กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 990: รอดตายหวุดหวิด (จบเล่ม 8)
” สิ่งมีชีวิตตัวแรกที่ได้บนโลกนี้ก็คือเจ้ากระต่ายน้อย แต่
มันกลับมีพลังมหาศาลมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร!? ”
แม้ว่า อู่ อวี้ จะใช้เมฆาตลบฟ้าหลบหนีออกมาได้แล้ว
แต่ภายในใจของเขายังเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
พลังของกระต่ายน้อยช่างรุนแรงน่าเกรงขาม เป็นพลัง
ทำลายล้างที่สามารถบดขยี้ศัตรูจนสิ้นสูญ ซึ่งคล้ายกับ
พลังของ อู่ อวี้ เล็กน้อย ทว่าความจริงแล้วมันเหนือเสีย
ยิ่งกว่า อู่ อวี้ มากนัก
ถึงแม้จะเป็นพลังทำลายล้างหมายปลิดชีพเช่นกัน ทว่า
ความแข็งแกร่งกลับแตกต่างกันอย่างมากมาย
“ข้าช่างโชคร้ายอะไรถึงเพียงนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าสิ่ง
ชีวิตทั่ว ๆ ไปของพิภพปีศาจบรรพกาลจะมีพลัง
แข็งแกร่งมาก”
อู่ อวี้ ตระหนักถึงปัญหาในข้อนี้ได้ในทันควัน
กล่าวได้ว่าปัจจุบันในสายตาของพวกเขาแล้ว พิภพ
ปีศาจบรรพกาล ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงมากขึ้น
อู่ อวี้ ใช้เมฆาตลบฟ้าตีลังกาพลิกตลบออกมา เพื่อ
หลบหนีจากพลังโจมตีที่สามารถคร่าชีวิตของกระต่าย
ในชั่วพริบตาเขาก็ปรากฏตัวขึ้นภายในมหาสมุทร ทุก
แห่งหนรอบกายถูกโอบล้อมไปด้วยมหาสมุทร
มหาสมุทรที่ล้อมรอบอยู่รอบกายของเขามิได้ลึกเท่าใด
นัก ทำให้เขาสามารถมองเห็นก้นสมุทรและผิว
มหาสมุทรได้อย่างเด่นชัด เมื่อมองลงไปยังก้นมหาสมุทร
ลึก ทำให้แลเห็นได้ว่ามหาสมุทรใสกระจ่างเฉกเช่นดั่ง
หยก แม้ว่าคลื่นน้ำจะมีขนาดใหญ่มาก แต่ก็ยังสามารถ
มองเห็นสิ่งอื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน
อู่ อวี้ ยังคงปักหลักอยู่ที่มหาสมุทรแห่งนี้ กำลัง
ใคร่ครวญคิดว่าจะไปที่ไหนต่อดี หรือเขาควรออกจาก
พิภพปีศาจบรรพกาล แต่แล้วทันใดนั้นความรู้สึกถึง
วิกฤตอันตรายก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งในพิภพปีศาจบรรพ
กาลแห่งนี้
ความรู้สึกของอันตรายที่แล่นมานี้ มาจากทิศทาง
ด้านหน้าของเขา อู่ อวี้ รีบเงยศีรษะขึ้นมอง ทำให้เขา
มองเห็นที่มาของอันตรายอย่างชัดเจน มันอยู่ห่างจาก
เขาประมาณหนึ่งร้อยจั้ง มีมัจฉาสีครามเล็ก ๆ ตนหนึ่ง
กำลังว่ายอยู่ท่ามกลางคลื่นสมุทร แม้คลื่นมหาสมุทรจะ
เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้มีผลกระทบกับ
ตัวของมัจฉาครามแต่อย่างใด ให้ความรู้สึกราวกับว่า
พวกมันกำลังละเล่นท้าคลื่นอยู่ยังไงอย่างงั้น
อู่ อวี้ คาดว่ามัจฉาตัวเล็ก ๆ นี้มีขนาดประมาณสองฉือ
เท่านั้น เกล็ดสีฟ้าคราม ลำตัวเรียบโปร่งแสงเปล่ง
ประกายวาววับประดุจอัญมณี
นอกจากร่างกายที่โดดเด่นเป็นพิเศษแล้ว ดวงตาคู่ของ
มันเป็นสีแดงโลหิตโดดเด่นไม่แพ้กัน เขาไม่คาดคิดว่า
มัจฉาครามจะมีดวงตาสีแดงโลหิตเช่นเดียวกับกระต่าย
การที่พวกมันมีดวงตาสีนี้ทำให้รู้สึกถึงความกระหาย
เลือดเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแตกต่างจากร่างกายอันงดงาม
เปล่งประกายวาววับของมัน
กุญแจสำคัญคือ อู่ อวี้ ถูกเจ้ากระต่ายตัวน้อยโจมตี จน
ต้องหลบหนีออกมาหมาด ๆ แต่ดันมาเจอกับมัจฉา
ครามเข้าอีก หลังจากที่เขาใช้เนตรเพลิงมองดูมันอย่าง
ละเอียด เขาก็รู้ว่ามันเป็นปีศาจอย่างแน่นอน แถมยังมี
ขนาดเล็กกว่าเจ้ากระต่ายน้อย หากเป็นชมพูทวีป
โลกธาตุ ขนาดตัวของมันอาจจะถูกคลื่นซัดลอยขึ้นไป
บนท้องเวหาแล้ว แต่สำหรับที่นี่ต่างไปมัจฉาตัวกระจ้อย
ร่อยนี้กลับมีพลังแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัว ให้ความรู้สึก
ถึงภัยคุกคามไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าตอนเจ้ากระต่ายน้อย
ที่พุ่งโจมตีหมายบดขยี้ทำลายวงเวทเก้าตำหนักไม่
สั่นคลอนของเขาเลย
ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบของมัจฉาครามตัวนี้เป็น
เช่นเดียวกับเจ้ากระต่าย มันไม่เอื้อนเอ่ยคำพูดใดแต่
เลือกที่จะพุ่งเข้าโจมตีมาดหมายปลิดชีพสังหารเขาทันที
อู่ อวี้ ยังสังเกตเห็นอีกว่ามันใช้หางที่มีขนาดเท่ากับ
นิ้วหัวแม่มือบังคับทิศทางพุ่งตัวมาข้างหน้า ชั่วอึดใจที่
มันสะบัดหางกระเบื้องเกิดเป็นพลังอำนาจน่า
สะพรึงกลัว พุ่งทะยานแหวกฝ่าคลื่นตรงมาเบื้องหน้า
พริบตานี้เองให้ความรู้สึกราวกับว่าคลื่นทะเลกำลัง
ปั่นป่วนคลุ้มคลั่ง น้ำทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังพวย
พุ่งเข้าหา อู่ อวี้!
ยิ่งกว่านั้น อู่ อวี้ ยังรู้สึกว่าอุณหภูมิของคลื่นนทีสมุทร
ลดลงอย่างรวดเร็ว มันเร็วมากถึงมากที่สุด จนสายวารีที่
เป็นของเหลวจับตัวควบแน่นเป็นก้อนเกล็ดน้ำแข็ง และ
ระดับความเย็นของมันยังเย็นยะเยือกเข้าไปจนถึง
กระดูก เพียงชั่วพริบตาน้ำแข็งก็แผ่ขยายปกคลุมไปทั่ว
ทั้งโลกหล้า
เมื่อสถานการณ์ล่วงเลยมาถึงจุดนี้ อู่ อวี้ คงทำได้แต่กล้ำ
กลืนฝืนทนกับความอัปยศนี้เท่านั้น
เขาไม่ได้รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับโลกใบนี้ ดังนั้นสิ่งที่เขา
กำลังเผชิญพบเจออยู่ จึงเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่น่า
หวาดกลัวเสียเหลือเกิน ถ้าเขารู้จักคู่ต่อสู้ดีกว่านี้แม้
เพียงเล็กน้อย เขาอาจจะประจันหน้ายืนหยัดต่อสู้กับ
ฝ่ายตรงข้ามก็เป็นได้ แต่เป็นเพราะเขาไม่รู้ข้อมูล
เกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามเลย อีกทั้งมันยังมีพลังฝีมือการ
ต่อสู้เทียบเท่าได้กับ ราชาปีศาจของทวีปปีศาจทายาท
ทักษิณ เมื่อชั่งน้ำหนักความได้เปรียบเสียเปรียบ ดู
เหมือนอัตราต่อรองจะห่างชั้นกันมากเกินไป ดังนั้นยาม
นี้แทนที่เขาจะเผชิญหน้ากับการโจมตีที่เต็มไปด้วยความ
โกรธเกรี้ยวของมัจฉาคราม เขาจึงเลือกทางที่ดีกว่านั้นก็
คือผสานร่างกับเมฆาตลบฟ้าขั้นที่สอง แล้วกระโดด
หลบหนีออกไปจากที่นี่ทันที
ซึ่งในครั้งนี้เขาตัดสินใจจะกระโดดขึ้นมาด้านบน ปรากฏ
ตัวอยู่ท่ามกลางหมู่มวลเมฆาสูงเสียดฟ้า เขาเหยียบยืน
อยู่ในตำแหน่งสูงมองดูโลกใบนี้ เมื่อมองลงเบื้องล่างจะ
แลเห็นว่าครึ่งหนึ่งเป็นผืนปฐพีอีกครึ่งหนึ่งเป็น
มหาสมุทร บนพื้นบกเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ถูกเผาไหม้จน
ดำเป็นตอตะโก ส่วนแถบฝั่งมหาสมุทรพื้นที่ส่วนหนึ่ง
เกลียวคลื่นกำลังเริ่มก่อตัว
” คาดว่าเราน่าจะเข้าสู่อาณาเขตพวกมันแล้ว! ”
อู่ อวี้ ตัวสั่นเล็กน้อย อันที่จริงเขาอยากจะพูดคำว่า ‘บ้า
ไปแล้ว! ‘
” ช่างมันเถอะ… เราก็แค่มาพิสูจน์แล้วว่า พิภพปีศาจ
บรรพกาล นั้นมีอยู่จริงรึเปล่าก็เท่านั้น ในเมื่อรู้แล้วข้าก็
ควรจากไป”
ขณะ อู่ อวี้ ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางก้อนเมฆา เขาก็หยิบ
ประตูปีศาจพิภพบรรพกาลออกมาวางไว้บนฝ่ามือ
จากนั้นก็หยดโลหิตลงไปทันที เมื่อประตูปีศาจพิภพ
บรรพกาลดูดโลหิตของเขาเข้าไป จากนั้นดวงเนตรสี
ทองก็เริ่มบังเกิดการเปลี่ยนแปลง แผ่ขยายเปิดออกเป็น
ประตู อู่ อวี้ จำได้ว่าเขาต้องรอประมาณ 1 ก้านธูป
ประตูนี้ถึงจะเปิดออกอย่างเต็มที่
เดิมทีเขาต้องการแยกร่างอวตารนับหมื่นร่างเพื่อ
ตรวจสอบดูโดยรอบ แต่ในตอนนี้เขากลับต้องล้มเลิก
ความคิดนั้นไป เนื่องจากว่าเขาได้หลบหนีมาสองครั้ง
สองคราแล้ว หากร่างอวตารนับหมื่นของเขาเผชิญหน้า
กับกระต่ายและปลาตัวน้อย มันจะต้องถูกบดขยี้ทำลาย
อย่างแน่นอน
แท้จริงแล้วโลกนี้กลับมิได้สงบดั่งที่ อู่ อวี้ จินตนาการไว้
ท่ามกลางความเลือนรางเขาได้ยินเสียงต่อสู้ดังแว่วอยู่
มากมาย นอกจากนี้ยังมีเสียงบดขยี้ทำลายล้างสวรรค์
และปฐพีดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกแห่งหน เห็นได้ชัด
ว่าพิภพปีศาจบรรพกาลอันตรายและวุ่นวายกว่าที่เขา
คาดคิดเอาไว้มาก
“บัดซบ! ” เมื่อประตูปีศาจพิภพบรรพกาลเปิดขยาย
ขึ้นมาได้แค่ 1 จ้าง อู่ อวี้ ก็แลเห็นฝูงวิหคบินโผทะยาน
มาจากทางทิศตะวันตก วิหคสีดำเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก
หากอยู่ในชมพูทวีปโลกธาตุมันก็เป็นได้เพียงธรรมดา
เท่านั้น ทว่าในชั่วอึดใจนั้นเอง อู่ อวี้ ก็แลเห็นว่าวิหคสี
ดำเหล่านี้มีดวงเนตรสีแดงฉาน
แค่ตัวเดียวก็มากพอแล้ว แต่นี่กลับมากันเป็นกลุ่มเลย
ทีเดียว หัวใจของ อู่ อวี้ กระหน่ำรัวอย่างรุนแรง นี่ถือ
เป็นภัยพิบัติเลยก็ว่าได้
สำหรับเขาแล้วกลุ่มวิหคที่กำลังทะยานเข้ามาตนเอง
ในขณะ นี้ เป็นเสมือนดั่งกลุ่มอสูรร้ายขนาดยักษ์เลยก็ว่า
ได้ ซึ่งพวกมันก็สามารถตรวจพบเขาได้อย่างง่ายดาย
ชั่ววิกฤตนี้เอง ประตูปีศาจพิภพบรรพกาล กลับเปิด
กว้างออกแค่ 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น ซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้
เวลาอย่างน้อย 5 เท่า ประตูนี้ถึงจะขยายออกเต็มที่ เมื่อ
ถึงตอนนั้น อู่ อวี้ จึงสามารถกลับไปโลกเดิมได้
ต้องยอมรับว่าเวลานี้เขารู้สึกหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด
พวกมันเป็นเสมือนดั่งกลุ่มราชาปีศาจที่กำลังกระโจน
เข้ามาหา อู่ อวี้ โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การบดขยี้ตนเอง
ไม่ให้เขามีโอกาสได้เจรจาต่อรองแม้แต่น้อย
ในเวลานี้ อู่ อวี้ กระทำได้เพียงต่อสู้เท่านั้น ซึ่งคราแรก
เขาก็ไม่แน่ใจว่า ‘ประตูพิภพปีศาจบรรพกาล ‘ สามารถ
ใส่ไว้ในถุงจักรวาลได้หรือไม่
แต่เขาก็สามารถลองดูได้ ด้วยความรีบร้อนหุนหันพลัน
แล่น เขาเลยเดินทางมาที่นี่ โดยไม่ทันได้คิดว่ามีอันตราย
รออยู่หรือไม่ ดังนั้นจึงมีเรื่องอีกมากมายที่ตัวเขาไม่
เข้าใจ
ดังนั้นในช่วงเวลานี้เขาจึงแยกร่างอวตารนับหมื่นออกมา
ทันที พร้อมกับให้ร่างอวตารแยกกระจายกันออกไปรอบ
ทิศทาง ด้วยหวังว่าจะเบี่ยงเบนความสนใจจากศัตรูได้
บ้าง
เดชะบุญ!
อู่ อวี้ แลเห็นว่าพวกมันตกหลุมพรางจริง ๆ มีร่างอวตาร
นับ 10 ของ อู่ อวี้ ที่ฝูงวิหคไล่ล่าติดตามไป แน่นอนว่ามี
อีกสองสามตัวที่ยังคงมุ่งเป้าหมายที่ อู่ อวี้ ร่างต้น ชั่ว
วิกฤตนี้เอง อู่ อวี้ ไม่มีที่ให้หลบซ่อนอีกต่อไป!
อู่ อวี้ แลเห็นว่า บัดนี้พวกมันเพียงแค่กระพือปีก
ถึงแม้ว่าปีกของพวกมันจะเล็กมาก แต่ก็ทำให้เกิดพายุที่
สามารถม้วนกวาดไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี มาพร้อมกับ
เสียงกรีดร้องแหลมเล็กของวิหค ที่ดังก้องกังวานไปนับ
หมื่นลี้
แต่อย่างน้อย ๆ อู่ อวี้ ก็มีโชคอยู่บ้าง เมื่อเขาเก็บ
‘ประตูปีศาจพิภพบรรพกาล’ ลงในถุงจักรวาล เขา
พบว่าตนเองประสบความสำเร็จ หากล้มเหลวแล้วล่ะก็
อู่ อวี้ คงได้ตกตายเป็นแน่แท้
ซึ่งเขาคงจะทำได้เพียงละทิ้ง ประตูปีศาจพิภพบรรพกาล
แล้วหลบหนีไป
แน่นอนว่าหากเขาตัดสินใจทิ้งประตู เขาก็ไม่มีทาง
กลับไปยังชมพูทวีปโลกธาตุได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดเป็น
ปัญหาใหญ่หลวงแก่เขา ท้ายสุดแล้วผู้คนที่ อู่ อวี้ ห่วงใย
มากมายยังอยู่ที่ชมพูทวีปโลกธาตุ แต่ถ้าเขามาติดอยู่ที่นี่
แล้วล่ะก็ มันก็เท่ากับเขาได้ตายไปแล้ว
ชั่วพริบตาที่เขาเก็บประตูปีศาจพิภพบรรพกาลลงไป อู่
อวี้ ก็ใช้ออกด้วยเมฆาตลบฟ้าขั้นที่ 2 เจาะทะลุมิติพร้อม
กับตีลังกาพลิกตลบออกไปทันที
ขณะที่เขาหลบหนีออกมานั้น อู่ อวี้ ก็แลเห็นว่าร่าง
อวตารของเขาถูกฉีกกระชากบดขยี้ทำลายในทันที และ
การโจมตีจากวิหคสีดำหลายตัวที่มุ่งเป้าหมายที่เขานั้น
กล่าวได้ว่ามันเฉียดปลายเส้นผมของเข้าไปเท่านั้น
” ถือเป็นการหลบหนีจากความตายอีกครั้งหนึ่ง! ปีศาจ
ของพิภพปีศาจบรรพกาล แข็งแกร่งขนาดนี้กันหมดเลย
งั้นหรือ? ”
อู่ อวี้ รู้สึกสงสัยจริง ๆ อย่างน้อยสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เขา
พบเห็นก็แข็งแกร่งทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง
ครานี้เขากลับมาบนพื้นแผ่นดิน ใช้ออกด้วยเทียมฟ้า
จรดดินย่อขนาดจนเล็กสุด จากนั้นก็หลบซ่อนตัวอยู่
ภายในโพรงของต้นพฤกษา โดยมิการเคลื่อนไหวแม้แต่
น้อย
โชคดี ประตูปีศาจพิภพบรรพกาล ในถุงจักรวาลของเขา
ยังบังเกิดการเปลี่ยนแปลงขยายใหญ่ขึ้นอยู่ตลอดเวลา
คงต้องรออีกประมาณ 1 ก้านธูป อู่ อวี้ ถึงสามารถ
กลับไปได้
” ครั้งต่อไป หากข้าจะหยดเลือดคงต้องคิดให้ดี ๆ แล้ว
มิเช่นนั้นหากมาตกตายอยู่ที่นี่ คงกลายเป็นเรื่องตลก
ครั้งใหญ่”
คาดว่า หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี คงไม่อาจอยู่ที่นี่
ได้ เพราะพวกเขาไม่มีวิชาหลบนี้เช่นดั่ง อู่ อวี้ ซึ่งเป็นไป
ได้ว่าคงต้องตายแน่ ๆ
จนถึงตอนนี้ อู่ อวี้ เดินทางมายัง พิภพปีศาจบรรพกาล
โดยที่ยังมิได้เข้าใจสิ่งใด หรือเตรียมใจพร้อมอย่าง
สมบูรณ์ นับว่าโชคดีแล้วที่เขายังไม่ตกตาย
หลังจากประสบกับประสบการณ์อันน่าสยดสยอง อู่ อวี้
ก็ไม่กล้าอยากรู้อยากเห็นสอดส่องสายตาก้าวไปไหนอีก
แล้ว
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป ในที่สุด ประตูปีศาจพิภพ
บรรพกาล ก็เปิดออกอย่างสมบูรณ์ เมื่อหมอกสีเทาและ
สายอัสนี อู่ อวี้ ก็นำประตูออกมาจากถุงจักรวาล ในเมื่อ
เขาไม่พบสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีกทั้งยังเต็มไปด้วยอันตราย
อย่างใหญ่หลวง เขาจึงก้าวเข้าไปในประตูโดยมิได้พูด
พร่ำทำเพลง ความรู้สึกของเขาหลังจากผ่านประตูเข้าไป
เหมือนกำลังเหยียบก้าวเข้าไปในม่านทะเลสาบ แล้วเขา
ก็ปรากฏตัวขึ้นบนท้องเรือของนาวาซ่อนเซียน เป็น
สถานที่ก่อน อู่ อวี้ จะเข้าไปในพิภพปีศาจบรรพกาล
” ไม่ว่าข้าจะเดินทางไปยังสถานที่ใด หลังจากกลับมาข้า
จะปรากฏขึ้นบนสถานที่เดิมเสมอ ซึ่งครั้งล่าสุดข้าอยู่บน
นาวาซ่อมเซียน ถึงแม้นาวาซ่อมเซียนจะเคลื่อนไหวอยู่
แต่ประตูพิภพปีศาจบรรพกาลก็ยังคงบันทึกตำแหน่งไว้
บนนาวา”
โดยที่สิ่งนี้ช่วยย้ำเตือน อู่ อวี้ ว่าหากเขาต้องการเดินทาง
ข้ามพิภพอีกครั้ง ไม่ว่าไปหรือกลับ เขาคนเลือกตำแหน่ง
ที่ปลอดภัยไว้ก่อนเสมอ ต้องไม่ใช่สถานที่วุ่นวาย หรือมี
ศัตรูอยู่รอบข้าง มิเช่นนั้นชีวิตของเขาคงต้องพบจุดจบ
“พี่ชายอวี้ ท่านกลับมาแล้ว พิภพปีศาจบรรพกาลเป็น
อย่างไรบ้าง! ”
” รีบพูดมาเลย อย่าหมกเม็ดเก็บไว้คนเดียว ” หนานซาน
หวางเยว่ ก็ยืนอยู่ที่นี่เช่นกัน
อู่ อวี้ ยังหวาดกลัวไม่หาย เขาสูดลมหายใจ แล้วกล่าว
ว่า “โดยพื้นฐานแล้ว พิภพปีศาจบรรพกาล นั้นมีอยู่จริง
ข้าไปที่นั่นมาแล้ว ”
” โอ้ ถ้างั้นก็รีบเปิดมันอีกครั้งสิ เราอยากเห็นว่าอีกโลก
หนึ่งเป็นเช่นไร? ” หนานซาน หวางเยว่ ก็กังวลอยู่
เช่นกัน
” อย่าไป ที่นั่นอันตรายเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ข้าก็ยังเอา
ชีวิตไม่รอด หากเดินทางข้ามพิภพครั้งต่อไปข้าต้องทิ้ง
ร่างกลืนสวรรค์ไว้ที่นี่ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกตายไป
จริง ๆ ” อู่ อวี้ กล่าวขึ้นด้วยความหวาดกลัว
แน่นอนว่าพวกเขาสงสัยว่าเกิดอันใดขึ้น
จากนั้น อู่ อวี้ ก็บอกเล่าประสบการณ์ที่เขาพบเจอให้กับ
พวกเขาฟัง
” สวรรค์ นี่มัน… ไม่น่าเชื่อเลย ทั้งกระต่าย มัจฉาน้อย
หรือแม้กระทั่งวิหคตัวเล็ก … ” เย่ซีซีกล่าวขึ้นด้วยความ
ไม่อยากจะเชื่อ
” โลกใบนั้นต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่
ผิดพลาดแน่นอน คาดว่าแม้กระทั่งยุงตัวเล็ก ๆ ก็คง
สังหารคนได้ ” หนานซาน หวางเย่ว กล่าวขึ้นอย่างตก
ตะลึง
………………
จบไปแล้วกับเล่มที่ 8 โดยที่ทิ้งปมเอาไว้ถึง 2 ปมใหญ่ ๆ
ด้วยกัน พิภพปีศาจบรรพกาล คืออะไรกันแน่? แล้ว
เบื้องหลังที่แท้จริงของ หนานกง เหว่ย เกิดอะไรขึ้นกัน
แน่?
การผจญภัยของ อู่ อวี้ และเหล่าสหายทั้งสองจะดำเนิน
ต่อไปอย่างไร สามารถติดตามต่อได้ในเล่มที่ 9 ‘จาริก
ศักดิ์สิทธิ์หมื่นทวีป’ กันได้เลย!!
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ