กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 861: อสูรตะเกียงเพลิง
นอกเหนือจากตัวเขา
แท้จริงแล้วสิ่งที่ยากที่สุดในการฝึกฝนบำเพ็ญตน หาใช่
ต้องแข่งขันกับอัจฉริยะคนอื่น ๆ แต่เป็นการต้องคอย
เอาชนะตัวเองอยู่ร่ำไป
หากสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ก็สามารถพุ่ง
ทะยานก้าวหน้า เข้าสู่วิถีทางที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากท้ายสุดแล้ว ความพากเพียรพยายามของทุก
คนล้วนมีขีดจำกัด ดังนั้นสิ่งที่ยากเย็นมากที่สุดก็คือการ
ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง แล้วยิ่งต้องก้าวข้ามตัวเอง
ซ้ำแล้วซ้ำอีก มันจึงเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเกิน
บรรยาย
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับผู้ที่สามารถก้าวข้าม
ขีดจำกัดของตัวเองได้ จะมีความแข็งแกร่งแลความ
เข้าใจลึกซึ้งกว่าผู้อื่น
” กายาเพชรอมตะ หาใช่สมบัติที่เอื้อมมือออกไปคว้าได้
ง่าย ๆ ต่อให้มีสัจจะคาถา ทว่าสิ่งที่ยากมากที่สุด คือ
การก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง ถือเป็นการทดสอบอัน
น่าสะพรึงกลัว ต้องมีความมุ่งมั่นและจิตใจแน่วแน่เด็ด
เดี่ยวมากพอ ”
อู่ อวี้ จ้องมองไปที่ ตะเกียงแก้ว ดำดิ่งลึกลงเรื่อย ๆ
นอกจากระดับความลึกซึ้งที่เพิ่มขึ้น แม้แต่ความเชื่อมั่น
ก็ยังทวีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกขณะ
นับตั้งแต่เขาเริ่มฝึกฝนบำเพ็ญตนจวบจนปัจจุบัน ความ
ท้าทายของเขาคือยกระดับความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในการยกระดับครั้งล่าสุดเขาสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับ กา
ยาเจ้ามังกรสักการะราชันอรหันต์ไม่ดับสูญ กว่าจะก้าว
ข้ามถึงระดับนี้ได้นับว่ายากเย็นแสนเข็ญอย่างสุดแสน
สาหัส ฉะนั้นต่อจากนี้ไม่ว่าเขาจะประสบพบเจอกับ
ความยากลำบากเพียงใด สำหรับ อู่ อวี้ มันหาใช่ปัญหา
อีกต่อไป
นี่คือคุณสมบัติของผู้ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด
ในเมื่อครั้งหนึ่งเขาเคยผ่านความยากลำบากมาแล้ว
ฉะนั้นสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ เขาไม่ได้รู้สึกกริ่งเกรง
แม้แต่น้อย เมื่อ อู่ อวี้ ยืนอยู่ในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วย
หยาดเพลิงวิญญาณเซียน จำนวนมาก เขาก็คิดขึ้นกับ
ตนเองว่า ต้องใช้เวลาอีกกี่เดือนกี่ปี ถึงจะมีโอกาสได้พบ
เจอหยาดเพลิงวิญญาณเซียนมากมายขนาดนี้อีกครั้ง
เขาสามารถเพลิดเพลินไปกับการยกระดับสัมผัสกับร่าง
พวกมัน หรือแม้กระทั่งลงไปแหวกว่ายอย่างสำเริง
สำราญใจ…
ในทางกลับกันนี่คือสิ่งที่เขาปรารถนา สิ่งที่ทำให้เขา
สามารถยกระดับก้าวหน้าขึ้น
ด้วยประสบการณ์ความล้มเหลวของหมิงซวง ผนวกกับ
คำชี้แนะของนางในเวลานี้ ทำให้ อู่ อวี้ มีความมุ่งมั่น
แน่วแน่มากขึ้น หากพลาดโอกาสนี้ไป คาดว่าตราบชั่ว
ชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสอีกครั้ง
” แม้ทัศนียภาพไร้สิ้นสุดยามนี้สามารถทำให้ตายได้ หาก
พลั้งเผลอเพียงชั่วอึดใจ อาจจะสูญเสียทุกสิ่ง ”
” ฉะนั้นระหว่างที่ยังมีชีวิต จงไขว่คว้าทุกอย่างที่ตนเอง
ปรารถนา ไขว่คว้าทุกอย่างที่สามารถทำได้ ”
“ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น!”
นี่คือความตั้งใจอันแน่วแน่ดุจหินผา โดยเฉพาะประโยค
สุดท้ายเขาตะเบ็งออกมาอย่างสุดเสียง เขารวบรวม
กำลังใจอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่ ตะเกียงแก้ว
อย่างไม่ลังเล ทันทีที่เขาเหยียบย่างเข้าไปก็สัมผัสกับ
คลื่นความร้อนอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับว่าเขากำลัง
แบกรับความร้อนทั้งหมดบนโลกนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว!
“ เรามีเวลาไม่มาก อีกไม่ช้าไม่นานแมวหมื่นผสาน
จะต้องค้นพบตำแหน่งของข้า จากนั้นนางก็จะพาคนอื่น
ๆ แห่มาที่นี่ ”
นี่คือเหตุผลที่ อู่ อวี้ ตัดสินใจอย่างรวดเร็วเด็ดขาดตั้งแต่
แรก
เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ ตะเกียงแก้ว เขาก็รู้สึกราวกับว่าได้ก้าว
เข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ทั่วทั้งตะเกียงแก้วเปี่ยมไปด้วยคลื่น
เพลิงความร้อนจากหยาดเพลิงวิญญาณเซียน
นอกจากนี้ผลจากการปิดผนึก ยังทำให้ แม้ว่า อู่ อวี้ จะ
ไม่ได้สัมผัสหยาดเพลิงวิญญาณเซียนโดยตรง แต่
อุณหภูมิความร้อนก็ทำให้เขารู้สึกราวกับมนุษย์ที่กำลัง
อยู่ในหม้อนึ่งอันร้อนระอุ
ด้วยเพราะตัวเขามีกายาเพชรอมตะ จึงทำให้ร่างกาย
ฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง มิได้ถูกเผาผลาญจากคลื่นเพลิง
ความร้อนจนตกตายไปอย่างสมบูรณ์ หากเป็นผู้อื่น
เหยียบย่างล่วงล้ำเข้ามาภายใน ‘ตะเกียงแก้ว’ คาดว่าคง
ต้องดับสูญเป็นแน่แท้ กล่าวได้ว่าที่นี่ถือเป็นสถานที่
ต้องห้ามอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ความน่าสะพรึงกลัวนี้ไม่สามารถขวางกั้น
ไม่ให้เขาเข้าไปยังส่วนลึกของตะเกียงแก้วนี้ได้
ภายในตะเกียงแก้วนี้ได้แตกสลายไปประมาณหนึ่งใน
ส่วนสี่ ปัจจุบันเหลือเพียงแค่สามส่วน ซึ่งสามส่วนที่
เหลืออัดแน่นไปด้วย หยาดเพลิงวิญญาณเซียน เมื่อมอง
ลึกลงไป สามารถแลเห็นแสงสีแดงเพลิง ที่กำลังสงบนิ่ง
อยู่ในเวลานี้
” ระหว่างการหลอมสร้างกายาเพชรอมตะ ป้องกันไม่ให้
หยาดเพลิงวิญญาณเซียนหลุดออกไปด้านนอกได้ ควร
ปิดทางเข้าเสียให้เรียบร้อย ”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็มองย้อนกลับไปยังตำแหน่งของ
ปากตะเกียง หลังจากนั้นก็จัดวางค่ายกลป้องกันไว้ด้าน
ใน ด้วยเพราะค่ายกลดังกล่าวมิได้มีขนาดใหญ่เท่าใดนัก
จึงใช้เวลาในการจัดเรียงไม่นาน ความสามารถหลักของ
มันคือป้องกันไม่ให้ หยาดเพลิงวิญญาณเซียน หลุด
ออกไปด้านนอก หากผู้ใดคิดจะฝ่าเข้ามาก็สามารถ
ทำลายวงเวทนี้เข้ามาได้อย่างง่ายดาย
จากนั้น อู่ อวี้ ก็สั่งให้ร่างกลืนสวรรค์ของเขาถือ ‘พิมาน
จักรพรรดิเป่ยหมิง’ ไปป้องกันตรงทางเข้าเพื่อไม่ให้ผู้ใด
ผ่านเข้ามาที่นี่ คาดว่าร่างกลืนสวรรค์ น่าจะสกัดคนที่
ต้องการจะฝ่าเข้ามาได้ชั่วขณะ
เพียงเท่านี้ อู่ อวี้ ก็ไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป ว่าอีกจะฝ่า
เข้ามาอย่างกะทันหัน ตราบใดที่ไม่มีผู้ใดย่างกราย ร่าง
กลืนสวรรค์ก็จะไม่ต้องออกแรง
“หยาดเพลิงวิญญาณเซียน” เวลานี้ทั่วทั้งร่างของเขาชุ่ม
โชกไปด้วยเหงื่อ เขาใช้เนรตเพลิงมองไปที่เบื้องหน้ายาม
นี้เต็มไปด้วยเปลวเพลิงสีแดง เมื่อ อู่ อวี้ เข้าไปใกล้
เปลวเพลิงสีแดงก็แสดงออกราวกับว่าสัมผัสได้ถึงภัย
คุกคามจากตัวเขา ทำให้พวกมันเกิดการปั่นป่วน
เล็กน้อย
เมื่อภายในตะเกียงแก้วบังเกิดความผันผวน เปลวเพลิงก็
ร้อนขึ้นอีกส่วน ทำให้ผู้ที่อยู่ภายในถูกเผาผลาญด้วย
ความร้อนสุดขั้ว
“กายาหกพิภพสวรรค์สักการะราชันอรหันต์ไม่ดับสูญ”
นี่คือส่วนสำคัญที่สุดของ กายาเพชรอมตะ ขั้นที่ 5!
หนึ่งกายา หกพิภพ เป็นอมตะไม่ดับสูญ ทำลายเขตแดน
แล้วถือเกิดใหม่!
เมื่อร่างกายเป็นเช่นดั่งโลกหล้า ร่างกายนั้นจะยิ่งใหญ่
เพียงใด!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อู่ อวี้ มีความปรารถนาอย่างแรง
กล้าที่จะได้เข้าสู่อาณาจักรใหม่ของกายาเพชรอมตะ
ความปรารถนานี้นับว่าเป็นประวัติการณ์เลยก็ว่าได้! เขา
ไม่หวาดกลัวกับบททดสอบ ต่อให้น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เขาก็ไม่หวั่น เพราะเขาต้องการที่จะแข็งแกร่งขึ้น! ใน
ความเป็นจริงพลังฝีมือการต่อสู้ส่วนใหญ่ของเขา ล้วนมา
จากความแข็งแกร่งของพลังกายเนื้อ โดยมีกายาเพชร
อมตะเป็นพื้นฐานทั้งสิ้น ซึ่งความแข็งทางกายเนื้อของ
เขาก็แช่อยู่ระดับกายาเจ้ามังกรสักการะราชันอรหันต์ไม่
ดับสูญเป็นเวลานานแล้ว
อู่ อวี้ ปรารถนากายเนื้อที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น!
โอกาสที่เฝ้าใฝ่ฝันใดปรากฏอยู่เบื้องหน้าแล้ว เขาจะไม่
ยอมปล่อยมันไปเด็ดขาด ชั่วพริบตานี้เอง กายใจผสาน
เป็นหนึ่ง ดวงเนตรแจ่มชัดสาดประกายเจิดจ้า การ
ผสานหลอมรวมหยาดเพลิงวิญญาณเซียนเข้าไปในดวง
เนตรทั้งสองข้าง ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่ง หยาด
เพลิงวิญญาณเซียนถือเป็นสมบัติวิเศษที่มี ‘จิตวิญญาณ’
เป็นของตนเอง หากทำให้พวกมันคิดว่า อู่ อวี้ เป็นพวก
เดียวกัน มันก็จะไม่ทำอันตรายใด ๆ ทว่าเมื่อใดก็ตามที่
มันเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา การจะแผดเผา อู่ อวี้ จนไม่เหลือ
ซากก็ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
ชั่วอึดใจนี้ เขาจำเป็นต้องรวบรวมความกล้าหาญและ
พยายามระมัดระวังตัวอย่างยิ่งยวด ทุกการกระทำล้วน
เชื่องช้าถึงขีดสุด อู่ อวี้ ค่อย ๆ ขยับดวงเนตรตนเองเข้า
ไปใกล้ หยาดเพลิงวิญญาณเซียน ที่บัดนี้กำลังลุกโหม
กระหน่ำไปด้วยเปลวเพลิงร้อนแรงสุดขั้ว
หยาดเพลิงวิญญาณเซียนก่อนหน้ากับทะเลสาบปัจจุบัน
นับว่าแตกต่างจนทาบไม่ติด
ฟูมฟูมฟูม…
คลื่นความร้อนเกลือกกลิ้งเผาผลาญ เลือดเนื้อโลหิตจน
กลายเป็นสีดำคล้ำ เข้าสู่กระบวนการถือกำเนิดใหม่
อย่างต่อเนื่อง เร่งความเร็วแปรสภาพกายาเจ้ามังกร
สักการะราชันอรหันต์ไม่ดับสูญ เสริมสร้างกายเนื้อให้
แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามนี้คือการเปลี่ยนแปลง
ยกระดับทะลวงฝ่าหนึ่งขั้นใหญ่! นั่นก็คือการพุ่งทะยาน
ไปสู่ระดับที่ 5!
ดังนั้น อู่ อวี้ ไม่เพียงต้องการแปรสภาพกายเนื้อด้วยการ
อบความร้อนเท่านั้น แต่เขาต้องการท้าทายหยาดเพลิง
วิญญาณเซียนด้วย! ส่งผลให้ยามนี้เขามุ่งหน้าโดยไม่คิด
จะหันหลังกลับมาแต่น้อย หมายมาดตั้งใจใช้ร่างกาย
ของตนเอง เข้าปะทะกับหยาดเพลิงวิญญาณเซียน
โดยตรง ดวงเนตรของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าก่อนหน้านี้
หากนำหยาดเพลิงวิญญาณเซียนมาผสานกับดวงตาอีก
ครั้ง ก็ไม่นับว่าน่ากลัวอันใดอีก
เคลื่อนเข้าไปใกล้ยังเชื่องช้า จนกระทั่งสัมผัสกับมัน…
ในช่วงเวลาแห่งการสัมผัสนี้ อู่ อวี้ คงพูดได้เพียงว่า
แม้กระทั่งความตาย ยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับการ
หลอมสร้างร่างกายด้วยหยาดเพลิงวิญญาณเซียน
ความรู้สึกที่สัมผัสได้ มีเพียงแค่ความสุขสมท่ามกลาง
ความเจ็บป่วยอย่างสุดแสน…
ความเจ็บปวดนี้ทำให้ อู่ อวี้ หลงลืมความเด็ดเดี่ยวแน่ว
แน่ไปจนหมดสิ้น แปรเปลี่ยนกลายเป็นใจฝ่อหมด
กำลังใจ รีบพุ่งทะยานหลบหนีออกไปด้วยความ
หวาดกลัวทันที เขามองไปเบื้องหน้าโดยไม่กล้าทะยาน
เข้าไปอีก แรงปรารถนาความทะเยอทะยานก่อนหน้านี้
แปรเปลี่ยนกลายเป็นฝุ่นผงที่ลอยไปตามสายลม หลงลืม
ทุกสรรพสิ่งจนไม่มีเหลือ ไม่ใช่เพราะเขาเด็ดเดี่ยวหรือ
แข็งแกร่งไม่พอ ซึ่งอันที่จริงแล้วเขาเชื่อว่า ท่ามกลาง
ผู้คนภายในชมพูทวีปโลกธาตุแห่งนี้ มีเพียงไม่กี่คน
เท่านั้น ที่กล้าเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดอย่างสุดแสน
เช่นเดียวกับเขา แต่ทั้งหมดเป็นเพราะ หยาดเพลิง
วิญญาณเซียนน่าสะพรึงกลัวเกินไป
อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่า เขาเป็นเสมือนดั่งมนุษย์ปุถุชนที่ถูก
โยนลงไปในกระทะร้อนต้มเดือด จนสุขเหมือนกับแตงที่
หลุดออกมาจนขั้วของมันเอง
“ ผู้ใดที่เป็นคนสร้างวิชาอย่างกายาเพชรอมตะขึ้นมา?
ถึงได้น่าสะพรึงกลัวบัดซบขนาดนี้…” อู่ อวี้ ก่นด่า
สาปแช่งอยู่ในใจ
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังคิดที่จะหลบหนี จากการถูกบดขยี้
เจตจำนงเผาผลาญด้วยเปลวเพลิงปีศาจนี้ แต่ปัญหาคือ
ชั่วพริบตาที่เขาสัมผัสกับหยาดเพลิงวิญญาณเซียน พวก
มันก็พุ่งทะยานติดตามขึ้นมา พร้อมทั้งเข้าปกคลุมปิด
ล้อม พาเขาลงไปก้นทะเลสาบ ช่วงเวลานี้เองเขาได้จม
ลึกลงไปในมหาสมุทรหยาดเพลิงวิญญาณเซียน ราวกับ
ว่าเขากำลังรอความตาย ยามนี้เขากำลังทุกข์ทรมาน
จากความเจ็บปวด และ ความรู้สึกพ่ายแพ้ปราชัยไป
จนถึงจิตวิญญาณ ทว่าช่างน่าเศร้านัก ที่เขาไม่มีโอกาส
ให้แม้แต่จะเสียใจ
ผู้ฝึกตนทุกคน ล้วนเคยเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ความ
เชื่อมั่นและเจตจำนงภายในจิตใจที่ยึดถือ ถูกบดขยี้
ทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี
เมื่อผู้แข็งแกร่งต้องเผชิญหน้าขีดจำกัดที่ตนยากจะก้าว
ข้าม ความรู้สึกพ่ายแพ้ปราชัยจะแปรเปลี่ยนกลายเป็น
ความอ่อนแอ ส่งผลให้ถอยหนีไปด้วยความหวาดกลัว
จิตใจแหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี และ อู่ อวี้ ก็คือบุคคล
นั้น อย่างไรก็ตามหาใช่เพราะเขาแข็งแกร่งไม่เพียงพอ
แม้กระทั่งหมิงซวงก็พูดได้เลยว่า วิธีการปลอมแปลง
หลอมสร้างนี้ มันน่าสะพรึงกลัวมากเกินไป ไม่ว่ามนุษย์
ผู้ใดก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้
ราวกับว่า อู่ อวี้ กำลังนอนรอความตาย วิธีเดียวที่เขา
คิดได้ในตอนนี้ คือก่อนที่ร่างต้นจะตกตาย เขาจะสั่งให้
ร่างกลืนสวรรค์ใช้ พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง พา อู่ อวี้
ร่างต้นออกไป
มิฉะนั้น อู่ อวี้ คงไม่รู้ว่าร่างกายส่วนใหญ่ที่ค่อย ๆ ถูก
เผาผลาญหลอมละลายจนแหลกเหลว จะสามารถทาน
ทนได้นานเท่าใด สิบลมหายใจ? หรือสามสิบลมหายใจ?
อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญอยู่ในยามนี้
ถือเป็นฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุดในชีวิต ถึงแม้จะ
เป็นเวลาเพียงชั่วอึดใจ แต่เขาก็รู้สึกราวกับว่ามัน
ยาวนานเป็นปี บัดนี้ความตายได้คืบคลานเข้ามาทุก
ขณะจิต
ร่างกลืนสวรรค์ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
อย่างไรก็ตามร่างกลืนจำเป็นต้องทำลายค่ายกลที่ อู่ อวี้
จัดเรียงไว้ไม่ให้หยาดเพลิงวิญญาณเซียนพุ่งทะยาน
ออกมา เมื่อพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงถูกตวัดลงไป
ภายใน เปลวเพลิงก็พวยพุ่งเข้าใส่ร่างกลืนสวรรค์ทันที!
อัคคีนี้พวยพุ่งมาเสมือนดั่งสัตว์ร้าย กลืนกินร่างกลืน
สวรรค์ในชั่วพริบตา การจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหันทำ
ให้การโจมตีของร่างกลืนสวรรค์ต้องหยุดชะงักล่าช้า
ออกไป และในช่วงเวลาที่ร่างกลืนสวรรค์ถูกฉีกกระชาก
โดยเปลวเพลิงนั้นเอง เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นศัตรู
ปรากฏขึ้น!
กลับกลายเป็นศัตรูปรากฎจริงๆ!
ชั่วขณะที่ อู่ อวี้ ต้องการเวลามากที่สุด หากปล่อยให้
เวลาล่วงเลยไปเพียงชั่วอึดใจ ตัวเขาก็อาจถูกส่งไป
ปรโลกได้ และในชั่วอึดใจนี้เอง สำหรับ อู่ อวี้ ร่างต้นมัน
ถือเป็นความเจ็บปวดที่ยาวนานอย่างสุดแสน
ร่างกลืนสวรรค์สามารถแลเห็นรูปลักษณ์ของศัตรูได้
อย่างชัดเจน มันคือมัจฉาตัวสีแดงขนาดใหญ่ ทั่วทั้งร่าง
ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีทอง ส่องประกายเงางาม เฉก
เช่นเดียวกับเกล็ดมังกร ตรงส่วนท้องด้านล่างมีขาสี่ข้าง
ซึ่งเปี่ยมไปด้วยกรงเล็บแหลมคมยื่นยาวออกมา! กรง
เล็บของมันดูเสมือนดั่งสัตว์ร้าย นอกจากนี้ด้านบนหัวยัง
มีบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนหนวดยื่นยาวออกมา ปลาย
สุดของหนวดมีเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่เสมือนดั่งไส้ตะเกียง
มัจฉาที่ดูเสมือนดังตะเกียงตนนี้สนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่หา
รู้ไม่ว่า ศัตรูตัวนี้มีความร้ายกาจจนถึงขนาดพรากชีวิต
ของเขาได้!
” อสูรตะเกียงเพลิง?” อู่ อวี้ เคยเห็นสิ่งนี้ในพิภพอเวจีมา
ก่อน มันคือสรรพเทวะวิญญาณมีรูปลักษณะเหมือนดั่ง
ตะเกียง อสูรที่มีแขนขาใหญ่โตสี่ข้างนี้ ถือกำเนิดขึ้น
ระหว่างสวรรค์ปฐพี ภายใต้สภาพแวดล้อมซึ่งเปี่ยมไป
ด้วยเปลวเพลิงความร้อนสุดขั้ว แต่ตัวก่อนหน้านี้ ที่เขา
เคยเห็นมีขนาดแค่ฝ่ามือเท่านั้น ทั้งยังอ่อนแอเป็นอย่าง
ยิ่ง แต่เจ้าอสูรตะเกียงเพลิงตัวมหึมานี้ เขาไม่เคยพบเห็น
มาก่อน!
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ