กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 911: ยันต์เขตแดนไม่ดับสูญ
ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด
ตอนนี้ อู่ อวี้ ร่างต้นกับร่างกลืนสวรรค์เตรียมพร้อมแล้ว
สำหรับร่างกลืนสวรรค์ เขาต้องรอจนกว่าจะออกจาก
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง เมื่อเดินทางไปถึง
มหาสมุทรอันไร้สิ้นสุด ทุกแห่งหนล้วนมีแต่การฆ่าฟัน
เพื่อปล้นชิง ซึ่งเขาตั้งใจสังหารปีศาจสมุทร เพื่อนำ
ซากศพของพวกมันจะกลายเป็นแหล่งทรัพยากรอาหาร
อันโอชะให้แก่ร่างกลืนสวรรค์
นอกจากร่างกลืนสวรรค์ ยังมีพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงที่
มีพลังแข็งแกร่งอย่างที่สุด
ระหว่างรอฟังข่าวจากโอรสเล่อ เขาจำต้องเพิ่มความ
แข็งแกร่งด้วยการท้าทายหุ่นเชิด
แน่นอน อู่ อวี้ ยังไม่ค่อยแน่ใจ ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้ก็คือ
พยายามทำให้ดีที่สุดเท่านั้น
เมื่อเขาตัดสินใจท้าทายหุ่นเชิด วงเวทสีขาวก็ปรากฏขึ้น
อีกครั้ง จอมกระบี่วิญญาณที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนหน้า
นี้ ได้ฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งแล้ว ยามนี้มันกำลังยืนอยู่ในวง
เวทสีดำ
หุ่นเชิดตัวนี้เหนือกว่าจอมกระบี่วิญญาณ สามารถแล
เห็นได้ว่า หุ่นเชิดตนนั้นมีรูปร่างเป็นมนุษย์ การ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดจากมังกรกระดูกอัคคี ไปสู่จอม
กระบี่วิญญาณก็คือ จอมกระบี่วิญญาณดูเหมือนกับคน
จริง ๆ และหุ่นเชิดตนใหม่นี้ อู่ อวี้ พบว่าเงาร่างที่
ปรากฏภายในวงเวทก็ดูเหมือนกับคนจริง ๆ ที่สำคัญมัน
ยังแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าจอมกระบี่วิญญาณ ถึงแม้ว่าจะ
อยู่ภายในวงเวท แต่ด้วยเนตรเพลิง ทำให้เขาสามารถ
มองเห็นภายในได้กว่า 9 ใน 10 ส่วน
หุ่นเชิดตัวนี้ ร่างกายสูงใหญ่กว่าจอมกระบี่วิญญาณมาก
นัก!
ร่างกายของหุ่นเชิดตัวนี้ สูงใหญ่กว่าร่างมนุษย์ของ อู่
อวี้ เสียอีก ผิวสีเหลืองค่อนข้างเข้มไปทางสีน้ำตาล สวม
ใส่ชุดเกราะสีดำ รองเท้าสีดำ สวมหมวกเกราะ ราวกับผู้
บัญชาการกองทัพ บรรยากาศกดดันแทบหายใจหายคอ
ไม่ออก กลิ่นอายโลหิตคาวคละคลุ้ง ราวกับต่อสู้เข่นฆ่า
มาอย่างต่อเนื่อง!
สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ ทวนสงคราม ที่อยู่ในมือของมัน
ทั่วทั้งอาวุธชิ้นนี้เป็นสีดำทะมึน ดูเสมือนราวกับว่าเป็น
ส่วนหนึ่งในร่างของมัน ท้ายสุดแล้วมันไม่ใช่มนุษย์จริง ๆ
มันคือหุ่นเชิด เมื่อเขาพินิจอย่างละเอียด ก็คาดเดาว่า
ศาสตราวุธที่อยู่ในมือของมันจะต้องเป็นศาสตราวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณเป็นแน่ ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นเช่นดั่งผู้
บัญชาการกองทัพ และชุดเกราะที่มันสวมใส่ ถ้าอยู่ใน
นครเทวะมันอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็น’ กองทัพมังกร
ทมิฬ’
ปลายทวนที่ชี้ขึ้นไปบนท้องนภา มีรูปทรงเช่นดังตรีศูล!
” ตัวข้า ‘จอมทวนวิญญาณ’ ไม่ทราบว่าท่านพร้อมห้ำหั่น
ประหัตประหารแล้วหรือไม่? ” สายตาของ อู่ อวี้ ยากจะ
เบนออกจากตรีศูล จอมทวนวิญญาณพูดขึ้นด้วยน้ำเสียง
หนักแน่น มันช่างเหมือนกับมนุษย์จริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อ
มันลืมตาขึ้น ชายผิวดำ ดวงตาฉลาดเฉลียวเยือกเย็น พูด
ได้ว่าเหมือนกับมนุษย์จริง ๆ ยิ่งเสียกว่าจอมกระบี่
วิญญาณเสียอีก!
เหตุผลที่ อู่ อวี้ รู้สึกประทับใจกับตรีศูล ก็เป็นเพราะว่า
มันเหมือนกับอาวุธของลั่วผิน ‘จิตวิญญาณสมุทรเร้นลับ’
ของนางเป็นตรีศูลสีน้ำเงินงดงามประณีตวิจิตรบรรจง
ในทางกลับกันตรีศูลของจอมทวนวิญญาณดูอำมหิต
กระหายเลือดหนาวเย็นอย่างที่สุด แต่ก็ดูเรียบง่าย
อู่ อวี้ ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป
เขายึดขยายร่างกายด้วยเทียมฟ้าจรดดิน ตามด้วยร่าง
จำแลงเซียนวานร บัดนี้ อู่ อวี้ ตัวใหญ่กว่าจอมทวน
วิญญาณมาก เมื่อกันแล้วมันดูเสมือนเด็กน้อยมิปาน
จากนั้นก็นำพลองฟ้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์เตาหลอมมา
ถือไว้ในมือ เปลวเพลิงเก้าสีลุกโชนบ้าคลั่ง บัดนี้อุณหภูมิ
ความร้อนภายเจดีย์ล่องกำเนิดทะลุจุดเดือดไปแล้ว
ในเวลาเดียวกันนั้น ร่างกลืนสวรรค์ก็ซ่อนเร้นกายอยู่ใน
ความมืด มือหนึ่งถือมีดสั้น ‘สะบั้นวิญญาณ’ ส่วนอีกมือ
หนึ่งถือ ‘ พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง ‘ มาพร้อมกับ อู่ อวี้
ร่างต้น สงครามครั้งใหญ่ ใกล้จะปะทุขึ้นเมื่อแล้ว!
อู่ อวี้ รู้ดีอยู่แล้วว่าหุ่นเชิดในเจดีย์ล่องกำเนิด เริ่มต้น
จากจอมกระบี่วิญญาณ หลังจากนั้นก็จะเริ่มแข็งแกร่ง
มากขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะรับมือเช่นดั่งก่อนหน้า
ถึงเขาจะสามารถเอาชนะสิงเหยียนได้ แต่เมื่อเผชิญกับ
จอมทวนวิญญาณ นับว่ามิได้มั่นใจเท่าใดนัก
ตูมมมมม!
จอมทวนวิญญาณไร้ซึ่งแรงกดดันในจิตใจ คำสั่งเดียวที่
มันได้รับ คือบดขยี้ศัตรูจนไม่เหลือชิ้นดี ดังนั้นมันจึงพุ่ง
โจมตีเข้าใส่ อู่ อวี้ โดยไร้ซึ่งความลังเลหรือหวาดกลัว
แม้แต่น้อย!
สงครามอุบัติขึ้นแล้ว!
การต่อสู้ที่แท้จริงอุบัติขึ้นแล้ว บัดนี้ อู่ อวี้ ร่างต้นและ
ร่างกลืนสวรรค์กำลังเผชิญหน้าอยู่กับแรงกดดันมหาศาล
ทันใดนั้นจอมทวนวิญญาณก็พุ่งเข้าโจมตีเข้าใส่ อู่ อวี้
อย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าร่างกลืนสวรรค์ หรือ อู่ อวี้ ร่างต้น
จะรุมโจมตีเข้ามาจากทิศทางใด ภายใต้ความมั่นคง
แข็งแกร่งของอีกฝ่าย แม้กระทั่งความเย็นสุดขั้วจาก
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง รวมถึงการโจมตีอย่างหนัก
หน่วง ยังส่งผลกระทบต่อฝ่ายตรงข้ามเพียงเล็กน้อย
เท่านั้น ถึงจะเป็นเช่นนั้น จอมทวนวิญญาณก็ยังไม่
สั่นคลอนต่อการโจมตี กลับเลือกจะมุ่งเป้าไปที่ อู่ อวี้
แทน!
เมื่อครั้งที่เขาสามารถเอาชนะสิงเหยียนได้นั้น เพราะเขา
ได้รับความช่วยเหลือจากจอมกระบี่วิญญาณ ทั้งยัง
พยายามอย่างสุดความสามารถ ทว่าตอนนี้เขาไม่มีจอม
กระบี่วิญญาณ ภายใต้แรงกดดันของจอมทวนวิญญาณ
จึงทำให้ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำปราชัย
“ประทับจักรพรรดิขุนเขาธารา! ” จอมทวนวิญญาณ
หมุนควงตวัดวาดทวนสงครามเบื้องหน้าเสมือนดั่งปลาย
พู่กัน แล้วทันใดนั้นตราประทับก็ส่องประกายแสงเจิดจ้า
ออกมาอย่างรุนแรง!
จอมทวนวิญญาณมีทักษะมากมาย!
หลังจากการต่อสู้ ถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่เท่าเทียม จอมทวน
วิญญาณไม่สามารถเอาชนะ อู่ อวี้ ได้จริง ๆ แต่ อู่ อวี้ ก็
ไม่มีโอกาสสยบมันได้อย่างสมบูรณ์เช่นกัน ดังนั้นเวลานี้
ทั้งสองจึงต่อสู้พัวพันผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างต่อเนื่อง
หลังจากต่อสู้พัวพันผลัดกันรุกผลัดกันรับอยู่เป็น
เวลานาน อู่ อวี้ รู้สึกว่าตอนนี้เครื่องชักจะร้อนอยู่ไม่
น้อย
แต่ทันใดนั้นโอรสเล่อก็มาถึง ฉะนั้น อู่ อวี้ เลยต้อง
ออกมาจาก ‘เจดีย์ล่องกำเนิด’ ชั่วคราว
” ระหว่างเดินทางออกจากเหยียนหวง หากต้อง
เผชิญหน้ากับพวกปีศาจสมุทรที่มีตาหามีแววไม่ ข้าจะ
ให้ร่างกลืนสวรรค์กลืนกินพวกมันเพื่อยกระดับพลังเสีย
ให้สิ้น จากนั้นค่อยกลับไปท้าทาย ‘จอมทวนวิญญาณ’
จะได้มีความเข้าใจมากกว่านี้ ”
อู่ อวี้ ตัดสินใจแล้ว
เมื่อโอรสเล่อ มาถึง อู่ อวี้ ก็รีบออกไปทันที โดยให้เย่ซีซี
กับ หนานซาน หวางเยว่ รออยู่ที่นี่ หลังจากเห็น อู่ อวี้
โอรสเล่อก็นำม้วนทองคำออกมา พร้อมกล่าวว่า ” นี่คือ
เอกสารเดินทาง นำไปมอบมันให้กับองครักษ์ชายแดน
ใน ‘นครจักรพรรดิทักษิณ’ ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้สุด แค่นี้ก็
ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว ”
หลังจาก อู่ อวี้ รับมันมา เขาก็เห็นว่าบนม้วนทองคำมีวง
เวทประทับอยู่มากมาย ซึ่งนี่เป็นวงเวทเฉพาะของ
ราชวงศ์เหยียนหวง คนนอกไม่มีทางปลดหรือวาดมัน
ขึ้นมาได้ นี่คือ ‘เอกสารเดินทางออก’ สำหรับพวกเขา
สามคน ซึ่งภายในนั้นมีข้อมูล ภาพเสมือน ฯลฯ ของ
พวกเขาบันทึกเอาไว้อยู่ ทั้งยังเป็นเอกสารเดินทางออกที่
มหาอุปราชอนุมัติให้ด้วยตนเอง
นี่คือสัญลักษณ์แสดงตัวตน เมื่อไปถึง ‘นครจักรพรรดิ
ทักษิณ’ ผู้คนที่นั่น สมควรไม่กล้าสร้างความลำบาก หรือ
มายุ่มย่ามด้วยอย่างแน่นอน
“ขอบคุณโอรสเล่อ”
ก่อนหน้านี้พวกมันบังคับให้ อู่ อวี้ กลับมาจากจักรวรรดิ
เป่ยหมิง ทว่าตอนนี้เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน พวกมันหาได้
กังวลว่า อู่ อวี้ จะเดินทางออกจากอาณาจักรเหยียนหวง
แม้แต่น้อย ทั้งยังมิได้สนใจว่าเขาจะหลบหนีหรือไม่
กลับมาอีก นับเป็นความไว้วางใจชนิดหนึ่งเลยก็ว่าได้
” เมื่อได้ยินว่าเจ้าจะเดินทางออกจากเหยียนหวง มหา
อุปราชจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หลังจาก
ใคร่ครวญทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ท่านเลย
อนุมัติเอกสารเดินทางออกนี้มาให้ อีกทั้งมหาอุปราชยัง
ไต่ถามข้าอีกด้วยว่า จะให้ส่งผู้คุ้มกันไปอยู่ข้างกายเจ้า
ด้วยหรือไม่ ข้าจึงตอบเขาไปว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัวของ
เจ้า ให้มีคนคอยติดตามคาดว่าเจ้าคงไม่ยินยอม ดังนั้น
จึงปฏิเสธไป ”
อู่ อวี้ พยักหน้า เขาไม่ต้องการให้มีผู้ใดคอยมาเดินตาม
ตูดต้อย ๆ ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ตามที
จากนั้น โอรสเล่อ ก็นำกล่องหยกขาวออกมา กล่องหยก
นี้มีเส้นวิญญาณอยู่ถึง 7 เส้น นับเป็นสมบัติวิเศษ ที่
สามารถนำไปหลอมสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย ทว่ายาม
นี้มันกลับถูกใช้เป็นเพียงภาชนะ เขาส่งกล่องหยกขาวมา
ให้ อู่ อวี้ จากนั้นก็กล่าวว่า ” มหาอุปราชให้ความสำคัญ
กับเจ้าเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งยามที่ข้าเข้าไปในเส้นทาง
เซียนบรรพกาล ยังไม่มีสมบัติเช่นนี้คอยปกป้องเลย ”
“นี่คืออะไร? ” อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงอำนาจอันทรงพลังอย่าง
ไร้เปรียบ ที่แผ่ออกมาจากวงเวท
” นี่คือ ‘ยันต์เขตแดนไม่ดับสูญ’ ของราชวงศ์ แผ่นยันต์นี้
สามารถป้องกันการโจมตีของยอดฝีมือในระดับค้นหา
เต๋าขั้นที่ 6 ลงไปได้อย่างสมบูรณ์ แน่นอนว่ามันใช้ได้
เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ‘เขตแดนไม่ดับสูญ’ มีระยะเวลา
การทำงานอยู่ประมาณครึ่งชั่วยาม สิ่งนี้สามารถช่วย
ปกป้องเจ้าจากอันตรายถึงชีวิตได้ นี่คือสมบัติวิเศษที่
มหาอุปราชมอบให้เจ้าเป็นการส่วนตัว ”
อู่ อวี้ รับ ‘ยันเขตแดนไม่ดับสูญ’ ไป กล่าวตามตรงนี่ถือ
สมบัติล้ำค่า เป็นแผ่นยันต์ที่มีมูลค่าสูงมาก เรียกได้ว่า
ไม่ได้น้อยไปกว่าศาสตราเต๋าวิถีแท้เลยทีเดียว
มหาอุปราช มอบสมบัตินี้ให้แก่เขาเป็นการส่วนตัว ไม่ว่า
มันจะเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิโบราณเหยียนหวงหรือไม่
แต่ อู่ อวี้ ก็รู้สึกซาบซึ้งขอบคุณในการช่วยเหลือครั้งนี้
แถมยังมอบสิ่งของล้ำค่าเช่นนี้ให้แก่ตนเองโดยมิได้
ตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย ดังนั้น อู่ อวี้ จึงตอบกลับไป
อย่างรวดเร็วว่า ” ฝากโอรสเล่อ ขอบพระทัยมหาอุปราช
แทนข้าด้วย ”
” ข้าขอบคุณแทนเจ้าไปแล้ว ว่าแต่จะออกเดินทาง
เมื่อไหร่? ” โอรสเล่อไต่ถาม ดูเหมือนว่าเขาจะเศร้าใจ
เล็กน้อย เนื่องจากในท้ายสุดแล้ว อู่ อวี้ ช่วย
เปลี่ยนแปลงตำแหน่งของเขาภายในนครเทวะแห่งนี้ ซึ่ง
ตัวเขาเริ่มได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย อีกทั้งยังมี
เหล่าผู้ทรงอิทธิพลแอบติดต่อมาอีกด้วย
อู่ อวี้ มองไปทาง หนานซาน หวางเยว่ ราวกับจะบอก
โอรสเล่อ ว่าตนเองซื้อเรือรบมาเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่
รอทำพันธสัญญา จากนั้นก็ค่อยออกเดินทาง ทว่าไม่
คาดคิดว่า หนานซาน หวางเยว่ จะยิ้มแล้วเอ่ยว่า ” ด้วย
สติปัญญาของข้า เรื่องแค่นี้จิ๊บ ๆ เตรียมการเสร็จสิ้น
แล้ว ”
สิ่งนี้ถือว่าอยู่ภายในขอบเขตความเชี่ยวชาญของมัน
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นเท่าใดนัก หาก อู่ อวี้
ต้องการ คาดว่าเขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาด้วยซ้ำ
เนื่องจากท้ายสุดแล้วศาสตราประเภทนี้ แตกต่างจาก
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ประเภทโจมตีเป็นอย่างมาก ใน
ระหว่างกระบวนการทำพันธสัญญา ก็จำเป็นต้องทำ
ความเข้าใจในวงเวทเหล่านั้นไปด้วย
อู่ อวี้ กล่าวว่า ” ยังไม่สายเกินไป ตอนนี้ หนานกง เหว่ย
อาจจะอยู่ใกล้ ๆ ถ้าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้
เป็นไปได้ว่าข่าวคราวของนางอาจจะหาย ดังนั้นพวกเรา
เลยจะรีบตรงไปที่นั่น”
“เหตุนี้เอง” โอรสเล่อพยักหน้า
” เช่นนั้น.. พระโอรสข้าขอลา” อู่ อวี้ ประสานมือคารวะ
เขามักตัดสินใจ และลงมือกระทำอย่างเด็ดขาดเสมอ
ดังนั้นเวลานี้ อู่ อวี้ จึงหาได้ลังเลแม้แต่น้อย
สำหรับตราประทับสื่อสาร ทั้งสองฝ่ายต่างแลกเปลี่ยน
กันไว้นานแล้ว
” ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น จงรีบติดต่อข้ามาทันที ข้าจะดู
ว่าพอช่วยอะไรได้บ้าง ” โอรสเล่อกล่าว
“ไม่มีปัญหา พระโอรสมิต้องกังวล ยิ่งไปกว่านั้นทวีป
ปีศาจทายาททักษิณ จะลี้ลับอันตรายไปกว่าเส้นทาง
เซียนบรรพกาลในตอนนั้นได้ยังไง?” อู่ อวี้ ยิ้ม
” ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่เข้าไปใน เส้นทางเซียนบรรพกาล
ข้ายังอ่อนแอกว่านี้มาก แต่ก็ยังรอดมาได้ ในเมื่อคิดจะ
ไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ”
อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ เขาก็ไม่ต่างอะไรจากยืนอยู่บน
เส้นด้ายอยู่แล้ว ทัศนคติที่โอรสเล่อมีต่อตัวเขา เรียกได้
ว่าสมบูรณ์แบบในทุกด้านเลยก็ว่าได้
อู่ อวี้ พยักหน้า พร้อมกับกล่าวคำอำลา กลุ่มของพวก
เขาทั้งสามเดินมาหยุดอยู่ที่ลานเบื้องหน้าของตำหนัก
ราชอารักษ์เล่อ จากนั้น อู่ อวี้ ก็มองไปยัง หนานซาน
หวางเยว่ แน่นอนว่าเขาต้องการให้ หนานซาน หวางเยว่
นำ ‘นาวาซ่อนเซียน’ ออกมา
“เอาล่ะ จงดูข้าให้ดี! ” หนานซาน หวางเยว่ แค่นเสียง
จากนั้นก็ทำท่าโบกมือ ทันใดนั้นแสงสีขาวก็ส่องประกาย
เจิดจ้าออกมาจากมือของมัน เพียงชั่วพริบตาหมู่มวล
ประกายแสงก็หลอมรวมกลายเป็นรบขนาดใหญ่ พื้นที่
ภายในของมัน ไม่ได้ด้อยไปกว่าตำหนักราชอารักษ์เล่อ
แม้แต่น้อย ทั่วทั้งตัวเรือเป็นหยกขาว ถูกแกะสลักด้วย
ลวดลายงดงามวิจิตรบรรจง ดูราวกับวิมานเซียนสวรรค์
ก็มิปาน แม้กระทั่ง เย่ซีซี ก็อดกล่าวชื่นชมออกมาอย่าง
ช่วยไม่ได้ว่า “ช่างสวยงามยิ่งนัก”
” ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องเลือก ‘นาวาซ่อนเซียน’ ‘ข้าอยาก
ได้มันมานานแล้ว ทว่าประการแรกมันหาได้จำเป็นไม่
ประการที่สองคือไม่สามารถทำสัญญาได้ง่ายๆ และ
ประการที่สามคือข้ามีเงินไม่เพียงพอ กล่าวตามตรง
แม้กระทั่งตัวข้าที่เป็นพระโอรส ยังรู้สึกอิจฉาเจ้าเลย”
กระทั่งโอรสเล่อยังรู้สึกเช่นนั้น
“โอรสเล่อไม่ต้องกังวล ในภายภาคหน้าโลกใบนี้อาจเป็น
ของพระองค์” อู่ อวี้ ยิ้มเบา ๆ หลังจากนั้น หนานซาน
หวางเยว่ กับ เย่ซีซีพร้อมกับเจ้าแมวหลานหลานขึ้นมา
บน ‘นาวาซ่อนเซียน’
โอรสเล่อยิ้มมองดู อู่ อวี้ กับพรรคพวกออกเดินทาง
“ออกเดินทาง” อู่ อวี้ กล่าว
“ขอรับ กัปตัน! ” หนานซาน หวางเยว่ ร้องตะโกนขึ้น
ทันใดนั้นนาวาซ่อนเซียนก็ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าบินหาย
ลับไปในหมู่ม่านเมฆาทันที
โอรสเล่อ ยังคงยืนอยู่ที่เดิมมองนาวาล่องลอยไปบน
ท้องฟ้าจนลับสายตา
ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองข้างของเขา ก็เคลื่อนตัวเข้ามา
หลอมรวมกันอยู่ตรงกลาง กลายเป็นดวงตากลมโต
ขนาดใหญ่ ส่องประกายแสงสีเขียวมรกต จับจองไปยัง
นาวาซ่อนเซียนที่หายลับตาไป ด้วยดวงตา ไร้ซึ่ง
ประกายความรู้สึกแม้แต่น้อย
——————————–