กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 912: นครจักรพรรดิทักษิณ
ณ เขตพระราชฐานเหยียนหวงของตำหนักโอรสเหยียน
ในนครเทวะ
ลานลึกในตำหนักโอรสเหยียน โอรสเหยียนกำลังเอามือ
ไพล่หลัง เดินชมสวนวิญญาณเซียนอยู่
สวนวิญญาณเซียนอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุน เมื่อ
สูดดมเข้าไปจะทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างที่สุด บนวิญญาณ
เซียนมีเส้นวิญญาณปรากฏให้เห็นมากมาย เป็นเสมือน
ดังแก่นแท้ของฟ้าดินสุริยันจันทรา หากเป็นมนุษย์ปุถุชน
สามัญสูดลมอวกาศดังกล่าวเข้าไป คนผู้นั้นจะสามารถมี
ชีวิตอยู่ได้ถึงร้อยปีเหมือนอยู่ในแดนสวรรค์ชั้นฟ้าก็มิ
ปาน
ด้านหลังโอรสเหยียน ยังมีชายชราสองสามคน มองดู
แล้วพวกมันแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือฝึกฝนบำเพ็ญตน
จนมีตบะขั้นสูง ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันมีอายุมากแล้วล่ะ
ก็ คงมีหวังจะบรรลุมรรคผลกลายเป็นเซียนอมตะ
พวกมันเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ติดตามโอรสเหยียนมานาน
โอรสเหยียนหันหลังกลับแล้วกล่าวกับคนกลุ่มนี้ด้วย
เสียงเคร่งขรึม ” ข่าวนี้เป็นที่ยืนยันได้มากน้อยแค่ไหน? ”
หนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นว่า ” เป็นที่ยืนยันขอรับ คนของ
หม่อมฉันไปตรวจบันทึกการเดินเรือมาเป็นที่เรียบร้อย
แล้ว นอกจากนี้ยังส่งคนไปซุ่มดูอยู่แถว ๆ ตำหนักโอรส
เล่อ คนของหม่อมฉันเห็นกับตาว่า ‘นาวาซ่อนเซียน’
ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าตรงไปทางทิศใต้ ”
” ซื้อนาวาซ่อนเซียนเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกมันตั้งใจ
เดินทางออกไปยังน่านสมุทร หากเป็นภายในเหยียนหวง
ไม่จำเป็นต้องซื้อนาวาซ่อนเซียน เพื่อปิดบังอำพราง
เช่นนี้ ”
โอรสเหยียนพยักหน้าแล้วรำพึงขึ้นมาว่า ” มุ่งไปทาง
ทะเลทักษิณเช่นนั้นหรือ แสดงว่าจะต้องไปนคร
จักรพรรดิทักษิณน่ะสิ ที่แห่งนั่นเป็นประตูทางออกที่ดี
ที่สุด ทว่าหลังจากออกไปแล้ว พวกมันจะไปที่ไหนกัน?
จะบอกว่าโอรสเล่อ กับ มหาอุปราช เต็มใจให้พวกนั้น
ออกผจญภัยเช่นนั้นหรือ? ”
“หม่อมฉันไม่ค่อยแน่ใจ ในงานเฉลิมฉลองยินดีให้แก่
ราชอารักษ์เล่อ สหายของโอรสเล่อผู้หนึ่งเคยกล่าวถึงแม่
นางที่มีนามว่า ‘หนานกง เหว่ย’ กระหม่อมคาดเดาว่า
การออกเดินทางของราชอารักษ์เล่อในครั้งนี้ แม่นาง
‘หนานกง เหว่ย’ น่าจะเป็นสาเหตุ ”
” หนานกง เหว่ย ผู้นี้คือใคร? ”
” เรื่องนี้ก็หม่อมก็ไม่ค่อยแน่ใจเช่นกัน แต่ถ้าให้เดา
เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นคนรักของราชอารักษ์เล่อ? ”
โอรสเหยียนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วว่า ” ด้วยความสามารถ
ของเรา อู่ อวี้ กับพรรคพวกนั้นถือว่ายังเด็กเกินไป นคร
จักรพรรดิทักษิณอยู่ทางตอนใต้ เมื่อออกทะเลไปแล้ว
การตามหานาวาซ่อนเซียนไม่น่าจะยาก ถ้าพวกมันไปที่
ทวีปปีศาจทายาททักษิณจริง ๆ พวกเราก็จะไป
เตรียมพร้อมรออยู่ที่นั่น แล้วยืมมือปีศาจในท้องที่กำจัด
ของพวกมันทิ้งไปซะ … ”
” ราชอารักษ์เล่อเป็นคนฉลาด แต่การที่มี 5,000 เม็ดยา
ค้นหาเต่าติดตัวไปเช่นนี้ก็ถือว่าสร้างภัยให้ตัวเองไม่น้อย
ถ้าเราป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไป… ”
” บางทีนี่อาจเป็นโอกาสเดียวของเรา ”
” การพ่ายแพ้ที่ผ่านมามันน่าอดสูเกินจะรับ เป็นรอยด่าง
พร้อยใหญ่หลวงที่สุดสำหรับโอรสอย่างข้า ”
เมื่อกล่าวประโยคนี้ ดวงตาเขาโอรสเหยียนก็แปร
เปลี่ยนเป็นแดงก่ำราวโลหิต มันมองไปที่บุปผาอันสวย
สดที่อยู่ตรงเบื้องหน้าของมัน มันคือบุปผาเก้าสีที่มีความ
งดงามอย่างที่สุด มีเส้นวิญญาณ 7 เส้นเป็นอย่างน้อย
ที่มันจ้องมองไปที่บุปผาดังกล่าว ทันใดนั้นวิญญาณเซียน
ก็เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว แล้วกลายเป็นเถ้าถ่านไปใน
ที่สุด
เมื่อเห็นมันเป็นเช่นนี้ ทุกคนต่างก็เงียบสิเฝ้ารอการ
ตัดสินใจของโอรสเหยียนอย่างใจจดใจจ่อ
“หากลงมืออย่างเงียบ ๆ แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้
รวมถึงตัวมันด้วย เห็นที่ถึงเวลาที่ข้าจะต้องเสี่ยงอีกครั้ง”
โอรสเหยียนกล่าว
จากนั้นมันก็มองไปที่ทุกคนแล้วพูดว่า ” ผู้ใดจะเป็นคน
จัดการ? พวกเจ้าทุกคนที่นี่เป็นพี่น้องสหายของข้ามา
นานหลายปีแล้ว ไม่มีผู้ใดด้อยไปกว่าข้า ข้าต้องการคนผู้
หนึ่ง รับหน้าที่ติดตามพวกมันแล้วจ้องรอหาโอกาส
เหมาะ ๆ ลงมือ ”
หลังจากโอรสเหยียนตัดสินใจทุกคนก็พยักหน้ารับ แล้ว
ใครล่ะจะเป็นผู้ออกไปจัดการ? ท่ามกลางพวกมันยังไม่มี
ผู้ใดออกตัวอาสารับภารกิจนี้
แต่แล้วทันใดนั้นโอรสเหยียนก็ได้รับข้อความจากยันต์
สื่อสาร
หลังจากเปิดอ่านสีหน้าของมันก็เปลี่ยนไปทันที มันเผา
ยันสื่อสารแผ่นนั้นทิ้ง ส่ายศีรษะแล้วพูดว่า ” ลืมมันไป
เถอะ… พระมารดาบอกว่าข้าลงมือไม่ได้ ”
“เพราะเหตุใดล่ะขอรับ? ” ทุกคนแปลกใจ
“นางบอกว่าไม่มีอะไรจะหลบรอดสายตาของคนผู้นั้นได้
นางบอกว่ามีทางเดียวเท่านั้น ที่ข้าสามารถจัดการกับ
พวกมันได้ก็คือ ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น โดดเด่นต่อ
หน้าฝูงชน นอกเหนือจากนี้ไม่ว่าโอรสพระธิดาองค์จะ
คิดแผนอะไรออกมาก็ตาม ทั้งหมดเป็นแค่เรื่องตลก
สำหรับเขาเท่านั้น ”
เมื่อคิดถึงคนผู้นั้น ทุกคนก็เงียบกริบนี่ไม่ใช่การต่อสู้
ธรรมดา ๆ จริง ๆ
” ดังนั้นเราทำได้เพียงแค่ดู อู่ อวี้ เท่านั้น ถือว่าโชคช่วย
มันก็แล้วกัน ไม่เป็นไร…พวกเราก็แค่รอมันกลับมา ”
……………………………………………………………………….
หนานซาน หวางเยว่ ควบคุมนาวาซ่อนเซียน
เรือรบนาวาซ่อนเซียน เคลื่อนผ่านหมู่มวลเมฆา อู่ อวี้
กับเย่ซีซีกำลังยืนพำนักอยู่กราบเรือ โดยมีเจ้าแมวหลาน
หลานนอนอาบแดดเอกเขนกอยู่ด้านบน
นาวาซ่อนเซียนบินพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูงสุด
ถึงแม้ว่าจะช้ากว่าเมฆาตลบฟ้า แต่ก็มิได้สิ้นเปลืองพลัง
แก่นแท้ตำหนักม่วงเท่าใดนัก เนื่องจากมันเคลื่อนตัวได้
วงเวท
พวกเขาที่อยู่บนนาวาซ่อนเซียน สามารถแลเห็นภูมิ
ประเทศอันงดงามของอาณาจักรโบราณเหยียนหวงได้
อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ทุ่งหญ้า ขุนเขาธารา นครเล็ก
ใหญ่ ล้วนสามารถแลเห็นได้อย่างชัดเจน
ทว่าเมื่อแลมองจากภายนอกแล้ว จักเห็นได้ว่ายามนี้ไร้
ซึ่งร่องรอยของนาวาเคลื่อนผ่าน หรือความผันผวน
เปลี่ยนแปลงของสายลมและก้อนเมฆาแม้แต่น้อย
แม้กระทั่งวงเวทนับหมื่นบนตัวเรือนาวาซ่อนเซียนยังไม่
อาจมองเห็นได้
นับว่าช่วยแก้ไขปัญหาไปได้มาก
“โลกภายนอกช่างกว้างใหญ่เป็นยิ่งนัก ก่อนหน้านี้พวก
เราทุกคนเป็นแค่กบในกะลาเท่านั้น” ตลอดหลายวันที่
ผ่านมา เย่ซีซียืนอยู่ตรงราวบันได คอยสอดส่องสายตา
มองไปยังโลกหล้าด้วยอารมณ์ความรู้สึกตื่นเต้นอย่างถึง
ที่สุด พวกเขาได้แลเห็น ขุนเขา ทะเลสาบ สายธารา
จำนวนนับไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังมีอาณาจักรผู้ฝึกตน
มากมาย โดยมิได้คำนึงถึงขนาด ทุกแห่งหนล้วนปรากฏ
วงเวทย์ค่ายกล ร่องรอยทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ให้พวกเขาได้แลเห็น
สำหรับเย่ซีซีการได้แลมองโลกอันงดงามนี้ นับว่ามี
ประโยชน์กว่าการนั่งเข้าฌานฝึกตนเสียอีก เพียงแค่
มุมมองโลกทัศน์ที่เปิดกว้างขึ้น ก็ส่งผลต่อการ
เปลี่ยนแปลงในเต๋าของนางอย่างใหญ่หลวง อันที่จริง
แล้ว นี่ถือเป็นสถานการณ์อันตรายมากที่สุดสำหรับกุ่ย
เหยียนเลยก็ว่าได้ มันเป็นข้อจำกัด ที่ทำให้ชาวกุ่ยเห
ยียนกลายเป็นกบในกะลา จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวก
มันจะข้ามผ่านมหาภัยพิบัติแห่งเซียนไปได้
“ดูเหมือนว่าข้าจะเห็นมหาสมุทรแล้ว! ” หลังจากนั้นไม่
นานนัก เย่ซีซีก็กระโดดโลดเต้นอย่างตื่นเต้น
เนื่องจาก อู่ อวี้ บอกกับนางว่า ภายในชมพูทวีปโลกธาตุ
แห่งนี้ อาณาเขตมหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่กว่าพื้นปฐพี
มาก เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่อย่างไร้สิ้นสุดเลยก็ว่าได้!
“ใกล้ถึงนครจักรพรรดิทักษิณแล้ว” หนานซาน หวาง
เยว่ กล่าวขณะยืนอยู่บนหัวเรือ
อู่ อวี้ ทอดสายตามอง แลเห็นว่าไกลออกไปจากฝั่ง
ตะวันตกไปถึงตะวันออก มีนครอันกว้างใหญ่ตั้ง
ตระหง่านอยู่ เสมือนดั่งมังกรเทวะตนหนึ่งนอนทอดยาว
อยู่ตามแนวพรมแดนของอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
สูงตระหง่านกว้างใหญ่ งดงามตระการตาเป็นยิ่งนัก
ขวางกั้นอยู่ระหว่างปฐพีกับมหาสมุทร นี่คือ ‘นคร
จักรพรรดิทักษิณ’!
มันคือป้อมปราการทางทิศทักษิณของดินแดนโบราณเห
ยียนหวงที่มีขนาดใหญ่มากที่สุด เป็นหนึ่งในแกนกลาง
ค่ายกลชายแดนของอาณาจักรโบราณเหยียนหวง นับ
แต่อดีตกาล นครจักรพรรดิทักษิณไม่เคยถูกตีแตกแม้แต่
ครั้งเดียว
เบื้องหลังของนครจักรพรรดิทักษิณ คือมหาสมุทรอันไร้
สิ้นสุดซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก อย่างไรก็ตาม อู่
อวี้ เติบโตขึ้นมาจากชายทะเล เขาจึงรู้ว่าแท้จริงแล้ว
มหาสมุทรนั้นงดงามมากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อไปถึงใจ
กลางมหาสมุทรแล้ว ด้วยน้ำทะเลอันมากมายมหาศาล
ไร้สิ้นสุด มองไม่เห็นแม้แต่ปลายสุดขอบฟ้า สิ่งนี้ทำให้
ผู้คนหมดหวังได้
เดินทางออกจากอาณาจักรโบราณเหยียนหวงอัน
เข้มงวด ไปยังสถานที่ที่มีแต่ความดุร้าย ไร้ซึ่งผู้ใดคอย
ควบคุมบงการ ทำให้ยามนี้หนานซางหวางเยว่ กับ เยซีซี
ดูตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง สำหรับตัวของ อู่ อวี้ เอง เขามิได้
ไปยังสถานที่ที่มีแต่การต่อสู้ห้ำหั่นประหัตประหารมา
นานแล้ว กล่าวตามตรง ไม่ว่าจะเป็นคุกสมุทรวิญญาณ
หรือพิภพอเวจี ไม่อาจนับเป็นเช่นนั้นได้ เนื่องจาก
สถานที่เหล่านั้นถูกควบคุมเฝ้าจับตามองโดยผู้คน ทว่า
ต่อหน้ามหาสมุทรอันไร้สิ้นสุด ไปจนถึงทวีปปีศาจ
ทายาททักษิณ ที่แห่งนั้นคือโลกแห่งอิสรเสรี!
เมื่อเข้าใกล้นครจักรพรรดิทักษิณ หนานซาน หวางเยว่
ก็ควบคุมนาวาซ่อนเซียน ให้มุ่งตรงไปยังนครจักรพรรดิ
ทักษิณ สามารถแลเห็นได้ว่าผู้คนจากอาณาจักรโบราณ
เหยียนหวงหลั่งไหลมุ่งหน้ามายังนครนี้เช่นกัน ใน
ขณะเดียวกันก็มีผู้คนมากมายก็เดินทางออกมาจากนคร
ภายใต้การควบคุมปกครองของเหยียนหวง นับว่ายามนี้
ถือเป็นยุคสมัยแห่งความสงบสุขเลยก็ว่าได้ มีผู้ฝึกตน
มากมายมุ่งหน้าไปยังมหาสมุทรทักษิณ บ้างก็ค้นหา
สมบัติ บ้างก็ต่อสู้ห้ำหั่นกับปีศาจ นอกจากนี้สมบัติของ
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ยังถูกส่งไปยังทวีปปีศาจ
ทายาททักษิณ เพื่อแลกเปลี่ยนวิญญาณเซียน สมบัติ
วิเศษ ศาสตราเต๋าวิถีแท้ และสิ่งของต่าง ๆ ที่เหยียน
หวงไม่มีกับพวกปีศาจ ซึ่งการค้าระหว่างทวีปนี้ถือว่ามี
คุณประโยชน์อย่างมหาศาล
บางคนถึงขนาดทำการค้ากับปีศาจสมุทรโดยตรง เทียบ
ระหว่างปีศาจสมุดกับทวีปปีศาจทายาททักษิณ เหล่า
ปีศาจสมุทร ไร้ซึ่งความเป็นระเบียบ ดุร้ายกว่าหลายเท่า
แต่ผลกำไรจากการเก็บเกี่ยวก็ถือว่าสูงกว่าเช่นเดียวกัน
นั้นจึงมีผู้คนมากมายออกล่าผจญภัย แสวงหาโชคจาก
พวกมัน
ใช่ว่าทุกคนจะมีเป้าหมายอยู่ที่การเป็นเซียนอมตะเพียง
เท่านั้น บางคนเมื่อต้องประสบกับความสิ้นหวังในการ
บรรลุการเป็นเซียนอมตะ ผู้คนจำนวนมากจึงเลือกที่จะ
สั่งสมความมั่งคั่งและทรัพยากรฝึกตนแทน เพื่อ
ประโยชน์ของคนรุ่นหลัง ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ตนเอง
แข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้นการค้าแลกเปลี่ยน จึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยง
ชมพูทวีปโลกธาตุเข้าด้วยกัน ใช่ว่าทุกคนจะเป็น
เหมือนกับ อู่ อวี้ ที่มิได้สนใจสิ่งของนอกกาย เขาเพียง
แค่ต้องการค้นหาวิธีที่จะทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากผู้คนส่วนใหญ่ ที่หมดหวังในการ
บรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ
เมื่อมาถึงนครจักรพรรดิทักษิณ พวกเขามิได้เข้าไปด้าน
ในทันที แต่เลือกจะสำรวจดูโดยรอบก่อน ซึ่งเขาก็พบว่า
พื้นฐานฝึกตนของผู้คนส่วนใหญ่ในเหยียนหวง มิได้น่า
สะพรึงกลัวเหมือนผู้ฝึกตนในนครเทวะที่เป็นแหล่งรวม
ชนชั้นสูงทั่วทั้งอาณาจักรโบราณเหยียนหวงเลยก็ว่าได้
ทว่าผู้ฝึกตนในที่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าบางคนจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แต่ก็มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณ
เพียงเท่านั้น สามารถแลเห็นผู้ที่อยู่ในระดับมหาวิถีสร้าง
แกนนภา หรือแม้กระทั่งระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต
มากมาย
อู่ อวี้ กับพรรคพวกกลมกลืนอยู่ในฝูงชน เพื่อเข้าสู่นคร
จักรพรรดิทักษิณ ในนครจักรพรรดิทักษิณการมีปีศาจ
หรือฝึกตอนนอกรีตปะปนอยู่ด้วยดูเหมือนจะเป็นเรื่อง
ธรรมดา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ทาง
มาตรการรักษาความปลอดภัยก็ไม่ได้หนาแน่น จึงเป็น
เรื่องง่ายที่จะแทรกซึมเข้ามากับฝูงชน แต่ถ้าจะเข้านคร
จักรพรรดิทักษิณในช่องทางอื่น จะต้องผ่านการ
ตรวจสอบที่เข้มงวดเป็นอย่างมาก
ในเวลานี้คนทั้งสามได้เข้าสู่ นครจักรพรรดิทักษิณ เป็นที่
เรียบร้อย ภายในนครมีผู้คนพลุกพล่านขวักไขว่ดูมี
ชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก ร้านรวงเต็มไปด้วยผู้คน มี
โรงเตี๊ยมขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วน เปรียบเทียบกับ
นครเทวสถานที่แห่งนี้ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะทางของทาง
ใต้ โดยเฉพาะเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ผู้ฝึกตนหญิงสวมใส่
ร้อนแรงเป็นอย่างมาก เมื่อเฉิดฉายเยื้องย่างกายอยู่บน
ถนนยิ่งดูมีชีวิตชีวาน่าดึงดูดจนยากจะลืมเลือน
ผู้คนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาถึงนครจักรพรรดิทักษิณ ล้วน
เตรียมตัวจะเดินทางออกไปนอกอาณาจักร ถึงกระนั้น
หลายคนก็เลือกที่จะพักแรมอยู่ใน นครจักรพรรดิทักษิณ
เพื่อเอาแรงก่อน อู่ อวี้ กับพรรคพวกมุ่งตรงไปยัง
ชายแดนทางใต้ ที่นั่นคือ ‘ด่านจักรพรรดิทักษิณ’ หาก
ข้ามผ่านด่านจักรพรรดิทักษิณ ซึ่งถือเป็นค่ายกลขวาง
กั้นพรมแดนไป เมื่อนั้นจะถือว่าเป็นการออกจาก
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงอย่างแท้จริง
ผู้คนที่เดินอยู่บนท้องถนนนครจักรพรรดิทักษิณ อู่ อวี้
หาได้รู้จักสักคน ซึ่งไม่เหมือนกับนครเทวะ ไม่ว่าเขาจะ
ไปที่ไหนก็มีแต่คนรู้จักไปเสียหมดดึงดูดความสนใจจาก
สองข้างทาง
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาถึง ด่านจักรพรรดิ
ทักษิณ ที่นี่เต็มไปมหาสมุทรแห่งฝูงชน ท่ามกลาง
บรรยากาศโดยรอบ ทว่ากลับให้ความรู้สึกว่ามีผู้
แข็งแกร่งกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่โดยรอบ
——————————–