่
และเบื้องล่างสุดทางจะมีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่หรือไม่!
ด้วยความคิดเช่นนี้เอง เขาจึงกำลังจะท้าทายขีดจำกัด
ของตนเอง ดำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ ความลึกเช่นนี้แทบไม่
ต่างกับย้อนขึ้นสู่ท้องนภา จึงทำให้มีโอกาสน้อยนิดที่จะ
พบชาวกุ่ยเหยียน เพราะตรงนี้เป็นส่วนลึกของลาวา ซึ่ง
นอกจากลาวาแล้ว สิ่งที่อยู่ที่นี่ได้จะต้องเป็นตัวตนที่
ได้รับพลังฟ้าดินอันร้อนแรงเปลี่ยนให้แข็งแกร่งขึ้นมา
นานหลายปีนับไม่ถ้วนเท่านั้น กระทั่งแม้แต่ก้อนหิน
ธรรมดาทั่วๆไปก็ยังสามารถครอบครองชีพจรวิญญาณ
เซียนได้
ลึกอีก ดำดิ่งลึกลงไปอีก!
ขีดจำกัดของเขาไปได้แค่ไหน อู่ อวี้ ก็จะไปแค่นั้น
เมื่อถึงจุดที่กายาเพชรอมตะของเขาไม่สามารถทนได้
แล้วยังฝืนดึงดันต่อไปอีก คาดว่าเขาจะต้องสิ้นชีพอย่าง
แน่นอน
หลายครั้งที่ อู่ อวี้ ยืนหยัด มันคล้ายกับว่าเขากำลังยืน
หยัดหลอมรวมกับหยาดเพลิงวิญญาณเซียนก็มิปาน
ทว่าความมุ่งมั่นแห่งแข็งแกร่งและทรหด ก็คืออาวุธที่
แข็งแกร่งที่สุดของจิตใจของเขา
ตลอดทางที่ดำดิ่งลึกลงไป อู่ อวี้ นั้นไม่รู้ว่าเขาเดินทาง
มาไกลเท่าไหร่ และก็ไม่รู้ว่าเวลานั้นผ่านมานานขนาด
ไหนแล้ว อย่างไรก็ตาม มันกลับยังไม่ถึงจุดสิ้นสุดของ
พิภพอเวจีแห่งนี้
เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งนี้แล้ว คงกล่าวได้ว่าชายกุ่ยเห
ยียนอาศัยอยู่เพียงแค่ส่วนกลางของพิภพอเวจีเท่านั้น
ซึ่งจุดที่พวกมันอยู่ไม่นับว่าลึกแต่อย่างใด กระทั่งบัดนี้ อู่
อวี้ ก็ยังไม่แน่ใจว่าตำแหน่งที่เขาอยู่ในตอนนี้คือที่ไหน
ไม่แน่ว่าตัวเขาอาจจะอยู่เพียงแค่จุดกึ่งกลางของพิภพ
อเวจีหรือไม่อีกด้วย
หลังจากที่ผ่านไปอีกหลายวัน เขาพบก็ว่าพื้นที่ระดับนี้
ปราศจากผู้คนไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นปีศาจหรือว่า
สรรพเทวะวิญญาณก็ยังไม่ปรากฏมาให้เห็น มันเงียบ
เฉียบราวกับป่าช้า ทุกสิ่งรอบกายของเขาก็มีเพียงแค่
ลาวาอันร้อนแรงเท่านั้น
จนกระทั่งถึงตอนนี้ อู่ อวี้ ทนอยู่ได้อย่างยากลำบาก เขา
พบว่าตนเองไม่อาจจะลงไปอยู่ในจุดที่ต่ำสุดได้
“ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะลงลึกมาได้เท่าข้าหรือไม่” เขาหยุด
พักลงและตรวจสอบพื้นที่โดยรอบด้วยเนตรเพลิง
หลังจากที่เขาหลอมรวมเข้ากับหยาดเพลิงวิญญาณ
เซียนแล้ว จึงทำให้เนตรเพลิงของเขามีการยกระดับ
ความสามารถมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกไวต่อ
สิ่งที่มีความร้อน เมื่อเขาใช้เนตรเพลิงกวาดผ่านไปรอบ
ด้าน ทันใดนั้นก็พบว่าทางทิศหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง
บางอย่าง ดูเหมือนว่าพื้นที่ตรงนั้นจะร้อนแรงเป็นพิเศษ
มันร้อนกว่าพื้นที่แห่งอื่นอยู่เล็กน้อย
“หยาดเพลิงวิญญาณเซียน?” อู่ อวี้ นั้นเคยหลอมรวม
กับ หยาดเพลิงวิญญาณเซียนมาแล้ว ดังนั้นในยามนี้
สายตาของเขาจึงค่อนข้างมีความรู้สึกไวกับหยาดเพลิง
วิญญาณเซียน เมื่อมาถึงตำแหน่งนี้แล้ว เขาก็สัมผัสได้
อย่างรวดเร็วว่าทางฝั่งนั้นมีสิ่งบางอย่างที่คล้ายคลึงกับ
เนตรเพลิงของตนเอง
มีความเป็นไปได้ว่านั่นคือ หยาดเพลิงวิญญาณเซียน
แม้ว่ายามนี้เขาจะบรรลุถึงขั้นเขตแดนอัคคีตัดสวรรค์ไป
แล้ว แต่ว่าหยาดเพลิงวิญญาณเซียนนั้นยังเป็นสิ่งที่เป็น
ประโยชน์มากสำหรับ อู่ อวี้ และหลังจากที่คำนวณดู
เขาก็ได้ยอมแพ้ในเรื่องการดำดิ่งลงไปอีก จึงตัดสินใจมุ่ง
หน้าไปยังพื้นที่ที่ดวงตาของเขาตรวจพบแทน
เขาบังคับขี่เมฆาตลบฟ้าไปด้วยความรวดเร็ว ยิ่งเขาเข้า
ไปใกล้พื้นที่ส่วนนั้น ความรู้สึกภายในดวงตาทั้งสองก็ยิ่ง
ทวีความรุนแรงขึ้น ยามที่หยาดเพลิงวิญญาณเซียนได้มา
พบกัน ย่อมปรากฏเป็นความรู้สึกตื่นเต้น ดูราวกับว่าได้
พบกับพวกเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หยาดเพลิงวิญญาณเซียนนั้น ‘ซุกซน’
เป็นพิเศษ คราวนี้มันกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว
แหวกว่ายไปมาอยู่ท่ามกลางลาวา ดูราวกับเป็นมัจฉาที่
แหวกว่ายอยู่ในท้องทะเล
ซู่ ซู่ ซู่!
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินเสียงก็ไล่ล่าไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่า
เขาได้เห็นหยาดเพลิงวิญญาณเซียนอย่างเต็มตา
ร่างกายสีแดงของมันกำลังแหวกว่ายทะลุทะลวงผ่านไป
อย่างรวดเร็ว ราวกับทั้งคู่เปี่ยมไปด้วยความสุขที่ได้พบ
กัน กล่าวได้ว่า หยาดเพลิงวิญญาณเซียน ที่ อู่ อวี้ ได้พบ
เห็นครั้งนี้ มีพลังงานมากกว่าตัวที่แล้วถึงสองเท่า
“ฟู่ว!”
อู่ อวี้ นั้นไล่ตามไปในทันที ความเร็วของเมฆาตลบฟ้า
ยามนี้ถือว่ารวดเร็วอย่างขีดสุด
อย่างไรก็ตามเมื่ออยู่ในส่วนลึกของพิภพอเวจีเช่นนี้
ความเร็วของเขาก็ยังได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง
ยิ่งกว่านั้นหลังจากที่หยาดเพลิงวิญญาณเซียนได้เห็นเขา
แล้วก็ทำการหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว การไล่ล่านี้มัน
จะต้องไม่ง่ายดายอย่างที่เขาคิดแน่นอน
โชคดีที่ในขณะนี้ไม่มีคู่แข่งที่ไหนอีก
หยาดเพลิงวิญญาณเซียนแหวกว่ายเปลี่ยนทิศทางไป
อย่างลื่นไหล หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็สมควรที่จะไม่มีวัน
ตามทัน แต่ไม่ใช่กับ อู่ อวี้ เนตรเพลิงของเขาได้จับ
เป้าหมายเอาไว้ตลอดเวลา แม้ว่าอีกฝ่ายจะรวดเร็วมาก
แต่ระยะทางก็ค่อยๆร่นกระชั้นเข้าไปเรื่อยๆ ปัญหาเพียง
อย่างเดียวก็คือ บัดนี้ หยาดเพลิงวิญญาณเซียน ดิ่ง
ทะยานสู่เบื้องล่าง ซึ่งหมายความว่า อู่ อวี้ จะต้องดำดิ่ง
ตามลงไปจึงจะสามารถไล่ตามมันได้ ทว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้
แล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่สนใจสิ่งใดอีก เขากัดฟันทนรับความ
ร้อนแรงแล้วไล่ล่าต่อไปอย่างไม่ลดละ!
ตูม!
อู่ อวี้ ก้าวทะยานไปเบื้องล่างติดตามไปในทันที เบื้อง
ล่างนี้แน่นอนว่าเต็มไปด้วยธารลาวาไหลหลาก!
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงถูกขัดขวางอยู่ยากลำบาก!
หยาดเพลิงวิญญาณเซียนนั้นปราดเปรียวมากเกินไป
หลายครั้งที่ อู่ อวี้ เข้าไปใกล้มัน กลับไม่มีโอกาสใช้ออก
‘พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง’ เพื่อจับมันเอาไว้ได้! ที่สำคัญ
คือมันลื่นไหลไม่รู้ทิศทางยากจะคาดเดา ยิ่งผ่านไปนาน
ขึ้นเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมรอบๆก็เริ่มแผดเผากายเนื้อ อู่
อวี้ ไปอย่างรวดเร็ว ผิวหนังบางส่วนของเขาเริ่มถูกเผา
จนเกรียมไปแล้ว แม้ว่ามันจะฟื้นฟูกลับมาใหม่เรื่อยๆ
แต่หากว่าความเร็วในการแผดเผาเหนือกว่าความเร็วใน
การฟื้นฟูรักษา เมื่อถึงยามนั้นมันก็เป็นปัญหาใหญ่
สถานการณ์เช่นนี้จึงได้บีบบังคับให้ อู่ อวี้ ต้องชะลอ
ความเร็วลง!
สิ่งนี้ได้ทำให้เขารู้สึกหดหู่ใจยิ่ง
“มาขนาดนี้แล้วจะเอาต่อดีหรือไม่?”
ฉับพลันเขาเกิดความรู้สึกไม่ยินยอมปรากฎ จึงยังคง
ระเบิดพลังความเร็วและบังคับเมฆาตลบฟ้าพุ่งทะยาน
ต่อไป!
ปัง!
หลังจากผ่านไปสักพักก็เกิดเสียงดังกัมปนามขึ้น เสียงนี้
มาจากฟองลาวาที่แตกออก
การไล่ล่าในครานี้ อู่ อวี้ ไม่ได้สนใจการเปลี่ยนแปลงที่
เกิดขึ้นสภาพแวดล้อมรอบข้างเลยแม้แต่น้อย ที่จริงแล้ว
ในพื้นที่ส่วนลึกของพิภพอเวจีแห่งนี้แทบจะไม่มีผู้ที่เข้า
มาเลย ยิ่งกว่านั้นพื้นที่ตรงนี้ยังกว้างขวางมาก ดังนั้น
พื้นที่ส่วนใหญ่จึงไร้ซึ่งผู้คน
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าความร้อนแรงที่นี่กำลังเผาไหม้
ทำลายขีดจำกัดของตัวเขา ทำให้ความเร็วของเขาช้าลง
ไป หยาดเพลิงวิญญาณเซียน จึงใช้โอกาสนี้เพื่อหลบหนี
ซึ่งดูราวกับว่าฉับพลันมันได้หายตัวไปยังไงอย่างนั้น
“เป็นไปได้อย่างไร!” ในขณะที่ อู่ อวี้ ไล่ล่ามันด้วย
ความเร็ว และเขาก็ต้องฝืนแบกรับความเจ็บปวดจาก
กายเนื้อ เมื่อตระหนักอีกคราก็พบว่า หยาดเพลิง
วิญญาณเซียน ได้หายตัวไปแล้ว ทว่าบัดนี้กลับมีสิ่งของ
บางอย่างที่แปลกประหลาดปรากฏออกมา ซึ่งมันดู
เหมือนกับเป็น ‘ขวดแก้ว’ ขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็น
ทรงกลม โดยที่หยาดเพลิงวิญญาณเซียนได้ทะยานเข้า
ไปภายในนั้น
ในส่วนลึกของพิภพอเวจีนี้จะมีขวดแก้วอยู่ได้เช่นไรกัน?
แม้ว่าขวดแก้วนี้จะใส แต่กลับไม่สามารถมองเห็นข้างใน
ได้อย่างชัดเจน ทั้ยังรู้สึกได้ว่าภายในนั้นยังเต็มไปด้วย
ลาวา ทว่าเพียงชายตามอง ก็รับรู้ได้ทันทีว่ามันคือของ
วิเศษอย่างแน่นอน
ถึงแม้จะกล่าวว่าหยาดเพลิงวิญญาณเซียนเพิ่งจะเข้าไป
ภายในนั้น แต่ว่า อู่ อวี้ ก็ไม่หุนหันเข้าไป เขากลับ
สำรวจรอบๆขวดแก้วใบนี้ดู หลังจากนั้นจึงพบว่าความ
จริงแล้วมันเป็นตะเกียงใบหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังคล้าย
กับตะเกียงน้ำมันของสามัญชน มันโปร่งใสแต่ไม่
สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ชัดเจน และก็ยัง
มองเห็นรอยร้าวมากมายที่อยู่รอบนอก ยามนี้ ‘ตะเกียง
แก้ว’ ใบนี้ได้ถูกทำลายจนไม่สามารถใช้การ จุดรอย
แตกร้าวที่ปริแตกจะให้ความรู้สึกถึงความร้อนทะไหล
ทะลักผ่านช่องรายแตก ดูเหมือนกับว่าภายในตะเกียง
แก้วนี้มีสมบัติบางอย่างซึ่งร้อนแรงไร้ที่เปรียบ!
เมื่อนึกไปถึง หยาดเพลิงวิญญาณเซียนที่เพิ่งจะเข้าไป
ทันใดนั้นหัวใจของ อู่ อวี้ ก็เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้น
เหมือนกับมีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในสมองเขาอย่าง
รวดเร็ว จากนั้น หมิงซวง ก็เอ่ยขึ้น “มันคงจะไม่ใช่
ภาชนะบรรจุหยาดเพลิงวิญญาณเซียนใช่มั้ย? หรือว่านี่
อาจจะเป็นสิ่งของที่ตกลงมาจากสวรรค์จริงๆ…..คงจะมี
เพียงแค่สวรรค์เท่านั้นจึงจะมีตะเกียงแก้วที่ใหญ่ขนาดนี้
อย่าบอกนะว่าที่นี่มีหยาดเพลิงวิญญาณเซียนอยู่อีก
มากมาย? แต่เดิมหยาดเพลิงวิญญาณเซียนก็ไม่ได้เป็น
สิ่งของในโลกสามัญชนอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะว่า
ตะเกียงแก้วใบนี้ได้แตกออก?”
แน่นอนว่าความคิดเช่นนี้จะทำให้คนที่ได้พบต้องตื่นเต้น
อย่างไร้ที่เปรียบ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็เป็นเช่นเดียวกัน เขารู้ดีว่า
มันต้องอันตรายร้ายแรงยิ่ง ดังนั้นเขาจึงระมัดระวังตัว
เป็นพิเศษและค่อยๆเข้าไปใกล้ปากของตะเกียงแก้วนี้
แม้ว่าส่วนอื่นๆของตะเกียงจะแตกไปแล้วแต่ก็ยังไม่กว้าง
พอที่จะให้เขาเข้าไปได้
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ