กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 970: หลุดพ้น
ฉึกก!
มีคนผู้หนึ่งตกลงมาอยู่ที่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ฉับพลัน
เขาได้เปิดตาเพ่งมองทอดออกไป จึงมองเห็นร่างของ
ชายชราผู้หนึ่งกำลังนอนอยู่บนต้นหญ้าที่ชุ่มโชกไปด้วย
โลหิต ชายชราผู้นั้นได้มองมาที่เขาด้วยแววตาที่แสน
เมตตาและอ่อนโยน พยายามฝืนฉีกยิ้มและเอ่ยกับ อู่ อวี้
ว่า “เด็กน้อย ข้าจะช่วยเหลือเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
เจ้าจงตื่นขึ้นเถิด”
หลังจากสิ้นเสียง เขาก็ค่อยๆ หลับตาลงไป
ชายชราผู้นั้นคือ เสิ่น อู๋เต้า
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและถ้อยคำเหล่านี้ ราว
กับมันได้เปลี่ยนกลายเป็นมีดแกะสลักลงไปในก้นบึ้ง
หัวใจของ อู่ อวี้
เด็กน้อย
ข้าจะช่วยเหลือเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย
เจ้าตื่นขึ้นมาเถิด!
อะไรคือจะช่วยเป็นครั้งสุดท้าย
อะไรคือตื่นขึ้นมาเถิด?
อู่ อวี้ รู้สึกเพียงแค่ร่างกายของตนกำลังสั่นเทิ้มไม่หยุด
เสิ่น อู๋เต้า ตายไปแล้ว เขาใช้ตัวเองเพื่อรับมีดเล่มนี้แทน
อู่ อวี้ คาดว่าก่อนที่ จ้าวชวน ขยับมีด เขาก็ได้ตระหนัก
ถึงเรื่องนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว
ใช้หนึ่งชีวิตเพื่อแลกอีกชีวิต
“เสิ่น อู๋เต้า ไอ้แก่คิดรนหาที่ตาย สมน้ำหน้า” เสียงของ
จ้าวชวน ดังมาจากระยะไกล
อู่ อวี้ ตกอยู่ในความสับสน การตายของ เสิ่น อู๋เต้า
ผนวกกับคำพูดของเขาเป็นเหมือนกับสัตว์ร้ายกำลังพุ่ง
กระแทกเข้าใส่หัวของ อู่ อวี้ เข้าอย่างจัง
อู่ อวี้ ไม่ต้องการที่จะให้ เสิ่น อู๋เต้า ตาย การที่เขามี
โอกาสได้กลับมาเกิดใหม่เช่นนี้ เขามีความปรารถนาที่
จะทำให้ เสิ่น อู๋เต้า มีอายุยืนยาวนับร้อยปีและไม่อยาก
จะต้องเสียใจอีกต่อไป ทว่าในครั้งนี้ เสิ่น อู๋เต้า กลับต้อง
มาตายไปอีก ทั้งยังใช้ร่างของตนรับมีดแทนเขา
นี่คือทุกสิ่งที่ อู่ อวี้ เห็น
และคำพูดสุดท้ายของ เสิ่น อู๋เต้า มันกลับให้ความรู้สึก
อีกอย่าง คำพูดไม่กี่คำที่บอกว่า ตื่นได้แล้ว กำลังสะท้อน
ก้องอยู่ในหัวสมองของเขา ราวกับมีคนมากมายได้มา
ตะโกนอยู่ที่ข้างหูของเขาว่า ตื่นได้แล้ว ตื่นขึ้นมาได้แล้ว!
ตัวเขาไม่ได้หลับแล้วเขาจะตื่นขึ้นมาได้อย่างไร เขาทั้ง
เจ็บปวดและไม่เข้าใจ ความสับสนเข้าถาโถม บัดนี้ อู่ อวี้
มองไปยังใบหน้าที่ไร้วิญญาณของ เสิ่น อู๋เต้า ร่างกายนี้
แน่นิ่งไม่ไหวติง
“เฮ้ย” จ้าวชวนและกลุ่มของมันเร่งเข้าล้อม อู่ อวี้
เอาไว้ทันที เสิ่น อู๋เต้า ได้ตายไปแล้ว เช่นนั้นพวกมัน
จะต้องรีบกลบฝังความผิดนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ใครอื่น
มาเห็น และแม้ว่า เสิ่น อู๋เต้า จะมารับมีดให้ อู่ อวี้ ไป
แล้ว แต่ อู่ อวี้ ย่อมไม่รอดเงื้อมมือพวกมันไปอีกครา
อย่างแน่นอน
ขณะที่ จ้าวชวน กำลังสาวเท้าเข้ามา มันก็ได้เห็น อู่ อวี้
พยายามจะตะเกียกตะกายคลานไปเก็บ พลองทองสม
ปรารถนา!
“เจ้าต้องการสิ่งนี้งั้นหรือ?” ฉับพลันมันคว้าหยิบเอา
พลองทองสมปรารถนาขึ้นมา ขณะนี้มันได้ก้มลงไปนั่ง
ยองๆ อยู่ด้านหน้าของ อู่ อวี้ และแกว่งจี้เหล็กนี้ไปมา
มันอดไม่ได้ที่จะเหยียดยิ้มขึ้นมาอย่างดูถูก แล้วกล่าวว่า
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเกลียดชังข้ามากสินะ เจ้าอยากจะได้
ของชิ้นนี้งั้นหรือ เช่นนั้นข้าจะฝังมันลงไปในหลุมพร้อม
กับเจ้า”
ในสมองของ อู่ อวี้ ที่ยังคงสับสน คำพูดและภาพ
มากมายกำลังซัดสาดอยู่เต็มหัวของเขา เขาไม่อาจจะ
อธิบายความรู้สึกเหล่านี้ได้ ทว่าครานี้สัญชาตญาณได้
บอกกับเขาว่าก่อนที่เขาจะตาย จะต้องนำพลองทองสม
ปรารถนามาครองให้จงได้
“เจ้าฝันหวานเกินไปหน่อยแล้ว เศษเหล็กชิ้นนี้จะเป็น
สมบัติได้อย่างไร เจ้านี่มันช่างโง่เขลาเหลือเกิน” จ้าว
ชวน ยิ้มเยาะ มันใช้มือทั้ง 2 ข้างจับพลองทองสม
ปรารถนาแล้วออกแรงบีบ ด้วยความแข็งแกร่งที่เทียบได้
กับม้าป่านับสิบตัว มันจึงบีบทำลายพลองทองสม
ปรารถนาได้ในทันที!
แคร๊ก!
อู่ อวี้ มองไปยังพลองทองสมปรารถนาที่ถูกหักออกเป็น
2 ส่วน ส่วน จ้าวชวนและพรรคพวกของมันระเบิดเสียง
หัวเราะหยามเหยียด ครู่ต่อมามันลุกขึ้นยืนจากนั้นใช้
แรงทั้งหมด เขวี้ยงพลองทองสมปรารถนาให้บินลอย
ออกไปหลายลี้!
เวลานี้พวกมันทุกคนกำลังระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสะใจ
พริบตา อู่ อวี้ มีความรู้สึกราวกับว่าสายอัสนีอันรุนแรง
กำลังฟาดผ่าลงมาที่ตน ความหวังสุดท้ายของเขามลาย
หายไป ไม่เพียงพลองทองสมปรารถนาจะแตกหัก แต่
มันกลับบินลอยออกไปไกล ความฝันของเขาที่จะสืบ
ทอดมรดกจากเซียนอมตะ ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้อีก
แล้ว……
“อั่ก” อู่ อวี้ กระอักเลือด คนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แล้วว่า
ความสิ้นหวังที่แท้จริงคืออะไร เมื่อได้เห็น เสิ่น อู๋เต้า
ตายไปต่อหน้าต่อตาและพลองทองสมปรารถนายังแตก
ออกเป็นชิ้นๆ ในขณะนี้ตนเองต้องพยายาม
ประคับประคองชีวิตไม่ให้ตาย เขาได้รู้แล้วว่านี่คือความ
เจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดที่เขาเคยพบเจอ!
ยามนี้ในหัวใจของเขา เจ็บปวดเหลือทน เขาไม่กล้าที่จะ
ทำใจให้เชื่อว่ามรดกของเซียนอมตะจะถูกทำลายลงไป
เช่นนั้นจริงๆ!
“เป็นไปไม่ได้ นี่มันเป็นไปไม่ได้……” จิตใจของเขาว้าวุ่น
ยิ่งกว่าเดิม ทุกอย่างประดังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยามนี้
หัวใจของเขาพังทลาย ไม่อาจจะยึดมั่นสิ่งใดได้อีกต่อไป
แม้ว่ายามนี้ร่างกายของเขาจะยังอยู่ ทว่าจิตใจของเขา
จบสิ้นไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นศพของ เสิ่น
อู๋เต้า……..
“ตื่น ตื่นขึ้นมาเถอะ….” ท่ามกลางความสับสนและ
ช่วงเวลาที่น่าสังเวชมากที่สุด อู่ อวี้ พลันนึกถึงสิ่งที่ เสิ่น
อู๋เต้า พูด
เมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้นการแสดงออกของเขาต่างออกไป
จากเดิม
เมื่อนึกถึงคำพูดของ เสิ่น อู๋เต้า ที่บอกว่าจะช่วยเหลือ
เขาเป็นครั้งสุดท้าย
ในหัวสมอง ภาพของราชาวานรผู้ค้ำจุนฟ้าสวรรค์ใน
ความทรงจำ ผู้เปี่ยมไปด้วยอำนาจและท่วงท่าอันองอาจ
อยู่เหนือสวรรค์ทั้งแปดพันชั้นและนรกหมื่นขุม สวมใส่
ผ้าคลุมสีแดงโลหิตปลิวไสวไปไกลนับหมื่นลี้ ดูน่าเกรง
ขามอย่างยิ่งยวด!
เมื่อพลองทองสมปรารถนาแตกหักทำให้คลื่นของความ
สิ้นหวังที่ถาโถมเข้ามา
แต่ทว่าประโยคที่บอกให้เขาตื่นขึ้น มันกลับทำให้ อู่ อวี้
สัมผัสถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง!
“หวงซี คือใครกัน…….”
ในสมองของเขาพลันปรากฏภาพๆ หนึ่งอีกครั้ง เป็น
ภาพวาดของสตรีผู้งดงามกระทั่งบังเกิดความโกลาหลได้
อย่างง่ายดาย นางสวมใส่ชุดคลุมยาวสีส้ม ที่ใต้เท้าเป็น
ปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังหมอบกราบศิโรราบแก่นาง
อย่างถวายหัว
“ตื่น ข้าไม่ได้หลับ แต่ว่า……..”
จ้าวชวนที่แสนน่ากลัวผนวกโลกหล้าอันกว้างใหญ่ที่อยู่
เบื้องหน้าของเขา ได้ดึง อู่ อวี้ กลับมาสู่นิกายกระบี่
สวรรค์ดังเดิม ทว่าภาพในหัวของเขายังคงกะพริบไปมา
ไม่หยุดหย่อน ทำให้เขาตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ประโยคนั้นของ เสิ่น อู๋เต้า ยังคงดังก้องอยู่ในหัวเขา
อย่างต่อเนื่อง ทั้งยิ่งมาเสียงยิ่งดังขึ้น ทุกๆ ถ้อยคำ
สั่นคลอนทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำให้เขาเริ่มตระหนัก
ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
“ช่างมันเถอะ ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าก็แล้วกัน สภาพตอนนี้เจ้า
มันไม่ต่างอะไรกันคนตายไปแล้ว ทำหมดอารมณ์เสีย
จริง ส่วน เสิ่น อู๋เต้า เจ้าก็ไปขุดหลุมฝังมันเอาเอง” จ้าว
ชวนและพรรคพวกหัวเราะอย่างเย็นชาแล้วเอ่ยต่อ “ข้า
ขอฉี่ใส่หัวมันทิ้งท้ายเสียหน่อยแล้วกัน จะได้ล้างเลือด
บนตัวมันด้วย” จ้าวชวนหัวไปยิ้มกับเหล่าเด็กรับใช้
ฉับพลันพวกมันต่างเข้ามารุมล้อม อู่ อวี้ พร้อมกับถก
กางเกงลงไปกองอยู่บนพื้น
นี่มันคือความอัปยศและความเจ็บปวดขั้นสุด ทว่าบัดนี้
อู่ อวี้ ไม่ได้หวาดกลัวภาพนั้นอีกต่อไป เพราะว่าขณะนี้
เขาเห็นภาพใหม่ขึ้น
เมื่อมองผ่านชั้นทะเลสาบลงไป เขาจ้องมองไปยังส่วน
ก้นบึ้งของทะเลสาบนี้—–
“ดวงเนตรนั่น!” อู่ อวี้ มองเห็นดวงเนตรสีทองที่
ปลดปล่อยบรรยากาศอันแสนเย็นชา ดวงเนตรนั้นกำลัง
จับจ้องมองมาที่เขา
ฮ่าห์!
ทันใดนั้นเขาเงยหน้าขึ้น แล้วจ้องมองด้วยท่าทางที่ตื่น
ตะลึง แสงที่ส่องอยู่เหนือหัวมันไม่ใช่พระอาทิตย์อัน
ร้อนแรง แต่เป็นดวงเนตรสีทองดวงหนึ่ง!
ดวงเนตรสีทองอันร้อนแรงไร้ที่เปรียบกำลังจ้องมาที่ตัว
เขา!
“คฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจสวรรค์ ปีศาจบรรพกาลเนตร
ทองคำ!”
ถ้อยคำทั้ง 8 นี้กำลังกู่ก้องคำรามในหัวสมองของ อู่ อวี้
เขาพลันจำได้ว่าปีศาจวานรหกกรมิได้สังหารตัวเขา เป็น
ตัวเขาที่เข้ามาอยู่ภายในคฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจ
สวรรค์
ตูม
ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าพังทลายลงไป
“ข้ายังไม่ตาย ข้าคือ อู่ อวี้!”
ในขณะที่ทุกอย่างกำลังพังทลายลงไป พริบตานี้เขาก็
มองเห็นว่าบนร่างของเขาไร้ซึ่งบาดแผลใดๆ เขายัง
สัมผัสได้ถึงพละกำลังอันกล้าแกร่งที่อยู่ในร่าง นั่นคือ
พลังแก่นแท้ตำหนักม่วง กายาหกพิภพสวรรค์สักการะ
ราชันอรหันต์ไม่ดับสูญ และรับรู้ได้ถึงเคล็ดวิชาเต๋าเคล็ด
อิทธิฤทธิ์ทั้งหมดได้อย่างแช่มชัด ส่วนพวกจ้าวชวนเป็น
เพียงแค่เหล่าสามัญชนอันแสนต่ำต้อยไม่ควรค่าแก่การ
พูดถึง
อู่ อวี้ ยันกายลุกขึ้นมายืน เขาใช้สายตาอันแข็งกร้าว
กวาดมองไปยังพวกของจ้าวชวน ไม่น่าเชื่อว่าพวกมัน
กลับกลายเป็นเพียงแค่กลุ่มหมอกควันจางหายไปใน
พริบตา
“เป็นไปไม่ได้! เจ้ามีพลังที่กล้าแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร!”
จนกระทั่งหมอกควันทั้งหลายสลายไป พวกมันกลับเอ่ย
ถ้อยคำเหล่านี้ออกมาราวกับเป็นตัวตนที่มีอยู่จริงจวบ
ปัจจุบัน คาดว่าทั้งหมดทั้งมวลสมควรเป็นพลังของ
ปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำ
เมื่องเขามองไปที่โลกอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องหน้า
ทุกสิ่งทุกอย่างได้พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา ใบหน้า
ของเขากลายเป็นนิ่งเงียบ ศพของ เสิ่น อู๋เต้า ได้หายไป
แล้ว เมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ ในใจกลับเกิด
การสั่นสะท้าน
“แท้จริงแล้วนี่เป็นภาพลวงตา”
เขาสามารถมองทะลวงผ่านภาพลวงตาของ หนานซาน
หวางเยว่ ได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสุด
ยอดวิชาภาพลวงตานี้ มันคือภาพลวงตาที่น่าหวาดกลัว
จนถึงขีดสุด หากนำมาเปรียบเทียบกันแล้วภาพลวงตา
ของ หนานซาน หวางเยว่ ก็คงเป็นได้แค่การละเล่นของ
เด็กๆ!
ภาพลวงตานี้เกือบจะทำให้ อู่ อวี้ ต้องจมดิ่งอยู่ในความ
พังทลาย แม้กายจะยังไม่ตาย แต่จิตใจของเขาได้ตายลง
ไปแล้ว เขาคาดการณ์ว่าหากทุกสิ่งยังคงดำเนินต่อไป
เช่นนี้ ชีวิตของเขาคงต้องดับสิ้นลงไปท่ามกลางภาพลวง
ตานี้ และเกรงว่าหากเขาออกมาจากห้วงวังวนภาพลวง
ตาได้ในท้ายที่สุด เขาก็คงกลายเป็นแค่เศษสวะคนหนึ่ง
เท่านั้น
ทั้งหมดนี้คือการแก้ไขความทรงจำของ อู่ อวี้ มันช่าง
ชาญฉลาดเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ข้าง
ในทุกอย่างล้วนเหมือนจริง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้
มันเป็นเหมือนกับในอดีตที่ อู่ อวี้ เคยได้สัมผัสพบเจอมา
ก่อน แม้กระทั่งแสงจันทร์ที่สาดส่องยามค่ำคืน แสงของ
ดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างหรือว่าความรู้สึกความเจ็บปวด
ทั้งหลาย ทุกช่วงทุกเวลามันเหมือนจริงจนเขาไม่อาจจะ
แยกมันออก
อู่ อวี้ ยังสามารถจดจำรายละเอียดได้ทุกอย่างรวมถึง
ความห่วงใยเอาใจใส่ของ เสิ่น อู๋เต้า ยังมีความโหดเหี้ยม
อำมหิตของ จ้าวชวน ความน่าหวาดกลัวของโลกใบนี้
และยังมีบางอย่างที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้ จน
ปรากฏความคิดที่ว่าเขาได้กลับไปเกิดใหม่ ทั้งหมดนี้เป็น
ปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำที่มอบให้กับเขา
“หากไม่ใช่…..” บัดนี้ อู่ อวี้ เข้าใจกระจ่างถึงประโยค
‘ครั้งสุดท้ายที่จะช่วยเจ้า เจ้าจงตื่นขึ้นมาเถอะ’ มันมี
ความหมายเช่นนี้เอง คำพูดที่ เสิ่น อู๋เต้า เอ่ยออกมา
บางทีมันอาจจะมาจากพลองทองสมปรารถนา บางที
อาจจะเป็น ฉีเทียนต้าเซิ่น ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้น้ำตา
ของ อู่ อวี้ เอ่อล้นขึ้นมา ในที่สุดบัดนี้เขาก็รับรู้ได้ถึงการ
คงอยู่ของตัวเองแล้ว!
“บางทีเขาอาจจะอยู่เคียงข้างข้าเสมอมา ไม่เคยออก
ห่างจากตัวข้าเลยสักก้าวเดียว ครานี้หากไม่ได้การ
ช่วยเหลือของเขา ข้าคงจะต้องตายอยู่ท่ามกลางภาพ
ลวงตาไปแล้ว! สุดท้ายแล้วเขาคือใครกัน เขาทำไปเพื่อ
อะไร ไฉนจึงมอบมรดกเซียนอมตะมาให้กับข้า สุดท้าย
แล้วเขาไปอยู่ที่ไหนกันแน่!”
สมองของ อู่ อวี้ พลันส่งเสียงคำราม ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ
ทว่าบัดนี้ เสิ่น อู๋เต้า ยิ่งได้กระตุ้นทำให้ อู่ อวี้ กระหาย
อยากออกเดินทางตามหา ออกผจญภัยสู่โลกอันกว้าง
ใหญ่
” ข้าจะต้องกลายเป็นเซียนอมตะให้สำเร็จ ต้องมีสักวัน
หนึ่งที่ข้าจะเข้าใจในตัวเขาได้อย่างกระจ่างแจ้ง! ข้า
อยากจะรู้ความลับของเรื่องทั้งหมดนี้ ข้าจะต้องรู้ให้ได้
ว่าเขาเป็นตัวตนเช่นใดกันแน่ จะต้องรู้ให้ได้ว่าเขายังมี
ชีวิตอยู่ หรือว่าหวนคืนกลับสู่สวรรค์ชั้นฟ้าไปแล้ว……..”
ยามที่จิตใจของ อู่ อวี้ กำลังพังทลายลง ภาพของ เสิ่น อู๋
เต้า ทำให้เขาจดจำได้อย่างลึกซึ้ง แม้กระทั่งเกิดเป็น
ความกระตือรือร้นอยากจะกลับไปที่เทือกเขาครามเพื่อ
ไปพบเขา
“ในที่สุดเจ้าก็ได้สติสักที ตื่นยากตื่นเย็นเป็นบ้า ข้า
ตะโกนจนคอแทบจะแตกอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่เจ้าเท่านั้น
แม้แต่ร่างอวตารของเจ้าที่อยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดก็
ด้วย มันเหมือนกับว่าเจ้าเข้าสู่สภาวะกึ่งเป็นกึ่งตาย
เหมือนว่าภาพลวงตานี้จะโจมตีเข้าที่ดวงจิตเทวะทั้ง 2
ของเจ้าไปพร้อมๆ กัน” ในที่สุดเสียงของ หมิงซวง ก็
ปรากฏขึ้นอยู่ในหูของเขา
นางไม่ได้หายตัวไปไหนแต่อย่างใด
ยามนี้เมื่อได้ยินเสียงของนาง เขาจึงตระหนักได้ว่านี่คือ
เรื่องจริง
อู่ อวี้ สูดลมหายใจเข้าลึก เขากล่าวว่า “การทดสอบ
ของปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำช่างน่าหวาดกลัว
เหลือเกิน ขณะนี้ทุกคนกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงวังวนภาพ
มายาใช่หรือไม่?”
เขาลองเปิดตามองไปรอบๆ
หมิงซวง จึงได้เอ่ยตอบกลับไปว่า “ไม่ผิด ทุกคนแทบไม่
ต่างจากตัวเจ้าเลย แม้กระทั่ง หวงจุน ก็ด้วยเจ้าเป็นคน
แรกที่สามารถได้สติหลุดพ้นจากวังวนห้วงมายานี้ นับว่า
ไม่เลวทีเดียว กล่าวได้ว่าหากหลุดพ้นจากด่านทดสอบ ก็
ถือว่าเจ้าสามารถเข้าสู่ มหาสมุทรทองคำ ได้สำเร็จ
แล้ว”
อู่ อวี้ เบิกตากว้าง เขาพบว่าจริงๆ แล้วที่แห่งนี้ก็คือ
ทะเลสาบปีศาจบรรพกาล!
ยิ่งไปกว่านั้นที่ที่เขาอยู่คือก้นบึ้งของทะเลสาบ
ทว่าใต้เท้าของเขากลับไม่มีคฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจ
สวรรค์ มีเพียงแค่ชั้นดินโคลนเท่านั้น คฤหาสน์
จักรพรรดิปีศาจสวรรค์ได้หายไปแล้ว
“ข้าออกมาแล้วอย่างงั้นรึ?” อู่ อวี้ เอ่ยถามด้วยความ
สงสัย
“ไม่ใช่ ข้ารู้สึกว่านี่อาจจะเป็นบททดสอบระดับที่ 2”
หมิงซวง เอ่ยเตือนให้ อู่ อวี้ ระมัดระวังตัว
พริบตานั้น อู่ อวี้ กลายเป็นตื่นตัวขึ้น
ฉับพลันเขาเอ่ยเตือนตัวเองในใจ “จากนี้เป็นต้นไปทุกสิ่ง
ที่เห็นอาจจะไม่ใช่ของจริง ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบปีศาจ
บรรพกาลแห่งนี้ หรือแม้กระทั่ง หมิงซวง ก็ตาม………”
หลังจากที่ผ่านบททดสอบแรกไป อู่ อวี้ ยังไม่กล้าที่จะ
ลองเข้าสู่บททดสอบที่ 2
ความสิ้นหวังทั้งหมดในชีวิตมันได้ปรากฏออกมาใน
สถานที่เช่นนั้น
อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่สำหรับเต๋า
ของเขา หลังจากที่ อู่ อวี้ ผ่านบททดสอบมาได้ เขา
พบว่าเต๋าของตนเองได้รับความคืบหน้าครั้งใหญ่
พริบตาขอบเขตพลังฝึกตนของเขาใกล้จะก้าวเข้าสู่
อาณาจักรจิตเทวะระดับที่ 6 ปริ่มๆ นี่ถือว่าเขาเก็บเกี่ยว
ผลกำไรมาได้อย่างมหาศาล
ทว่า อู่ อวี้ ก็รู้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ