กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 902: ค้อนดาวตก
เม็ดยาค้นหาเต๋า 5,000 เม็ด!
ด้วยจำนวนมหาศาลเช่นนี้ทำให้ทุกคนต้องรู้สึกสั่น
สะท้าน
ดูเหมือนว่า อู่ อวี้ จะต้องยอมรับการท้าทายนี้จริงๆ
แล้ว ซึ่งกล่าวได้ว่าการเสนอเดิมพันที่มากมายถึง
เพียงนี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นใน ‘สนามประลองอันดับ
หนึ่ง’ มาเป็นเวลานานแล้ว
หลังจากที่ โอรสเหยียน เอ่ยปากออกมา มันก็จับตา
ดูว่า อู่ อวี้ จะกล้ารับเดิมพันนี้หรือไม่
โอรสเล่อ ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้
ไป
แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนขลาดกลัว การเผชิญหน้าใน
ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็น อู่ อวี้ ที่เป็นคนชี้นำให้กับ
โอรสเหยียน เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่
เอ่ยถามตัว อู่ อวี้ เองว่าเขามั่นใจหรือไม่…….
ยามนี้ อู่ อวี้ ไม่ได้หันกลับไปตอบ โอรสเล่อ ทว่าเขา
ได้หันไปเอ่ยกับโอรสเหยียนโดยตรง “ตั้งแต่ที่โอรส
เหยียนมีความกรุณาเช่นนี้ หากข้าไม่ตอบปากรับคำ
คงเป็นการกระทำที่น่าละอายยิ่งนักแล้ว เอาเถอะ
การเดิมพันที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็น โอรสเหยียน ให้
โอกาสกับข้าทั้งที ปฎิเสธไปก็คงเสียเปล่า”
“เขากล้ารับเดิมพันจริงๆ!!”
ครู่ต่อมาทุกคนถึงกับจดจ้องไปทางมันด้วยอาการ
สั่นเทา
แววตาของโอรสเหยียน และคนอื่นๆกลายเป็น
จริงจัง รอยยิ้มที่อยู่บนหน้าของพวกมันได้หายไป
แล้ว ตอนนี้พวกมันตระหนักแล้วว่านี่เป็นการเดิม
พันที่จริงจังอย่างที่สุด
แววตาของ โอรสเหยียน จ้องลงมาบนร่างของ สิงเห
ยียน มันไม่ใช่ตัวตนธรรมดา ในเวลานี้มันกำลังแบก
รับแรงกดดันอันหนักหน่วง อย่างไรก็ตามมันเป็นคน
ประเภทที่ว่ายิ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันยิ่งระเบิดพลัง
ออกมารุนแรง!
เมื่อมองเห็นแววตาของ สิงเหยียน โอรสเหยียนจึง
เกิดความมั่นใจขึ้นมาไม่น้อย ท่าทีและสีหน้าของมัน
เปลี่ยนเป็นทะมึนตึง ฉับพลันคนชี้ออกไปทางบน
เวทีประลองซึ่งอยู่ตรงใจกลาง ยามปกติเวทีประลอง
แห่งนั้นจะไม่เปิด มีเพียงแต่การประลองที่สำคัญ
ที่สุดเท่านั้นจึงจะอนุญาตให้เข้าไปได้ “ในเมื่อเป็น
เช่นนี้ พวกเจ้าทั้ง 2 คน จงเข้าไปข้างใน แสดงให้
พวกเราได้เห็นการประลองอันน่าตื่นเต้น”
สำหรับมันแล้วการเดิมพันนี้มันสำคัญยิ่งกว่าการ
ได้รับพลองฟ้าเพลิงผลาญมาเสียอีก
หลังจากที่ สิงเหยียน ได้รับคำสั่งแล้ว มันก็ไม่ปริ
ปากเอ่ยสิ่งใด มุ่งหน้าตรงไปยังสนามประลองที่ใหญ่
ที่สุดในทันที
จากนั้นมันก็กอดอก รอ อู่ อวี้ เข้ามา ขณะที่มัน
เยื้องกรายเข้าไปก่อน ก็ได้ปลดปล่อยพลังแก่นแท้
ตำหนักม่วงออกไปทั่วทั้งสนามประลอง เปลี่ยนให้
สนามประลองแห่งนี้กลายเป็นเขตแดนของมันใน
พริบตา!
การประลองอันดุเดือดกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว! ทุกคน
แสดงท่าทีออกมาอย่างจริงจัง คาดว่าในตอนนี้ทุก
คนกำลังพิจารณาถึงท่าทีของทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อจะ
ตัดสินใจว่าตนเองจะเดิมพันข้างไหน!
“พี่อวี้!” เย่ซีซี ออกมาจากสนามประลองพลังเพื่อ
มาหาเขา นางนั้นอยู่ไกลจาก อู่ อวี้ พอสมควร ซึ่ง
เมื่อดูจากจิตใจเต๋าของนางในตอนนี้ ก็เห็นได้ว่า
น่าจะดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนอยู่ไม่น้อย
อู่ อวี้ หันไปพยักหน้าให้กับนาง จึงทำให้นางรู้สึก
วางใจ จากนั้นเขาก็สาวเท้าเข้าสู่สนามประลองพลัง
ภายใต้สายตาของทุกคน ทุกย่างก้าวของเขา
เหมือนว่าได้เข้าไปเหยียบย่ำไปบนจิตใจของทุกคนก็
มิปาน!
ทุกคนจ้องมองเขาด้วยท่าทางที่แตกต่างกันไป เมื่อ
รับรู้ข่าว จึงทำให้มีคนมากมายเริ่มทยอยแห่เข้ามา
ราวกับเขื่อนแตก
ขณะที่ อู่ อวี้ กำลังก้าวเดิน พลันปรากฎหมอกทมิฬ
ลอยออกมาจากร่างของเขา หมอกทมิฬกลุ่มนี้ได้
ควบแน่นรวมตัวกันเป็นร่างคนอีกคนหนึ่ง เมื่อมองดู
ให้ดีจะเห็นว่า มันเป็นร่างของ อู่ อวี้ เอง ทว่า
บรรยากาศของร่างนี้กลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่า และ
ร่างนี้มีผมสีขาวนัยน์ตาสีแดง ผู้คนต่างประหลาดใจ
เมื่อได้เห็นรูปร่างที่เหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยนเช่นนี้
แม้กระทั่งยังหาจุดแตกต่างกันไม่เจอ
ทุกคนรู้ว่าร่างนี้ก็คือร่างอวตารของ อู่ อวี้
นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งของ
เขา
ร่างอวตารของเขาทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม พลันปรากฏเงาร่างอีกร่างหนึ่งที่ไม่รู้
ว่าโผล่มาจากที่ไหนเดินตามหลัง อู่ อวี้ มา เงาร่าง
นั้นแตกต่างจากพวกเขา ร่างกายเป็นเหมือนกับ
กระบี่ ภายในดวงตาทั้งคู่ส่งปราณกระบี่อันแหลม
คมไม่มีที่เปรียบ!
“คนผู้นี้คือใครกัน?”
“คนผู้นี้มาจากที่ไหน? มันไม่อาจจะซุกซ่อนมนุษย์
ภายในถุงจักรวาลได้นี่!”
ยามนี้ทุกคนกำลังถกเถียงกัน
“นั่นไม่ใช่คน ดูเหมือนว่ามันจะเป็นหุ่นเชิด จำได้ว่า
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ยังเคยมีหุ่นเชิดมังกรกระดูก! ทว่า
ทำไมหุ่นเชิดตัวนี้จึงเหมือนกับคนจริงๆ บนโลกใบนี้
มีวิธีการที่ประหลาดเช่นนี้ด้วยหรือ!”
หุ่นเชิดจอมกระบี่วิญญาณ เป็นสิ่งอยู่เหนือ
จินตนาการของทุกคน
เห็นได้ชัดว่า อู่ อวี้ จะใช้วิธีการ 3 รุม 1
ยามนี้ทุกคนกำลังพูดถึงหุ่นเชิดที่เพิ่งปรากฏตัว
ออกมาเป็นครั้งแรกของ อู่ อวี้
นี่เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของ โอรสเหยียน
เพราะในแผนการที่จะต่อสู้กับ อู่ อวี้ ก็มีเพียงแค่ร่าง
หลักกับร่างกลืนสวรรค์ของเขาเท่านั้น
หุ่นเชิดตัวนี้มีวงเวทอยู่มากกว่าแสนวง ยิ่งไปกว่านั้น
เมื่อดูจากรูปลักษณ์ของมันแล้ว กระทั่งดูแข็งแกร่ง
ยิ่งกว่า หุ่นเชิดมังกรกระดูก ซึ่งเขาเคยเผยโฉม
ออกมาก่อนหน้าเสียอีก!
“เดี๋ยวก่อน ข้าจำได้ว่าตามกฎของการประลอง
ภายใน ‘สนามประลองอันดับที่หนึ่ง’ ไม่อนุญาตให้
ใช้หุ่นเชิด ยันต์เวท สามารถใช้ได้เพียงแค่พละกำลัง
ของตนเท่านั้น” โอรสเหยียน ได้กล่าวขึ้น
“เหมือนว่า โอรสเหยียน นั้นจะหวาดกลัวหุ่นเชิดไม่
น้อย หากเป็นเช่นนี้การประลองคงเกิดขึ้นไม่ได้เสีย
แล้ว โอรสเหยียน ใช่คนขี้หวาดกลัวเกินไปหรือไม่”
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่เคยขลาดกลัว ที่เขาเรียกใช้จอม
กระบี่วิญญาณก็เพื่อเพิ่มความมั่นใจ แต่เขารู้ว่าที่
แห่งนี้มีการห้ามไม่ให้ใช้หุ่นเชิด ดังนั้นก่อนที่จะเรียก
มันออกมา เขาก็คิดที่จะใช้มันเพื่อบังคับกดดัน โอรส
เหยียน
“อย่าเลย ถึงเวลาเริ่มเสียที!” ทุกคนรู้สึกหดหู่ พวก
เขาพูดคุยมาแล้วมากกว่าครึ่งวัน ซึ่งในที่สุดก็จะเริ่ม
ประลองเสียที ทว่าด้วยข้อโต้แย้งนี้ หากยังไม่เกิด
การต่อสู้ขึ้นอีก ถือว่าเวลาครึ่งวันที่พวกเขารอคอย
มันก็กลายเป็นเสียเวลาเปล่า
ยามนี้ทุกคนต่างเกิดความไม่พอใจขึ้น
อู่ อวี้ ได้เดิมพันเอาไว้ในใจ ในเมื่อ โอรสเหยียน
กล้านำเม็ดยาค้นหาเต๋ามากถึง 5,000 เม็ดออกมา
เดิมพัน แน่นอนว่ามันจำเป็นจะต้องนำพลองเพลิง
ผลาญฟ้ามาให้ได้ มิฉะนั้นมันคงถอดใจไปนานแล้ว
เพียงแค่หุ่นเชิดตัวเดียว ย่อมไม่อาจจะตัดสินผลลัพธ์
ของการต่อสู้ได้ และผู้ติดตามที่มากความสามารถ
ของ โอรสเหยียน ก็มีอยู่อีกไม่น้อย ทุกคนกำลัง
ประเมินสถานการณ์อยู่ ซึ่งทุกคนต่างเห็นเป็นทาง
เดียวกันว่าพลังรบทั้ง 3 ของ อู่ อวี้ มีพลังเทียบเท่า
กับขั้นค้นหาเต๋าระดับที่ 1 เพียงเท่านั้น อีกอย่าง สิง
เหยียน ก็ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ มัน
สมควรมีวิธีการรับมืออยู่แล้ว มิเช่นนั้นมันคงไม่มี
ท่าทีมั่นใจถึงเพียงนี้
“ไม่ต้องพูดมากแล้ว มาดูว่าสุดท้ายแล้วใครจะอยู่
ใครจะไป” คำพูดของ โอรสเหยียน ได้ทำให้ทุกคน
เงียบปากลง และเกิดความหวังขึ้นอีกครั้ง
ยามนี้ทุกคนที่อยู่ภายในสนามประลองอันดับหนึ่ง
แห่งนี้ ต่างเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและเหี้ยน
กระหาย
บัดนี้ ร่างหลัก ร่างกลืนสวรรค์ และจอมกระบี่
วิญญาณของ อู่ อวี้ ได้เข้าไปอยู่ใจกลางสนาม
ประลองพลังแล้ว
จากนั้นสนามประลองได้ปิดลง
เมื่ออยู่ภายในพื้นที่ปิดผนึก พร้อมกับรอบด้านที่ยัง
เต็มไปด้วยแก่นแท้ตำหนักม่วงของ สิงเหยียน จึงทำ
ให้ อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่าจมอยู่ในน้ำ
และขณะนี้เอง เหล่าผู้ชมก็กำลังวางเดิมพัน
ครั้งนี้ ‘สนามประลองอันดับที่หนึ่ง’ ได้ขยายเวลา
เพิ่มเป็น 100 ลมหายใจ ทำให้ทุกคนมีเวลาครุ่นคิด
เพิ่ม การตั้งอัตราต่อรองในครั้งนี้ อู่ อวี้ ได้ตกเป็น
ฝ่ายรอง และหากว่าเขาสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ ก็
จะทำให้ผู้ที่เดิมพันข้างเขาได้รับเงินเดิมพันมากกว่า
2 เท่า
เห็นได้ชัดว่าผู้คนยังคงรู้สึกลังเลว่า อู่ อวี้ จะมี
ความสามารถพอที่จะทำให้เกิดปาฏิหารย์หรือไม่
แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้แบบ 3 รุม 1 ทว่า อู่ อวี้ จะทำ
ให้ทุกคนตะลึงได้เหมือนทุกครั้งอย่างนั้นหรือ 2 ใน
3 ของเหล่าผู้ชมต่างเลือกที่จะลงเดิมพันข้าง โอรส
เหยียน และทุกคนต่างรู้ดี โอรสเหยียน ไม่ใช่คนโง่
เขลา การที่มันนำของเดิมพันมากขนาดนี้ เพราะมัน
มีเบื้องหลังที่แข็งแกร่ง เช่นแขกที่มันเชิญมา ไม่ว่า
ใครก็ตามสมควรบดขยี้ อู่ อวี้ ได้ด้วยปลายนิ้ว ไม่แน่
ว่าพวกมันอาจจะสั่งสอนบทเรียนให้กับ อู่ อวี้ ได้
เรียนรู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าก็เป็นได้!
เรียกได้ว่า ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด!
เวลา 100 ลมหายใจสิ้นสุดลงแล้ว การประลองจะ
เริ่มต้นในไม่ช้า
เมื่อ โอรสเล่อ เห็นว่า อู่ อวี้ ไม่เปลี่ยนการตัดสินใจ
ไปอย่างแน่นอน เขาจึงบอกข้อมูลของ สิงเหยียน ผู้
นี้ให้ อู่ อวี้ ได้รับรู้
มันฝึกตนมาแล้วกว่า 300 ปี เป็นคนที่มากด้วยฝีมือ
และวิชาที่ขึ้นชื่อที่สุดของมันก็คือเคล็ดอิทธิฤทธิ์ที่มี
ชื่อเรียกว่า ‘กายาจักรพรรดิทองคำ’ เล่าลือกันว่า
มันเป็นร่างอมตะสีทอง ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณทั่วๆไปไม่อาจทำอันตรายมันได้ ยิ่งไม่ต้อง
กล่าวถึงการสร้างบาดแผลให้กับมัน
ยามนี้มันได้หยิบเอาศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณที่มีชื่อว่า ‘ค้อนดาวตก’ ออกมา ลือกันว่า
อาวุธชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากหินอุกาบาต วัสดุของ
มันแข็งแกร่งเป็นพิเศษ เต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง
นอกจากนี้มันยังมีวงเวทมากกว่า 300,000 วง พลัง
อำนาจของมันน่าจะแข็งแกร่งยิ่งกว่า ‘สะบั้น
วิญญาณ’ของ กุ่ย เจิ้นเค่อ เสียอีก
บนศาสตรานภดาวตกมีวงเวทอยู่ชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อ
เรียกว่า ‘ดาวตกสังหาร’ วงเวทชนิดนี้มีพลังสังหาร
สูงล้ำ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสิงเหยียน
มันเป็นวิชาที่โด่งดังที่สุด และยังมีอีกหลายวิชาที่ไม่
ต่างกัน เมื่อผนวกรวมกับพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงที่
อยู่เหนือกว่า อู่ อวี้ อยู่หลายขุม มันก็แข็งแกร่งจน
ทำให้ผู้คนรู้สึกตะลึง
ยามนี้การต่อสู้กำลังปะทุขึ้นแล้ว!
นี่เป็นครั้งแรกที่เผชิญหน้ากับขั้นค้นหาเต๋าระดับที่ 2
ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้มีความมั่นใจมากเท่าไหร่นัก
แต่เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางที่จะเขาได้ง่ายๆเช่นกัน
ซึ่งนี่ก็เพียงพอแล้ว ตราบใดที่มีโอกาสแพ้ ก็ย่อมมี
โอกาสชนะรองรับ
ขณะนี้ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญาณ ‘ค้อนดาว
ตก’ ก็เผยให้เป็นประจักษ์
มันเป็นค้อน 2 มือขนาดมหึมา ตัวหน้าค้อนมี
ลักษณะเป็นทรงกลม นอกจากนี้อีกด้านหนึ่งก็ยื่น
ออกมาเป็นทรงกรวย ทั้งแหลมคมและหนักหน่วง
เมื่ออีกฝ่ายได้ควงค้อนนี้ก็บังเกิดเป็นเสียงลมหวีด
หวิวน่าสะพรึงกลัว ดูเหมือนว่ามันจะหนักอย่างไร้ที่
เปรียบ ทว่าความเร็วของกลับไม่ลดลงเลย ลอง
จินตนาการถึง ค้อนดาวตกที่เสริมพลังด้วยแก่นแท้
ตำหนักม่วง หากไปปะทะเข้ากับภูเขายักษ์ ภูเขาก็
คงไม่พ้นพังทลายไปในพริบตา
พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศาสตราเต๋าวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณชิ้นนี้ก็คือน้ำหนัก คาดว่าบนตัว
ศาสตราเต๋าสมควรมีวงเวทที่เพิ่มน้ำหนักอยู่ด้วย!
จากนั้น สิงเหยียน ได้สำแดงเคล็ดอิทธิฤทธิ์ ‘กายา
จักรพรรดิทองคำ’ ในพริบตาร่างกายของมันก็
บังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล จาก
ภายในสู่ภายนอก จากเลือดสู่กายเนื้อ เพียงพริบตา
มันได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นคนยักษ์สีทองโดย
สมบูรณ์ ร่างกายของมันขยายขึ้นมากกว่า 3 จั้ง ทั้ง
รูปร่างกำยำและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ร่างทองคำที่
แข็งแกร่งอยู่ยงคงกระพันเช่นนี้ ศาสตราเต๋าวิถีแท้
ทั่วๆไปไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนให้มันได้ ดูไปแล้ว
ร่างกายของมันยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าหุ่นเชิดจอมกระบี่
วิญญาณของ อู่ อวี้ เสียอีก ขนาดว่าร่างกายของ
จอมกระบี่วิญญาณนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากสมบัติแร่
เหล็กที่ล้ำค่าแล้ว…
คนยักษ์เกราะทองที่ส่องประกายแวววาวกำลัง
กระชับค้อนเอาไว้ด้วยมือทั้ง 2 ข้าง ยืนอยู่ที่เบื้อง
หน้า อู่ อวี้ ราวกับเป็นเทพเซียน ดวงตาสีทองจับ
จ้องมาที่ตัวของ อู่ อวี้ มันให้ความสำคัญกับร่าง
หลักของ อู่ อวี้ ดังนั้นการโจมตีแรกจึงเล็งเป้าไปที่
ร่างหลักของเขา
ร่างกาย อู่ อวี้ ก็ไม่แพ้กัน ภายใต้การจับจ้องของอีก
ฝ่าย เขาก็ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
จากคนกลายสู่เซียนวานรทองคำที่มีลักษณะอันดุ
ร้าย เหี้ยมหาญ!
จากนั้นก็ใช้ออกด้วยเคล็ดเทียมฟ้าจรดดิน หลังจาก
ที่ อู่ อวี้ แปลงกายเป็นวานรยักษ์ ไม่ว่าจะเป็น
ส่วนสูงหรือขนาดก็สามารถกดดัน สิงเหยียน ได้
ทั้งสิ้น เมื่อมันมาอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ ในเวลานี้ มันจึง
ดูราวกับเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งเพียงเท่านั้น รูปร่างสูง
ใหญ่กำยำของมันได้เปลี่ยนกลายเป็นเตี้ยลงไปถนัด
ตา
อู่ อวี้ ในตอนนี้ถือพลองฟ้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์เตา
หลอมเอาไว้ในมือ ซึ่งเวลานี้พลองฟ้าเพลิงผลาญมี
ขนาดหนาเทียบเท่ากับต้นขาของคนทั่วๆไป ทว่ามัน
กลับดูหนักหน่วงยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลว
เพลิง 9 สีที่กำลังโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ผนวก
กับพลังอำนาจของหยาดเพลิงวิญญาณเซียนที่อยู่
ภายในร่าง ชั่วพริบตาทั่วทั้งสนามประลองพลังก็ตก
อยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเปลวเพลิง
———————————