กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 989: กระต่ายน้อยในพิภพปีศาจบรรพกาล
ความโชคดีที่ อู่ อวี้ ได้รับก็คือ ‘ประตูปีศาจพิภพบรรพ
กาล’
เขาไม่รู้ว่าตนเองหยุด ณ ที่ใด แต่ที่แน่ ๆ เขาได้ถูก
สมบัติชิ้นนี้พามาที่นี่
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือย้อนกลับไปที่เดิม
อู่ อวี้ ยังไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งแรกที่เขาทำคือ
เก็บ ‘ ประตูปีศาจพิภพบรรพกาล ‘ ใส่ไว้ในถุงจักรวาล
หลังจากเก็บมันเข้าไปในถุงจักรวาลได้อย่างลุล่วง เขาก็
รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย
” ดูเหมือนทุกครั้งที่ข้าหยดโลหิตลงบนเนตรสีทอง ข้าจะ
สามารถเปิดเส้นทางเข้าออกของพิภพนี้ได้ ”
เขาเดาว่าถ้าต้องการกลับไป คงจะต้องหยดโลหิตลงบน
เนตรสีทองอีกครั้ง
เขายังไม่สามารถควบคุมสมบัติของเทพปีศาจชิ้นนี้ได้
อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามการเดินทางมา ‘พิภพปีศาจ
บรรพกาล’ ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ครั้งใหม่ แล้วมันก็
สร้างความประหลาดใจให้แก่เขาอย่างยิ่ง เพียงแค่หยด
โลหิตลงไปเท่านั้น
ตอนนี้เขากำลังตกอยู่ภายในภวังค์แห่งความตื่น
ตระหนกอย่างล้ำลึก
เขาใช้เนตรเพลิงมองสำรวจโลกกว้างใบนี้ สิ่งที่เห็นคือ
โลกที่เต็มไปด้วยภูผาบรรพตแลสายธารธาราอันงดงาม
ผสมผสานกับเกลียวคลื่นมหาสมุทรอันไร้สิ้นสุด ดู
เหมือนว่างตัวเขาจะเล็กกระจ้อยร่อยเกินไปสำหรับโลก
ใบนี้ ฉะนั้นมุมมองที่เขาเห็นจึงไม่กว้างใหญ่มากนัก
อย่างไรก็ตามเขาเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ผ่านหยาดโลหิต
เมื่อ ‘ ประตูปีศาจพิภพบรรพกาล ‘ ถูกเปิดออกเขาก็ได้
พบเห็นภาพทิวทัศน์อันตระการตาของโลกใบใหม่
โลกอันยิ่งใหญ่ใบนี้ ผืนแผ่นดินผสานบรรจบกับผืนผิว
มหาสมุทร เฉกเช่นดั่งมัจฉาสองตนกลับหัวกลับหาง
หรือเรียกอีกนัยหนึ่งมากเป็นเสมือนดั่งสัญลักษณ์หยินห
ยางก็มิปาน
ขนาดของโลกใบนี้เทียบเท่าได้กับชมพูทวีปโลกธาตุ
ที่ดินแดนโบราณเหยียนหวงปกครองหลายพื้นที่
ที่นี่มีชื่อเรียกว่า : ทวีปปีศาจบรรพกาล
ส่วนมหาสมุทรแห่งนี้ก็เป็น : มหาสมุทรปีศาจบรรพกาล
เมื่อ อู่ อวี้ มองภาพรวมทั้งหมดที่นี่ สิ่งที่เขารู้สึกได้อย่าง
ชัดเจนนั่นก็คือพลังฟ้าดิน ทุกสิ่งที่เขาเห็นที่นี่อาจจะ
ไม่ใช่ความจริงก็ได้ แต่สำหรับกลิ่นอายพลังฟ้าดินยากที่
จะเป็นเท็จได้
” พลังฟ้าดินของทวีปนี้หนาแน่นรุนแรงจนน่าเหลือเชื่อ
มันสามารถหล่อเลี้ยงสมบัติและวิญญาณเซียนได้อย่างดี
เยี่ยม สัตว์ป่าธรรมดาก็มีโอกาสกลายเป็นปีศาจได้
” พลังฟ้าดินรากฐานของโลก แต่ละโลกมีภูมิประเทศที่
แตกต่างกัน จึงทำให้พลังฟ้าดินมีปริมาณความหนาแน่น
แตกต่างกัน”
” ถ้าจำไม่ผิด…ในบันทึกได้กล่าวเอาไว้ว่า หากสถานที่ใด
มีพลังฟ้าดินหนาแน่นรุนแรง สถานที่แห่งนั้นก็จะมีผู้
แข็งแกร่งมากขึ้นตามลำดับ ด้วยเหตุนี้อาณาจักรโบราณ
เหยียนหวงจึงตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของดินแดน
โบราณเหยียนหวง ด้วยเหตุนี้ชาวเหยียนหวงที่มีมือฝีมือ
แกร่งกล้า จึงผุดขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อนราวกับดอก
เห็ด มากพอที่จะกวาดล้างอาณาจักรอื่น ๆ ”
อู่ อวี้ สูดลมหายใจลึก ๆ แล้วกล่าวว่า ” ถ้าให้กล่าวอีก
นัยหนึ่ง หากอีกหลายสถานที่มีพลังฟ้าดินอยู่ในระดับนี้
ยิ่งถ้าเป็นโลกที่มีผู้ฝึกตนหรือสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วยแล้ว คาด
ว่าพวกมันเหล่านั้นคงบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ ผู้ฝึก
ตนนอกรีต หรือ เทพปีศาจได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยัง
เป็นไปได้ว่าจำนวนของพวกเขาเหล่านั้นย่อมมากกว่า
ชมพูทวีปโลกธาตุ … ”
อู่ อวี้ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ
สิ่งที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ พิภพปีศาจบรรพกาล นั้น
มีอยู่จริง!
ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่า ตำนานที่หมิงซวงเคยกล่าวถึงนั้น
ถูกต้องบนโลกนี้ไม่ได้มีเพียงชมพูทวีปโลกธาตุเท่านั้น ยัง
มีโลกอื่น ๆ เช่นดั่ง พิภพปีศาจบรรพกาล หรือมีโลกอื่น
ที่มนุษย์อยู่ได้เช่นกัน
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านรกสวรรค์มีขนาดกว้างใหญ่เพียงใด แต่
การมีอีกโลกหนึ่งปรากฏขึ้น อย่างพิภพปีศาจบรรพกาล
ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามคำร่ำลือที่ว่าวังสวรรค์แปดพันชั้นนรกหมื่น
ขุม สำหรับ อู่ อวี้ แล้วมันฟังดูเกินจริงไปมากทีเดียว
“ บางทีนี่อาจเป็นภาพลวงตา ที่ปีศาจบรรพกาลเนตร
ทองคำสร้างขึ้นก็เป็นได้ พลังระดับมันการจะทำเรื่องนี้
ไม่ใช่เรื่องยาก ”
คิดได้ดังนั้น ความรู้สึกที่เคยชื่นชมในทิวทัศน์อันตระการ
ตาของโลกใบนี้ก็ค่อย ๆ จางหายไป
อาจเป็นเพราะเขายังนึกไม่ออกว่า ปีศาจบรรพกาลเนตร
ทองคำมีจุดประสงค์อันใด ถึงได้สร้างภาพมายาอย่าง
พิภพปีศาจบรรพกาลมาหลอกลวงตัวเองเช่นนี้
ถึงจะคิดเช่นนั้นเขาก็เริ่มเข้าไปสำรวจในพงพนาป่าเขา
ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ใบไม้ รุกขชาติเก่าแก่โบราณ ผืน
แผ่นดิน การกำเนิดของวิญญาณเซียนถือเป็นเรื่อง
ธรรมดา ไม่จำเป็นต้องมีผู้ฝึกตนคอยประคบประหงม
ถนอมบำรุงเลี้ยงดูแต่อย่างใด ดูเหมือนว่าผืนป่าแห่งนี้
เต็มไปด้วยวิญญาณเซียนแลเส้นวิญญาณด้วยจำนวนสุด
คณานับ และดูเหมือนว่าหาได้มีผู้ใดแยแสสนใจ
” ถ้าบอกว่าพิภพปีศาจบรรพกาลเป็นของจริง แล้วก็มีข้า
เพียงผู้เดียวที่สามารถควบคุมการไปมาหาสู่ระหว่าง
ชมพูทวีปโลกธาตุ และ พิภพปีศาจบรรพกาลนี้ได้ และ
ถ้าหากสถานที่แห่งนี้เป็นถิ่นกำเนิดของบรรพกาลเนตร
ทองคำ เช่นนั้นก็แสดงว่าที่นี่อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างอยู่
อีก? ”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโลกอันกว้างใหญ่นี้ ทำให้เขารู้สึกใคร่
รู้ปรารถนามากเพียงใด
ความรู้สึกแรกที่เขาเหยียบก้าวเข้ามาในโลกนี้ก็คือ โลกนี้
เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวอย่างเหลือคณานับ
ดังนั้นเขาจึงพยายามระมัดระวังและควบคุมพฤติกรรม
ของตนเองอย่างถึงที่สุด ซึ่งในปัจจุบันเขายังไม่เห็น
สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ แต่เขามั่นใจว่าจำนวนสิ่งมีชีวิตในโลกนี้
ต้องไม่น้อยไปกว่าชมพูทวีปโลกธาตุอย่างแน่นอน ต่อให้
น้อยกว่า แต่ถ้าเป็นในแง่ของความแข็งแกร่งโดยรวม
แล้วก็สูงกว่าอย่างแน่นอน
“ บางทีปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำ อาจทิ้งสมบัติล้ำ
ค่ามากมายเอาไว้ในโลกนี้?” หมิงซวงกล่าว
” มรดก ‘เนตรปีศาจมายา’ ของเขาได้ถูกส่งมอบให้กับ
หนานซานแล้ว เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่มีสิ่งใดที่เหลือทิ้งไว้
เบื้องหลัง ความพิเศษของพิภพปีศาจบรรพกาล อาจอยู่
ที่ตัวโลกใบนี้ ทั้งยังเป็นสถานที่ที่เหล่าเทพปีศาจ
มากมายต้องการมา? กล่าวได้ว่าผู้บำเพ็ญเพียรในวิถี
แห่งเซียน หลังจากบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ ก็
สามารถทะยานขึ้นสู่สวรรค์ได้ ส่วนผู้ที่บำเพ็ญเพียรวิถี
แห่งเทพมาร เมื่อบรรลุ ก็สามารถลงไปยังนรกอเวจีได้
แล้วปีศาจธรรมดาหากบรรลุกายเป็นเทพปีศาจ พวกมัน
จะไปที่ไหนได้ล่ะ? ” อู่ อวี้ มันเกิดคำถามขึ้นในจิตใจซึ่ง
ตัวเขาก็ไม่อาจหาคำตอบได้
หมิงส่ายหัวแล้วเอ่ยว่า ” กล่าวตามตรง ปีศาจที่บรรลุ
กลายเป็นเทพปีศาจนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าเส้นขน มีปีศาจ
มากมายที่อยู่ในจุดสุดยอดของโลก แต่เพราะขาดความ
เข้าใจในเต๋าอย่างแท้จริง จึงไม่อาจก้าวข้ามขั้นตอน
สุดท้ายไปได้ กลับกันสัตว์สวรรค์ที่มีจำนวนน้อย แต่
สามารถบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะได้มากมาย สัตว์
สวรรค์ได้การยอมรับจากสวรรค์ แต่สำหรับเทพปีศาจ
กลับไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน ทั้งยังมีข่าวลือไม่
มากนัก แม้กระทั่งพวกปีศาจเองยังไม่ทราบแน่ชัด เท่าที่
ข้าจำได้มีผู้คนร่ำลือกันว่า มันไม่ใช่ทั้งนรกหรือสวรรค์
แต่เป็นสถานที่ที่เหล่าเทพปีศาจรวมตัวกัน และตั้งชื่อ
ให้กับสถานที่แห่งนั้นว่า ‘โลกเทพปีศาจ’ ทว่าช่างน่า
เสียดายนัก ที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันเป็นความจริงหรือเท็จ ”
โลกเทพปีศาจ
ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า สภาพของเหล่าปีศาจนั้นช่างน่า
อเนจอนาถเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ฝึกตน หรือ
แม้กระทั่งผู้ฝึกตนนอกรีตต่างมีเป้าหมายของตนอย่าง
ชัดเจน ว่าจะไปยังสวรรค์หรือนรกอเวจี แต่สำหรับเหล่า
ปีศาจกลับต้องต่อสู้เพื่อ ‘โลกเทพปีศาจ’ ที่แม้กระทั่ง
ตนเองยังไม่รู้มันมีอยู่จริงหรือไม่
ตอนนี้เขาเริ่มกังวลกับปัญหานี้แล้ว เนื่องจาก ‘ หนาน
ซาน หวางเย่ว ‘ เป็นปีศาจ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิถีบำเพ็ญตนแห่งเซียนทำให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นกับร่างกายของ หนาน
ซาน หวางเยว่ เช่นกัน ตอนนี้เขาค่อนข้างคล้ายคลึงกับ
มหาราชาปีศาจจันทราเงิน ที่ครึ่งหนึ่งเป็นปีศาจส่วนอีก
ครึ่งหนึ่งเป็นสัตว์สวรรค์
อู่ อวี้ คิดว่านี่เป็นเรื่องในอนาคตหากยังมันยังไม่บรรลุ
กลายเป็นเซียนอมตะ หรือกลายเป็นสัตว์สวรรค์ เขาก็ไม่
จำเป็นต้องกังวลปัญหาของเจ้าปีศาจหมูตัวนี้
สำหรับ เย่ซีซี นับว่าลำบากกว่ามาก นางเป็นผู้บำเพ็ญ
เพียรในวิถีมารบริสุทธิ์ ซึ่งเดิมทีเขาคิดว่านางได้รับมรดก
ของเซียนอมตะ แต่วิถีการบำเพ็ญตนของ ‘ขุนพลเจวี่ยน
เหลียน’ นั้น กลับกลายเป็นวิถีแห่งเทพมาร นี่แสดงให้
เห็นว่า ขุนพลเจวี่ยนเหลียน อาจเป็นเทพมาร
สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ เทพมารจะกลายเป็นขุนพลคู่พระ
พักตร์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ได้อย่างไร?
นี่คือสิ่งที่ อู่ อวี้ ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ อย่างไรก็
ตามจากสถานการณ์ในปัจจุบัน หาก เย่ซีซี บรรลุ
กลายเป็นเทพมาร เห็นได้ชัดว่านางต้องแยกจากพวก
เขา เป็นไปได้ว่านางอาจจะลงไปใน ‘นรกอเวจีหมื่นขุม’
ตามตำนานเล่าขาน
ร่ำลือกันว่านรกกับสวรรค์เป็นเสมือนน้ำกับไฟที่ไม่
สามารถเข้ากันได้ เป็นไปได้ว่ามันคือความยากลำบากที่
เขาต้องพบเจอในเวลานั้น
ดังนั้นเมื่อนึกถึงอนาคตของเย่ซีซี ก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่
เล็กน้อย
อย่างไรก็ตามความหวาดกลัวนี้ มิอาจทำลายความ
มุ่งมั่นของนางได้ ความพยาบาทเคียดแค้นนั้นแรงกล้า
นางยังจดจำได้ดีไม่มีวันลืมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในพิภพ
อเวจี สำหรับนางแล้วเลือดต้องล้างด้วยเลือดเท่านั้น! นี่
คือแรงจูงใจสูงสุดที่ทำให้นางพากเพียรฝึกฝนบ่มเพาะ
ต่อให้จากนี้นางต้องกลายเป็นเทพมารก็จะไม่เสียใจ
แน่นอนว่าการกลายเป็น เซียนอมตะ , เทพมาร , หรือ
เทพปีศาจ นั้นหาใช่เรื่องง่าย ต่อให้ตอนนี้มีแรง
ปรารถนาแรงกล้าเพียงใดแต่ก็ไร้ผล หากคนผู้นั้นไม่
สามารถไต่เต้าไปถึงได้
“เร็วเข้า! รีบมองรอบ ๆ สิเจ้าเด็กทึ่มเอ้ย บางทีเจ้า
อาจจะได้เห็นความลับอันยิ่งใหญ่ของที่นี่ก็เป็นได้! ” หมิ
งซวงรีบกล่าวขึ้น เป็นเพราะนางใจร้อนเกินห้ามใจ จน
แทบไม่สามารถอดทนรอได้
การตอบสนองไวเท่าคำสั่ง อู่ อวี้ รีบตระเตรียมกระจาย
ร่างอวตาร เพื่อไปตรวจสอบทุกซอกทุกมุมของสถานที่
แห่งนี้ทันที
แล้วในตอนนี้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขาก็คือ กระต่าย
น้อยสีแดงเพลิง
ขนาดของกระต่ายน้อยตัวนี้ ขนาดพอ ๆ กับกระต่ายป่า
ธรรมดาทั่วไป มันพยายามหลบซ่อนตัวเพื่อให้พ้นสายตา
ของ อู่ อวี้ อยู่ไกลมากกว่าสิบจั้ง กระต่ายน้อยตัวนี้มีเส้น
ขนสีแดงชาด ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำปานโลหิต ในคราแรก
เขาหาได้สนใจมันเท่าไหร่นัก แต่ในวันต่อ ๆ มาเขาก็
พบว่าปีศาจตัวนี้หาได้มีดวงตาเป็นสีขาวตามปกติทั่วไป
แต่ดวงตาของมันเป็นสีแดงโลหิตไร้ซึ่งสีใดเจือปน
“ แปลกแหะ!? ไฉนข้าถึงไม่เห็นร่องรอยของเจ้ามาก่อน
แต่แล้วอยู่ ๆ เจ้าก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้? ”
อาจเป็นเพราะนี่คือสิ่งมีชีวิตตัวแรก ที่เขาเห็นในโลกใบนี้
ถึงแม้มันจะมีขนาดเล็กมาก แต่เขาก็ให้ความสนใจจดจ่อ
อยู่กับมัน
อย่างไรก็ตามในคราแรก อู่ อวี้ สังเกตเห็นมันโดยมอง
ผ่านเนตรเพลิง แต่พอเพ่งมองอย่างละเอียด เขาก็ต้อง
ตกตะลึงด้วยความไม่อยากเชื่อ นั่นเป็นเพราะว่า
กระต่ายน้อยตัวนี้กลับมีพลังมหาศาล!
“เป็นไปได้อย่างไร!” สิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ ตกใจอย่างถึงที่สุด
นั่นเพราะแก่นแท้ตำหนักม่วงของกระต่ายตัวนี้ อยู่ใน
ระดับที่ทำให้เขารู้สึกถูกภัยคุกคาม มันแข็งแกร่งยิ่งกว่า
ศัตรูที่ อู่ อวี้ เคยพบเจอ ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่ง
อยู่บางส่วนอีกด้วย
แล้วทันใดนั้นเอง
กระต่ายตัวน้องก็แผดเสียงร้องคำราม เฉกเช่นดังเสียง
ของราชสีห์ออกมา อู่ อวี้ มั่นใจว่าหูตนเองไม่ได้ฟัง
ผิดเพี้ยนเป็นแน่ เสียงคำรามอันน่าเกรงขาม ยังคงดัง
กึกก้องอยู่ในโสตประสาทหูทั้งสองข้าง ซึ่งมันทำให้เขา
รู้สึกตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากสิ้นเสียงคำราม ทันใดนั้นมันก็พ่นเปลวเพลิงสี
แดงฉานออกมาจากปาก เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่านี่เป็น
พลังอิทธิฤทธิ์ของปีศาจหรือเป็นเคล็ดวิชาเต๋าของปีศาจ
กันแน่ นอกจากนี้ระดับความเร็วของมัน ยังว่องไว
รวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ อีกทั้งพลังรุนแรงน่าสะพรึงกลัว
ระยะห่างของเขากับมันยังใกล้กันมากเกินไป ในส่วนนี้
ทำให้ อู่ อวี้ ยากที่จะตอบสนองได้อย่างทันท่วงที
ในช่วงเวลาบีบคั้น อู่ อวี้ ได้ใช้พลองฟ้าเพลิงผลาญ
กระจาย ‘วงเวทเก้าตำหนักไม่สั่นคลอน’ เพื่อป้องกัน
ตนเอง
เพียงชั่วพริบตาลายเปลวเพลิงก็ถล่มโจมตีเข้าใส่ วงเวท
เก้าตำหนักไม่สั่นคลอน!
“บัดซบ!”
ไม่คาดคิดว่าด้วยเวลาเพียงชั่วพริบตา พลังมหาศาลก็
โจมตีเข้าใส่วงเวทเก้าตำหนักไม่สั่นคลอนอย่างบ้าคลั่ง
รุนแรง เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่า พลังทำลายล้างสูงส่ง
นี้จะเป็นของเจ้ากระต่ายน้อย พลังมหาศาลที่มัน
ครอบครองไม่สามารถเทียบได้กับขนาดตัวของมัน
กล่าวได้ว่าช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงราวฟ้ากับเหวก็ไม่
ปาน
อู่ อวี้ แอบสังหรณ์ในใจว่า หากตนเองปล่อยให้กายเนื้อ
ต้องกระทบกับเปลวเพลิงดังกล่าวโดยตรง มีหวังเขาคง
เกิดหายนะร้ายแรงกับร่างกายเป็นแน่!
“เมฆาตลบฟ้า!”
ณ เวลานี้เขาไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอันใด เพียงแต่รีบ
ผสานกายเนื้อกับเมฆาตลบฟ้า แล้วกระโดดออกจาก
พื้นที่นี้โดยไว
ในยามนี้เขาคงต้องยอมรับโดยสดุดีว่า พลังฝีมือของเขา
หาใช่คู่ต่อสู้ของเจ้ากระต่ายน้อยตัวนี้แต่อย่างใด
นี่ขนาดฝ่ายตรงข้ามโจมตีเขาแบบสุ่ม ๆ มั่ว ๆ เพียงแค่
ต้องการเตือนให้เขาสำเหนียกตนเอง แล้วรีบไสหัวไปซะ!
” พิภพปีศาจบรรพกาล จะมีอะไรที่เป็นปกติบ้างไหม
เนี่ย?” อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง ใจหายตกไปถึงตาตุ่ม
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ