กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 871: อัสนีสวรรค์ เพลิงหยิน วายุคลั่ง
ตำหนักจิ่วเยว่ค่อนข้างสมบูรณ์ มันถูกสร้างขึ้นในรอย
แตกภายในถ้ำปีศาจพญายม
ในสถานที่ดั่งเช่นถ้ำปีศาจพญายม การมีตำหนักหลัง
ใหญ่ได้ขนาดนี้ แสดงว่าเจ้าของตำหนักจะต้องเป็น
ชาวกุ่ยเหยียนผู้อิทธิพลมั่งคั่งอย่างที่สุด
ซึ่งก็เท่ากับว่าชาวกุ่ยเหยียนในที่แห่งนี้ไม่ได้ต่ำต้อยแต่
อย่างใด
หลังจากหา อู่ อวี้ เจอตำหนักจิ่วเยว่แล้ว ผู้ฝึกตนนอก
รีตวัยกลางคนผู้นี้ก็เดินทางกลับไปยังบ้านของตนเอง
เพื่อไปสานต่อภารกิจของตนเองที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์
ซึ่งบิดาก็ตามหาตัวมันมาเป็นเวลานานแล้ว
หลังจากชายผู้นี้ได้รับข้อความของบิดา มันก็รีบกลับมา
บ้านอย่างรวดเร็ว
หลังจากชายวัยกลางคนผู้นี้ได้สติกลับมา มันก็มึนงงอยู่
ชั่วขณะหนึ่งด้วยเพราะกังขาว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้
อย่างไร แต่แล้วด้วยความเร่งรีบ จึงทำให้มันไม่มีเวลาคิด
กับสิ่งที่มันกังขามากนัก
ยามนี้ อู่ อวี้ ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของตำหนักจิ่วเย่ว
เขาไม่รู้ว่า กุ่ย เจิ้นเค่อ จะอยู่ข้างในหรือไม่? แล้วก็ไม่รู้
ด้วยซ้ำว่าตอนนี้มันจะเกาะติดอยู่กับ ‘จิ่ว เยว่จี’ เป็น
ตังเมหรือไม่? อาจกำลังอยู่กับผู้ที่มีฝีมือแข็งแกร่งคนใด
คนหนึ่งก็ได้ ฉะนั้น อู่ อวี้ จึงไม่รีบร้อนแสดงตัวออกมา
ทั้งตอนนี้ยังมีสิ่งอื่นที่ดึงดูดความสนใจของเขา จาก
ตำแหน่งที่เขาอยู่เมื่อมองลึกเข้าไปในทางกว้าง ตรง
บริเวณท้ายสุดของเส้นทางมีบางสิ่งที่ทำให้เขารู้สึก
หวาดกลัว เขาใช้เนตรเพลิงมองทุกอย่างชัดเจน ดู
เหมือนจะมีม่านคุ้มกันสีแดงโลหิตกีดขวางบางอย่าง
เอาไว้ คาดว่าด้านในน่าจะเป็น ‘นครจอมปีศาจ’
นครจอมปีศาจอยู่ตำแหน่งกึ่งกลาง โดยมีม่านคุ้มกันทร
งกลมสีแดงโลหิตรายล้อมอยู่
อู่ อวี้ เข้ามาใกล้เล็กน้อย ดูเหมือนว่าม่านปราการคุ้มกัน
นครจอมปีศาจเกิดการกระเพื่อมไหว คาดว่าค่ายกล
น่าจะเริ่มทำงาน ที่นี่เป็นฐานทัพหลักของชาวกุ่ยเหยียน
แต่ก็สามารถคาดเดาได้ว่าค่ายกลในที่แห่งนี้ น่า
สะพรึงกลัวกว่าด้านนอกนอกถ้ำปีศาจพญายม
ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่สามารถเข้าไปใน นครจอมปีศาจ
จะต้องแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น จิ่ว เยว่จี ความ
แข็งแกร่งของนางยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่นครจอม
ปีศาจได้ ดังนั้นหาก อู่ อวี้ ต้องการหาคนที่จะพาเข้าไป
ยัง นครจอมปีศาจ แทบเป็นไปไม่ได้เลย
แม้ว่า อู่ อวี้ จะอยากรู้อยากเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน นคร
จอมปีศาจอย่างที่สุดก็จริง แต่เขาก็ไม่อยากสร้างปัญหา
หรือความซับซ้อนให้ตนเองเพิ่มเติม สำหรับเขาแล้วนคร
จอมปีศาจเป็นสถานที่อันตรายที่สุด เขาจึงตัดสินใจ
กลับมาที่ตำหนักจิ่วเยว่แล้วย่อตัวให้เล็กที่สุด หลบซ่อน
ตัวเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในมุมมืด หาเบาะแสของ
เป้าหมายแล้วครุ่นคิดไตร่ตรอง เห็นได้ชัดว่าโอกาสใน
การสังหาร กุ่ย เจิ้นเค่อ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เขาเป็นเสมือนดั่งนายพรานผู้ล่า ครั้งล่าสุดที่เขาได้ล่า
ผลลัพธ์ที่ออกมาคือล้มเหลว แล้วนี่ถือเป็นโอกาสสุดท้าย
เขาเพิ่งมาถึงแท้ ๆ ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ
กุ่ย เจิ้นเค่อ ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า! อู่ อวี้ จึงรู้สึกตก
ตะลึงเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมิได้วิตกกังวล
แม้แต่น้อยว่าเขาจะติดตามมันมาถึงถ้ำปีศาจพญายม
มันปรากฏกายขึ้นเหนือตำหนักจิ่วเยว่ด้วยท่าทาง
เอ้อระเหยลอยชาย นั่งอยู่บนชายคาตำหนักหลังหนึ่ง
เมื่อดูจากอาการภายนอก สีหน้าของมันดูซีดเซียว
เล็กน้อย ส่วนอาการบาดเจ็บก็ดีขึ้นมากทีเดียว เพียงแค่
พละกำลังตอนนี้ไม่สามารถต่อสู้ถึงจุดสูงสุดได้
ในเวลานี้ กุ่ย เจิ้นเค่อ กำลังพูดคุยกับคนผู้หนึ่งด้วย
ท่าทางสีหน้าจริงจัง หลังจากนั้นมันก็ทะยานขึ้นไปบน
ท้องเวหา ต่อมา อู่ อวี้ ก็เห็นสตรีผู้หนึ่งทะยานติดตาม
มาจากตำหนักจิ่วเยว่เบื้องล่าง แม่นางผู้นี้เป็นสตรีวัย
กลางคนท่วมท้นไปด้วยเสน่ห์อันเย้ายวน ผิวสีแดงของ
นางดูร้อนแรงดุจเพลิงเผาผลาญ ช่างงดงามเป็นยิ่งนัก
กุ่ย เจิ้นเค่อ ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าตรง ๆ เมื่ออยู่ต่อหน้า
ของนาง มันโค้งคำนับลงเล็กน้อยอย่างอ่อนน้อม
แล้วสตรีผู้นี้ก็บินออกจากตำหนักจิ่วเยว่ โดยมี กุ่ย เจิ้น
เค่อ ติดตามออกไป ท่าทีของทั้งสองรีบร้อนเป็นอย่าง
มาก อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าทั้งสองจะไปที่แห่งใด ดังนั้นเขาจึง
ติดตามไปทันที แม้ว่าเขาจะเทียบกับ หนานซาน หวาง
เยว่ ไม่ได้เรื่องการพรางตัว ทว่าการติดตามคนทั้งสองยัง
ไม่นับว่าเป็นปัญหา
อย่างไรก็ตามทั้งสองอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งก่อนหน้านี้
มากนัก สถานที่แห่งนี้มีมนุษย์อยู่บางตาอย่างมาก เห็น
ได้ชัดว่าสตรีผู้มีนางว่า จิ่ว เยว่จี นางเดินทางมาถึงแท่น
ทมิฬแห่งหนึ่ง ส่วน กุ่ย เจิ้นเค่อ อยู่ด้านข้างแท่นทมิฬ
เหนือแท่นทมิฬมีแสงส่องลงมา ทำให้ทั่วร่างของ จิ่ว เยว่
จี ส่องประกายระยิบระยับ สถานที่แห่งนี้มีช่องทาง
เชื่อมต่อไปยังกะโหลกศีรษะด้านนอกเล็กน้อย
“ท่านพี่จิ่วเยว่… โปรดวางใจได้ มีน้องน้องชายผู้นี้คอย
เฝ้าคุ้มภัยอยู่ รับรองไม่มีผู้ใดหน้าไหนหาญกล้าย่างกราย
เข้ามา “กุ่ย เจิ้นเค่อ หันมาพูดกับ จิ่ว เยว่จี ด้วยรอยยิ้ม
ประจบสอพลอ
จิ่ว เยว่จี นั่งลงบนแท่นจากนั้นก็มองมัน แล้วพูดว่า “ข้า
ไม่มีศัตรูที่นี่ นอกจากนี้ข้ายังมีท่านเจ้าประมุขคุ้มกะลา
หัวอยู่ ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน เจ้าแค่ช่วยกำจัดพวกรกหู
รกตาบางส่วนออกไปให้ข้าก็พอแล้ว นอกจากนี้ยังถือ
เป็นโอกาสของเจ้าในอนาคต หากเจ้าต้องเผชิญกับภัย
พิบัติจะได้มีประสบการณ์เตรียมตัว เจ้าจงเฝ้าสังเกตให้ดี
ๆ นี่ถือเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง ”
กุ่ย เจิ้นเค่อ หัวเราะแล้วพูดว่า “กะอีแค่ภัยพิบัติ
สำหรับท่านพี่จิ่วเยว่แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องสามัญธรรมดา
ย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอันใด น้องชายจะอยู่ที่นี่ ข้าหวัง
ว่าท่านพี่จิ่วเยว่จะผ่านพ้นภัยพิบัติไปได้อย่างราบรื่นจน
ทะยานขึ้นสู่สวรรค์ จากนั้นค่อยเทียบเชิญท่านเจ้า
ประมุข กลายเป็นผู้มีคุณสมบัติเข้าสู่นครจอมปีศาจ
หลังจากนี้ นครจอมปีศาจ อยู่ห่างจากท่านพี่จิ่วเยว่เพียง
แค่เอื้อมเท่านั้น ”
จิ่ว เยว่จี ยิ้มอย่างเย็นชาโดยไม่เอ่ยอันใด แต่เห็นได้ชัด
ว่านางดูมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมาก
อันที่จริงรอบ ๆ กำลังมีคนเฝ้ามองอยู่เป็นจำนวนมาก
สามารถแลเห็นได้ว่าบางคนพูดคุยกันอยากดุเดือด บัดนี้
เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ จิ่ว เยว่จี จะเผชิญหน้ากับทัณฑ์
สวรรค์ ซึ่งผู้คนมากมายต่างปรารถนาจะใคร่ชมดู
อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ล้วนมีพื้นฐานฝึกตนอยู่แค่ระดับ
ก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ กุ่ย เจิ้นเค่อ ทำตามคำสั่งของ จิ่ว
เยว่จี อย่างสุนัขที่ซื่อสัตย์ภักดี มันลงมากวาดล้าง ขับไล่
ผู้ฝึกตนนอกรีตที่อยู่โดยรอบ ระหว่างนั้น จิ่ว เยว่จี
หลับตาลง ควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนตัวเข้าสู่แท่น
ทมิฬ หลังจากนั้นก็ปรากฏค่ายกลสามชั้น ขึ้นปกคลุมอยู่
โดยรอบร่างกายของนาง
“เจ้าโชคดีที่ได้มาเห็น จิ่ว เยว่จี เผชิญหน้ากับภัยพิบัติ
ครั้งแรกทะลวงฝ่าเข้าสู่ระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 4 ซึ่งภัย
พิบัติครั้งนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกตนอย่างเรา เจ้า
จะต้องจับตาดูให้ดี ๆ จะได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ใน
อนาคต “หมิงซวงอธิบาย
เหตุผลที่ใช้ชื่อสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า เพราะผู้ที่เข้าสู่สาม
ภัยพิบัติ จะต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทั้ง 3 แล้วก้าว
ข้ามผ่านอาณาจักรทั้งหมด เพื่อบรรลุการกลายเป็น
เซียนอมตะ
การที่ผู้ฝึกตนจะก้าวข้ามผ่านจากระดับค้นหาเต๋า ไปสู่
การเป็นเซียนได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่นั้น ถือเป็นขั้นตอน
สุดท้ายที่มีความสำคัญอย่างถึงที่สุด เป็นส่วนที่จะวัดว่า
ผู้ฝึกตนคนนั้นจะตกตายหรือจะกลายเป็นเซียนอมตะ?
ฉะนั้นจำต้องใส่ใจในขั้นตอนนี้เป็นอย่างมาก
หลังจากวางรากฐานเต๋า ผู้ฝึกตนก็จำเป็นต้องรู้แจ้งใน
การค้นหาเต๋า สร้างเป็นเส้นทางเต๋าของตนเองขึ้นมา
การค้นหาเต๋าสามภัยพิบัติ จะต้องประสบกับภัยพิบัติ
ครั้งแรกในจากขั้น 3 ถึง 4 ส่วนภัยพิบัติครั้งที่สองต้อง
ประสบในขั้นขั้น 6 ถึง 7 ภัยพิบัติครั้งที่สามต้องประสบ
ใน 9 ถึง 10 หลังจากผ่านภัยพิบัติครั้งที่ 3 มาได้คนผู้นั้น
จะถือว่าเป็นครึ่งเซียน เมื่อกลายเป็นครึ่งเซียนคนผู้นั้น
จำเป็นต้องมี ‘เต๋า’ เป็นของตนเอง รู้แจ้งในวิถีแห่งเต๋า
อย่างแท้จริง จากนั้นจะต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์
ครั้งสุดท้ายนั่นก็คือ ‘มหาภัยพิบัติแห่งเซียน’ หาก
สามารถข้ามผ่านไปได้คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นเซียนที่
แท้จริง แต่ถ้าไม่ร่างกายก็จะสูญสลายตกตาย
ซึ่งภัยพิบัติครั้งสุดท้ายนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญมากที่สุด
ในการบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ แม้ว่าภัยพิบัติในขั้นที่
สามจะไม่รุนแรงเท่า มหาภัยพิบัติแห่งเซียน แต่ก็ยังมี
ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนต้องตกตายไปในภัยพิบัติครั้งแรก
นี้ หรือไม่ก็มิกล้าทะลวงผ่าน แล้วรอให้สิ้นสุดอายุไขแห้ง
เหี่ยวตายไปเอง ถ้าหากเลือกความก้าวหน้าก็จะต้อง
เสี่ยงว่าจะตายหรือได้ไปต่อ! โดยทั่วไปผู้ที่เลือกทะลวง
ผ่านขั้นตอนนี้ คนผู้นั้นจะมีความมั่นใจอย่างที่สุด ถึง
กระนั้นตามประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ผ่าน ๆ มา ผู้ฝึกตน
ที่อยู่ในระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋าจะตกตายไปในภัย
พิบัติสุดท้าย จำนวนตัวเลขนี้มากเสียยิ่งกว่าตกตายไปใน
สงครามการต่อสู้ หรือไม่ก็ตกตายไปในเพราะสิ้นอายุขัย
สามภัยพิบัติเป็นดั่งฝันร้ายของผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับ
ค้นหาเต๋า
ค้นหาเต๋า ไล่ล่าเต๋า และในที่สุดก็คือรู้แจ้งเต๋า ตรัสรู้เต๋า!
แม้ว่ากายใจจะผสานเป็นหนึ่ง แต่ทุกคนจะต้องทนทุกข์
ทรมานจากสามภัยพิบัติ! หากไม่สามารถผ่านพ้น 3 ภัย
พิบัติไปได้ แล้วจะมีโอกาสกลายเป็นเซียนอมตะได้
อย่างไร
ว่ากันว่าทุกครั้งที่ประสบภัยพิบัติ คนผู้นั้นจะเกิดการ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จิตเทวะกับกายเนื้อจะ
แปรเปลี่ยนกลายเป็นเทพเซียนมากยิ่งขึ้น หลังจากผ่าน
ภัยพิบัติครั้งที่สามเข้าสู่ระดับครึ่งเซียน คนผู้นั้นจะต้อง
พบเจอกับมหาภัยพิบัติแห่งเซียน จนบรรลุกลายเป็น
เซียนอมตะ!
นั่นคือการทะยานขึ้นสู่สวรรค์อย่างแท้จริง เทียบชั้น
เซียนอมตะ
นับว่า อู่ อวี้ ยังอยู่ห่างไกลจากระดับสามภัยพิบัตินี้
เพราะก่อนหน้าเขาล้วนมุ่งเน้นไปยังกายเนื้อเป็นหลัก
ทว่ามีกายเนื้อล้ำเลิศ เขาก็ยังคงหวาดกลัวต่อภัยพิบัติไม่
น้อย
“ภัยพิบัติทั้งสามอย่างคืออะไรกันแน่? “ อู่ อวี้ ไต่ถาม
หมิงซวงกล่าวว่า “นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ร่ำลือกันว่า
: บรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ ต้องมีมหาวิถีเต๋าที่พิเศษยิ่ง
เพื่อพิชิตชัยเหนือชะตาฟ้าลิขิต รู้แจ้งในความลี้ลับแห่ง
ตะวันจันทรา : เมื่อต้องการทะลวงฝ่าขอบเขตค้นหาเต๋า
ขั้นที่ 3 จักต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์อัสนีสวรรค์ ไม่อาจ
หลีกเลี่ยงหลบหนี ใช้กายใจเผชิญหน้ารับทัณฑ์ หาก
ข้ามผ่านไปได้ ก็จะแข็งแกร่งขึ้น ”
“ขอบเขตค้นหาเต๋าขั้นที่ 6 เพื่อทะลวงฝ่าในอาณาจักร
เต๋าอีกครั้ง สัมผัสวิหารเซียนสวรรค์ เผชิญหน้าทัณฑ์
อัคคีเผาผลาญร่าง เพลิงนี้มิใช่เพลิงสวรรค์ มิใช่เพลิง
สามัญธรรมดา แต่เรียกว่า ‘เพลิงหยิน’ เผาผลาญจากจุด
หยงเฉวียน ฝ่าทะลวงเส้นโลหิต อวัยวะภายในทั้งห้า
แหลกสลาย แขนขาเน่าเปื่อย ทัณฑ์ทรมานฝึกตนนับ
ทศวรรษ เป็นเพียงภาพลวงตา ”
“ค้นหาเต๋าขั้นที่ 9 ใกล้บรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ
เผชิญหน้าทัณฑ์สวรรค์มหาวาตภัยฉีกกระชากกายา
มิใช่วายุจากสี่ทิศทาง มิใช่ลมอุดร มิใช่สามลมจากบุปผา
ต้นไผ่ใบหลิวสน แต่เรียกว่า ‘วายุคลั่ง’ ฉีกกระชากหลิว
ฝู่(อวัยวะกลวงทั้ง 6) ผ่านตันเทียน ทะลวงฝ่าทวารทั้ง 9
เนื้อหนังมังสา ถูกฉีกกระชากลอกออกจากกายา! ”
สายฟ้าพิโรธแห่งสวรรค์ จะถูกเรียกว่า ‘อัสนีสวรรค์’ เริ่ม
จาก อัสนีสวรรค์ เพลิงหยิน วายุคลั่ง นี่คือสามภัยพิบัติ!
สามภัยพิบัติถือเป็นบททดสอบแห่งสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็น
ปีศาจ , ผู้ฝึกตน , ผู้ฝึกตนนอกรีต , ผู้บำเพ็ญเพียรวิถี
กระบี่ , สัตว์สวรรค์ จักต้องผ่านสามภัยพิบัติ และ มหา
ภัยพิบัติแห่งเซียน อันที่จริงทั้งหมดล้วนไม่ได้แตกต่างกัน
เพียงแค่ภัยพิบัติสุดท้ายของผู้ฝึกตนนอกรีต ถูกเรียกว่า
มารเต๋ามหาภัยพิบัติ ส่วนปีศาจถูกเรียกว่า ปีศาจเต๋า
มหาภัยพิบัติ
ในวันนี้ จิ่ว เยว่จี ต้องการจะก้าวผ่านขอบเขตค้นหาเต๋า
ขั้นที่ 3 เพื่อบรรลุเข้าสู่ขั้นที่ 4 5 6 ตามลำดับถัดไป นาง
จะต้องอดทนฝ่าฟันผ่านการทดสอบของทัณฑ์อัสนี
สวรรค์ หลังจากนี้นางจะต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์อัสนี
สวรรค์ที่ฟาดผ่าลงมา มันคือทัณฑ์อัสนีแห่งเทพเซียน
ตามตำนานเล่าขานกันว่า มันถือกำเนิดขึ้นมาจากการ
สรรค์สร้างของ เทพอัสนีหลุ่ยกง กับ เจ้าแม่อัสนีเตียน
บ๊อ โดยการสร้างอัสนีสวรรค์ภายในเมฆา เป็นบท
ทดสอบแห่งสรรพชีวิต!
แน่นอนว่านี่เป็นตำนาน อู่ อวี้ จึงรู้สึกไม่ค่อยน่าเชื่อถือ
มากนัก ด้วยเพราะชมพูทวีปโลกธาตุแห่งนี้กว้างใหญ่
ไพศาลมากนัก ในแต่ละวันมีผู้คนมากมายต้องการ
หลีกเลี่ยงภัยพิบัติสวรรค์ ถ้าเป็นเช่นนี้ เทพอัสนีหลุ่ยกง
กับ เจ้าแม่อัสนีเตียนบ๊อ ไม่ยุ่งตายเลยหรือไง?
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังคงอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่าง
มาก เขาใช้เนตรเพลิงเพ่งมองอย่างระมัดระวัง
ระหว่างหมิงซวงพูดพล่ามไปเรื่อย ๆ เขาก็เฝ้าชมทัณฑ์
สวรรค์นี้อย่างใจจดจ่อ โดยเฉพาะทั้งหมดนี้เป็น
ประโยชน์กับตนเองอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นหากไม่เคยพบ
เห็นมาก่อน เขาคงจะต้องเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตเพราะ
ความไม่รู้
“ว่ากันว่าสามภัยพิบัติ และ มหาภัยพิบัติแห่งเซียน มัน
ขึ้นอยู่กับความดีและความชั่ว ยิ่งชั่วร้ายมากเท่าไหร่
ความรุนแรงของภัยพิบัติครั้งสุดท้ายก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
เท่านั้น ด้วยเหตุนี้การรับภัยพิบัติสุดท้ายของผู้ฝึกตน
นอกรีตจึงน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ด้วยเพราะมันใช้วิธีฝึก
ตนอันโหดเหี้ยยมอำมหิต เพื่อให้พื้นฐานฝึกตนของมัน
ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ดีเท่าผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะ
ฉะนั้นการที่ จิ่ว เยว่จี กล้ารับภัยพิบัติครั้งนี้นับว่าเป็น
กล้าหาญอย่างยิ่ง ”
“แสดงว่านางจะต้องอยู่อาณาจักรนี้มาเป็นเวลานาน
แล้ว ”
“ถ้าไม่รับภัยพิบัติเพื่อให้ตนเองก้าวหน้า นางก็จะต้อง
ตายเพราะสิ้นอายุขัยในที่สุด … ”
ด้วยเหตุนี้ จิ่ว เยว่จี จึงจำต้องเลือก
เมื่อนางจัดเรียงค่ายกลคุ้มกันครอบแท่นไว้เป็นที่
เรียบร้อย ภายในถ้ำปีศาจพญายมจะมีแท่นทมิฬ เตรียม
ไว้สำหรับผู้ที่จะมารับภัยพิบัติ โดยสามารถเพิ่มการ
ป้องกันได้เป็นการชั่วคราว
ฉับพลันนี้เอง อู่ อวี้ ก็สัมผัสได้ถึงความขุ่นเคืองจาก
สวรรค์สวรรค์ที่มุ่งตรงลงมา
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ