กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 944: แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
อยู่หรือตาย
คำถามเหล่านี้สำหรับ อู่ อวี้ แล้วมันเรื่องยากที่จะหา
คำตอบ
ประสบการณ์ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของเต๋า
จากประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ใครบางคนลุกขึ้นต่อต้าน
สวรรค์
บางคนไม่มีความตั้งใจแน่วแน่เพียงพอ ก็อาจจะสับสน
หลงทาง
ยามนี้เขาควรจะก้าวถอย แล้วมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร้ค่า
หรือตายเยี่ยงวีรบุรุษ?
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าการเอาชีวิตไปแลกเพื่อคนผู้
หนึ่งมันช่างไม่คุ้มค่าเสียเอาเสียเลย
ทว่ายามนี้ อู่ อวี้ กลับไม่แยแสว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ เขารู้
แค่เพียงว่าเขาเต็มใจสละชีวิต!
หากเขาคิดสะระตะถึงผลได้ผลเสีย แน่นอนว่ามันย่อมไม่
คุ้มค่า ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้
หากกล่าวว่าเขาเป็นคนโง่เง่าก็คงไม่ผิด
หรือจะให้พูดอีกนัยหนึ่งว่า จิตใจเขายังคงบริสุทธิ์ไร้
เดียงสา กระทำตามสิ่งที่หัวใจปรารถนา โดยไม่หวั่น
เกรงว่าตนจะเสียใจภายหลัง
ยามนี้พิภพภายในกาย ได้ถูกบดขยี้ทำลายไปอีกหนึ่ง
พิภพแล้ว ร่างกายของเขาลอยละลิ่วไปตามอากาศ ภาพ
เบื้องหน้าเลือนรางไม่ชัดเจน
ลอยละลิ่วไปต่อหน้าต่อตา หนานกง เหว่ย , ปีศาจวานร
หกกร , หนานซาน หวางเยว่ และ เย่ซีซี อย่างไม่อาจ
บังคับได้
ครั้งนี้ความตายคงคืบคลานเข้ามาใกล้แล้วจริง ๆ
มีผู้คนเคยกล่าวเอาไว้ว่าการฝึกตน ก็เป็นเสมือนดั่งแมลง
เม่าบินเข้ากองไฟ
ปัจจุบัน อู่ อวี้ ก็เสมือนกับภมรผีเสื้อตัวหนึ่ง กำลังบิน
ถลาเข้าสู่กองไฟงอย่างเร็วไว
เขาทุกข์ทรมานกับการรับการโจมตี แต่เขาก็ยังคงไม่ไป
ไหน ยังคงยืนหยัดอยู่ที่นี่ การแสดงออกของผู้คนในยาม
นี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง รวมถึงฝูงวานรจำนวน
มากอีกด้วย
ผู้ที่ไม่กลัวความตาย ทั้งยังยืนหยัดไม่ย่อท้อ ไม่ยอมถอด
ใจยอมพ่ายแพ้ง่าย ๆ ย่อมได้รับความเคารพจากผู้คน
เสมอ
ผู้คนเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความประหลาดใจ สายตาของ
อู่ อวี้ จับจ้องไปที่ หนานกง เหว่ย ซึ่งถูกตาข่ายสีม่วงพัน
รัดไว้อย่างเหนียวแน่น ดวงตาสีเข้มของนางลุกไหม้ไป
ด้วยเปลวเพลิงแต่ก็เต็มไปด้วยความหดหู่หม่นหมอง
ขณะจ้องมองมาที่เขา นางรู้สึกบางอย่างราวกับโลกของ
นางกำลังแตกสลาย นางต้องการที่จะเอื้อนเอ่ยวาจาบาง
คำออกมา ทว่ามันกลับจุกแน่นอยู่ในลำคอเสียจนไม่อาจ
เอื้อนเอ่ยวจีใดออกไปได้
นางไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บางทีในอนาคตนางอาจจะ
ระลึกภาพความทรงจำบางอย่างขึ้นมาได้
ส่วนปีศาจวานรหกกรไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับสิ่งที่
เห็น ในทางตรงกันข้ามมันยังแสยะยิ้มแล้วพูดขึ้นมาว่า ”
ฟู่ววว มันช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียนี่กระไร การ
จะได้เห็นคนเทิดทูนความรักมากมายเช่นนี้นับว่าหาได้
ยากยิ่งนัก ทว่าหากรู้อยู่แล้วจะมีจุดจบเช่นนี้ ไยเจ้าต้อง
สังหารวานรเพลิงชาด ต้องสังหารครอบครัวของข้าด้วย?
ในเมื่อทุกคนต่างรู้ดีว่าทุกชีวิตนั้นมีค่าเท่าเทียม ต่อให้
เจ้าหลบหนีอยู่ที่ใดบนโลกใบนี้ เจ้าก็ไม่มีทางหลบหนีข้า
ได้พ้น! ฉะนั้นวันนี้ข้าจะส่งเข้าไปยังปรโลก! ”
มันรู้สึกว่าไม่อยากยุ่งยากกับเรื่องนี้อีกต่อไป ระหว่างที่
ควบคุม หนานกง เหว่ย อยู่นั้น สายตาก็จับจ้องไปยัง อู่
อวี้ นี่จะเป็นการโจมตีครั้งสุดท้าย แล้วมันจะเป็นผู้ลงมือ
สังหาร อู่ อวี้ ด้วยตัวเอง
หนานกง เหว่ย ดวงตาเบิกกว้างขณะจ้องมอง อู่ อวี้ นาง
รู้ว่าควรพูดอะไรบ้าง แต่ก็มิได้เอ่ยวาจาใดออกไป บางที
นางอาจอยากให้ อู่ อวี้ หลบหนีไป แต่เพราะนาง
หวาดกลัว ๆ ว่าพอเขาจากไปแล้ว ปีศาจวานรหกกร
จะต้องหันกลับมาคุกคามเอาชีวิตของนางแทน ดังนั้น
นางจึงไม่กล้าปริปากพูด …
อู่ อวี้ ก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน ในเวลานี้เขาใช้เทียมฟ้าจรด
ดิน จับพลองฟ้าเพลิงผลาญไว้ในมือแน่น
ในความเป็นจริงทุกคนไม่ทราบว่า ตอนที่ อู่ อวี้ ออกไป
จากค่ายกลนั้น ร่างกลืนสวรรค์ได้แยกออกจากร่างของ
เขาแล้ว ซึ่งในเวลานี้กำลังรออยู่เบื้องนอก นอกจากนี้
ของทุกอย่างยังได้ถูกเก็บไว้กับร่างกลืนสวรรค์ ยกเว้น
พลองฟ้าเพลิงผลาญ
เท่ากับว่าต่อให้ร่างต้นอย่างเขาตกตาย แต่เขาก็ยังมีร่าง
กลืนสวรรค์อีกร่าง ซึ่งเท่ากับว่าเขาไม่ตกตายไปจริง ๆ
แต่เขาก็รู้สึกเสียดายกับมรดกของฉีเทียนต้าเซิ่นอยู่ไม่
น้อย!
อย่างไรก็ตามนี่คือช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาจึงควรจดจ่อ
อยู่กับการต่อสู้!
เขาใช้เทียมฟ้าจรดดินขยายร่างให้ใหญ่โตขึ้น ถือจับ
พลองฟ้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์เตาหลอมเอาไว้ในมือ
พลังทั้งหมดผสานหลอมกับศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ เมื่อใช้เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง พลังกายเนื้อของ
เขาก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ในเวลานี้ท่อนแขนของเขา
กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ! ทำให้ประสิทธิภาพพลังการ
โจมตีมีมากยิ่งขึ้น
” ยังมีแรงต่อต้านอีกงั้นหรือ ฮ่ะ ๆ ๆ! ” ปีศาจวานรหก
กรยิ้มอย่างเย็นชา จากนั้นก็เหวี่ยงหมัดทั้งสามของมัน จู่
โจมเข้าใส่ทันที! การโจมตีทั้งสามหมัดนี้ หากมองผิวเผิน
อาจจะดูเรียบง่าย ทว่าแท้จริงแล้วแต่ละหมัดกลับอัด
แน่นไปอำนาจสังหาร ครั้งนี้มันทุ่มจนสุดกำลัง ทั้งยัง
มั่นใจกว่าหมื่นส่วนว่าจะสามารถสังหารเขาได้!
“เก้าทัณฑ์ผลาญฟ้าทลายอเวจี! ”
โทสะของ อู่ อวี้ พุ่งทะยานไปจนถึงสวรรค์! การที่เขา
ทุ่มเทพยายามทั้งหมดนี้หาใช่เพราะความรัก เขาเพียง
แค่ต้องการจะพิสูจน์ความไม่ชัดเจนของตัวเอง แล้วนี่คือ
ความรับผิดชอบของมนุษย์ผู้หนึ่ง ที่ไม่อาจละเลยชีวิต
ของผู้อื่น โดยยอมปล่อยให้นางตายไปต่อหน้าได้ เขาจะ
ไม่ยอมทิ้งนางให้ตายอย่างเด็ดขาด นี่คือเหตุผลเดียว
ของเขา!
“ตาย ๆ ไปซะ! ”
หนึ่งถ้อยสังหาร ถล่มสวรรค์ปฐพี! ไม่ว่าพลองฟ้าเพลิง
ผลาญจะกวาดตวัดผ่านไปยังที่ใด จะต้องถูกบดขยี้พัง
พินาศเป็นเสี่ยง ๆ! ทันใดนั้นเองศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณกำลังจะปะทะกับปีศาจวานรหกกร! นี่คือการ
ตวัดฟาดที่ทุ่มเทความแข็งแกร่งทั้งหมดที่ อู่ อวี้ มีใน
เวลานี้แล้ว!
“ไม่ … ” หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ในเวลานี้ทั้ง
สองกำลังสับสนอย่างที่สุด ด้วยไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องราว
จะเลยเถิดมาถึงระดับนี้อย่างไม่ตั้งใจ พวกเขาได้เห็น
ความยอดเยี่ยมของ อู่ อวี้ ได้เห็นเปลวเพลิงแห่งชีวิตที่
ลุกโชนในช่วงวิกฤตแห่งความตาย!
ตูมมมมม!!!!!
ปีศาจวานรหกกรแสยะยิ้มพร้อมกับพุ่งทะยานเข้ามา
หมายมาดเผด็จศึก ทว่าอยู่ ๆ มันก็หยุดการโจมตี พร้อม
ทั้งสีหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดน่ากลัว จากนั้น
ร่างกายของมันก็สั่นไหวอย่างรุนแรง!
เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พลองฟ้าเพลิงผลาญของ อู่ อวี้
ถูกตวัดฟาดอัดกระแทกเข้าใส่ศีรษะฝ่ายตรงข้าม โดยไร้
ซึ่งการป้องกันใด ๆ! บังเกิดเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นไป
ทั่วทั้งสี่ทิศ ปีศาจวานรหกกรต้องทนรับการโจมตีที่
รุนแรงมากสุดของ อู่ อวี้ โดยไร้ซึ่งการระวังหรือป้องกัน
ตัวใด ๆ ส่งผลให้หัวของมันถูกบดขยี้ทำลายโดยตรง!
แม้กระทั่งร่างกายก็ระเบิดจนไม่เหลือชิ้นดี!
“อ๊ากก!!! ” ปีศาจวานรหกกรเปล่งเสียงร้องคำรามด้วย
เนื้อตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง ถึงแม้ว่ามันจะถูก อู่ อวี้
โจมตี ทว่าในความเป็นจริงแล้วสายตาของมันกลับตรึง
แน่นอยู่ที่เบื้องหลังเขาด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงถึงขีด
สุด เสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าสังเวชดังมากพอทำให้
ฝูงชนรู้สึกอึดอัด ทันใดนั้นเองมันก็ประสบกับจุดจบใน
ฉับพลัน ปรากฏเปลวเพลิงเก้าสีลุกโหมกระหน่ำขึ้นมา
จากกลางอากาศ พวยพุ่งเผาผลาญเข้าใส่ปีศาจวานรหก
กรในทันที ชั่วอึดนั้นเองปีศาจวานรหกกรก็เปล่งเสียง
กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทุกผู้คนสามารถแลเห็นได้
อย่างชัดเจนว่า ปีศาจวานรหกกรถูกแผดเผาด้วยเปลว
เพลิงเก้าสี สูญสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปในชั่วพริบตา!
” ไม่ว่าเจ้าเป็นใคร! พี่น้องทั้งหกของข้า จักลากเจ้าไปลง
นรกอเวจี! ทรมานจนเจ้ารู้สึกว่าตายไปยังดีเสียกว่าอยู่! ”
ในที่สุดเสียงของปีศาจวานรหกกรก็เงียบลงไปพร้อมกับ
จุดจบของมัน เนื่องจากยามนี้ร่างกายของมันสูญสลาย
กลายเป็นเถ้าถ่าน ล่องลอยหายไปในสายลม!
ชั่วขณะนี้เองแม้กระทั่ง อู่ อวี้ ก็ยังตกตะลึง เขาไม่
คาดคิดว่าตนเองหนีรอดจากประตูนรกมาได้ ทั้งยังไม่คิด
ว่าจะสามารถโจมตีเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามได้อีกด้วย อย่างไร
ก็ตามเขาทราบดีว่าตนไม่ใช่ผู้สังหาร ปีศาจวานรหกกร
เนื่องจากสายตาของมัน จับจ้องไปยังเบื้องหลังของเขา
ผู้มาใหม่ที่อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงเก้าสี!
ดูเหมือนจะเป็นสตรีนางหนึ่งในชุดกระโปรงยาวสีสัน
สดใส เครื่องประดับศีรษะเปล่งประกายงดงาม ไม่อาจ
มองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง ทว่าทันทีที่นางปรากฏตัว
ออกมา แรงกดดันมหาศาลประดุจอำนาจบารมีแห่ง
จักรพรรดิผู้ยืนอยู่จุดสูงสุด ก็กดทับลงมาในทันที
นับเป็นตัวตนระนาบบนสุดเช่นเดียวกับมหาอุปราช! ไม่
เพียงแต่เหนือกว่า อู่ อวี้ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงปีศาจ
วานรหกกรด้วย!
นับเป็นความจริงเช่นกันว่า ปีศาจวานรหกกรถูกเผา
ผลาญสูญสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปในชั่วพริบตา!
ชั่วขณะก่อนสิ้นชีวา มันยังไม่ทราบแม้กระทั่งว่าผู้ใดเป็น
คนสังหารตน
เหตุการณ์พลิกผันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันนี้
ส่งผลให้ อู่ อวี้ ตกตะลึงจนนิ่งอึ้งไป
ท่ามกลางความตกตะลึงของเขา หนานกง เหว่ย ก็ดิ้น
รนออกจากตาข่ายม่วง พร้อมกับร่ำไห้พุ่งทะยานเข้าไป
หาสตรีที่อยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง แล้วกล่าวว่า “ในที่สุด
ท่านแม่ก็มา! ”
คำตอบถูกเปิดเผยแล้ว
ตัวตนผู้ดำรงอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง ผู้สังหารปีศาจวานร
หกกรจนกลายเป็นเถ้าถ่าน แท้จริงแล้วก็คือมารดาที่ดัง
กล่าวถึง
สตรีผู้นี้หาได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง
อย่างใด
หลังจากปีศาจวานรหกกรถูกสังหาร ก็ถือว่า อู่ อวี้ ผ่าน
พ้นวิกฤตมาได้แล้ว ตัวเขาก็สามารถใช้เมฆาตลบฟ้า
หลบหนีออกไปได้ทุกเมื่อ อีกทั้ง หนานกง เหว่ย ก็
ปลอดภัยแล้ว อย่างไรตามเขาคิดว่า หนานกง เหว่ย คง
ไม่คิดจะสังหารตนในตอนนี้ …
ตูม!
ปีศาจที่อยู่โดยรอบหลบหนีแตกกระเจิงไปทันที ใน
ระหว่างหลบหนีพวกมันก็พากันกรี๊ดร้องตะโกนขึ้นว่า
“ราชาลำดับหกถูกสังหารแล้ว! ราชาลำดับหกถูกสังหาร
แล้ว! ”
“รีบไปแจ้งราชาองค์อื่นเร็ว! ”
ข่าวนี้แพร่กระจายไปในทันที คาดว่าผู้ที่ทราบข่าวเร็ว
ที่สุดน่าจะเป็นราชาปีศาจหอกทมิฬ
ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว มิได้สังหารปีศาจที่หนีแตก
กระเจิงไป ในเวลานี้นางกอด หนานกง เหว่ย เอาไว้
ถึงแม้จะมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด แต่นางก็ใช้มือลูบศีรษะ
ของหนานกง เหว่ย พร้อมทั้งจับจ้องมาที่ อู่ อวี้
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เคยกักขัง หนานกง เหว่ย ดังนั้นจึงคิด
ว่าอีกฝ่ายน่าจะสังหารตนเองเป็นแน่ ทว่านางกลับหัน
หลัง จากนั้นก็พา หนานกง เหว่ย จากไปด้วยความเร็ว
สูงล้ำทันที!
ในช่วงเวลานี้เอง อู่ อวี้ แลเห็นว่า หนานกง เหว่ย หันมา
สบตากับเขา ทว่านางก็หันหลังจากไปโดยไม่เอื้อนเอ่ย
อันใด จนหายลับสายตาของเขาไป
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ แลเห็นว่าภายในดวงตาของนาง
อย่างน้อย ๆ ก็หาได้มีความเกลียดชังอยู่เหมือนก่อน
หน้านี้ แน่นอนว่านี่ก็ถือเป็นเรื่องดี เขาไม่เคยคิดเลยว่า
เรื่องราวทุกอย่างจะมีจุดจบเช่นนี้ …
แม้แต่ หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ก็ยังรู้สึกว่ามันน่า
เหลือเชื่อเป็นยิ่งนัก พวกเขารีบปลดการอำพรางกาย
แล้วพุ่งทะยานเข้ามาหา อู่ อวี้ ทันที พร้อมทั้งจับจ้องไป
ยังทิศทางที่ หนานกง เหว่ย จากไป ด้วยสายตาที่เปี่ยม
ไปด้วยความสับสนประหลาดใจ
” นี่มันตัวตนระดับใดกัน คนผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
อย่างไรก็ตามเพราะนางเจ้าถึงรอดชีวิตมาได้ เป็นไปได้
ว่านางคงเห็นเจ้าช่วยชีวิต หนานกง เหว่ย เอาไว้ ดังนั้น
จึงมิได้ทำอันใดเจ้า เพียงปรากฏตัวขึ้นเพื่อสังหารคน ทั้ง
ยังลงมืออย่างรวดเร็ว ยากที่ผู้ใดป้องกันขัดขวาง พูดก็
พูดเถอะ คงต้องบอกว่าโชคดีที่ครั้งนี้ ปีศาจวานรหกกร
ปรากฏขึ้น มิฉะนั้นเราสามคนไม่มีชีวิตรอดมาถึงตรงนี้
ได้”
หนานซาน หวางเยว่ กล่าวขึ้นด้วยความหวาดกลัว
บุคคลผู้นี้ทรงพลังกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้หลายเท่า
เมื่อลองคิดดู แล้วตอนนี้ยังรู้สึกขนลุกอยู่เลย
“พี่ชายอวี้ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่ เรารีบไปจากที่นี่กัน
เถอะ คาดว่าเจ็ดราชาวานรคงมาถึงนี่ในอีกไม่ช้า ” เย่ซีซี
เข้ามาช่วยพยุงเขา จากนั้นก็เอ่ยถามอย่างห่วงใย
“ใช่ ไปกันเถอะ” หนานซาน หวางเยว่ อัญเชิญนาวาซ่อน
เซียนออกมา เนื่องจากปีศาจวานรหกกรถูกสังหารไป
แล้ว ค่ายกลย่อมไร้ซึ่งผู้ใดควบคุม ดังนั้นจึงเป็นการง่าย
ที่จะออกไปด้านนอก หนานซาน หวางเยว่ เริ่มเปิดใช้
งานสภาวะอำพรางตัวของนาวาซ่อนเซียนอีกครั้ง แต่
ครั้งนี้เขาเลือกจะหาสถานที่ซ่อนตัวก่อน มิได้แล่นนาวา
เข้าในป่าดึกดำบรรพ์ โดยเลือกจะซ่อนตัวอยู่ภายใน ธาร
ธาราลึกเป็นการชั่วคราว
อู่ อวี้ นั่งทรุดตัวลงไปบนพื้น กายเนื้อถูกบดขยี้ทำร้าย
ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง คาดว่าคงต้องใช้เวลา
อีกนานกว่าจะฟื้นคืนกลับมาสู่สภาพปกติ
“เจ้าคิดจะทำอะไรต่อ?” หนานซาน หวางเยว่ ถาม
” ออกจากที่นี่ก่อน รอให้ร่างกายฟื้นตัวเต็มที่ แล้วค่อยดู
จะทำอย่างไรกันต่อ” มิฉะนั้นแล้ว หากกลับไปยังเหยียน
หวงในสภาพบาดเจ็บสาหัสแบบนี้ ก็ถือเป็นอันตราย
เช่นกัน ดังนั้นการซ่อนตัวเพื่อพักฟื้น จึงถือเป็นหนทาง
ปลอดภัยมากที่สุด
” เอาแบบนั้นก็ได้… แต่ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ยังสงสัยอยู่ แล้ว
เรื่องของ หนานกง เหว่ย ล่ะ จะเอายังไง? ”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่
“ผู้ที่อยู่เบื้องหลังนาง ไม่ใช่คนที่เราจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยได้
ไม่สิ…คงต้องบอกว่าความแข็งแกร่งมันต่างกันเกินไป คง
จะดีหากมีโอกาสได้รู้ว่า แท้จริงแล้วอีกฝ่ายนั้นมี
จุดประสงค์อันใดกันแน่ จากนั้นก็ค่อยมาดูกันว่า มีความ
จำเป็นแค่ไหนที่เราจะช่วยชีวิตนาง ”
การที่ หนานกง เหว่ย มีโอกาสได้ติดตามนั้น นับเป็น
โอกาสดีที่หาได้ยากยิ่ง ดังนั้นเขาจะไม่ทำลายมัน
ถึงแม้ว่าภัยพิบัติจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่สำหรับ อู่ อวี้ นี่คือ
การเปลี่ยนแปลงในเต๋ายังใหญ่หลวง ดังนั้นเขาจึงจมเข้า
ห้วงภวังค์แห่งเต๋า พร้อมทั้งแสดงท่าทางสับสนออกมา
เล็กน้อย
——————————–