กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 894: เก้าทัณฑ์ผลาญฟ้าทลายอเวจี
ยามนี้ อู่ อวี้ ทำการศึกษาวงเวทพร้อมประลองกับจอม
กระบี่วิญญาณไปด้วย จึงทำให้ขณะนี้เขารู้สึกดุเดือดเป็น
อย่างยิ่ง ร่างหลักกับร่างกลืนสวรรค์เป็นการใช้ 1 ใจ
แบ่งเป็น 2 ซึ่งนับเป็นการจู่โจมที่รุนแรงที่สุด!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามนี้ร่างหลักและร่างกลืนสวรรค์ที่มี
ความแข็งแกร่งแทบจะไม่แตกต่าง ร่างกลืนสวรรค์ของ
เขามีเคล็ดหวนคืน พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง และร่างอัน
เป็นอมตะ มันจึงเป็นสิ่งที่รับมือได้ยากชวนปวดหัว ส่วน
ร่างหลักของ อู่ อวี้ ก็ยังมีเคล็ดอิทธิฤทธิ์ทั้ง 4 กายา
เพชรอมตะ ทั้งยังมีเคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ เคล็ด
ระเบิดพลังคลั่ง เคล็ดก้าวเทวะ ซึ่งแต่ละอย่างล้วนทรง
พลังอย่างยิ่ง และในยามนี้เขาก็ได้รับศาสตราเต๋าวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณที่มีความเหมาะสมกับตัวเองมาเพิ่มอีก!
การประลองในขณะนี้จึงเปี่ยมไปด้วยความดุเดือดกลืน
กันไม่ลง
ซึ่งการใช้ 1 ใจแบ่ง 2 ร่างของ อู่ อวี้ คล้ายคลึงกับว่า
ตนเองใช้มือซ้ายและมือขวาต่อสู้กันคนละแนวทาง ใน
ยามต่อสู้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วประกาย
ไฟลุก ดังนั้นเคล็ดลับนี้จึงทำให้เขามีความสามารถใน
การไตร่ตรองที่เฉียบขาดมากขึ้น ทำให้ยิ่งเขาต่อสู้มาก
เท่าไหร่ ความสามารถในด้านนี้ของเขาก็จะเพิ่มพูนมาก
ขึ้น
ประโยชน์ของการฝึกฝนต่อสู้เช่นนี้จะทำให้เขาเชี่ยวชาญ
ในการต่อสู้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม บางครั้งก็ยังสามารถใช้
ดวงตาของอีกร่างมองดูตัวเองได้ เขาจึงสามารถค้นหา
ข้อบกพร่องและสามารถค้นพบการดำรงอยู่ของ ‘เต๋า’
ในแต่ละการต่อสู้นั่นเอง!
บางครั้งเขาก็จะลองศึกษาเกี่ยวกับตัวเองอยู่บ้าง
แน่นอนว่าคนอื่นไม่สามารถใช้วิธีการเช่นนี้ได้
เนื่องจากว่าคนอื่นไม่ได้มีจิตเทวะดวงที่ 2 เช่นเดียวกับ
เขา กล่าวได้ว่าทั่วทั้งโลกหล้า มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทำได้!!
แม้ว่าในตอนนี้ อู่ อวี้ กระหายอยากจะต่อสู้เป็นอย่าง
มาก เพราะ พลองฟ้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์เตาหลอม ได้
กระตุ้นให้เขาเกิดแรงปรารถนาเช่นนี้ขึ้นมา เขาอยากจะ
ถือจับศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณชิ้นนี้เข้าบดขยี้
ทุกสิ่งที่ขวางหน้า ทว่าอย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ต้องอดทน
และทำให้ตัวเองสงบจิตใจลง
เนื่องจากตัวเขาเองยังไม่เข้าใจ ‘ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ’นี้ได้อย่างถ่องแท้ ส่วนร่างกลืนสวรรค์ก็ยัง
ไม่เข้าใจสะบั้นวิญญาณได้ด้วยเช่นเดียวกัน เขายัง
ต้องการเวลาอีกอย่างน้อย 2 ถึง 3 เดือน เพื่อฝึกฝน
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณทั้ง 2 ชิ้นนี้ให้ได้
ช่ำชองเสียก่อน เพื่อเชี่ยวชาญในวงเวทหลักของมัน ซึ่ง
ยังมีวงเวทโจมตีและวงเวทป้องกันที่เป็นส่วนที่สำคัญ
ที่สุด
วงเวทโจมตีของ สะบั้นวิญญาณ มีชื่อเรียกว่า ‘ทะลวงใจ
สะบั้นวิญญาณ’ เป็นวงเวทที่มีพลานุภาพในการสังหาร
มากที่สุด หลังจากที่มันถูกใช้งาน มีดเล่มนี้จะปรากฎ
ความเร็วอันน่าหวาดกลัว หายเพียงพริบตา ปลิดชีพ
สะบั้นวิญญาณ มันจะโจมตีเข้าใส่จุดตาย เหยื่อที่ถูกวิชา
นี้จะสิ้นชีพไปโดยที่ยังไม่รู้สึกตัว
และยังมีอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ‘ล่าวิญญาณดับชีวิต’ กุ่ย
เจิ้นเค่อ เคยใช้วงเวทนี้โจมตี อู่ อวี้ มาแล้ว ตราบใดที่
สามารถจับเป้าหมายได้ มันจะไล่ล่าติดตามไปโดยไม่
หยุด จนกว่าจะถึงตัวของเป้าหมาย เพียงแค่ต้องรู้
ตำแหน่งคร่าวๆของเป้าหมาย เช่นว่าอยู่หากศัตรูอยู่
ภายในตำหนักโอรสเล่อ แม้ว่า อู่ อวี้ จะอยู่ไกลออกไป
นับพันลี้ คนย่อมสามารถควบคุม ‘สะบั้นวิญญาณ’ ให้
บินทะยานออกไปสังหารได้!
ความสามารถทั้ง 2 อย่างนี้มันช่างน่าหวาดกลัวจริงๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ อู่ อวี้ สนใจมากที่สุดก็ยังคงเป็น
‘พลองฟ้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์เตาหลอม’
ในด้านของการโจมตีและการป้องกันแล้วพลองฟ้าเพลิง
ผลาญนับว่าคล่องแคล่วกว่ามาก
ในด้านการป้องกัน มีวงเวทป้องกันที่หาได้ค่อนข้างยาก
ซึ่งมันจะสำแดงออกมาในตอนที่อยู่ในรูปแบบ ‘เก้าเตา
หลอม’ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ‘วงเวทเก้าตำหนักไม่สั่นคลอน’
ทว่า อู่ อวี้ ยังไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้อย่าง
สมบูรณ์ อย่างไรก็ตามเมื่อถูกห้อมล้อมด้วยเตาหลอมทั้ง
9 คุ้มกัน จะไม่ขยับเขยื้อนดั่งขุนเขา และสามารถ
ต้านทานการโจมตีอันแข็งแกร่งได้ ทว่ารายละเอียด
ต่างๆยังคงไม่ชัดเจน ดังนั้น อู่ อวี้ จึงยังไม่รู้ขีดจำกัด
ความสามารถที่มันจะรับได้ไหว
อย่างไรก็ตามในฐานะที่มันเป็นวงเวทป้องกันที่หาได้ยาก
แน่นอนว่ามันจะต้องมีพลังป้องกันที่น่าเกรงขาม
และยังมีวงเวทโจมตีอยู่อีกถึง 2 ชนิดที่ไม่อาจดูถูกได้ ซึ่ง
แต่ละวงเวทนั้นก็จะมีวงเวทย่อยอยู่มากมาย
วงเวทชนิดแรกจะต้องอยู่ในรูปแบบของ ‘เก้าเตาหลอม’
จึงจะสำแดงออกมาได้ วงเวทนี้มีชื่อว่า ‘วงเวทเก้า
ตำหนักเตาหลอมเพลิงสงัด’ เตาหลอมทั้ง 9 จะจัดเรียง
ตัวกันกลายเป็นตำหนักต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น ตำหนัก
พายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) ตำหนักอุดร(เหนือ)
ตำหนักอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ตำหนักบูรพา
(ตะวันออก) ตำหนักกลาง ตำหนักอาคเนย์ (ตะวันออก
เฉียงใต้) ตำหนักทักษิณ (ใต้) ตำหนักหรดี(ตะวันตกเฉียง
ใต้) ตำหนักประจิม (ตะวันตก) ซึ่งได้ก่อตัวเป็นตำหนัก
ขนาดใหญ่ ทั้ง 9 ปลดปล่อยเปลวเพลิงทั้ง 9 ชนิด
ออกมาในเวลาเดียวกัน มันจะก่อให้เกิดเป็นโลกแห่งเตา
หลอมอันร้อนแรงยิ่งกว่าพิภพอเวจี มันจะแผดเผาศัตรู
จนกลายเป็นผุยผง และ อู่ อวี้ คาดว่าพลังอำนาจของ
มันเปรียบได้เท่ากับหยาดเพลิงวิญญาณเซียน
วงเวทชนิดที่ 2 จะต้องสำแดงออกมาเมื่ออยู่ในรูปแบบ
ของพลองฟ้าเพลิงผลาญ มันมีชื่อเรียกว่า ‘เก้าทัณฑ์
ผลาญฟ้าทลายอเวจี’ มันเป็นการผสานพลังของวงเวท
แทบจะทั้งหมดของพลองฟ้าเพลิงผลาญ รวบรวมพลัง
อำนาจของเปลวเพลิงทั้งหมดเข้าด้วยกัน จากนั้นก็บีบ
อัดมันแล้วปลดปล่อยมันออกไปในรูปแบบทำลายล้าง
เปลวเพลิง 9 ชนิดผสานหลอมรวม ก่อเกิดเป็นพลัง
ทำลายล้างอันสูงส่งจนยากจะคาดคำนึง หนึ่งพลอง
สามารถทลายได้แม้กระทั่งนรกอเวจี ซึ่งนี่คือความหมาย
ของมัน อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังไม่ได้ทดสอบมันด้วย
ตัวเอง เขาจึงยังไม่รู้ว่ามันมีพลังอำนาจอยู่ในระดับไหน
เพื่อที่จะประหยัดเวลาขึ้น เขาจึงเข้าสู่การปิดด่านเพื่อ
ศึกษาศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณทั้ง 2 ชิ้น
เนื่องจากว่าทุกคนต่างรู้ว่าเขามีสมบัติอยู่มากมายและ
กำลังอยู่ในช่วงที่กำลังกำราบศาสตราจึงทำให้ไม่มีผู้ใด
เข้ามารบกวน
เมื่อเข้าไปอยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด เขาจะสามารถ
ประหยัดเวลาไปได้มากถึงกึ่งหนึ่ง แต่ควรจะกล่าวว่าเขา
มีเวลาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเสียมากกว่า ยามนี้ อู่ อ วี้
รวบรวมสมาธิทั้งหมดเพื่อทำการศึกษาศาสตราเต๋า
หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งเดือนกว่าๆ เขาก็พร้อม
ที่จะใช้ ‘สะบั้นวิญญาณ’ในการต่อสู้จริงแล้ว
ขณะนี้เขาได้ให้ร่างกลืนสวรรค์ออกมาจากเจดีย์ล่อง
กำเนิด เพราะว่าเจดีย์ล่องกำเนิดได้ตั้งตระหง่านอยู่ที่
ด้านนอกอย่างเดียวดาย ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายไม่คาด
ฝันขึ้นได้ เมื่อร่างกลืนสวรรค์ของเขาออกมาอยู่ที่ด้าน
นอกแล้ว เขาก็ทำการศึกษาวงเวททั้งหลายได้อย่าง
วางใจ บางเวลาก็แบ่งออกมาทำการหลอมสกัดเม็ดยา
ในยามนี้ อู่ อวี้ ยังคงไม่สามารถควบคุมและทำความ
เข้าใจ ‘วงเวทเก้าตำหนักเตาหลอมเพลิงสงัด’ได้อย่าง
ถ่องแท้
วงเวทของศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณเป็นวงเวท
ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ดังนั้นจึงมีหลายจุดที่เขายัง
ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ และ อู่ อวี้ ยังจำเป็นที่
จะต้องตรวจสอบข้อมูลที่เขามีเพื่อดูว่ามันเป็นวงเวท
อะไรกันแน่ ในตอนนี้ความรู้ด้านวงเวทของ อู่ อวี้ ถือว่า
อยู่ในขั้นที่ลึกซึ้งทีเดียว และยังสามารถจัดตั้งมหาวงเวท
ได้เป็นจำนวนมากแล้วด้วย
วงเวทเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและ
ซับซ้อน วงเวทที่อยู่ภายในศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณเหล่านี้ เป็นการตกผลึกจากภูมิปัญญาของคน
รุ่นก่อน แม้ว่า อู่ อวี้ ในตอนนี้จะยังไม่สามารถวาดวง
เวทเช่นนี้ออกมาได้ แต่เพียงแค่การใช้งานสมควรไม่
ยากเย็น ขอเพียงเข้าใจมากกว่านี้อีก และเห็นได้ชัดว่า
มันไม่ได้มีความยากเกินพยายาม เพราะว่าเขานั้นเป็น
เพียงแค่ผู้ศึกษา ระดับความยากจึงไม่อาจจะเทียบเท่า
กับผู้ที่สรรสร้างมันขึ้นมาได้
และหากต้องการที่จะสร้างศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณเช่นนี้ออกมา อาจจะต้องใช้เวลาหลายปี หรือ
แม้กระทั่งหลายสิบปี
สุดท้ายเขาต้องใช้เวลาไปมากกว่า 3 เดือนจึงจะเข้าใจ
ศาสตราเต๋าชิ้นได้อย่างละเอียด นับว่าเขาใช้เวลาไม่นาน
เพราะหากเป็นผู้อื่นคงจำเป็นจะต้องใช้เวลานานเสียยิ่ง
กว่านี้
ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังอยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด เมื่อ
เปรียบเทียบอัตราการไหลของเวลาแล้ว เวลาที่โลก
ภายนอกก็ยังผ่านไปไม่ถึง 2 เดือนเสียด้วยซ้ำไป การที่
อู่ อวี้ ออกมาจากการปิดด่านภายในระยะเวลาที่ไม่ถึง 2
เดือน จึงถือว่าเป็นเวลาที่รวดเร็วมาก
หลังจากที่ออกมาแล้ว เขาก็แทบอดทนรอไม่ไหวที่จะ
ออกไปที่ด้านนอกของนครเทวะ ฉับพลันคนเร่งค้นหา
สถานที่อันกว้างขวางเพื่อให้ร่างกลืนสวรรค์และร่างหลัก
ได้ต่อสู้กันเอง มิผิด มันคือการต่อสู้กันเอง แน่นอนว่า
ความรู้สึกมันสมควรแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อู่ อวี้
จำเป็นจะต้องสะกดจิตใจของตนเพื่อต่อสู้อย่างเต็มที่ให้
เหมือนกับกำลังจะต่อสู้เพื่อเข่นฆ่ากัน เมื่อเป็นเช่นนี้เขา
จึงจะสามารถต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หากผู้อื่นรู้ว่าเขาทำเช่นนี้ทุกคนคงจะต้องคิดว่าเขาบ้า
อย่างแน่นอน
ในการต่อสู้นี้ร่างกลืนสวรรค์มีข้อได้เปรียบในการกลืน
กิน ทั้งยังครอบครองพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงกับสะบั้น
วิญญาณที่เป็นศาตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณถึง 2 ชิ้น
เมื่อนำมารวมกันก็เท่ากับว่าร่างกลืนสวรรค์มีการโจมตี
อยู่ถึง 6 รูปแบบใหญ่ๆ
สำหรับร่างหลักของ อู่ อวี้ เขาพึ่งพาเคล็ดอิทธิฤทธิ์เขต
แดนอัคคีตัดสวรรค์เป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีเทียมฟ้า
จรดดิน ร่างอวตารนอกวิถี เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ
เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง และก็มหาวงเวททั้ง 3 ของพลอง
ฟ้าเพลิงผลาญ ซึ่งผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมานั้นคือ ร่าง
หลักของ อู่ อวี้ นับว่ามีพลังโจมตีอันบ้าคลั่งยิ่งกว่า
อย่างไรก็ตามการที่จะโจมตีร่างกลืนสวรรค์ให้ได้รับ
บาดเจ็บนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากยิ่ง เพราะว่าร่างกลืน
สวรรค์เป็นร่างที่เรียกได้ว่าเป็นอมตะ
ความจริงแล้วร่างกายทั้ง 2 ของ อู่ อวี้ มีรูปแบบการ
ต่อสู้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ร่างหลักของเขาจะบ้า
คลั่ง ตรงไปตรงมา กำลังเข้าพุ่งชน ส่วนร่างกลืนสวรรค์
จะเชี่ยวชาญในการลอบสังหาร เมื่อทั้ง 2 ร่างนี้มา
รวมกันจึงก่อให้เกิดเป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งยากจะ
รับมือที่สุด
นอกจากนั้นร่างหลักและร่างกลืนสวรรค์ก็สามารถรับมือ
กับจอมกระบี่วิญญาณได้แล้วด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ร่างหลักของเขาเกือบจะสามารถเอาชนะจอมกระบี่
วิญญาณได้ด้วยตัวคนเดียว ทำให้มันได้รับความเสียหาย
อย่างร้ายแรง มันจึงจำเป็นจะต้องเข้าไปพักฟื้นอยู่
ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดอยู่หลายวันจึงจะกลับมามีสภาพ
ดังเดิม
หากว่าร่างหลัก ร่างกลืนสวรรค์และจอมกระบี่วิญญาณ
ของเขาโจมตีผสานรวมเข้าด้วยกัน อู่ อวี้ ก็ยังสงสัยว่า
ตนเองจะสามารถต่อสู้เอาชนะยอดฝีมือได้ถึงขั้นใด
หลังจากที่เขาต่อสู้กับตัวเองไปนับครั้งไม่ถ้วน จึง
ตัดสินใจกลับไปที่ตำหนักโอรสเล่อ
บัดนี้เขายังรู้สึกเป็นห่วง เย่ซีซี เพราะว่าในช่วงไม่กี่วันมา
นี้นางได้เข้าไปปิดด่านเพื่อทำการศึกษาพลั่วพระธรรม
ปราบมาร อย่างไรก็ตามเขายังไม่ได้ข่าวคราวของนาง
เลย และเพราะว่านางเพิ่งจะสูญเสียบิดามารดาไป อู่ อวี้
จึงเป็นห่วงว่านางจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคในใจของ
นางได้หรือไม่
หลังจากที่กลับมายังตำหนักโอรสเล่อ ไม่คาดคิดว่า
หนานซาน หวางเยว่ ก็ได้กลับมาแล้ว และเย่ซีซีก็กำลัง
ออกมาจากการปิดด่านฝึกตนพอดี ยามนี้ หนานซาน
หวางเยว่ กำลังเย้าหยอก เย่ซีซี อย่างสนุกสนาน ซึ่งมัน
ได้เอ่ยขึ้นมาว่า “ในตอนที่ข้าได้พบกับเจ้า อู่ อวี้ ผู้นี้ เขา
ก็ถูกข้าข่มขวัญจนปัสสาวะแทบเล็ด ในยามนั้นเขายัง
ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนทุกวันนี้ ทั้งความกล้าหาญยังเล็ก
กระจ้อยร่อย ถึงขั้นเอ่ยปากเรียกข้าว่าพี่ใหญ่เลยด้วยซ้ำ
ทว่ายามนี้เขากลับประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด และ
ไม่รู้ว่าไปกินดีหมีดีเสือมาจากไหน จึงได้ให้ข้ากลายเป็น
น้องชายของเขาเสียอย่างนั้น ตอนข้าออกไปข้างนอก
คนอื่นๆมักจะเอ่ยออกมาว่า ‘เฮ้..นั่นมันน้องชายเผ่า
ปีศาจของราชอารักษ์เล่อไม่ใช่หรอกหรือ?’ พอได้ยิน
แล้วมันทำให้ข้าโกรธจริงๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าจึง
ขยันฝึกตนถึงเพียงนี้? นั่นก็เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งทุกคนจะ
มองเห็น อู่ อวี้ แล้วพูดว่า ‘นั่นมันน้องชายเผ่ามนุษย์
ของท่านหนานซาน หวางเยว่ ไม่ใช่หรอกหรือ?’”
ดูเหมือนว่า เย่ซีซี จะอารมณ์ดีไม่น้อย เมื่อนางได้ยินจึง
ฉีกยิ้มอย่างมีความสุข
หลังจากที่ อู่ อวี้ ปรากฏตัวออกมา หนานซาน หวางเยว่
ก็เร่งปิดปากของตนเองพร้อมกับโบกสะบัดพัดที่อยู่ใน
มือ ทว่าตัวมันก็ตระหนักว่า เย่ซีซี กำลังจ้องมองมาที่ตน
ทั้งยังเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านพี่หนานซาน ทำไมท่านจึงเป็น
คนที่ไร้ยางอายเช่นนี้!”
“ไม่ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว โอ๊ะดูนั่นๆ?” ร่างกายของหนาน
ซาน หวางเยว่ กลายเป็นสั่นเทา และรีบเปลี่ยนท่าที
อย่างรวดเร็ว ยามนี้มันรีบเบือนหน้าไปมองวิวทิวทัศน์ที่
แสนสวยงามข้างทาง เมื่อผ่านไปสักพัก เย่ซีซี จึง
ตระหนักได้ว่าตนเองเข้าใจผิดไป
“พี่อวี้” เย่ซีซี นั้นเลิกให้ความสนใจ หนานซาน หวาง
เยว่ พร้อมกับนางก้าวเท้าไปหา อู่ อวี้
“เป็นเช่นไรบ้าง?” อู่ อวี้ ดูจากอารมณ์ที่ดีไม่น้อยของ
นาง จึงคาดว่าผลลัพธ์อาจจะออกมาดี
ทว่า เย่ซีซี กลับส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าพยายาม
อย่างหนักเพื่อที่จะเชื่อมต่อกับมัน ทว่าก็ยังไม่สำเร็จ มัน
ไม่มีการตอบสนองใดๆกับข้าเลย ข้ากำลังสงสัยว่า
วิธีการของข้านั้นผิดหรือไม่ ราวกับมันไม่ต้องการให้ข้า
เชื่อมต่อเข้าหามัน หรือว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว
มันจะมาหาข้าเองกันนะ”
อู่ อวี้ หยุดครุ่นคิดสักครู่ แล้วเขากล่าวตอบกลับไป “ที่
เจ้ากล่าวมามันก็มีเหตุผล” นี่เป็นคำพูดจากมุมมองของ
เขา ในยามนั้นเขาพยายามค้นหาพลองทองสมปรารถนา
แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวสิ่งใดได้เลย
หนานซาน หวางเยว่ ที่อยู่ด้านข้างจึงเอ่ยขึ้น “องค์หญิง
น้อยเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่? ได้ยินมาว่าเจ้ายังไม่เคยได้
เห็นโลกภายนอกมิใช่หรือ? เช่นนั้นทำไมไม่ให้ท่านพี่
หนานซานพาเจ้าไปเที่ยวเล่นดูละ เผื่อเจ้าจะได้รู้ว่าโลก
ใบนี้มันสวยงามมากเพียงใด? กล่าวตามตรงก่อนหน้านี้
ตัวข้าก็เป็นเหมือนเจ้า แต่หลังจากมาที่นครเทวะแล้วก็
พบว่าโลกมนุษย์แห่งนี้มันช่างวิเศษมากเหลือเกิน!”
ฉับพลัน เย่ซีซี แสดงท่าทีกระตือรือร้นออกมา
ตั้งแต่ที่นางออกมาจากพิภพอเวจีแล้ว ก็ได้ตรงมายัง
ตำหนักโอรสเล่อโดยทันที ซึ่งพอมาคิดดูแล้ว นางยังไม่มี
โอกาสได้สัมผัสกับโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย
ว่าไปแล้วก็ใกล้จะถึงเวลาที่โอรสเล่อจะตระเตรียม
สถานะให้กับนางแล้วด้วย
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ